by MiG-3.59NTF on Sun May 04, 2008 11:27 pm
“ทีมขวานคู่ บินขึ้นได้”
แล้วเธอก็ให้สัญญาณอีกครั้ง ทีมขวานคู่ ก็บังคับเครื่องมาเข้าขบวนแถวตอนเรียงสองแล้วเร่งเครื่องทะยานขึ้นทีละสอง
“รับรองว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังจ้า ที่รัก”
สำเนียงรักถูกส่งผ่านเครื่องมือสื่อสารจากเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ของ จีซาด ผ่านเข้ามาที่หอควบคุมการบินและเครื่องบินทุกลำที่ร่วมภารกิจอย่างชัดเจน
“เฮ่ นี่เรากำลังอยู่ในสภาวะสงครามนะ ยังจะมีอารมณ์มาโรแมนติกกันอยู่อีกเหรอ”
ฟรังซัว ร้องขัดอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง
“อันความรักที่แท้จริงนั้น ไม่จำกัดเผ่าพันธุ์ ไม่จำกัดชนชั้น มันอยู่ที่ว่าใจส่งถึงกันรึเปล่า...”
ว่าแล้วพี่สาวของท่านนายพลจอมเบ่งก็พูดออกมาเป็นปรัชญาอย่างลอยๆ
“สีซอให้ควายฟังอยู่รึเปล่า เจ๊”
กอเนาะ ขัดขึ้นด้วยสำนวนไทยที่เอามาพูดเป็นภาษาอังกฤษ
“ผู้ที่ชอบแบ่งแยก จะไม่มีวันได้พบกับมัน ตราบใดที่ยังไม่เปิดใจ... สีซอให้ควายฟังเหรอ หมายความว่าไงเหรอ”
เอนเจลิก้า กล่าวปรัชญาต่อจนจบ แล้วเว้นช่วง ก่อนจะถามเกี่ยวกับสำนวนเมื่อครู่นี้
“ทีมกางเขนเงิน บินขึ้นได้ สีซอให้ควายฟัง คือ สำนวนไทยที่หมายถึงในทำนองว่า บอกความอะไรกับคนที่ไม่สนใจหรือคนที่ไม่เข้าใจและไม่มีวันจะเข้าใจ ควาย เป็นสัตว์ที่ชาติของฉันถือว่ามันโง่”
อารยา ให้สัญญาณครั้งสุดท้าย เครื่องบินทีมกางเขนเงิน ก็เร่งเครื่องทะยานขึ้นทีละสอง ก่อนที่เธอจะหันมาแปลสำนวนไทยที่ กอเนาะ เป็นคนพูด พร้อมกับให้ความรู้อีกเล็กน้อย
เมื่อ ฟรังซัว รู้ความหมาย เขาก็เดือดขึ้นมาทันใด แต่ก็ได้แค่ส่งคำด่าหยาบคายไปให้ผู้กล่าวสำนวนเท่านั้น แม้ในใจอยากจะกดปุ่มปล่อยมิสไซล์พุ่งเข้าระเบิดเครื่องของ กอเนาะ ขนาดไหนก็ตาม แต่ถึงอย่างไร เขาก็ถือเป็นเพื่อนคนหนึ่งเหมือนกัน ถึงแม้จะเป็นเพื่อนที่ไม่อยากจะนับเป็นเพื่อนก็ตาม
ทั้งหมดบินตาม จีซาด จนทันแล้วแต่ละทีมก็เข้าขบวนแบบจั่วบินขนาบข้าง เครื่องเอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ที่ลายไม่ซ้ำลำไหน ก่อนจะเชิดหัวไต่ระดับขึ้นไปโดยพร้อมเพียง ทุกคนรู้ขั้นตอนกันดีต่างค่อยๆ ผลักคันเร่งขึ้น เร่งเครื่องที่มีความแตกต่างกันในด้านอัตราเร่งได้อย่างเสมอกันทุกลำ ประกอบกับการบังคับเครื่องในการเชิดขึ้น ซึ่งมีความแตกต่างกันในด้านอัตราเลี้ยวอีกเช่นกัน ผู้ที่ขับเครื่องที่ลำเล็กแต่ความคล่องตัวต่ำสุดดึงขึ้นอย่างเต็มที่ ในขณะที่ผู้ที่ขับเครื่องปีกลูกไปข้างหน้าต้องค่อยๆ ดึง แต่ทุกคนก็สามารถทำได้อย่างเสมอกันไม่มีลำไหนหลุดจากขบวน และโดยไม่ต้องบอกอะไรกันทุกคนหยุดเชิดเครื่องขึ้นที่ 80 องศา