Welcome
Welcome to <strong>Fiction Factory (Open Beta)</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

[S] Ace War NTF: Shadow Enemy (ปัจจุบัน ตอน 1 ช่วง 4)

นักแต่งฟิคทั้งหลาย สามารถมาลง fiction ของตัวเองที่นี่
<br>
<font size=2 color=red>*ก่อนลงนิยายขอให้ศึกษากฏกันให้ดีก่อนนะครับ...</font>

Moderators: Crimsonwing, 青 お姉さん, Zinc

[S] Ace War NTF: Shadow Enemy (ปัจจุบัน ตอน 1 ช่วง 4)

Postby MiG-3.59NTF on Sat Feb 16, 2008 5:21 pm

นี่เป็นนิยายไม่รับสมัครของผมเรื่องที่ 2 นะครับ ผมตัดสินใจว่าจะพักเรื่อง Rockman Zero Doomsday ที่บอร์ดประมูลไปก่อน เป็นนิยายที่แตกออกมาจาก Rockman Series ของผมเนี่ยแหละ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทนำ

ในอนาคตอันไกลแสนไกล จักรวาล 3 จักรวาล ร่วมเป็นพันธมิตรกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

ฮาร์ดิจินอล ตัวตั้งตัวตีในการเซ็นสัญญาพันธมิตร ในอดีตเป็นจักรวาลที่มีแต่สงครามนับร้อยๆ ครั้ง ผู้ที่อยู่ในจักรวาลนี้เหมือนจะโดนคำสาปอะไรสักอย่างหนึ่ง จิตใจ นั้นโหดร้ายป่าเถื่อน พวกเขาทำสงครามทั้งกับมนุษย์ด้วยกัน ทั้งกับสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ และแม้กระทั่งกับเทพเจ้าที่เหล่าประชากรของจักรวาลนี้ลืมไปแล้ว แม้จะเป็นเทพเจ้าแต่ก็ต้องถูกมนุษย์ขับไล่ออกไปจากจักรวาล ด้วยกำลังทหารและเทคโนโลยีทางทหารอันน่าเหลือเชื่อ เทพเจ้าองค์ใดที่แข็งข้อก็จะถูกสังหารอย่างทารุณ ถ้าองค์ใดยอมจำนนก็จะถูกลบอำนาจเทพลดลงกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา มีบางพวกที่หนีรอดไปได้แล้วคิดที่จะกลับมาล้างแค้น บางพวกก็เลิกแล้วต่อกันเพราะเกรงกลัวมนุษย์ พวกที่กลับมาล้างแค้นก็ถูกกำจัดอย่างสิ้นซาก ฮาร์ดิจินอลจึงเหลือเพียงโลกมนุษย์ และโลกวิญญาณ ไม่มีสวรรค์และนรก

หลังเสร็จศึกกับเทพเจ้า มนุษย์ก็หันหน้ามาทำสงครามกันอีกหลายครั้ง จนกระทั่งสงครามเริ่มจะสงบ และหันมาเจรจากันด้วยปากแทนการใช้อาวุธ มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับหลายจักรวาล แต่ก็ถูกปฏิเสธหลายครั้ง ไม่ค่อยมีจักรวาลไหนอยากจะเจริญสัมพันธไมตรีด้วยเนื่องจากสงครามขับไล่พระเจ้า จึงมีเพียงจักรวาลที่ได้รับการช่วยเหลือด้านการทหารระหว่างมีสงครามเท่านั้นที่ยอมทำสัญญาด้วย

ไซโอเปีย อดีตจักรวาลอริกับฮาร์ดิจินอล เคยถูกฮาร์ดิจินอลใช้ 'เดธกีฟเวอร์' ฐานยิงอาวุธพลังงานผสมเลเซอร์กับพลาสมายิงใส่โลกด้วยพลังงานอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับพลังงานทั้งหมด แต่ก็ทำให้เกือบต้องสูญสิ้นโลก

ในสงครามครั้งก่อนๆ เป็นจักรวาลที่มีเทคโนโลยีการทหารทัดเทียมกับฮาร์ดิจินอลและประชากรของจักรวาลนี้ก็เหมือนจะถูกคำสาปอะไรสักอย่างหนึ่งคล้ายๆ กับฮาร์ดิจินอล แต่แทนที่จะทำสงครามกันเอง กลับยกทัพรุกรานจักรวาลอื่นล่าอณานิคมไปทั่ว จักรวาลไหนแข็งข้อก็จะถูกถล่มด้วยฝน 'ไซโอเปียนซูเปอร์นิวเคลียร์' เป็นอาวุธที่ใช้ในบทบาทเดียวกับ เดธกีฟเวอร์ จนจักรวาลนั้นๆ ถูกลบออกไปจากห้วงอวกาศ นอกจากนี้เคยรบกับเทพเจ้าที่ถูกขับไล่ออกจากฮาร์ดิจินอล และได้ทำลายล้างจนหมดสิ้น ชื่อเสียงของไซโอเปียโด่งดังพอๆ กับฮาร์ดิจินอล จนกระทั่งถูกโจมตีด้วย เดธกีฟเวอร์ ข่าวคราวเกี่ยวกับจักรวาลนี้ก็เงียบไป

ในสงครามครั้งล่าสุด ไซโอเปียกลับมาเพื่อถอนรากถอนโคนฮาร์ดิจินอลด้วยกำลังทหารและเทคโนโลยีที่เหนือกว่า เป็นฮาร์ดิจินอลนี่เองที่ไปเสริมเขี้ยวเล็บให้ไซโอเปีย ด้วยการโจมตีด้วยเดธกีฟเวอร์ ทำให้ไซโอเปียพัฒนาเทคโนโลยีชีวจักรกล (หรือไซบอร์ก) ขึ้นมาได้ในระดับที่ก้าวหน้ามาก จนฮาร์ดิจินอลต้องขอความช่วยเหลือจากหนึ่งในจักรวาลที่เคยไปเจริญสัมพันธไมตรีด้วย แล้วไซโอเปียก็แพ้สงคราม ไม่ใช่จากกองทัพผสม แต่เพราะกลุ่มล้มล้างรัฐบาล จึงได้เกิดการเซ็นสัญญาสงบศึกกันขึ้น


เอ็กเซเดียร์ ครั้งหนึ่งเป็นจักรวาลไร้ชื่อ เป็นจักรวาลที่ขึ้นชื่อว่าสมบูรณ์แบบที่สุด จิตใจของประชากรไม่ได้เหมือนถูกลงคำสาปเอาไว้แบบสองจักรวาลแรก มีวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เด่นไปทางด้านใดด้านหนึ่ง

ในช่วงเวลาราวๆ กลางศตวรรษที่ 21 เริ่มมีการสร้างหุ่นยนต์ที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์ขึ้นเพื่อรับใช้มนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกฝ่ายหนึ่งสร้างหุ่นยนต์เพื่อยึดครองโลก จึงเป็นต้นกำเนิดของ ตำนานสีฟ้า ในช่วงกลางศตวรรษที่ 22 หุ่นยนต์เริ่มถูกสร้างให้มีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น เรียกว่า ‘เรพพลอยด์’ แต่อย่างไรก็ตามก็มีเรพพลอยด์อีกกลุ่มที่มีความผิดปกติทางด้านพฤติกรรม มีชื่อเรียกว่า ‘อิเร็กกุลาร์’ ดังนั้นองกรที่มีชื่อว่า ‘อิเร็กกุลาร์ฮันเตอร์’ ก็ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อคอยจัดการกับพวกอิเร็กกุลาร์ แต่ก็มีอิเร็กกุลาร์บางพวกที่อยู่เหนือการควบคุมของอิเร็กกุลาร์ฮันเตอร์ตัวตั้งตัวตีหลัก คือ ‘ซิกม่า’ ตำนานสีฟ้าภาค 2 จึงเกิดขึ้น เจ้าของตำนานสีฟ้านี้สามารถช่วยกอบกู้โลกไว้ได้หลายครั้ง จนมีครั้งหนึ่ง ฮาร์ดิจินอล ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเจริญสัมพันธไมตรี จักรวาลที่เคยโชกโชนไปด้วยสงครามนี้จึงส่งกำลังทหารเข้าช่วย และได้เป็นพันธมิตรกันในที่สุด หลังจากสงครามซิกม่าครั้งสุดท้าย ชื่อ เอ็กเซเดียร์ จึงถูกมอบให้กับจักรวาลนี้

ความเป็นพันธมิตรระหว่างสองจักรวาลนี้ดำเนินไปได้เกือบ 300 ปี ก่อนจะแตกหักลงเมื่อเอ็กเซเดียร์ ได้รัฐบาลเผด็จการขึ้นครองอำนาจ โดยเรพพลอยด์ที่ถูกซิกม่าไวรัสเข้าครอบงำ เอ็กเซเดียร์แตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง คือ รัฐบาลเผด็จการ อีกฝ่ายหนึ่ง คือ กลุ่มกบฏ ซึ่งนำโดยมนุษย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเรพพลอยด์และเคยร่วมรบกับตำนานสีฟ้า รู้จักกันในนาม ‘บอสเอ็กเซล’ ในขณะที่เขากำลังจะขอความช่วยเหลือไปยังสองพันธมิตรฮาร์ดิจินอลและไซโอเปีย รัฐบาลเผด็จการก็เปิดฉากการโจมตีสายฟ้าแลบใส่ทั้งสองจักรวาลซะก่อน ด้วยการที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองจักรวาลได้ทำสนธิสัญญาหยุดการพัฒนาอาวุธไว้ก่อนแล้ว อาวุธสุดยอดทั้งหลายก็ถูกแยกชิ้นส่วนนำไปเก็บไว้ตามดาวเคราะห์ต่างๆ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด แต่ทว่ามันก็ถูกรัฐบาลเผด็จการเอ็กเซเดียร์ชิงไปจนได้และกำลังจะนำมาประกอบใหม่ที่โรงงานอาวุธนอกเขตจักรวาล แต่สุดท้ายก็ต้องถูกทำลายย่อยยับด้วย ไซโอเปียนซูเปอร์นิวเคลียร์ขนาด 2 เทอร์ราตัน (2000 เมกะตัน) และสุดท้าย บอสเอ็กเซล ก็ได้นำกำลังกบฏเข้าล้มล้างรัฐบาล และยึดอำนาจให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม แล้วได้เซ็นสัญญาพันธมิตรกับอีกสองจักรวาลอีกครั้ง

ในช่วงเวลาที่ทั้งสามจักรวาลเป็นพันธมิตรกันนั้นก็สงบสุขอยู่ได้เป็นเวลานับร้อยๆ ปี แต่ทว่าความสงบสุขนั้นก็ถูกบั่นทนทีละน้อยด้วยการเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายอวกาศ ซึ่งเป็นการรวมตัวของอาชญากรสงครามจากหลายๆ จักรวาล เริ่มด้วยการก่อวินาศกรรมเล็กๆ น้อยๆ แล้วค่อยๆ ใหญ่ขึ้นๆ จนในที่สุด พวกมันก็เปิดสงครามเต็มรูปแบบ ด้วยการส่งหน่วยสลัดอวกาศเข้ายึดกองยานผสมของไซโอเปียกับเอ็กเซเดียร์ แล้วเปิดฉากโจมตีใส่โคโลนีย์ศูนย์การค้ากลาง ต่อด้วยการโจมตีแบบแฝงตัวเข้าไปในศูนย์บัญชาการใหญ่ของทั้งสามจักรวาล แล้วจัดการกับทหารและเจ้าหน้าที่ ที่ประจำการอยู่อย่างสายฟ้าแลบ แต่ก็ถูกสกัดไว้ได้ด้วยหน่วยรบพิเศษ รัฐบาลของทั้งสามจักรวาลได้เข้าประชุมหารือกันและได้เปิดฉากตอบโต้อย่างเต็มรูปแบบ มีการก่อตั้งหน่วยรบพิเศษที่ถูกยกเลิกไปในอดีตขึ้นมาใหม่หลายหน่วย รวมทั้งมีการจ้างทหารรับจ้างเข้ามาด้วย โดยเฉพาะกับกองทัพอากาศที่มีทหารรับจ้างเข้ามาประจำการเป็นจำนวนมากกว่าเหล่าทัพไหนๆ ดังนั้นจึงมีการตั้งโครงการฝูงบินพิเศษขึ้นเพื่อขับเครื่องบินพิเศษภายใต้โครงการ เอ็นทีเอฟ


จบบทนำ
Last edited by MiG-3.59NTF on Fri Aug 29, 2008 3:39 pm, edited 9 times in total.
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby Aeolus on Tue Feb 19, 2008 3:54 am

โอเคครับ ^^

เรื่องนี้มันมองได้สองแง่
1. คนแต่งช่วยทำให้มันอ่านง่ายๆหน่อย
2. คนอ่านก็ก๊อบไปวางใน word แล้วปรับอ่านเองตามสะดวกสิ

มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นฝ่ายลดทิฐิลงเท่านั้นเอง

ปล. สามัคคีคือพลังนะฮะ...
Image
User avatar
Aeolus
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 98
Joined: Mon Feb 18, 2008 3:36 pm
Location: โลกแห่งความเป็นจริง

Postby Zamma on Tue Feb 19, 2008 8:25 pm

แค่คุยถกกันนะงับ ไม่รุนแรงขนาดนั้นหรอกมั้ง ?

ปล. เข้ามาทักทายเฉยๆงับ
ปวดตับ เมื่อยไต ใจสั่น ฉันรักเธอ
Image
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby LunaRWhiteclifT on Tue Feb 19, 2008 10:54 pm

รับแซ่บ และจะปฏิบัติตามคะ ^^




ปล. ขออภัยเจ้าของกระทู้ด้วยนะคะ ^^
"All the DARKNESS in the world con not extinguish the LIGHT of single CANDLE"
- ไม่ว่าความมืดมิดสุดสายบนนภา ยากยั่งลึกสู่โลกาสุดวิสัย
แต่มิอาจจะเทียมทานสู้แสงไฟ จากเทียนไขโชตช่วงเพียงเล่มเดียว...
User avatar
LunaRWhiteclifT
นักรบฝึกหัด
นักรบฝึกหัด
 
Posts: 372
Joined: Thu Feb 14, 2008 9:10 pm
Location: ดินแดนไร้รัก...

Postby MiG-3.59NTF on Fri Feb 22, 2008 12:07 am

ตอนที่ 1 พยัคฆ์ติดปีก

ช่วงที่ 1

จักรวาลเอ็กเซเดียร์ โลก ประเทศบอสเนีย 20 ปีหลังสงคราม

ภายในห้องแคบๆ ที่ตบแต่งเรียบๆ มีคนๆ หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาเป็นคนผิวขาวสวมเสื้อยืดสีเหลืองกางเกงยีนส์สีดำเรียบๆ เบื้องหน้าเป็นคนสองคน คนหนึ่งเป็นผู้ชายถือกล้องวีดีโอถ่ายมาที่ใบหน้ารูปไข่ของเขา ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงถือไมโครโฟนนั่งเก้าอี้หันหน้าเข้าหาเขานั้น ใช่แล้วทั้งคู่เป็นนักข่าว นัยน์ตาสีเขียวเหลือบขึ้นสบ มือของเขายกขึ้นเสยผมสีน้ำตาลอมแดงยาวประบ่า แล้วถอนหายใจออกมาผ่านจมูกที่งุ้มลงของเขา

กล้องเริ่มเดินตากล้องก็ให้สัญญาณ นักข่าวหญิงก็ยื่นไมโครโฟนเข้าไปใกล้ผู้ถูกสัมภาษณ์คนนั้นโดยถือให้อยู่ในระดับคอ

“สวัสดีครับ ผมเป็นเรพพลอยด์ชื่อว่า โอเลก หรือ ขวานคู่ 4 รหัส เมทัลฮาร์ท...” แล้วเรพพลอยด์ผู้ถูกสัมภาษณ์ก็เริ่มพูด เริ่มด้วยการแนะนำตัวพลางเลิกแขนเสื้อข้างขวาขึ้นแสดงหลักฐานว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ ต่อด้วยคำถามของนักข่าวหญิง

“พวกเพื่อนร่วมฝูงของผมน่ะเหรอครับ เอ... จะเริ่มยังไงดีล่ะ...” โอเลกเงียบไปครู่หนึ่ง

“อืม... เอาเป็นว่าเริ่มจากสมาชิกเลขมากสุดก่อนเลยแล้วกันนะครับ แน่นอนอยู่แล้วว่าผม คือ สมาชิกที่เลขมากที่สุด ซึ่งไม่นับ ผมจะเริ่มที่ ขวานคู่ 3 แล้วกัน เขาชื่อ คัง โฮ อิน เป็นคนจักรวาลเอ็กเซเดียร์แบบผมเนี่ยแหละ เขาเป็นนักบินมือดีจากเกาหลี...” ขวานคู่ 4 หยุดพูดแล้วลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นวางรูป เขาหยิบรูปถ่ายที่อยู่ในกรอบไม้หอม เป็นภาพถ่ายหมู่ของฝูงบินที่เขาเคยประจำการอยู่ แล้วเขาก็เดินกลับมานั่งที่เก้าอี้วางรูปลงบนตักหันรูปหากล้องชี้นิ้วไปที่ชายคนหนึ่งในรูป แล้วพูดต่อ

“นี่แหละเขาล่ะ เขาใช้รหัสว่า สกั๊ด เขาเป็นคนเรียบง่าย คิดเร็ว ทำเร็ว เป็นคนที่สนิทสนมเป็นพิเศษกับขวานคู่ 1 เป็นคนโผงผาง เปิดเผย มีจิตใจที่อ่อนไหว ไม่ค่อยกินเส้นกับขวานคู่ 2 สักเท่าไหร่แต่ก็สามารถร่วมงานกันได้...” แล้วเขาก็ชี้ต่อไปที่ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาในรูป

“ต่อมา คือ ขวานคู่ 2 เป็นผู้หญิงและทหารรับจ้างคนเดียวในฝูงบินของเรา เธอชื่อ เอนเจลิก้า เดอลองวิโก้ ใช้รหัสว่า แกมเบลอร์ มาจากไซโอเปีย เป็นนักพนันสาวฝรั่งเศส เธอมักจะชอบทำอะไรเสี่ยงไปหมด กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ร่าเริง ตรงไปตรงมา เธอดูเป็นแม่พระผู้มาโปรด แต่มีอย่างเดียวที่พวกเราไม่ค่อยจะชอบเธอสักเท่าไหร่ ก็ตรงที่มั่นใจในตัวเองเกินไปเนี่ยแหละ ชอบทำอะไรเสี่ยงๆ อยู่เรื่อย ทำให้ทั้งฝูงต้องคล้อยตามเธออยู่บ่อยๆ และ...” คราวนี้เขาชี้มาที่ชายคนที่ยืนอยู่ระหว่างเขากับขวานคู่ 3

“หัวหน้าของพวกเรา เขาชื่อ นิโคไล ซาโรเยียฟ ใช้รหัสว่า อีวิลแอ็กซ์ มาจากฮาร์ดิจินอล เป็นลูกครึ่งรัสเซีย-โปลิช บุคลิกท่าทางของเขาดูเป็นผู้นำอย่างยิ่ง แต่นิสัยของเขาน่ะเหรอ ก็อย่างที่บอกไว้ข้างต้นนั่นแหละครับ เขาสนิทสนมกับขวานคู่ 3 เป็นพิเศษ เป็นคนตลกร้าย นี่เป็นจุดเดียวละมั้งที่เขากับขวานคู่ 3 เข้ากันไม่ได้ นิสัยของเขาคล้ายกับขวานคู่ 3 มากยกเว้นเรื่องตลกร้ายกับเรื่องที่เขาเป็นคนใจแข็งมาก...” โอเลกถอนหายใจแล้วเอนหลังพิงพนัก


“ทีมขวานคู่ รายงานด้วย” เสียงชายพูดผ่านเครื่องมือสื่อสารดังผ่านเข้ามาในห้องสำหรับบังคับอะไรอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีกระจกแต่เป็นจอภาพรอบด้านเป็นภาพของท้องฟ้ายามบ่าย ฟ้าโปร่ง มีแผงควบคุมที่เหมือนกับที่อยู่ในห้องนักบินเครื่องบนรบ คนบังคับอยู่ในท่านอน มือข้างขวาของเขาจับอยู่ที่คันบังคับแบบแท่ง ส่วนมืออีกข้างก็อยู่ที่คันบังคับอีกอันมีลักษณะเป็นเกียร์ แผงควบคุมตรงหน้าก็มีจอเอชยูดีขนาดจอโทรทัศน์ขนาด 17 นิ้ว แสดงเป็นหน้าต่างหลายหน้าต่าง แต่ละหน้าต่างก็แสดงเป็นรูปต่างๆ เมื่อนำมารวมกันแล้ว มันเป็นการแสดงสถานะของเครื่องบินนั่นเอง

“ขวานคู่ 1 พร้อม” ชายในชุดนักบินสีดำ สวมหมวกนักบินสีดำขานตอบ พลางมองไปข้างหน้าอย่างปราศจากจุดหมาย ก่อนจะมีเสียงนักบินหญิงและชายอีกอย่างละ 1 คนขานต่อ

“ขวานคู่ 2 พร้อม”

“ขวานคู่ 3 พร้อม”

“เอาล่ะในเมื่อพวกคุณพร้อมแล้วก็ดี พวกคุณคงรู้เงื่อนไขทั้งหมดแล้วนะ” ชายคนเดียวกับที่พูดผ่านเครื่องมือสื่อสารเข้าไปที่ห้องนักบินของ ‘ขวานคู่ 1’ ยืนอยู่ในหอควบคุมการบินรูปทรงกระบอกตั้งขึ้นมันสูงประมาณตึก 7 ชั้น เป็นสีลายพรางทะเลทราย

“กำหนดเวลา 30 นาที ถ้าใครอยู่รอดถึงขนาดนั้นได้ถือว่าสอบผ่าน ถ้าพวกเขายิงเราลำใดลำหนึ่งตกได้ถือว่าสอบผ่าน ถ้าพวกเราถูกยิงตกหมด พวกที่ยิงเราตก คือ พวกที่สอบผ่าน พวกเราใช้ได้แต่ปืนใหญ่อากาศ พวกเขาใช้อะไรก็ได้ ถ้าพวกเขาล็อกเราได้เกิน 5 วินาทีถือว่าพวกเขาสอยเราได้” นักบินขวานคู่ทั้งสามทวนเงื่อนไขเป็นเสียงเดียวกัน แล้วมือข้างซ้ายของทั้งสามก็ดันคันโยกไปข้างหน้า สันดาปท้ายถูกเปิด ทั้งสามเครื่องพุ่งไปข้างหน้าอย่างเร็ว

เครื่องบินสามลำบินไปในรูปสามเหลี่ยม แต่ละลำมีหน้าต่างแตกต่างกันไป ลำที่บินนำหน้าเป็นเครื่องบินขับไล่ทาลายพรางสีเทาอ่อน-เข้ม ปีกลู่ไปข้างหน้าประมาณ 36 องศา คานาร์ดและแพนระดับลู่ไปข้างหลัง 45 องศา ไม่มีหาง มี 3 เครื่องยนต์ ท่อดูดอากาศสองท่อเปิดอยู่ทางด้านบนส่วนท่อกลางเปิดอยู่ด้านล่าง ติดชื่อรุ่นว่า ‘มิก-3.59’

ลำที่บินตามหลังเยื้องไปทางขวาเป็นเครื่องบินขับไล่สีแดงตรงกลางลำเป็นรูปหัวกะโหลกสีดำ เป็นเครื่องบินปีกสามเหลี่ยมลู่ไปข้างหลัง 55 องศา มีแฟลพสร้างเป็นรูปสลับฟันปลา คานาร์ดลู่ไปข้างหลัง 60 องศา ไม่มีหาง มี 3 เครื่องยนต์ ท่อดูดอากาศเปิดอยู่ด้านล่างทั้งสามท่อ ติดชื่อรุ่นว่า ‘แอทลาส’

และลำที่บินตามหลังเยื้องไปทางซ้ายเป็นเครื่องบินขับไล่สีน้ำเงินตรงกลางลำเป็นรูปนกอินทรีเหล็กสีทอง เป็นเครื่องบินปีกลู่ไปข้างหลัง 50 องศา คานาร์ดและแพนระดับลู่ไปข้างหลัง 55 องศา ไม่มีหาง มี 4 เครื่องยนต์ ท่อดูดอากาศเปิดทั้งบนและล่างอย่างละ 2 ท่อ ติดชื่อรุ่นว่า ‘เอฟ/เอ-เอ็กซ์14’ ทั้งสามลำมีการออกแบบมาในรูปแบบลูกผสมปีกบิน ทำให้มีคุณสมบัติล่องหนไปจากเรดาร์ธรรมดา ที่ปลายปีกข้างขวาเป็นรูปขวานสองหน้าสีดำกับขาวไขว้กัน ปลายปีกซ้ายเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัว คือ ‘เอ็นทีเอฟ’

อีกด้านหนึ่งก็มีฝูงบินอีกฝูง เป็นฝูงใหญ่ มีเครื่องบิน 3 แบบแต่ละแบบมีหน้าตาคล้ายกับของทีมขวานคู่ แต่เป็นแบบมีหางและลำใหญ่กว่าเล็กน้อย

“อะไรกัน เนี่ยเหรอการทดสอบ พวกเราทั้งฝูงรุมครูฝึก 3 ลำเนี่ยนะ” มีเสียงบ่นจากนักเรียนอวดดีดังออกมาผ่านไปยังหอบังคับการและเครื่องบินทุกลำ

“ใช่ นี่แหละการทดสอบ มีพวกเยอะไม่ใช่ว่าจะชนะเสมอไปนะเจ้าหนู” เสียงเตือนจากขวานคู่ 3 ดังผ่านอุปกรณ์สื่อสารมาบ้าง

“ต่อให้เป็นพันก็บ่ยั่น” เสียงใสๆ จากขวานคู่ 2 เสริมมาในเชิงดูถูก

“ถ้าแน่จริงมาดวลกันตัวต่อตัวเลยดีกว่ามา” นักเรียนอวดดีท้า

“เฮ่ หยุดก่อนได้มั้ย ข้างนอกกำลังมีสงครามอยู่นะ มาแตกคอกันเองได้ยังไงกัน ให้สงครามจบก่อนเถอะ หลังจากนี้จะไปตายที่ไหนก็ไปเลย” ขวานคู่ 1 ปรามมาด้วยน้ำเสียงต่ำแล้วดังขึ้นในตอนหลังอย่างถากถาง ทำเอานักเรียนอวดดีคนนั้นเกือบจะห้ามตัวเองไว้ไม่อยู่

เมื่อสิ้นเสียงของขวานคู่ 1 ขวานคู่ 3 ก็เร่งเครื่องเต็มกำลังอัดสันดาปท้ายพุ่งเข้าใส่กลางฝูงบินของนักเรียนด้วยความเร็วสูง ทางด้านนักเรียนที่ไม่ทันระวังตัวก็แตกขบวนกันไปทั้งฝูง ก่อนที่ขวานคู่อีกสองจะบินเข้ามาสมทบ

เสียงนักเรียนร่วมเกือบร้อยส่งเสียงเอะอะโวยวายดังอื้ออึงไปหมด ด้วยเครื่องยนต์สี่เครื่องของเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ที่บินโดยขวานคู่ 3 โดยมีท่อแรงขับปรับทิศทางได้ผนวกกับการที่เขาเปิดสันดาปท้ายแช่ ทำให้เขาพุ่งไปด้วยความเร็วที่สูงมากๆ ประกอบกับฝีมือการบังคับชั้นเซียน ทำให้ไม่มีใครสามารถยิงถูกเขาได้เลย ท่ามกลางความวุ่นวาย เครื่องของครูฝึกอีกสองลำ ก็เข้าไล่จี้เครื่องของนักเรียนแล้วสาดปืนใหญ่อากาศเพนท์บอลใส่ทำละลำอย่างง่ายดาย เพราะมัวแต่ไปไล่โจมตีใส่ขวานคู่ 3 ที่ไม่ได้ตอบโต้ ได้แต่บินหลบหลีกหลอกล่ออยู่แบบนั้น

ฝูงบินของนักเรียนจากตอนแรกที่มีจำนวนเกือบร้อย ตอนนี้เหลืออยู่เพียงไม่กี่ลำ ยิ่งเหลือจำนวนน้อย เหล่าครูฝึกก็เริ่มจะรู้สึกถึงฝีมือของนักเรียนได้มากขึ้น พวกเขาคิดอย่างเดียวกัน คือ อยากจะใช้อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ยิ่งไปกว่านั้นนักเรียนบางคนยังใช้ปืนใหญ่อากาศไล่ยิงขวานคู่ 3 ด้วยซ้ำ

“สกั๊ด รายงานสถานะด้วย” ขวานคู่ 1 บอกกับขวานคู่ 3 พลางไล่ยิงนักเรียนคนหนึ่งอยู่ และกำลังจะสอยได้ แต่ทว่าเขาก็ต้องฉีกออกเมื่อนักเรียนอีกคนเข้าจี้หลังแล้วสาดปืนใหญ่อากาศใส่ เขารู้สึกได้ทันทีว่าถูกยิงแล้ว แต่มาตรวัดยังบอกว่าเขายังไม่ถูกยิงตก

“ฉันไม่เป็นไร แล้วนายเป็นไงบ้าง อีวิลแอ็กซ์” ขวานคู่ 3 ตอบกลับมาในตอนนี้เขาสลัดนักเรียนคนนั้นหลุดแล้ว ตอนนี้เขากำลังตรงเข้ามาช่วยขวานคู่ 1 อยู่

“แกมเบลอร์ คุ้มกันด้วย” เขาบอกกับขวานคู่ 2 อย่างเร็วพลางเข้าจี้หลังนักเรียนที่กำลังไล่ยิงขวานคู่ 1 อยู่