ผู้ที่ขับเครื่องปีกลู่ไปข้างหน้าผลักคันเร่งอย่างเต็มที่ ในขณะที่ผู้ที่ขับเครื่องที่มีขนาดเล็กที่สุดและจำนวนเครื่องมากที่สุดผลักคันเร่งอย่างระมัดระวัง ในสามแบบนี้ ดูเหมือนผู้ที่เลือกขับเครื่องที่เรียกว่า “บ้าพลัง” ในด้านการโจมตี จะบังคับเครื่องได้สบายที่สุด เพราะสมรรถนะอยู่ตรงกลางระหว่าง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 และ มิก-3.59
ในเวลาไม่นาน ทุกคนก็ออกสู่อวกาศและต่างเร่งเครื่องกันอย่างเต็มกำลังเพื่อหนีแรงดึงดูด ในขณะเดียวกัน ทั้งหมดก็แยกฝูงออกเพื่อให้เร่งกันได้อย่างตามสบาย แสงสีฟ้าจากเครื่องยนต์ส่องสว่างแผ่รัศมีสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล และแล้วทั้งหมดก็หนีแรงดึงดูดพ้น แต่ก็ต้องติดเครื่องปล่อยแรงขับสำหรับเบรกกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับเครื่องที่ทั้งเล็กทั้งแรงยิ่งต้องปล่อยออกมาถึงขั้นต้องเรียกว่า “ระเบิด” กันเลยทีเดียว ขั้นตอนทั้งหมดดูเหมือนจะยาก แต่ทุกคนกลับทำได้เหมือนเป็นเรื่องง่าย แล้วกลับมาเข้ารูปขบวนกันอีกครั้ง
“นี่ยาน สปรินเทอร์ ฉันคือ นายพลอากาศเอกหญิง ลินดา โอลูวา ถึง หมู่บินที่กำลังเข้ามา โปรดแสดงตัวด้วย” มีเสียงผู้หญิงที่ฟังเหมือนอายุแค่หลักสองดังเข้ามาในห้องนักบินของทุกคน
“นี่ฝูงบินหางด้วน ผม นายพลเอก จีซาด อารามิก เป็นผู้บัญชาการ รหัส อิสราเอลี่บัสตาร์ด”
“พวกคุณต้องการอะไร”
“เรามีภารกิจจะมาประจำการชั่วคราวที่ยานของคุณ ขอลงจอดได้มั้ย”
“สถานะของคุณเป็นยังไงบ้าง”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดี”
“อนุญาตให้ลงจอดที่ลานจอด แอลยู6”
“ขอบคุณมาก”
“ยินดีเสมอ พี่น้อง เลิกกัน”
จีซาด และผู้บัญชาการยาน สปรินเทอร์ คุยกันเสร็จ ผู้ที่เปิดฉากสนทนาก่อนก็ปิดท้ายด้วยสำเนียงแร็พ ทุกคนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แต่สำหรับ ฟรังซัว จอมเหยียดแล้วเขารู้สึกกระอักกระอวลใจอย่างยิ่งยวด ...ไม่ ไม่ ฉันจะไม่มีวันอยู่ใต้บังคับบัญชาแกหรอก นังแร็พชั้นต่ำ... เขาคิดอย่างเต็มไปด้วยอคติ แต่มันก็ติดอยู่ด้วยที่ว่า ตัวเองนั้นแบ่งยศแบบไม่แบ่งเผ่าพันธุ์ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมเสียศักดิ์ศรี และเข้ามาอยู่ใต้บังคับบัญชาแต่โดยดี
ภายในไม่กี่นาที ทั้งหมดก็มาถึงทางเข้าลานจอด ทั้งหมดกวาดตามองยานรบที่อยู่ตรงหน้าอย่างชื่นชม มันเป็นยานที่สวยมากผสมไปกับความน่าเกรงขามชนิดทำให้ขนลุกได้ มีอย่างเดียวที่ทุกคนไม่เห็น คือ ปืนประจำยาน พวกเขาไม่เห็นปืนสักกระบอก ต่างคิดกันไปต่างๆ นานา ซึ่งรวมทั้ง จีซาด ด้วย ...ไหนบอกว่าเป็นยานลาดตระเวนประจัญบาน ไหนล่ะ ปืนใหญ่ลูกปรายพลาสมา อาวุธขึ้นชื่อของไซโอเปีย...
แล้วทั้งหมดก็ทยอยกันเข้าไปจอดในยานครั้งละสองลำ ทะลุผ่านม่านพลังงานสีชมพูอ่อนใสที่กั้นระหว่างอากาศข้างในกับสุญญากาศข้างนอก ภายในลานจอดอาบไปด้วยแสงจากหลอดไฟสีเหลืองอ่อน จนกระทั่งลงจอดครบทุกลำ ประตูอัตโนมัติสองบานที่ปากทางเข้าปิดบีบเข้าหากันจนสนิท แสงไฟสีเหลืองอ่อนถูกเปลี่ยนเป็นแสงไฟธรรมดา มีสัญญาณปลอดภัยดังขึ้นสามครั้ง มันเป็นสัญญาณสากลที่ทุกคนเข้าใจดี แล้วฝาครอบห้องนักบินของเครื่องบินที่เพิ่งลงจอดทุกลำก็เปิดออกจนสุด นักบินทุกคนลุกขึ้นนั่งจากท่านอน แล้วต่างก็ปีนลงจากเครื่องบินทางบันไดที่ทหารที่ประจำอยู่ช่วยกันเข็นมาเทียบ
“สวัสดีพี่น้อง ขอต้อนรับสู่ยานสปรินเทอร์ แห่งกองกำลังสอดแนมที่ 4 หน่วยย่อยที่ 15...”
เสียงของหญิงวัย 30-40 ดังมาจากทางเดินทางด้านตะวันออก เมื่อทุกคนหันไปมองก็เห็นหญิงผิวดำ รูปร่างเพรียวบาง สูงราวๆ 160 เซนติเมตร ใบหน้ารูปไข่ ตาคมสีดำ ริมฝีปากทาริปสติกสีชมพู ไว้ผมยาวประบ่าเหยียดตรง สวมเครื่องแบบทหารอากาศไซโอเปียติดยศพลเอก
“ฉันคือ นายพลอากาศเอกหญิง ลินดา โอลูวา ยินดีที่ได้รู้จักนะ พี่น้อง”
ถึงแม้การทักทายจะเป็นกันเอง แต่นักบินแห่งฝูงบินหางด้วนทุกคนก็ยืนตรงทำความเคารพยกมือทำวันทยาหัต แต่ยกเว้นแต่ จีซาด ซึ่งทำความเคารพเพียงไม่กี่วินาทีเขาก็ลดมือลง ทุกคนจึงทำตามเพราะเขาเป็นผู้บัญชาการ แล้ว ลินดา และ จีซาด ก็เดินเข้าหากัน ทุกคนเข้าใจว่าทั้งคู่แค่กำลังจะจับมือกัน แต่ทว่า เมื่อเดินเข้ามาในระยะห่างกันประมาณ 2 ฟุตแล้ว ทั้งสองอ้าแขนออกแล้วตรงเข้ากอดกันอย่างเพื่อนรักแล้วต่างหัวเราะออกมา ก่อนปล่อยมือจากกันและกัน
“นึกว่าหายไปไหน ที่แท้ก็มาเป็นผู้บัญชาการฝูงบินเอ็นทีเอฟนี่เอง”
ลินดา เป็นฝ่ายเริ่มการสนทานก่อน เธอแหงนหน้ามอง จีซาด อย่างคิดถึง ซึ่งอีกฝ่ายก็มองตอบด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน
“เธอเองก็ใช่ย่อยนะ ได้เป็นถึงผู้บัญชาการยานรบรุ่นใหม่ ทีแรกอ่านในเอกสารมอบภารกิจ เห็นบอกว่าเป็นชั้น แร็กนารอก แต่ที่ไหนได้...”