“ปฏิเสธ” เป็นคำตอบสั้นๆจากขวานคู่ 2 เพราะเธอก็ถูกไล่จี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็จี้ได้ไม่นานนักบินสาวหักพลิกเครื่องตีลังกาอย่างแรงหันหัวเครื่องลงมาที่ตัวเครื่องบินแล้วกดยิง หัวกระสุนสีขนาด 37 มิลลิเมตรจากปืนใหญ่อากาศทั้ง 4 กระบอกพุ่งเข้าเป้าอย่างถนัด นักเรียนผู้ถูกยิงต้องออกจากการสอบอย่างจำใจ

“แกมเบลอร์ สถานะของเธอเป็นยังไงบ้าง” ขวานคู่ 1 ถาม

“เรียบร้อย กำลังตามไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ” เธอตอบอย่างเรียบๆ แล้วหักเลี้ยวเครื่องตรงเข้าสมทบกับขวานคู่ 1 ทันที แต่ทันใดนั้น เสียงคอมพิวเตอร์ของเธอก็พูดขึ้นว่า

“ถูกล็อก”

ขวานคู่ 2 ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด แต่เธอกลับยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจแล้วหักเครื่องหลบ นักเรียนที่กำลังไล่เธออยู่ก็รู้เท่าทัน หักเลี้ยวเครื่องตามล็อกเธอแบบกัดไม่ปล่อย จนเวลาผ่านไป 5 วินาทีตามเงื่อนไข แกมเบลอร์เลิกบินหลบหลีก แล้วหันเลี้ยวเครื่องมุ่งหน้าไปยังลานบินโรงเรียนการบินทหาร

“นักเรียน เปิดเผยตัวเองด้วย” ขวานคู่ 2 ส่งคำถามไปยังห้องนักบินของนักเรียน ผู้ที่ยิงเธอตก

“รหัสนักเรียน อีเอ็กซ์เอเอฟ022592ดับบลิว48 กองทัพอากาศเอ็กเซเดียร์ ชื่อ โอเลก เป็นเรพพลอยด์ชื่อรหัส เมทัลฮาร์ท” นักเรียนที่ถูกถามตอบเรียบๆ พลางบินขึ้นไปเคียงกับขวานคู่ 2

“ยินดีด้วยนะ เมทัลฮาร์ท แหม นึกว่าจะไม่มีคนเอ็กเซเดียร์สอบผ่านซะแล้ว” ขวานคู่ 3 ร้องมาอย่างยินดี

เวลาผ่านไปจบเกือบครบ 30 นาทีไม่มีนักเรียนคนไหนอีกเลยที่สอบผ่าน ต่างถูกขวานคู่ 1 และขวานคู่ 3 ประสานงานกันผลัดกันยิงผลัดกันล่อ เป็นการผสมผสานระหว่างความพลิ้วสุดขั้วและการพุ่งตัวด้วยความเร็วสุดขั้ว

หลังการสอบจบ ขวานคู่ 3 ก็หันเลี้ยวเครื่องเปิดสันดาปท้ายเร่งความเร็วเต็มสมรรถนะ ไปทางตรงกันข้ามกับลานบิน ความเร็วของเครื่องบินขับไล่สี่เครื่องยนต์พุ่งขึ้นแบบพรวดพราด เขาทิ้งห่างลานบินออกไป ที่มาตรวัดความเร็วตอนนี้บอกความเร็วอยู่ที่ มัค 31 แล้วเขาก็หันเครื่องเลี้ยวกลับไปยังลานบิน ตีวงกว้างเป็นกิโลเมตร ความเร็วยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ มัค 35

ในขณะเดียวกันเหล่าเพื่อนร่วมฝูงและนักเรียกต่างลงจอดและเครื่องบินของพวกเขาต่างทยอยเก็บเข้าโรงไปหมดแล้ว ยังคงเหลือแต่ขวานคู่ 3 ที่ยังบินอยู่
Last edited by MiG-3.59NTF on Fri Feb 22, 2008 12:10 am, edited 1 time in total.
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Fri Feb 22, 2008 12:09 am

“การคัดเลือกนักบินเที่ยวนี้ผมขอบอกตรงๆ ว่า น่าผิดหวังมากทีเดียว เพราะมีคนผ่านเพียงคนเดียว ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม พวกคุณถึงได้รับเลือกให้มารับการทดสอบนี้...” ชายผิวขาวร่างสูงใบหน้ากลมสูง จมูกโด่ง นัยน์ตาสีฟ้า ผมรองทรงสีทองคำขาว ไว้หนวดเคราบางๆ สวมเครื่องแบบทหารอากาศสีดำยศนายพลอากาศจัตวาแห่งกองทัพอากาศฮาร์ดิจินอลเป็นผู้ยืนพูดอยู่บนเวที เสียงของเขาแสดงถึงความผิดหวังอย่างชัดเจน เป็นการแสดงท่าทางจากใจจริง เหล่านักเรียนที่นั่งฟังอยู่ต่างเงียบกันไป

อีกด้านหนึ่ง ผู้หญิงผิวขาวผมทองในเครื่องแบบทหารหญิงสีน้ำเงินยศนาวาอากาศเอกแห่งกองทัพอากาศไซโอเปีย กำลังยืนอยู่หลังเวทีกับเรพพลอยด์แห่งกองทัพอากาศเอ็กเซเดียร์ผู้ที่ยิงเธอตก ตอนนี้เขาสวมเครื่องแบบทหารอากาศสีขาวยศเรืออากาศเอก

“แล้วครูฝึกที่ขับเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ล่ะครับ” โอเลกถามขึ้น พลางกวาดสายตาสบกับตาสีฟ้าของขวานคู่ 2 ทำให้เขาใจลอย ใบหน้าของนักบินสาวนั้นสวยมาก ใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่ง นัยน์ตาสีฟ้า ผมสีทองที่มัดไว้อย่างเรียบร้อย ริมฝีปากเล็กที่ทาลิปสติกสีแดงเอาไว้ ผิวของเธอเนียนโดยธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องสำอาง

“เดี๋ยวเขาก็ลงมาเองแหละ” ขวานคู่ 2 ตอบเรียบๆ โดยไม่มองหน้า เธอเดินไปที่ม่านแง้มดูเล็กน้อยแล้วหันมาบอกกับโอเลก

“เอาล่ะพอขวานคู่ 1 พูดจบ เธอเดินนำไปเลยนะ”

การกล่าวสุนทรพจน์ของขวานคู่ 1 ดำเนินไปอย่างเรียบๆ แม้จะมีคำเสียดสีบ้างแต่ก็ไม่มีเสียงโวยตอบมา จนกระทั่งเขาเว้นช่วงครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ

“และตอนนี้ก็ถึงเวลาแนะนำตัวผู้ที่สอบผ่านของเราแล้ว หนึ่งเดียวคนนี้ เมทัลฮาร์ท หรือ โอเลก เรืออากาศเอกแห่งกองทัพอากาศเอ็กเซเดียร์คนนี้” เมื่อสิ้นเสียงหัวหน้าทีมขวานคู่ก็ถอดไมโครโฟนออกจากแท่นแล้วเหยียดไปข้างหน้าสุดแขนแบบนักร้องที่แสดงสดในงานคอนเสิร์ต เป็นการขอเสียงปรบมือ แล้วเหล่านักเรียนก็ปรบมือแสดงความยินดีกับนักเรียนผู้สอบผ่าน มีทั้งคนที่ไม่เต็มใจ และคนที่เต็มใจ แต่เสียงปรบมือก็เข้ากันได้อย่างน่าประหลาด

โอเลก เดินออกมาจากหลังเวทีโดยมีขวานคู่ 2 เดินตามมาด้วย เรพพลอยด์นักบินค่อยๆ ก้าวโดยตั้งสติให้มั่นคงให้มากที่สุด เพราะเหล่าเพื่อนนักเรียนที่สอบไม่ผ่านกำลังจ้องเขาด้วยสายตาอิจฉาริษยา มีบางคนส่งซิกแหวกเสียงปรบมือให้จากที่นั่งแถวหลังๆ ว่า ‘ระวังตัวให้ดี’ เขามองด้วยหางตาแล้วทำเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อไป ส่วนขวานคู่ 2 ก็หันไปค้อนด้วยหางตาพลางส่งซิกกลับเป็นข้อความอวัจนภาษาอย่างหนึ่ง ทำให้นักเรียนคนนั้นสงบลง

“เอาล่ะ ทุกคนสงบลงก่อน ต่อไปนี้จะเป็นการมอบเหรียญนักบินในโครงการ เอ็นทีเอฟ ขอเชิญ นาวาอากาศเอกหญิง เอนเจลิก้า เดอลองวิโก้ เป็นผู้มอบเหรียญ” แล้วขวานคู่ 1 ก็ประกาศออกอากาศก้องไปทั่วห้อง

ขวานคู่ 2 เดินไปที่แท่น ซึ่งมีกรอบไม้บุฟองน้ำวางอยู่ ในกรอบมีเหรียญเข็มกลัดรูปนกเหล็กสีเงินกางปีกไม่มีหางมีตัวอักษรภาษาอังกฤษสีทอง เอ็นทีเอฟ พาดทับ วางอยู่ เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วหันกลับเดินมาหาโอเลก

เรพพลอยด์หนุ่มก็ยืดอกให้ติด แล้วเอนเจลิก้าก็ติดเหรียญนั้นให้กับโอเลกแล้วจับมือแสดงความยินดีตามขั้นตอน แล้วขวานคู่ 1 ก็เหยียดไมโครโฟนขอเสียงปรบมืออีกครั้ง นักเรียนทุกคนยังคงทำตาม แม้จิตใจจะไม่ปลื้มปิติไปด้วยก็ตาม เมื่อสิ้นเสียงปรบมือขวานคู่ 1 ก็หันมาหาโอเลกแล้วกระซิบข้างหูว่า

“อุดหูซะ”

เมทัลฮาร์ททำท่างง แต่เมื่อเห็นเอนเจลิก้าเอามือปิดหู เขาก็ทำตาม

“เอาล่ะต่อไปนี้จะเป็นขั้นตอนสุดท้าย ปิดภาคเรียน ปีหน้าขอให้ทุกคนโชคดี” ขวานคู่ 1 กล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลก ก่อนจะวางไมโครโฟนไว้บนแท่นแล้วอุดหูตัวเอง เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เหล่านักเรียนก็นึกกันว่าเป็นแค่มุขตลก แต่ทันใดนั้นเองก็เกิดเสียงดังราวกับระเบิดนิวเคลียร์ลง เกิดแรงสั้นสะเทือนอย่างรุนแรงไปทั่วตัวอาคารราวกับแผ่นดินไหว เหล่านักเรียนรวมทั้งโอเลกต่างหมอบลงเพราะนึกว่าเป็นแผ่นดินไหวจริงๆ แต่ยังไม่ทันที่จะได้หมอบกันเต็มท่า เสียงก็ซาลง แรงสั่นสะเทือนก็เบาลง ขวานคู่ 1 ขึ้นแท่นหยิบพูดอีกครั้ง

“และนาวาอากาศเอก คัง โฮ อิน ยังคงทำให้ที่กล่าวปิดภาคเรียนของเขาได้ดีอีกเช่นเคย”

บัดนี้ คำถามที่โอเลกสงสัยว่า ครูฝึกที่บินเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 อยู่ไหน ก็ได้รับการเฉลย ด้วยการทำโซนิคบูมที่ความเร็ว 35 เท่าของเสียง

รู้สึกตัวอีกทีเรพพลอยด์หนุ่มก็เงยหน้าขึ้นเห็นหัวหน้าทีมขวานคู่ยืนปรบมือด้วยใบหน้ายิ้มแย้มในแนวตลกร้าย

หลังจากพิธีมอบเหรียญในวันรุ่งขึ้น โอเลก ก็มายืนอยู่หน้าประตูทางเข้าฐานทัพอากาศแห่งหนึ่ง เหนือหัวขึ้นไปใต้ชายคามีป้ายพลาสติกแขวนอยู่ มันเขียนไว้ว่า “สำหรับประชาชน ยินดีต้อนรับสู่ฐานทัพอากาศพันธมิตรไมโนทอร์” และ “สำหรับทหารทุกนาย ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่ ไมโนทอร์ เรื่องของพวกท่าน คือ เรื่องของพวกเรา”

เรพพลอยด์นักบินหนุ่มเงยหน้าขึ้นอ่านแล้วยิ้มแหยๆ ก่อนจะเหลียวหลังกลับไปมองเหล่าทหารอากาศต่างจักรวาลและจักรวาลเดียวกัน ถ้ามี เขาสังเกตเห็นความกลมเกลียวของพวกเขาเหล่านั้น แล้วเกิดความรู้สึกดีอย่างประหลาด และที่เขาสังเกตได้อีกอย่างตั้งแต่เดินเข้ามา คือ เครื่องบินเกือบทุกลำ เป็นเครื่องบินแบบเดียวกับที่ครูฝึกใช้ในวันก่อน แล้วโอเลกก็หันกลับมามองตรงไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ยืดอกเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไป

เมื่อเข้ามาในตัวอาคาร โอเลก ก็กวาดตามองไปรอบๆ มันเป็นทางเดินโล่งๆ แยกออกเป็นสามทาง ในแต่ละทางก็จะแบ่งออกเป็นห้องๆ แต่ละห้องมีป้ายบอกอยู่ชัดเจน เขาหันรีหันขวางอยู่พักหนึ่งแล้วก็มาหยุดความสนใจอยู่ที่เคานเตอร์ที่มีป้ายพลาสติกแขวนอยู่ มันเขียนว่า “ประชาสัมพันธ์/ฝ่ายกิจการทหาร” แล้วเขาก็เดินตรงเข้าไป

ภายในวงเคาน์เตอร์รูปวงกลมมีทางเข้าออกกว้างขนาด 3 คนเดินอยู่คนละด้านกับที่เขายืนอยู่ ทหารในเครื่องแบบติดยศจ่าบ้างพันจ่าบ้างนั่งประจำอยู่ โอเลก สบตากับทหารคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างหน้า แล้วทหารคนนั้นก็กล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร

“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ” ภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นออกจากปากทหารคนนั้นอย่างชัดถ้อยชัดคำตามที่สำเนียงจะให้ชัดได้มากที่สุด

“เป็นทหารใหม่โครงการเอ็นทีเอฟมารายงานตัวครับ” โอเลก ตอบอย่างสุภาพพลางยื่นเอกสารรายงานตัวให้

“เรืออากาศเอก โอเลก กองทัพอากาศเอ็กเซเดียร์...” ทหารคนนั้นทวนตำแหน่งและชื่อพลางกดแป้นคีย์บอร์ด แล้วเขาก็ตาลุกวาวอุทานเสียงดัง จนคนข้างๆ หันมาสนใจ

“โว้ว ได้เข้าทีมขวานคู่เลยเหรอ”