จีซาด เว้นช่วงถอนหายใจ
“โครงสร้างน่ะใช่เลยมันคือ แร็กนารอก แต่ที่ไม่ใช่ก็ตรงที่ว่าตอนบินเข้ามาไม่เห็นปืนสักกระบอก”
“ก็นี่แหละ แร็กนารอก แต่เป็นรุ่นใหม่ใช้ชื่อชั้นว่า แร็กนารอก-เอสเอ็ม เป็นยานลาดตระเวนหนักล่องหน ในตอนนี้คลังแสงยานรบอวกาศไซโอเปียมีอยู่แค่ 2 ลำเอง”
“ว้าว ขนาดนั้นเชียว”
ผู้บัญชาการฝูงบินหางด้วนร้องออกมาอย่างไม่เชื่อหู แล้วหาเรื่องชวนคุยต่อ
“เอ่อ ว่าแต่เรื่องการชิงตำแหน่งราชินีแร็ปเปอร์ตอนนี้ไปถึงไหนแล้วล่ะ”
“ได้ตำแหน่งราชินีมาเรียบร้อยแล้ว ว่าแต่สถานะมวยสากลของเธอตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
เมื่อได้ยินคำถามเกี่ยวกับมวยสากล เขาก็เหล่ไปข้างหลังนิดหนึ่ง คนที่ตกอยู่ในสายตาของเขาก็ คือ ฟรังซัว เด็กใหม่ทีมกางเขนเงินยศพลโทจอมเบ่ง เหล่านักบินทุกคนยกเว้น ผู้ที่ตกอยู่ในสายตาของ จีซาด ต่างเข้ามารวมกลุ่มกันแล้วซุบซิบกันเบาๆ อยู่ภายในวง
“ก็ตอนนี้เป็นแชมป์ 7 สมัยซ้อน แต่ตอนนี้กำลังจะมีคนขึ้นชิงแชมป์อยู่น่ะ”
มันเป็นคำพูดที่จงใจจะให้ไปถึง ท่านนายพลจอมเบ่ง แม้จะดูเหมือนคุยกันสองคนตามประสาเพื่อนตายก็ตาม แต่ ฟรังซัว ในตอนนี้ร้อนตัวอย่างที่สุด เมื่อได้ยินทั้งคำซุบซิบเกี่ยวกับการพนันมวย และเสียงคุยของสองนายพลเอกชายหญิง เขาจึงกระแอมออกมาในเวลาที่เหมาะสม แม้ในด้านศีลธรรมแล้ว มันออกจะเสียมารยาทอยู่บ้าง แต่ในด้านการทหารมันคือการเตือน วงพนันมวยหยุดลงทันที และเกือบจะพร้อมๆ กัน จีซาด และ ลินดา ก็หยุดคุยกันด้วย ทุกคนหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว
“ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับท่าน แต่เรามาที่นี่เพราะภารกิจนะครับ ไม่ใช่ให้ท่านมาคุยกันประสาเพื่อนซี๊”
ฟรังซัว มองไปทางคู่ซี๊นายพลเอก แล้วกล่าวเตือนเรื่องงานด้วยน้ำเสียงเคร่ง ทั้ง จีซาด และ ลินดา หันมาเผชิญกับพลโทจอมเบ่งอย่างตรงๆ
“แล้วคุณคือ”
ลินดา ถามเรียบๆ
“ผมคือ พลอากาศโท ฟรังซัว เดอลองวิโก้”
สิ้นเสียงแนะนำตัวก็มีเสียงล้อเบาๆ จากวงพนันมวยดังขึ้น
“จริงๆ เป็นเด็กใหม่ทีมกางเขนเงินน่ะครับ”