โอเลกไม่ตอบ ยืนยิ้มแห้งๆ

“เอาล่ะเรียบร้อยครับ ไปที่ห้องประชุมได้เลยครับ” แล้วทหารผู้ทำหน้าที่ยืนยันการรายงานตัวยื่นเอกสารบางส่วนกลับคืนให้ เมื่อ โอเลกเดินห่างออกไปได้เกือบสิบก้าว ทหารที่นั่งข้างๆ กับคนที่ยืนยันการรายงานตัวให้ก็ตะโกนไล่หลังมาว่า

“นายแน่มาก ไอ้เสือ” นั่นนับเป็นคำชมที่เกือบจะทำให้เรพพลอยด์เสืออากาศเหลิงแล้วเที่ยวเบ่งไปทั่ว แต่แล้วโดยที่เขาไม่ต้องเบ่งก็มีเสียงประกาศที่ทำให้เขาต้องเบ่งโดยไม่ตั้งใจดังขึ้น เขาตกใจกับคำประกาศนั้นมาก

“ประกาศจากประชาสัมพันธ์ ทีมขวานคู่ มีเด็กใหม่ ทุกคนรู้จักเขาไว้ซะ นี่คือหน้าตาของเขา...” ยังไม่ทันที่จะหายตกใจ จอโทรทัศน์ทั่วฐานทัพก็ขึ้นเป็นภาพหน้าจากบัตรประจำตัวทหารของเขา

“นี่คือ ทหารเรพพลอยด์ยศเรืออากาศเอก ชื่อว่า โอเลก จากกองทัพอากาศเอ็กเซเดียร์”

ผู้ได้รับการกล่าวถึงแทบจะเอาถุงกระดาษคลุมหน้า เขานึกถึงป้ายพลาสติกใต้ชายคานั่นขึ้นมาได้ในทันที ...เรื่องของพวกท่าน คือ เรื่องของพวกเรา... เขาคิด เมื่อสิ้นเสียงประกาศก็มีเสียงเฮ ดังลั่นตามมา

โอเลก พยายามทำใจให้สงบที่สุดแล้วก้าวเดินต่อไป แม้จะรู้สึกเสียวๆ บ้างเวลาเดินผ่านทางแยกและทางเดินใหญ่ๆ ตลอดทางที่เขาเดินไปตามทางเดิน ก็มีเสียงการขับร้องเพลงมาร์ชประสานเสียงของทหารและเจ้าหน้าที่ทั้งฐานทัพดังแว่วเข้ามาในทางเดิน แม้เสียงจะอื้ออึงแต่ก็พอจะจับเนื้อได้ว่า “...เรื่องของพวกท่าน คือ เรื่องของพวกเรา เราเหล่าทหารอากาศผสม เราเป็นครอบครัวเดียวกัน...” เรพพลอยด์นักบินหนุ่มรู้สึกกระอักกระอวลใจเป็นอย่างยิ่งกับการรับน้องใหม่แบบนี้ มันรู้สึกทรมานยิ่งกว่าการถูกใส่ให้ไปทำอะไรที่น่าอายหรือทรมานตัวเองหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่อะไรทำนองนี้

เขาเดินทนการรับน้องนี้ไปตลอดทาง จนในที่สุดเขาก็เดินมาถึงที่หมาย เรืออากาศเอกเรพพลอยด์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะเดียวกันเสียงเพลงมาร์ชก็เงียบลงด้วย มันเงียบลงไปหมด จากเสียงที่อื้ออึงตอนนี้กลายเป็นเสียงที่เขาได้ยินตอนเดินเข้ามาตอนแรก แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขายังรู้สึกไม่โล่งใจนัก ...ในเมื่อเราแค่เป็นเด็กใหม่ของทีมๆ หนึ่ง ยังมีการร้องประสานเสียงกันขนาดนั้น นี่ถ้าเราเดินผ่านประตูเข้าไปมันจะขนาดไหน... เด็กใหม่ทีมขวานคู่คิด แล้วยืนคิดอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะยืดอกแล้วตัดสินใจเอื้อมมือไปกดปุ่มเปิดประตูอิเล็กทรอนิกส์

เมื่อประตูเปิดออก ก็เห็นเป็นห้องโล่งๆ ไม่ได้มีอะไรอย่างที่คิดเอาไว้ มีเพียงครูฝึกทั้งสามและทหารหญิงยศเรืออากาศตรีรูปร่างผอมบางแบบคนเอเชียผิวเหลืองผมรองทรงสีดำคนหนึ่ง ที่กำลังนั่งๆ ยืนๆ มองดูและคุยกันเกี่ยวกับเอกสารบนเก้าอี้พร้อมโต๊ะ

“อ่อ เขามาแล้วค่ะ” เรืออากาศตรีหญิงเงยหน้าขึ้นแล้วเห็น โอเลก พูดขึ้นเรียกเหล่าครูฝึก

“อ้าว ว่าไง ชอบการต้อนรับของเรารึเปล่า” ขวานคู่ 1 เมื่อเห็น โอเลก เขาก็เดินกางแขนเข้ามาเหมือนจะกอด

“เอ่อ คือ...” โอเลก กำลังปริปากจะพูด ขวานคู่ 1 ก็เดินเข้าถึงตัว แล้วเขาก็โอบกอดจริงๆ

“เออ นี่ระวัง...” ยังไม่ทันขาดคำของเอนเจลิก้า แหวนไฟฟ้ากระตุกของขวานคู่ 1 ก็แนบเข้ากับแผ่นหลังของเด็กใหม่

เมทัลฮาร์ท สะดุ้งโหยงแทบกระโดด แล้วผลักขวานคู่ 1 ออกห่าง ก่อนจะสบถออกมาคำหนึ่ง

“นี่เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ” โอเลก พูดเกือบจะเป็นเสียงตะวาด

“อะไรกันล้อเล่นนิดหน่อยเอง” ขวานคู่ 1 พูดเสียงติดตลก ก่อนจะถอดแหวนโชว์ ครูฝึกอีกสองคนและนายทหารหญิงยศร้อยตรีก็พลอยขำไปด้วย แล้วเขาเดินเข้าไปทำท่าจะกอดอีกครั้ง แต่ถูกยันไว้โดยฝ่ามือข้างซ้ายของร้อยเอกเรพพลอยด์

ในขณะที่มือข้างซ้ายยันอกของขวานคู่ 1 ไว้ มืออีกข้างก็แบเหยียดตรง นิ้วทั้งห้าแนบชิดติดกัน แล้วยกขึ้นทำความเคารพอย่างแข็งแรง พลางปากก็พูดไปด้วยน้ำเสียงที่แข็งและสั้นว่า

“เรืออากาศเอก โอเลก รหัส เมทัลฮาร์ท จากกองทัพอากาศเอ็กเซเดียร์ รายงานตัวครับ”

“อะไรกัน จริงจังไปได้ นายไม่ได้อ่านป้ายหน้าทางเข้าหรอกเหรอ” ขวานคู่ 3 พูดขึ้นบ้างพลางเดินเข้าไปหา

“ครับผมอ่านมาแล้ว ‘เรื่องของพวกท่าน คือ เรื่องของพวกเรา’ ใช่มั้ยครับ” โอเลก ยังคงทำจริงจังเป็นทางการอยู่

“แล้วนายเข้าใจความหมายของมันรึเปล่า” ขวานคู่ 1 พูดเสียงเคร่งลงพลางมองตาของโอเลก

“ความหมาย” เด็กใหม่ทวนคำในลักษณะคำถาม
Last edited by MiG-3.59NTF on Sat May 10, 2008 11:48 am, edited 1 time in total.
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Fri Feb 22, 2008 12:16 am

“ใช่แล้ว ความหมายของมันก็คือ...” เสียงของขวานคู่ 3 ลดต่ำลงบ้าง ฟังดูจริงจัง

ความเงียบปกคลุมไปชั่วขณะ โอเลก มองหน้าเคร่งขรึมของครูฝึกทั้งสองผลัดกันไปมา พยายามอ่านความคิดของทั้งสองคน แต่แล้วยังไม่ทันที่จะได้อ่าน ครูฝึกทั้งสองก็ยิ้มออกมา แล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันดังๆ

“พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เมื่อกี้นี้เป็นเพียงหนึ่งในธรรมเนียมรับคนเข้าบ้านของพวกเรา และตั้งแต่นี้ไปนายจะเป็นสมาชิกขวานคู่คนที่ 4 และจะเป็นสมาชิกใหม่ในความครัวใหญ่ในบ้าน ไมโนทอร์ แห่งนี้”

โอเลก ลดมือทั้งสองข้างลง ความรู้สึกรำคาญตอนนี้เปลี่ยนเป็นความรู้สึกดีๆ อีกครั้ง

“พวกเรายินดีที่ได้รู้จักนายนะ โอเลก...” หัวหน้าทีมขวานคู่พูดไปพลางยื่นมือให้จับ เด็กใหม่ก็ยื่นมือมาจับ แล้วเขย่าเบาๆ

“จะขอแนะนำตัวและคนในทีมอีกครั้งนะ ฉัน พลอากาศจัตวา นิโคไล ซาโรเยียฟ จักรวาลฮาร์ดิจินอล ตำแหน่ง หัวหน้าทีมขวานคู่ รหัส อีวิลแอ็กซ์...” หลังจากแนะนำตัวเองแล้ว ขวานคู่ 1 ก็ชี้ไปที่ขวานคู่ 3 ที่ยืนอยู่ข้างๆ

“นี่คือ นาวาอากาศเอก คัง โฮ อิน จักรวาลเอ็กเซเดียร์ ตำแหน่งขวานคู่ 3 รหัส สกั๊ด...” แล้วเขาก็ชี้นิ้วหัวแม่มือไปข้างหลังตรงไปยัง เอนเจลิก้า

“ส่วนที่นั่งอยู่นั่นก็คือ นาวาอากาศเอกหญิง เอนเจลิก้า เดอลองวิโก้ จักรวาลไซโอเปีย ตำแหน่งขวานคู่ 2 รหัส แกมเบลอร์ เอาล่ะ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เริ่มได้เลย คุณประเสริฐศรี” หลังจากแนะนำตัวเอนเจลิก้าเสร็จ เขาก็หันไปบอกกับร้อยอากาศตรีหญิง ที่ยืนอยู่บนเวทีประจำเครื่องฉายภาพอยู่ก่อนแล้ว

“เอ่อ ลืมแนะนำไปเลย นี่คือ เรืออากาศตรีหญิง อารยา ประเสริฐศรี หนึ่งในเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของเรา มาจากไซโอเปีย” ระหว่างที่นิโคไลกำลังแนะนำตัวของร้อยอากาศตรีหญิงอยู่ เธอก็หยิบรีโมทขึ้นกดเปิดเครื่องฉายภาพ

ภาพที่ฉายจากเครื่องฉายภาพ ผุดขึ้นมาเป็นภาพสามมิติสีเขียวอ่อน เป็นข้อความขึ้นจำนวนมากแผ่ออกกว้างจะแทบจะชนผนังห้อง ในขณะเดียวกัน โอเลก เดินมานั่งที่เก้าอี้ตรงกลางแถวหน้าใกล้ๆ กับเอนเจลิก้า โดยมี คัง เดินตามมาติดๆ

“นี่เป็นกฎง่ายๆ ของฐานทัพเราค่ะ คุณซาโรเยียฟ หรือใครก็ตาม ที่คุณจะถามถึงไม่ได้เป็นคนตั้งมันขึ้นมาค่ะ กฎนี้ถูกตั้งขึ้นตั้งแต่เริ่มเปิดใช้งาน เพราะฉะนั้นอ่านให้เข้าใจด้วย มีอะไรสงสัยถามได้นะคะ คุณโอเลก” อารยา พูดปากเปล่าด้วยความชำนาญพรางตาก็มองไปที่ร้อยเอกเรพพลอยด์ ที่กำลังนั่งอ่านอย่างตั้งใจ

โอเลก นั่งอ่านไปบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า จนในที่สุดเขาก็ถามขึ้นอย่างเรียบๆ

“กฎข้อไหนแหกได้บ้าง”

“เฉพาะกฎธรรมเนียมค่ะ แหกได้แทบทุกข้อ ยกเว้นข้อเดียว คือ ถ้ามีพิธีอะไรที่เกี่ยวกับตัวคุณ คุณต้องไปร่วม มันขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะเลือกปฏิบัติยังไง” เสียงเรียบๆ ของ อารยา ตอบกลับมา แล้วผู้ตอบก็ถามต่อว่า

“มีอะไรอีกมั้ยคะ”

เรืออากาศเอกเรพพลอยด์เงียบ แล้วให้สัญญาณมือแทนคำพูดว่า ต่อไปได้เลย แล้วเรืออากาศตรีหญิงก็กดรีโมท ภาพข้อความที่แผ่ออกเกือบชนผนังห้องก็หุบกลับเข้ามาแล้วกลายรูปเป็นภาพร่างของเครื่องบินขับไล่แบบไม่มีหางสามลำ มันเป็นแบบเดียวกับที่ครูฝึกทั้งสามใช้ในการสอบคัดเลือก แล้วหัวหน้าทีมขวานคู่ก็เอามือทั้งสองข้างเท้าโต๊ะบนเวทีในลักษณะคร่อม

“อย่างที่รู้ๆ กันอยู่นะ โอเลก ตอนนี้นายได้เข้ามาอยู่ในหน่วยบินรบพิเศษในโครงการ เอ็นทีเอฟ แล้ว หรือจะเรียกอีกอย่างว่า ฝูงบินหางด้วน นกทุกตัวที่อยู่ที่นี่ล้วนไม่มีหางทั้งนั้น คำๆ นี้ มันมีความหมายว่า จะต้องไม่มีใครมาไล่จี้นายเพราะนายหางด้วนไปแล้ว สิ่งที่พวกศัตรูจะประสบในการรบก็คือ ถูกนายไล่ ไล่ ไล่ และนายมีหน้าที่คือ ยิง ยิง ยิง ซึ่งแน่นอนว่า เครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์13 ลำเก่าของนายน่ะ นายจะกลับไปใช้มันไม่ได้อีกแล้ว เครื่องบินของนายในตอนนี้ คือ หนึ่งในสามลำนี่...” นิโคไลหยุดพูด แล้วยื่นมือไปรับรีโมท ซึ่งอารยายื่นให้อย่างรู้หน้าที่ แล้วเขาก็เอามากดปุ่มหนึ่งครั้ง ภาพของเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ก็ขยายใหญ่ขึ้นมีข้อความเป็นรายละเอียดและข้อมูลทางเทคนิคอยู่ข้างใต้ ในขณะที่อีกสองลำย่อเล็กลง

“เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 โคเมท เหมาะสำหรับเสืออากาศที่ใช้ยุทธวิธีแบบโจมตีฉาบฉวย ยิงแล้วหนี มันเร่งความเร็วในชั้นบรรยากาศได้สูงสุดถึง 35 เท่าของเสียง แต่ในขณะเดียวกันความคล่องตัวก็ต่ำที่สุดในสามลำด้วย แต่มันก็มีขนาดเล็กที่สุดในสามลำ ขีดความสามารถในการโจมตีเป็นอันดับสอง ปล่อยอาวุธปล่อยทุกรูปแบบ ได้ชุดละ 20 นัด แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่านายจะปล่อยแบบสาดกระสุนได้นะ จำได้ว่ายิ่งนายปล่อยทีละเยอะๆ เวลาการรวบรวมพลังงานใหม่ก็จะยิ่งนาน ติดปืนใหญ่อากาศขนาด 25 มิลลิเมตร อัตรายิง 2500 นัดต่อนาที 5 กระบอก การป้องกันเป็นเกราะพลังงานสองแบบ แบบหนึ่งใช้สำหรับป้องกันอาวุธวัตถุ อีกแบบหนึ่งใช้ป้องกันอาวุธพลังงาน...” นิโคไลหยุดพูด แล้วกดรีโมทหนึ่งครั้ง รูปเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์-14 ถูกย่อลง ภาพเครื่อง แอทลาส ขยายขึ้น รายละเอียดและข้อมูลทางเทคนิคก็เปลี่ยนตามไปด้วย

“แอทลาส เหมาะสำหรับเสืออากาศที่ชื่นชอบการโจมตีที่หนักหน่วงและเด็ดขาด โจมตีครั้งเดียวถ้าไม่ตายก็เลือดอาบ เร่งความเร็วในชั้นบรรยากาศได้สูงสุด 28 เท่าของเสียง ความคล่องตัวเป็นอันดับสอง ขนาดใหญ่ที่สุดในสามลำ แต่จุดเด่นของมันก็ คือ มันมีขีดความสามารถในการโจมตีที่สูงที่สุด จะว่ามันพอๆ กับป้อมบินขนาดกลางเลยก็ว่าได้ ปล่อยอาวุธปล่อยทุกรูปแบบได้ชุดละ 50 นัด นอกจากนี้มันยังปล่อยได้เร็วพอๆ กับ เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ปล่อยทีละ 20 เลยด้วย ติดปืนใหญ่อากาศขนาด 37 มิลลิเมตร อัตรายิง 2700 นัดต่อนาที 4 กระบอก การป้องกันเป็นเกราะพลังงานแบบเดียวใช้ป้องกันได้ทุกอย่าง แต่มีข้อเสีย คือ มันไม่ทนเท่าไหร่ เพราะมันถูกสร้างมาให้ปลิดชีพศัตรูก่อนจะได้มีโอกาสโจมตี และสุดท้าย...” ภาพเครื่อง แอทลาส ย่อลง ภาพเครื่อง มิก-3.59 ขยายขึ้นแทน และรายละเอียดและข้อมูลทางเทคนิคก็เปลี่ยนตามไปด้วย

“มิก-3.59 อันแมทช์ เหมาะสำหรับเสืออากาศที่ถนัดการขับเครื่องความคล่องตัวสูง มันพลิ้วมาก ถ้าใครไม่แน่จริงละก็ มักจะเปิดระบบบินอัตโนมัติมาลงจอดทุกที เร่งความเร็วได้สูงสุด 26 เท่าของความเร็วเสียง และแน่นอนความคล่องตัวของมันเป็นอันดับหนึ่ง คล่องขนาดที่ว่าหลอกให้อาวุธนำวิถีระดับสูงให้หลงได้ง่ายๆ ถ้าชำนาญ มันมีขนาดเป็นอันดับสองในสามลำ ขีดความสามารถในการโจมตีก็อยู่อันดับสอง ปล่อยอาวุธปล่อยทุกรูปแบบได้ชุดละ 26 นัด และปล่อยได้เร็วที่สุด แต่ก็แค่นิดเดียวเท่านั้น ติดปืนใหญ่อากาศขนาด 30 มิลลิเมตร อัตรายิง 2700 นัดต่อนาที 4 กระบอก การป้องกันเป็นเครื่องสร้างสัญญาณรบกวนอาวุธนำวิถีทุกรูปแบบ แต่พวกนักบินที่ชำนาญมักจะปิดมันแล้วเอาพลังงานไปลงกับระบบอาวุธมากกว่า ทำให้ช่วยปล่อยอาวุธได้เร็วขึ้นอีกนิดหน่อย” หลังจากการร่ายยาวหัวหน้าทีมขวานคู่ก็พักหายใจยาวๆ

ร้อยเอกเรพพลอยด์นั่งเอามือเท้าคางครุ่นคิดหนักว่าจะเลือกลำไหนดี เพราะทั้งสามลำต่างโดนใจเขาทั้งสิ้น


“ฮะๆๆๆ ผมละเลือกไม่ถูกเลยละครับในตอนนั้น ความเร็ว พลังโจมตี และความคล่องตัว...” อดีตขวานคู่ 4 หัวเราะเบาๆ แล้วให้สัมภาษณ์ต่อ
“แต่ว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้เลือกมันก็ดันมีเหตุการณ์อันฉุกละหุกเข้าแทรกซะก่อน...”



จบช่วงที่ 1
Last edited by MiG-3.59NTF on Sat May 10, 2008 11:51 am, edited 1 time in total.
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby Dynamo on Fri Feb 22, 2008 12:21 am

ตามมาอ่านฮะพี่มิก =w=

ยังแต่งได้ยาว + เร็วเช่นเคยนะท่าน ...
User avatar
Dynamo
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 2
Joined: Fri Feb 22, 2008 12:09 am

Postby MiG-3.59NTF on Fri Mar 07, 2008 12:17 am

ช่วงที่ 2

โอเลก นั่งครุ่นคิดว่าจะตัดสินใจเลือกเครื่องบินลำไหนดี แต่ทันใดนั้น เขายังไม่ทันได้ตัดสินใจก็มีเสียงระเบิดแว่วมาให้ได้ยิน ตามด้วยเสียงโฉบของเครื่องบินขับไล่และเสียงสัญญาณเตือนภัย ก่อนจะมีเสียงประกาศดังตามมาอีกที

“รหัสแดง พวกเราถูกโจมตี ฝูงเครื่องบินรบของข้าศึกกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ ประจำสถานีรบ”

ทุกคนในห้องประชุมหยุดชะงักลง ยกเว้น เรืออากาศตรีอารยา ที่วิ่งออกจากห้องไปก่อนทันทีที่ได้ยินเสียงระเบิด

“นายไปหลบก่อน ไว้เสร็จเรื่องค่อยมาคุยกันใหม่ ทางไปห้องหลบภัยวีไอพี ออกจากห้องนี้แล้วไปทางขวา ตรงไปจนสุดทางแล้วไปทางขวา ไปถึงแยกที่สองแล้วไปทางซ้ายตรงไปเรื่อยจนสุดทาง จะเจอห้องโถงขนาดเล็ก รอบๆ มีประตูอยู่หลายบาน เข้าประตูไม้ที่มีลูกบิด” นิโคไลหันมาบอกกับโอเลก แล้วออกวิ่งนำออกจากห้องพร้อมกับกวักมือเรียกลูกทีมอีกสองคนไปด้วย ซึ่งวิ่งตามไปก่อนที่จะกวักมือเรียกด้วยซ้ำ

เรืออากาศเอกเรพพลอยด์ยังคงนั่งนิ่งอยู่แบบนั้น ในขณะที่เริ่มได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินไร้หางแว่วมา

ภายในเวลาไม่นานก็เริ่มมีเสียงของการรบทางอากาศดังขึ้น เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยไว แต่ก็ยังลังเลอยู่ว่าจะทำอะไรดีในตอนนี้ เขายืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง และแล้วก็วิ่งออกจากห้อง แต่ไม่ได้ไปตามทางที่หัวหน้าทีมขวานคู่แนะไว้ แต่เขาวิ่งไปอีกทาง พรางตาก็เหลือบขึ้นมองป้ายที่ห้องบอกทางอยู่ จนกระทั่งเขาออกมาถึงปากทางที่ตัวเองตั้งเป็นจุดหมายไว้ มันคือลานบิน ซึ่งตอนนี้ยังมีเครื่องบินที่ยังคงจอดอยู่บ้าง แต่รอบๆ ก็มีทหารนอนตายอยู่บ้าง มีทั้งนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน แสดงให้เห็นว่าถูกยิงขณะกำลังวิ่งไปประจำที่

เขามองขึ้นไปบนฟ้า ก็เห็นเครื่องบินขับไล่ไร้หางทั้งสามแบบ กำลังรบแบบติดพันอยู่กับเครื่องบินขับไล่ที่เขาเคยเจอมาก่อนแล้วก่อนจะเข้ารับการทดสอบ เป็นเครื่องบินขับไล่นานาแบบ และมีจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน

ในขณะนี้ทางยังปลอดอยู่ ไม่มีเครื่องบินของข้าศึกลำไหนโฉบลงมายิง เขารีบออกวิ่งเต็มฝีเท้ามุ่งตรงไปยังโรงจอดเครื่องบินที่เรียงรายกันอยู่ ความคิดเรื่องเลือกเครื่องบินตอนนี้เขาก็นึกขึ้นมาได้ แล้วเบนเข็มมุ่งตรงไปยังเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสามลำ ซึ่งก็คือ แอทลาส

โอเลก รีบไปลากบันไดมาเทียบกับเครื่องบินในทันที แล้วรีบปีนขึ้นไป กดปุ่มยาวประมาณ 10 เซนติเมตรที่กลืนเรียบไปกับผิวเครื่องบินตรงตำแหน่งใต้ฝาครอบห้องนักบิน แล้วฝาครอบห้องนักบินก็เปิดออก ร้อยอากาศเอกเรพพลอยด์รีบแทรกตัวลงไปนอนในนั้นทันทีโดยที่ฝาครอบยังไม่ทันได้เปิดสุด เกือบจะทันทีที่เขาลงไปนอนและฝาครอบอ้าขึ้นสุดมือซ้ายของเขาก็เอื้อมไปกดปุ่มปิดฝาครอบอย่างเร่งรีบ ก่อนจะเลื่อนไปกดปุ่มติดเครื่อง

“โปรดใส่รหัสนักบินของท่านด้วย” เสียงคอมพิวเตอร์พูดขึ้น

เมื่อฝาครอบปิดสนิทอุปกรณ์ภายในทั้งหมดก็เรืองแสงเป็นสีต่างๆ เห็นชัดได้หมดทุกอย่าง โอเลก เอื้อมมือขวาไปกดแผงตัวเลขอย่างคล่องแคล่วแล้วกดปุ่มเอ็นเทอร์

“นาวาอากาศตรี โอเลก ตำแหน่งขวานคู่ 4” เสียงคอมพิวเตอร์พูดชื่อของเขาพร้อมยศใหม่

อดีตเรืออากาศเอกเลิกคิ้วผิวปากหวือด้วยความตกใจผสมกับความงง

“ยินดีต้อนรับสู่ฝูงบินหางด้วน กำลังโอนข้อมูลไปยังเครื่องบินลำอื่นๆ”

เมื่อสิ้นเสียงของคอมพิวเตอร์ตรงตำแหน่งที่เป็นฝาครอบและรอบๆ ตัวของนาวาอากาศตรีคนใหม่ก็ปรากฏเป็นรูปภาพของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวของเขา ลานบิน ชายคาโรงจอด ซากศพที่ถูกยิงระหว่างวิ่ง แม้กระทั่งเงาของเครื่องบิน ต่อมาก็เป็นเสียง เขาได้ยินเสียงการสู้รบข้างนอกได้อย่างถนัด ต่อมาก็เป็นจอเอชยูดีพร้อมมาตรวัดต่างๆ

มือทั้งสองข้างของนาวาอากาศตรีเรพพลอยด์เลื่อนลงมาจับที่คันบังคับ แล้วทดลองโยกไปมาดู เมื่อแน่ใจแล้วเขาก็ทดลองโยกคันเร่งดูบ้าง มันใช้งานได้ดี จากนั้นเขาก็ทดลองอีกหลายระบบ จนแน่ใจได้ว่าในวินาทีเข้าด้ายเข้าเข็ม มันจะไม่เกิดทรยศขึ้นมา และทันใดนั้นเอง

“เฮ่ บอกให้ไปหลบไง” เสียงของนิโคไลผ่านช่องสัญญาณติดต่อของทีมเข้ามา

“ขอโทษนะ บังเอิญผมอยากลองขับมันดูก่อนจะตัดสินใจเลือก” โอเลกตอบกลับอย่างเรียบๆ พลางดันคันเร่งขึ้นเบาๆ

แอทลาส ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากโรงเก็บอย่างแช่มช้า เมื่อส่วนท้ายออกพ้นชายคาโรงจอดก็เลี้ยวเข้าทางวิ่ง

“จะไปละนะ” โอเลก พูดเบาๆ แล้วผลักคันเร่งขึ้น เปิดสันดาปท้าย แล้วทะยานขึ้นโดยเร็ว

“อีวิลแอ็กซ์ ถึงทีม เปลี่ยนแผน แกมเบลอร์ไปกับสกั๊ด ส่วนเมทัลฮาร์ทมากับฉัน เริ่มได้” ในที่สุดนิโคไลก็ยอมรับการเข้าร่วมรบของโอเลก

“โย่ว เด็กใหม่ ได้ประกบคู่กับหัวหน้าเลยเหรอเนี่ย ตามเขาให้ทันนะ” คังพูด

“ไม่ยักรู้นะเนี่ย ว่านายเป็นแฟนเครื่องบินโจมตีด้วย เอาเถอะ แอทลาส เป็นผลงานของไซโอเปียใช้มันให้เต็มประสิทธิภาพล่ะ ประกาศให้หัวหน้ารู้ไปเลยว่า พลังโจมตีนี่แหละสุดยอด” เอนเจลิก้าเสริมมาแล้วเหน็บแนมหัวหน้าทีมในตอนท้าย

“จ้าๆ รู้แล้วว่าอำนาจทำลายมันมโหฬารขนาดไหน ไอ้รังจรวดบินได้นั่น” นิโคไลค้อนกลับอย่างเป็นกันเอง

“ลำเล็กแต่เร็วสุดยอดนี่สิถึงจะสุดยอด โจมตีได้หนักหน่วงขนาดไหนแต่ถ้ายิงไม่โดนมันก็ไร้ค่า” เพื่อนร่วมจักรวาลของโอเลกเบ่งบ้าง

“ความเร็วของนายถึงจรวดตามไม่ทันแต่ถ้าเจอปืนลำแสงก็หมดท่าละว้า” และแล้วขวานคู่ 2 และ 3 ก็เริ่มเปิดฉากทะเลาะกัน แต่ในขณะที่กำลังทะเลาะกันอยู่นั้น มือและสายตา ต่างมุ่งที่จะทำลายศัตรู ต่างคุ้มกันให้แก่กันและกัน