แม้จะเป็นเสียงเบาๆ จนเกือบจะอยู่ในลำคอ แต่ทุกคนก็ได้ยินและแทบกลั้นหัวเราะกันไม่อยู่ แต่ยกเว้นผู้บัญชาการยานสปรินเทอร์ เธอหัวเราะออกมาอย่างเต็มเสียง แล้วถามคนโดนล้ออย่างตรงๆ ว่า
“นี่นายเป็นลูกน้องนายทหารยศเรืออากาศโทเหรอ”
ถึงแม้จะไม่ได้คำตอบจากเจ้าตัว แต่ก็มีเสียงจากวงพนันมวยดังขึ้นตอบให้อย่างตรงประเด็น นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงของนักบินหญิงชาวมองโกเลียดังเสริมขึ้นมาอีกว่า
“แค่นั้นยังน้อยไป ตอนนี้เขามีตำแหน่งต่ำกว่ายศพันจ่าเอกอีกนะ”
ดูเหมือนตอนนี้กำลังเป็นช่วงของการ “เอาคืน” ของเหล่าสมาชิกทีมกางเขนเงินที่ต่างก็มียศต่ำกว่าเด็กใหม่ และมักจะโดนเหยียดเผ่าพันธุ์และยศอยู่เสมอ เมื่อสิ้นเสียงของ หลิน ก็มีเสียงเสียดสีตามมาอย่างหนาหู แม้กระทั่งพี่สาวของเด็กใหม่ทีมกางเขนเงินก็ร่วมวงด้วย จนในที่สุด ฟรังซัว ก็ระเบิด วิ่งไล่เตะคณะล้อเลียนอย่างบ้าคลั่ง จึงมีแต่ นิโคไล คัง และ โอเลก ที่ไม่ได้ร่วมด้วยหลีกออกห่างเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับ จีซาด และ ลินดา
“จะไม่ห้ามหน่อยเหรอ” ลินดาหันไปถาม จีซาด อีกครั้ง แล้วได้คำตอบว่า
“ไม่เป็นไรหรอก อยู่ในฝูงบินหางด้วน เราถือกฎว่า “เราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่มีการแบ่งยศ เผ่าพันธุ์ หรืออื่นๆ ที่เป็นสิ่งพิเศษเฉพาะบุคคล ยกเว้นแต่มีพิธีเป็นทางการ” เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงหรอก”
ลินดา หัวเราะเบาๆ แล้วบอกกับทหารที่ตามเธอมาว่าให้นำทางเหล่านักบินฝูงบินหางด้วนไปยังห้องพัก ก่อนจะกล่าวขอตัวกับ จีซาด และผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา แล้วหันหลังเดินย้อนกลับทางเดิม
ทหารที่ได้รับคำสั่งให้มานำทางมีหน้าตาออกไปทางคนญี่ปุ่น ตาคมลึกสีดำ จมูกโด่ง ใบหน้าเกลี้ยงรูปไข่ ตัดผมสั้นรองทรงสูง รูปร่างพอๆ กับ โอเลก เขาเดินเข้ามาหา จีซาด แล้วบอกเรียบๆ ว่า
Last edited by
MiG-3.59NTF on Sat May 10, 2008 12:17 pm, edited 2 times in total.