ท่ามกลางเสียงทะเลาะ นาวาอากาศตรีเรพพลอยด์ นอน (อยู่ในห้องนักบิน) ฟังอย่างสนุกหู เป็นการคลายเครียดด้วยการฟังการโต้วาทีระหว่างเพื่อนร่วมจักรวาลกับนักบินสาวผู้มาจากจักรวาลผู้ผลิตเครื่องบินลำที่ตนกำลังขับอยู่ พลางขับไล่ตามคุ้มกันหัวหน้าทีม ในขณะที่หัวหน้าทีมใช้ความคล่องตัวของเครื่องอย่างเต็มสมรรถนะ เป็นการประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า ทำไมพลอากาศจัตวานามนิโคไล ถึงได้กล้ามาคุยว่า “สามารถทำให้อาวุธปล่อยนำวิถีระดับสูงหลงได้อย่างง่ายดาย” ...แบบนี้คงมีแต่ปืนละมั้งที่มีบุญพอจะยิงโดนเครื่องบินลำนั้น... เขาคิด

การรบกลางอากาศดำเนินไปได้ประมาณ 20 นาที ฝูงบินของข้าศึกขนาดมหึมาก็ปรากฏบนจอเรดาร์

“เปลี่ยนแผน แกมเบลอร์คู่กับเมทัลฮาร์ท ส่วนฉันจะคู่กับสกั๊ดเอง” ว่าแล้วแผนก็ถูกเปลี่ยนอีกครั้ง นิโคไลฉีกออกแล้วหักเลี้ยวเครื่องด้วยวงที่แคบมากๆ แล้วบินสวนทางกับโอเลกไปทางซ้าย ในขณะเดียวกันทางขวา เอนเจลิก้าก็บินขึ้นมาเคียง

“พร้อมมั้ย เมทัลฮาร์ท” นักบินสาวพูดกับนักบินเรพพลอยด์

“พร้อมทั้งห้าสิบช่องเลย” นักบินเรพพลอยด์ตอบเต็มเสียง

“ยิงไกล...” เอนเจลิก้านัดแนะก่อนจะเริ่มนับ

“สาม สอง หนึ่ง ยิง”

เมื่อสิ้นเสียง ทั่วทั้งลำก็เกิดปรากฏการณ์เหมือนน้ำกระเพื่อม ยกเว้นแต่ส่วนหัวและท้ายเครื่อง จรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกลรวมกันสองลำ 100 นัดก็พุ่งออกไป เครื่องบินของข้าศึกทุกลำต่างแยกขบวนออกพร้อมปล่อยเป้าล่อ ส่วนมากสามารถพุ่งเข้าทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ แต่บางนัดก็พุ่งเข้าใส่เป้าล่อ

ราวกับจะนัดกันไว้ โอเลก และ เอนเจลิก้า เร่งเครื่องตรงเข้าไปกลางฝูงเครื่องบินข้าศึก

“แกมเบลอร์ เมทัลฮาร์ท จะทำอะไรน่ะ ออกมา” มีเสียงร้องเตือนมาจากหัวหน้าทีม เมทัลฮาร์ทนั้นทำท่าจะเลี้ยวกลับแต่ก็ถูกรั้งไว้ด้วยคำพูดของนาวาอากาศหญิง

“มีแค่ร้อยกว่าลำเอง เครื่อง แอทลาส ออกแบบมาให้ยิงแบบสังหารหมู่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ลุยเข้าไปเลย” เสียงของเธอหนักแน่นและมั่นใจในแบบวีรสตรีและท่าทีที่ไม่หวั่นเกรงกับจำนวนของเธอเลย ทำให้โอเลกคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย

“โธ่เว้ย สกั๊ด นายตามไปสมทบสองคนนั่น ไป” หัวหน้าทีมสบถอย่างหัวเสีย แล้วออกคำสั่งแบบกระชากเสียง

“แล้วใครจะคุ้มกันหัวหน้าล่ะ” เด็กใหม่แห่งทีมขวานคู่ร้องทักมาพลางทำท่าจะบินกลับอีกครั้ง แต่ก็โดนท้วงจากนาวาอากาศเอกหนุ่มว่า

“ไม่จำเป็น ฉันเชื่อฝีมือเขา อีกอย่างยังมีพวกเราอีกหลายทีมอยู่ด้วยนะ บุกต่อไปได้เลย”

ยังไม่ทันขาดคำก็มีคำตอบรับดังเข้ามาหลายเสียงฟังไม่ได้ศัพท์ แต่พอจับใจความได้ว่า “ได้เลย อย่าห่วง”

แล้ว คัง ก็บินขึ้นแทรกกลางระหว่าง โอเลก กับ เอนเจลิก้า ก่อนจะยิงจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศระยะไกลออกไปเท่าที่สมรรถนะจะอำนวยได้ คือ 20 นัด แต่เมื่อจรวดพุ่งไปได้ 5 วินาที เขาก็ผลักคันเร่งอย่างแรงจนสุดร่อง สันดาปท้ายถูกเปิดไฟสีฟ้าระเบิดออกมาจากท่อแรงขับทั้งสี่ท่อ แผดเสียงดังกระหึ่ม เครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ของเขาก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างแรงราวกับมีการใช้โซ่ล่ามแล้วใช้ม้าสักแสนตัวลากไป วอร์เท็กซ์ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนด้วยการพุ่งทะลุกำแพงเสียงของเครื่องบินขับไล่รูปร่างลีบผอม

จรวดที่ออกนำไป 5 วินาที ตอนนี้ถูกแซงโดยเครื่องบินที่ยิงมันออกมา นาวาอากาศเอก คัง โฮ อิน พุ่งเข้ากลางฝูงบินข้าศึก ทำให้ทั้งฝูงต้องฉีกออกจากกันแบบไม่เป็นขบวนและกำลังตกอยู่ในความโกลาหล และโดยไม่ทันระวัง จรวดอากาศสู่อากาศพิสัยไกลทั้ง 20 นัด พุ่งเข้าเป้าทั้งหมด

ด้วยการโจมตีแบบนี้ทำให้นาวาอากาศตรีที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง หวนนึกไปถึงตอนที่ทดสอบ ...นี่ถ้าพวกเขาใช้จรวดได้ในตอนนั้น พวกเราคงไม่มีใครผ่านสักคน... โอเลกคิด

“ตอนนี้แหละ ยิงเข้ามาเลย” ยังไม่ทันขาดคำของนาวาอากาศตรีจอมพุ่ง นาวาอากาศตรีหญิงแห่งไซโอเปียก็เปิดฉากยิงด้วยจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยไกลอีกชุด

“เฮ่ จะบ้าเหรอ เดี๋ยวก็โดนพวกเดียวกันหรอก” โอเลกค้อนใส่เอนเจลิก้ามาอย่างตื่นตกใจ แต่ทันใดนั้น คัง ก็พุ่งกลับมา สวนทางกับจรวดอากาศสู่อากาศทั้ง 50 นัดของเอนเจลิก้า โดยไม่มีจรวดนัดไหนเลยที่จะหันเลี้ยวตามจอมพุ่ง พวกมันยังคงพุ่งเข้าหาเป้าหมายของมันแต่ละนัด

ฝูงบินข้าศึกที่เพิ่งจะหลุดจากความโกลาหลและกำลังกลับมาเข้ารูปขบวนโจมตี ก็ถูกจรวดของเอนเจลิก้าเข้าไปเต็มๆ เครื่องบินขับไล่ของข้าศึก 50 ลำกลายเป็นลูกไฟร่วงลงไปจูบพื้น

เด็กใหม่แห่งทีมขวานคู่ ยังคงได้แต่ตะลึงในการทำงานเป็นทีมอันบ้าบิ่นของขวานคู่ 2 และ 3

“ที่เหลือฉันยกให้นาย ขอให้โชคดี ฉันต้องไปสมทบกับหัวหน้าก่อนละ” นาวาอากาศเอกหญิงแห่งไซโอเปียบอกกับพันอากาศตรีเด็กใหม่อย่างเรียบๆ แล้วพลิกเครื่องหักเลี้ยวบินกลับไป
Last edited by MiG-3.59NTF on Wed May 21, 2008 12:28 am, edited 3 times in total.
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Fri Mar 07, 2008 12:17 am

เครื่องบินข้าศึกที่เหลือมุ่งเข้าหา โอเลก ทันที ด้วยระยะทางที่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธนอกระยะสายตา เขาจึงมุ่งเข้าใส่แล้วเตรียมใช้จรวดนำวิถีพิสัยใกล้ แล้วเบนหัวเครื่องเข้าหาลำที่ใกล้ที่สุดก่อน เมื่อล็อกเป้ากันได้ เขาก็ยิงทันทีสองนัด แล้วพลิกเครื่องหักหลบการยิงสวน ในขณะเดียวกันข้าศึกทุกลำก็สวนมาลำละนัด แต่ก็พลาดหมดโดยที่เขาไม่ต้องปล่อยเป้าล่อเลย เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นพร้อมกับแถบคำที่ขึ้นบนจอเอชยูดีว่า ‘เป้าหมายถูกทำลาย’ เครื่องบินข้าศึกที่เหลืออยู่ฉีกออกจากกัน โอเลกไม่รอช้ารีบพลิกหันเครื่องเข้าหาเป้าหมายที่สองทันที ล็อก แล้วยิงสองนัด ก่อนจะหักเลี้ยวเครื่องไปหาลำต่อไป แต่ก็มีอีกลำเข้ามาจี้หลังของเขาเหมือนกัน มือของเขาปล่อยจากตันเร่งขึ้นไปกดปุ่มบนแผงควบคุมอย่างคล่องแคล่ว ต่อมาบนจอเอชยูดีก็ขึ้นแถบคำว่า ‘ยิงถอยหลัง’ ต่อด้วยคำว่า ‘ล็อกเป้าหมาย’ นิ้วหัวแม่มือขวาของเขายกขึ้นกดปุ่มยิงอย่างรวดเร็วสองครั้ง จรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้สองนัดพุ่งออกจากน้ำกระเพื่อมแต่หันหัวไปด้านหลัง เป็นการยิงแสกหน้าในระยะเผาขน เกิดเสียงเครื่องบินขับไล่ระเบิดดังมาจากข้างหลัง แล้วเขาก็กดอีกสองครั้ง แต่พุ่งไปข้างหน้าเข้าหาเครื่องบินลำที่เขาล็อกไว้ได้ในเวลาไล่ๆ กับลำที่ไล่หลังมา ทันใดนั้นบนจอเรดาร์ก็มีจุดสีแดงมีวงกลมล้อมพุ่งออกมาจากเครื่องบินข้าศึกที่อยู่ข้างหลัง คอมพิวเตอร์ในห้องนักบินก็ส่งเสียงเตือนว่า

“ถูกล็อก อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศนะวิถีระดับสูงกำลังเข้ามา ถูกล็อก อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศนะวิถีระดับสูงกำลังเข้ามา...”

พันอากาศเอกเรพพลอยด์หนุ่มรีบพลิกเครื่องหักหลบในทันที เป็นการหักเลี้ยวอย่างแรงไปมาและการเร่งเครื่องเต็มกำลัง พร้อมกันนั้นเขาก็ปล่อยเป้าล่อไปด้วย แต่มันก็ไร้ผล มิสไซล์นัดนั้นยังคงไล่ตามเป้าหมายของมันต่อไป ไม่ทันไรบนจอเรดาร์ก็มีอีกนัดหนึ่งแสดงขึ้นอีก คราวนี้เขาลองเร่งเครื่องเป็นทางตรงแบบเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ดูบ้าง แต่ทว่ามันไม่ได้ผล อัตราเร่งต่างกันลิบลับ กว่าจะถึงความเร็วสูงสุดเขาคงกลายเป็นลูกไฟซะก่อน จริงตามที่นิโคไลพูดไว้ตอนแสดงแบบเครื่องบินให้เลือก เครื่องบินลำนี้ได้รับการออกแบบไว้ให้สังหารศัตรูอย่างรวดเร็วก่อนที่ศัตรูจะมีโอกาสได้ยิง ว่าแล้วเขาก็ตัดสินใจเด็ดขาด เบรกกระทันหันเชิดหัวขึ้นอย่างแรงหันหัวเครื่องเข้าหาจรวดนำวิถีแล้วปล่อยกระสุน 37 มิลลิเมตร เข้าใส่หัวรบแบบอัศวินที่ดวลทวนกันบนหลังม้า

ด้วยม่านกระสุนที่ยิงออกไป เพียงแค่นัดหนึ่งเฉียดเข้าไป มิสไซล์นัดแรกก็ปลิวหลงจากเป้าของมันอย่างรุนแรงด้วยคลื่นกระแทกมหาศาลจากหัวกระสุนปืนใหญ่อากาศ

โอเลกผิวปากหวือ จากหน้าเครียดๆ เปลี่ยนมาเป็นหน้ายิ้มอย่างผู้ชนะ ด้วยความได้ใจเขาจึงหันหัวเข้าหานัดที่สองแล้วทำอย่างเดียวกัน แล้วมันก็ได้ผลจรวดนัดที่สองถูกคลื่นกระแทกจากหัวกระสุนขนาด 37 มิลลิเมตร ปลิวหลุดไปอย่างรุนแรง ซ้ำมันยังเป็นเรื่องบังเอิญแบบเหนือความคาดหมาย จรวดนัดที่สองมันปลิวไปถูกกับเครื่องบินข้าศึกลำหนึ่งที่บินผ่านมา ระเบิดกลางอากาศ เรพพลอยด์หนุ่มอ้าปากค้าง เขาเริ่มมันมือกับปืนใหญ่อากาศ ผลักคันเร่งพร้อมกันเลี้ยวเข้าจี้เครื่องบินข้าศึกต่อไป ตอนนี้ถึงแม้เขาจะล็อกได้และสามารถยิงอาวุธนำวิถีออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เขาไม่ยิง แต่บินไล่จี้เข้าไปจนถึงระยะปืนก่อนจะกดยิง

เพียง 3 นัดเท่านั้นเท่าที่เขาเห็น เครื่องบินของข้าศึกตรงหน้าก็ลุกเป็นไฟร่วงลงไปได้ระยะหนึ่งแล้วระเบิดกลางอากาศ

“โหดบรรลัยเลย”

เขาโพล่งออกมาดังๆ จนเพื่อนร่วมทีมตกใจ

“เป็นยังไงบ้าง นายชอบมั้ย เครื่องแอทลาสน่ะ”

เอนเจลิก้าถาม

“ยอดไปเลย”

โอเลกตอบเต็มเสียงแบบคนตกหลุมรักในสิ่งของ ทางด้านคนรักเครื่องบินโจมตีฝ่ายหญิงก็ฟังแล้วปลื้ม เธอจึงบอกเคล็ดเล็กน้อยให้กับฝ่ายชายไป

“แอทลาส มีความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าเครื่องแบบอื่นอยู่อย่างหนึ่ง คือ เธอสามารถปล่อยมิสไซล์ออกไปแบบ 360 องศาได้”

พอได้ฟังเคล็ดจากขวานคู่ 2 แล้ว หน้าใหม่แห่งชมรมคนรักเครื่องบินโจมตีก็ตาโตขึ้นมาในทันใด และปล่อยมือออกจากคันเร่งเอื้อมไปกดที่แผงควบคุมทดลองดูว่ามันจริงอย่างว่ารึเปล่า และทันใดนั้นเอง เขาก็แทบจะร้อง ‘โอ้โห’ ออกมา ที่ด้านล่างกลางจอเอ็ชยูดีมีแถบคำขึ้นว่า “โหมดช่องปล่อยแบบลูกบอลเปิดแล้ว” พร้อมกันนั้นก็มีรูปประกอบที่จอแอลซีดีเป็นรูปเครื่องบินปล่อยจรวดออกไปรอบตัว และภายในเวลาไม่กี่วินาทีที่จอเอ็ชยูดีด้านซ้ายขวาทั้งบนและล่าง และด้านล่างกลาง มีหน้าต่างเพิ่มขึ้นมา 5 หน้าต่าง แต่ละหน้าต่างแสดงภาพที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ทดลองมองดูจอทั้งห้า ก็รู้ได้ทันทีว่ามัน คือ มุมมองจากรอบด้าน เห็นเครื่องบินทั้งของข้าศึกและฝ่ายเดียวกันกำลังบินโฉบไปโฉบมาอย่างชัดเจน และภายในเวลาไม่กี่วินาทีอีกเช่นกัน เครื่องบินข้าศึกทั้งหมดถูกล็อก

“ขอกดครั้งเดียวให้เกลี้ยงเลยแล้วกัน”

เด็กใหม่แห่งขวานคู่ พึมพำกับตัวเองแล้วกดปุ่มยิงมิสไซล์ รอบตัวเครื่องบินมีมิติกระเพื่อมจนบังตัวเครื่องบินเกือบมิด แล้วทันใดนั้นจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศก็พุ่งออกไปรอบด้าน เครื่องบินข้าศึกทุกลำถูกทำลายจนเรียบ มันเป็นเวลาเดียวกับที่เครื่องบินข้าศึกที่รบอยู่กับเครื่องฝ่ายเดียวกันลำสุดท้ายถูกทำลาย

“ดีมากทุกคน ส่วนเมทัลฮาร์ท พอลงจอดแล้วคงต้องคุยกันหน่อยแล้ว”

นายพลอากาศจัตวา นิโคไล ซาโรเยียฟ เอ่ยปากให้กำลังใจทุกคน เว้นแต่เด็กใหม่ในทีมของเขา มันเป็นน้ำเสียงที่เคร่งขรึมผิดไปจากตอนที่อยู่ในห้องประชุมลิบลับ

นาวาอากาศตรีหมาดๆ หน้าหงอยลงด้วยความพะวง คิดอยู่อย่างเดียวว่า “มีหวังโดนเฉ็งแน่”

“ขวานคู่รวมตัว”

เสียงอันจริงจังของหัวหน้าทีมขวานคู่ดังเข้ามา เป็นการออกคำสั่งกับลูกทีมทุกคน แน่นอนว่าแม้เด็กใหม่ก็ไม่เว้น โอเลกจึงหันเครื่องมาเข้าขบวนตามคำสั่งโดยบินอยู่ทางขวาเยื้องไปข้างหลังของเอนเจลิก้า

เมื่อทุกคนลงจอด โอเลกปีนลงมาจากห้องนักบิน เมื่อหันหลังให้เครื่องบินเขาก็เห็นนิโคไลเดินหน้าเคร่งถมึงทึงเข้ามาพร้อมกับกวักมือเรียก

...โอย แย่แน่ฉัน... นาวาอากาศตรีหมาดๆ คิดไปพลางเดินไปหาหัวหน้าทีมอย่างช้าๆ ด้วยความสำรวม แต่ตาของเขากำลังกวาดซ้ายขวามองดูซากศพของเพื่อนทหารที่นอนตายกันเกลื่อน

เมื่อทั้งคู่เดินเข้าหากันห่างกันเพียงช่วงแขนนายพลจัตวาก็พูดขึ้น

“ตามฉันมา”

เด็กใหม่ทำตามแต่โดยดี ใจก็คิดไปต่างๆ นานาในแง่ลบ เขาอยากจะดอดหนีไปทำใจซะเดี๋ยวนี้ ...แต่ทำไงได้ล่ะ เมื่อหัวหน้าทีมผู้นี้มียศเป็นถึงระดับนายพล แถมยังมีเพื่อนคู่ใจเป็นนาวาอากาศเอกอีกสองคน ยิ่งกว่านั้นหนึ่งในพันเอกก็เป็นคนจักรวาลเดียวกับเราซะด้วย โอย... รู้งี้วิ่งไปหลบก็ดีหรอก... แต่เอ๊ะ มันก็แปลกๆ อยู่นะ ทั้งนาวาอากาศเอก เดอลองวิโก้ แล้วก็นาวาอากาศเอก โฮ อิน ถึงได้ไม่มีท่าทีเคร่งเครียดขนาดนั้นเลยนะ... เอ แต่มาคิดดูอีกที ในสถานการณ์นั้นมันก็สมควรอยู่หรอก การทำงานเป็นทีมย่อมสำคัญที่สุด แต่ก็นะ ในเมื่อรูปการมันออกมาเป็นแบบนี้... แอทลาส ท่าทางฉันจะได้ขับแกเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ... โอเลกคิดไปเรื่อยเปื่อยในขณะที่เดินตามนิโคไล จนกระทั่งเขามาหยุดอยู่หน้าห้องๆ หนึ่ง มีป้ายบอกว่า “ขวานคู่” เมื่อนาวาอากาศตรีหมาดๆ เงยหน้าขึ้นมองป้ายเขาก็แปลกใจไม่น้อย

หัวหน้าทีมยกมือขึ้นกดแถบปุ่มตัวเลขอย่างเร็ว ประตูเลื่อนเปิดออก ทั้งคู่เดินเข้าไป เมื่อโอเลกก้าวพ้นร่องประตู นิโคไลก็หันกลับมาเอื้อมมือไปกดปิดประตูแล้วหันมาบอกกับเด็กใหม่พลางชี้ไปที่ชุดโต๊ะกับเก้าอี้

“นั่งลง”

โอเลกนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด ก่อนที่นิโคไลจะเดินอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้าม ด้วยหน้าตาอันถมึงทึง แววตาอันส่อให้เห็นถึงความไม่พอใจจ้องมาที่ตาคู่ตรงข้ามแล้วเขาก็เปิดการสนทนา

“รู้มั้ย ฉันเรียกนายมานี่เพราะอะไร”

นัยน์ตาสีเขียวมองตอบ แล้วตอบกลับอย่างสำรวม

“ผมขัดคำสั่ง”

“ถูกต้อง”

นิโคไลพูดกระแทกเสียง

“แล้วรู้ใช่มั้ยมันมีโทษยังไง”

“ผมจะถูกปลดจากตำแหน่ง แล้วก็ต้องออกจากฝูงบินหางด้วนจนกว่าการทดสอบครั้งหน้าจะมาถึง”

“นายเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วนี่ แต่ก็ยังจะขัด”

“เพื่อเกียรติ์และศักดิ์ศรี แล้วก็เพื่อปกป้องอุดมการณ์ของหน่วยทีมผมจากมา ต่อให้โทษประหารผมก็จะขัด”

“อุดมการณ์งั้นเหรอ”

“ใช่ครับ อุดมการณ์ เราจะไม่ยอมทิ้งมิตรไว้เบื้องหลัง ไม่ว่าหน้าไหน ต่อให้ใครคนนั้นจะสมควรตายขนาดไหนก็ตาม”

เมื่อสิ้นเสียงของนาวาอากาศตรีเรพพลอยด์ หัวหน้าทีมก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่หน้าต่างหันหน้าออกไป ถอนหายใจยาวๆ เหมือนปลดปล่อยอารมณ์อะไรสักอย่าง

“เอาเถอะ คืนนี้มีงานเลี้ยง นายจะไปรึเปล่า”

เสียงของนายพลอากาศจัตวาเริ่มคลายความเคร่งเครียดลง

“งานเลี้ยงอะไรเหรอครับ”

เรพพลอยด์หนุ่มถามอย่างสงสัยพลางลุกขึ้นยืนบ้าง

“นายน่าจะดีใจนะ เพราะว่ามันเป็นงานเลี้ยงที่เกี่ยวกับนายโดยเฉพาะเลย”

“เกี่ยวกับผมเหรอ”

“นายสอบผ่าน เหตุการณ์เมื่อตะกี้นี้เป็นแค่การทดสอบ”

“ฮ้า”

โอเลกร้องออกมาด้วยความงง

“แล้วศพทหารที่ยู่ข้างนอกนั่นล่ะ”

“ศพ เศิพ อะไรเล่า ก็แค่หุ่น เฟกเกอร์ เอง ไม่เชื่อก็มาดู”

ว่าแล้วนายพันใหม่ก็เดินมาที่หน้าต่างแล้วมองออกไปตามคำบอก สิ่งที่เขาเห็นก็คือ ซากศพที่เขาวิ่งผ่านไปตอนที่ไปขึ้นเครื่อง ต่างลุกขึ้นมาเดินราวกับอยู่ในหนังสยองขวัญ แต่ทันใดนั้นเองร่างทุกร่างก็เปลี่ยนร่างกายตัวเองให้กลายเป็นลักษณะเหมือนหุ่นทดสอบทางฟิสิกส์ หุ่นยนต์ทุกตัวต่างเดินออกไปจากบริเวณลานบินแล้วเข้ามาในตัวอาคาร เจ้าตัวอ้าปากค้างด้วยความตะลึง ไม่ใช่เพราะโดนหุ่นยนต์ที่มีชื่อเรียกว่า ‘เฟกเกอร์’ ต้มเข้าให้เต็มเปา แต่เพราะการทดสอบขั้นสุดท้ายที่ทำได้เนียนแบบแยกไม่ออกจากสถานการณ์จริง แล้วนิโคไลก็หันหลังกลับก่อนจะเอามือข้างซ้ายตบไหล่ของขวานคู่ 4 ที่ร่วมทีมอย่างเต็มตัว แล้วเดินไปยังประตูห้อง แต่ก่อนที่เขาจะกดปุ่มเปิดประตู ก็มีคำถามไล่หลังมา
Last edited by MiG-3.59NTF on Sat May 10, 2008 12:10 pm, edited 2 times in total.
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Fri Mar 07, 2008 12:18 am

“เอ่อ แล้วเครื่องบินข้าศึกพวกนั้นล่ะ”

“นั่นก็ของเก๊ ก็แค่เครื่องบินข้าศึกที่สร้างเลียนแบบอย่างง่ายๆ แล้วก็เอาข้อมูลการรบทางอากาศของศัตรูใส่โปรแกรมนักบินอัตโนมัติเข้าไป แค่นี้ก็ได้ข้าศึกมาเป็นเป้าซ้อมมือแล้ว ส่วนกระสุนที่พวกมันใช้น่ะ มันก็กระสุนปลอม มิสไซล์ก็ของปลอม ถ้านายโดนเข้าไปละก็นายจะสอบตกเมื่อนั้นเลย แล้วก็รู้แล้วอย่าไปแพล่งพลายให้พวกหน้าใหม่รู้ล่ะ เมื่อมีเด็กใหม่เข้ามาอยู่ที่นี่นายจะทำเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อน นายสัญญาได้มั้ย”

นิโคไลหันมาตอบอย่างละเอียดแล้วขอคำสัญญาในตอนท้าย พร้อมทั้งชูกำปั้นขู่

โอเลกยืนตรงตะเบะอย่างแข็งแรงแล้วตอบอย่างฉะฉานว่า

“ผมสัญญาครับ ท่านนายพล”

ท่านนายพลทำท่าจะกดปุ่มเปิดประตู แต่ก็ต้องหันกลับมาอีก

“อ่อ อีกอย่างนะ ต่อไปนี้อย่าเรียกฉันว่า ท่านนายพล อีก ขอให้นายเรียกชื่อฉันหรืออะไรทำนองนั้น ตอนออกบินก็ให้เรียกว่า หัวหน้า หรือ อีวิลแอ็กซ์ เข้าใจ๊”

“ได้ครับ คุณซาโรเยียฟ”

คราวนี้โอเลกตอบกลับอย่างเป็นกันเอง แต่ก็ยังแฝงไปด้วยท่าทีที่เคารพผู้บังคับบัญชาอยู่ ถึงแม้ท่านนายพลจัตวาจะบอกว่าให้วางตัวแบบเป็นกันเอง แต่อย่างไรก็ตามราวาอากาศตรีกับนายพลจัตวาย่อมมาตีเสมอกันในเครื่องแบบไม่ได้อยู่วันยังค่ำ เมื่อนิโคไลหันหลังให้ กดเปิดประตูแล้วเดินออกไป เรพพลอยด์หนุ่มก็ได้แต่มองแผ่นหลังของหัวหน้าทีมอย่างเคารพ เมื่อประตูเลื่อนปิดเขาก็ยืนตรงตะเบะลับหลังให้

นิโคไลเอง แม้จะเดินออกมาจากห้องแล้วใจเขาก็นึกอยู่แล้วว่า หมอนั่น (โอเลก) ต้องยืนตรงตะเบะลับหลังให้แน่ๆ แต่ก็ไม่ได้ถือสาอะไร เพราะแค่คิดไม่ได้เห็นกับตา

“ว่าไง นิโคไล ลูกทีมใหม่ของนายเป็นยังไงบ้างล่ะ”

ชายผิวดำหัวล้านใบหน้ารูปไข่ในชุดทหารอากาศเอ็กเซเดียร์ยศเรืออากาศโทวัยหนุ่ม ทักท่านนายพลจัตวาอย่างเป็นกันเอง เขายืนพิงผนังอยู่หน้าห้องนี่เอง ดูเหมือนจะยืนคอยอยู่ได้ครู่หนึ่งแล้ว

“เหมือนฉันตอนมาใหม่ๆ ไม่มีผิด”

ท่านนายพลจัตวาตอบอย่างเรียบๆ พลางหันไปมองเพื่อนทหารยศเรืออากาศโท ตาสีน้ำตาลของนายเรืออากาศเหลือบขึ้นสบแล้วยันตัวจากผนังแล้วมายืนปกติในท่าสบายๆ เหมือนยืนคุยกับเพื่อน

“เหมือนสมัยที่นายได้เข้ามาอยู่ในทีมฉันเลยนะ ตอนนั้นนายยศแค่พันจ่าเอง แต่ดูนายตอนนี้สิ นายพลดาวเดียว ส่วนฉันได้เพิ่มมาแค่ขีดเดียว ถ้าจะให้ฉันพนันละก็ ฉันว่าเด็กใหม่ทีมนายน่ะ มีหวังติดสี่ดาวชัวร์”

นายเรืออากาศผิวดำพูดเสียงติดตลก มองดูอดีตลูกทีมแต่หัวจรดเท้าแล้วกวาดตาขึ้นมองดาวดวงเดียวบนบ่าด้วยสายตาอิจฉา

“เอ่อ ไหนๆ ก็พูดถึงสมัยที่ฉันยังเป็นลูกทีมนาย แล้วตอนนี้ลูกทีมนายแต่ละคนเป็นยังไงบ้าง”

แล้วหัวข้อสนทนาเรื่องลูกทีมก็ถูกเปิด อดีตลูกทีมของนายร้อยผิวดำยศนายพลเริ่มพูดขึ้นก่อน

“ก็เชื่อฟังกันดีทุกคน ยกเว้นเจ้าเด็กใหม่ยศพลโทนั่น ดูมันชอบเล่นตัว ถือว่าตัวยศสูงกว่า ยกตนข่มท่านไปทั่ว พวกลูกทีมอาวุโสก็พากันหมั่นไส้ นอกจากมันจะยศสูงแล้วนะ มันยังเป็นลูกคุณหนูตระกูลผู้ดีจากไซโอเปีย แล้วก็ยิ่งไปกว่านั้นหมอนี่ยังเป็นพวกเหยียดสีผิว เจอหัวหน้าทีมยศต่ำกว่าแถมยังเป็นนิโกรอย่างฉันเข้าไปทีเดียว มันก็แทบจะไม่ยอมรับจนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่มันยอมรับในตัวฉันมีอย่างเดียว คือ ฝีมือ ซึ่งมันกับฉันน่ะห่างชั้นกันยังกับฟ้ากับเหว”

นายร้อยผิวดำเล่าไปขำไป นิโคไลยิ้มแล้วถามอีกว่า

“หมอนั่นชื่ออะไร แฮโรลด์”

“ฟรังซัว ลองเดอวิโก้”

นายเรืออากาศผิวดำนาม แฮโรลด์ ตอบเรียบๆ เมื่อได้ยินชื่อ นิโคไลก็ยกมือขวาขึ้นจับปลายคาง ส่วนมือซ้ายยกขึ้นประคองศอกขวา ครุ่นคิดนึกถึงอะไรอย่างหนึ่งแล้วบอกกับอดีตหัวหน้า

“ฟรังซัว ลองเดอวิโก้ เหรอ เอ... รู้สึกว่า เอนเจลิก้า เคยเล่าเรื่องน้องชายให้ฟังเหมือนกันนะ...”

นิโคไล เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ

“อ๋อ นายทหารหัวรั้นคนนั้นนั่นเอง สมกับเป็นพี่น้องกันเลยนะเนี่ย นิสัยคล้ายกันมาก”

“ถึงจะเป็นพี่น้องกันก็เถอะนะ แต่ฉันว่าตัวพี่สาวน่ะดีกว่าเยอะเลย”

แฮโรลด์ บอกกับนิโคไลอย่างจริงใจ แล้วทำท่าเหมือนจะนึกอะไรออก เขาจึงถามเพื่อนรักยศสูงไปว่า

“เออ แล้วเรื่องที่ เอนเจลิก้ามาเป็นทหารรับจ้างล่ะ”

ท่านนายพลจัตวาทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเล่าเรื่องอย่างคร่าวๆ ตามที่ตนได้ยินมา

“เห็นเจ้าตัวบอกว่า ไปทำอะไรบ้าระห่ำมากเกินหน้าเกินตาน้องชายเข้าน่ะ ตอนแรกเรื่องมันก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่พอไปๆ มาๆ เรื่องมันถึงกับศาลทหาร นอกนั้นมันเป็นไงมาไงฉันก็ไม่รู้หรอก แต่เรื่องจบลงด้วยการที่เอนเจลิก้าปลดประจำการตัวเอง ไปเป็นทหารรับจ้าง”

ทันใดนั้น ผู้ที่ถูกกล่าวถึงก็เดินทอดน่องมาตามทางเดิน กวาดตามองชายทั้งสองอย่างสงสัย แล้วถามขึ้นเสียงหวาน

“คุยอะไรกันเหรอ”

“เอ่อ พอดีเลย เอนเจลิก้า คือว่า แฮโรลด์อยู่รู้ว่าเธอไปทำอะไรให้น้องชายเธอ เรื่องมันถึงต้องขึ้นศาลทหารน่ะ”

หัวหน้าทีมขวานคู่หันมาบอกกับลูกทีมหญิง

เมื่อเธอได้ยินประโยคที่ออกจากปากของหัวหน้าทีมก็หัวเราะร่าด้วยความขัน แล้วเหลือบตาขึ้นสบกับแฮโรลด์แล้วเล่าเรื่อง

“แหม ก็แค่ช่วยชีวิตเอง แค่เปิดสันดาปท้ายบินปาดหน้าหมอนั่น ตอนที่กำลังถูกจรวดนำวิถีด้วยความร้อนตามติดน่ะ...”

เธอหยุดเล่าพยายามกลั้นหัวเราะ

“จรวดน่ะ มันหันมาตามฉันแทน แต่หมอนั้นก็ถูกแรงขับของสันดาปท้ายของฉันเป๋ไปเลย หลังจากนั้นเขาก็โดนตั้งฉายาว่า ‘จอมเมาตด’ โดยลูกฝูงของฉันเอง ซึ่งฉายานั้น ฉันเป็นคนคิดเอง แต่ลูกฝูงของฉันเป็นคนเอาไปตั้ง ฉันเลยโดนข้อหาหมิ่นประมาท เข้ารับโทษตามกฎ แต่หมอนั่นก็ไม่ยอมเลิกรา ฉันเลยเกษียรตัวเองซะ แล้วก็กลายมาเป็นทหารรับจ้างอยู่ทุกวันนี้ไง”

เมื่อเล่าจบเธอก็หัวเราะคิกๆ แล้วบอกกับเรืออากาศโทผิวดำไปว่า

“นี่ แฮโรลด์ ถ้าเด็กนั่นดื้อมากๆ ละก็อย่าลืมฉายานี้นะ”

แฮโรลด์ยิ้ม แล้วนึกถึงตอนที่เจ้าเด็กใหม่ยศพลโทโดนล้อ แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

ด้วยเสียงหัวเราะคิดคักหน้าห้อง ทำให้โอเลกอดสงสัยไม่ได้ว่ามีอะไรข้างนอก เขาจึงเดินมากดปุ่มเปิดประตูแล้วโผล่พรวดออกมาเอ่ยปากถามกับหัวหน้าทีมด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วนิโคไล ก็เล่าไปตามที่ได้คุยกันมากับอดีตหัวหน้า เรพพลอยด์หนุ่มปล่อยก๊ากออกมาแบบลืมหายใจ

“นี่คงจะเป็น โอเลก สินะ นิโคไล”

แฮโรลด์ หันมามองโอเลกแล้วเอ่ยปากถาม

“ใช่... เออนี่ โอเลก ขอแนะนำให้รู้จักกับอดีตหัวหน้าทีมของฉัน เรืออากาศโท แฮโรลด์ ออร์เดอร์ จากกองทัพอากาศเอ็กเซเดียร์ แล้วก็ แฮโรลด์ นี่ นาวาอากาศตรี โอเลก จากกองทัพอากาศเอ็กเซเดียร์”

นิโคไล จัดการแนะนำกันเสร็จสรรพ ก่อนที่ แฮโรลด์ และโอเลก จะยื่นมือให้จับซึ่งกันและกัน

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ โอเลก”

“เช่นกันครับ คุณออร์เดอร์ อีกอย่างนะครับ ผมเป็นเรพพลอยด์”


“และในที่สุด ผมก็ได้เข้าร่วมกับฝูงบินหางด้วนอย่างเต็มตัว ตอนแรกนึกว่าจะเด้งซะแล้ว แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าผมถูกต้มซะเปื่อยเลย ผมจึงตระหนักได้ว่า ฝูงบินนี้ต้องการคนห่ามๆ ที่มีสติ มากกว่าคนเรียบร้อยที่ฟังแต่คำสั่ง...” อดีตขวานคู่ 4 เล่าเรื่องของเขาต่อไป นักข่าวสองชายหญิงต่างก็ตั้งหน้าฟังทุกคำพูด



จบช่วงที่ 2
Last edited by MiG-3.59NTF on Sat May 10, 2008 11:36 am, edited 1 time in total.
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby ManshirO on Mon Apr 07, 2008 3:43 pm

เทส เทส เทส ครับผม
มาแว้ว...จ้า

Image
User avatar
ManshirO
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 1
Joined: Mon Apr 07, 2008 2:07 pm

Postby Commitdeath on Mon Apr 14, 2008 2:07 pm

เทสเอาไว้ครับผม
Commitdeath
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 37
Joined: Sat Apr 12, 2008 1:36 pm
Location: เหมือนหมาข้างถนน โทรมๆไปวันๆ

Postby กล้วยจัง on Tue Apr 15, 2008 12:07 pm

นั่งเฝ้ารอตอนต่อไป เคี้ยกๆ
ปัญหาพื้นฐาณห้าประการ ได้แก่ มรรค (เต้า) ฟ้า (เทียน) ดิน (ตี้) (แม่ทัพ) เจียง กฎ (ฝ่า)

แม่ทัพนายกองจะมีผู้ใดมิรู้ไม่ ทว่าผู้รู้แจ้งเท่านั้นจึงจะชนะ ผู้รู้มิแจ้ง ย่อมพ่ายแพ้
User avatar
กล้วยจัง
กล้วย
กล้วย
 
Posts: 329
Joined: Thu Feb 14, 2008 6:07 pm
Location: กล้วยเมาทรีน

Postby Jellopy on Wed Apr 16, 2008 5:27 pm

เมื่อไหร่จะได้ใช้ขวานคู่ซะทีเนี่ย
Image
User avatar
Jellopy
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 56
Joined: Tue Apr 15, 2008 9:29 am
Location: ในความฝันของตัวเอง

Postby MiG-3.59NTF on Thu Apr 17, 2008 11:15 pm

กำลังปั่นอยู่ครับ
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Sun May 04, 2008 11:27 pm

ช่วงที่ 3

“ทีมขวานคู่ และทีมกางเขนเงิน ไปรายงานตัวที่ห้องของท่านนายพลเอก จีซาด อารามิก ด้วย ย้ำ ทีมขวานคู่ และทีมกางเขนเงิน ไปรายงานตัวที่ห้องของท่านนายพลเอก จีซาด อารามิก ด้วย” เสียงประกาศดังไปทั่วฐานทัพ จากห้องกิจการทหาร เกือบจะทันทีที่สิ้นเสียง คนแปดคนก็รีบวิ่งออกไปด้วยกัน โดยมีชายผิวขาวยศสูงสองคนวิ่งนำ ซึ่งก็ทะเลาะกันไปตลอดทาง

“ตามกฎของที่นี่ตำแหน่งฉันสูงกว่านายนะเฟ้ย” นิโคไลพูดเสียงลากๆ พลางจ้องตาของนายทหารยศพลโทร่างใหญ่พลางมองข้างหน้า

“เป็นแค่พลจัตวาอย่ามาเกทับพลโทนะโว้ย” นายทหารร่างใหญ่สวนกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังและดุดัน

“งั้นมาดวลปืนเลเซอร์ซ้อมกันเลยเอามั้ย หันหลังชนกันเดินสอบก้าวแล้วหันมายิง ใครโดนยิงก่อนโดนถอดยศ” นายพลจัตวาปั้นหน้าจิ๊กโก๋พูดท้าทายและจาบจ้วง

“แกจะเดินตามหลังแล้วเอาปืนจี้สิไม่ว่า ฉันรู้ทันแกหรอกน่า เพราะว่าเรื่องเล่นนอกกฎน่ะ แกมันปรมาจารย์อยู่แล้ว”

“ก็เพราะแกมันเป็นลูกผู้ชายเกินไปมากกว่า หือ หรือว่าไม่จริง หา ท่านนายพลจอมเมาตด”

“เฮ้ย พูดงี้มาซัดกันตัวๆ เลยดีกว่ามา”

“ได้เลย หลังภารกิจ ที่ไหน เวลาไหน ถ้าไม่มีอะไรมาแทรกบอกมาได้เลย เมาตด”

แล้วทั้งคู่ก็ทะเลาะกันอย่างดุเดือด ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันก็ตาม แต่โดยวาจาแล้ว มีหลายคำที่บาดหู คำหยาบคายต่างๆ นานา ถูกปล่อยเข้าใส่กันและกัน ถึงแม้ต่างฝ่ายจะมันปากสักขนาดไหน แต่คนรอบข้าง ก็แทบจะยกมือปิดหูกันเลยทีเดียว จนกระทั่งมีปากที่สามเข้าร่วม

“อย่าสูงแต่ยศสิเฟ้ย ถ้าอยากโดนเด้งขนาดนั้นฉันจะทำเรื่องให้”

เรืออากาศโทผิวดำรีบแทรกเข้ามาทันทีด้วยน้ำเสียงต่ำเย็นชาหวังจะให้หยุด แต่มันกลับทำให้แรงมากยิ่งขึ้น

“เงียบไปเลย” คำตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงกระชาก พร้อมกับสายตาดูถูกและขาดความเคารพอย่างสิ้นเชิงจากเด็กใหม่ยศพลโท ทำเอา แฮโรลด์ ชะงักไป แล้วใส่เข้าไปอีกประโยคโดยอ้างตำแหน่ง

“นี่เป็นคำสั่งนะโว้ย ตอนนี้ฉันเป็นหัวหน้าแก ฉันขอสั่งให้แกหยุด”

“ฉันไม่ฟังคำสั่งจากไอ้มืดนายร้อยอย่างแกหรอก”

ประโยคนั้นเคืองใจ แฮโรลด์ เป็นอย่างมาก ประกอบกับเมื่อก่อนหน้าที่ ตั้งแต่ท่านนายพลโท ซึ่งเป็นเด็กใหม่ย่างก้าวเข้ามาอยู่ในทีมของเขา แล้วเริ่มเบ่งยศเหยียดสีผิวอย่างไม่สนใจกฎของฝูงบิน เอ็นทีเอฟ นี้ ในที่สุดก็มีอยู่สามปากในวงทะเลาะจนได้

“นายทหารยศพลโท นั่นใครเหรอ”

โอเลก ถามขึ้นอย่างเบาๆ พอได้ยิน

“น้องชายฉันเอง”

เอนเจลิก้า เป็นผู้ตอบ พลางชำเลืองมองน้อยชายผู้ยศสูงกว่าอย่างอนาถใจ

“น้องชาย”

โอเลก ทวนคำตอบเสียงดังขึ้นเล็กน้อย

“ใช่ ก็ที่เล่าให้ฟังเมื่อ 2 วันก่อนไง”

“ฟรังซัว ลองเดอวิโก้”

โอเลก พูดชื่อน้องชายของทหารรับจ้างหญิงเบาๆ

เอนเจลิก้า ไม่พูดตอบ แต่พยักหน้าตอบ ก่อนจะมีคนสะกิดหลัง เป็นชายมุสลิมผิวเหลือง อายุราวๆ 30 ต้นๆ ในชุดทหารอากาศจักรวาลฮาร์ดิจินอลยศพันอากาศโท รูปร่างพอๆ กับ โอเลก ใบหน้ากลมไว้หนวดเคราสีดำหนาไม่ยาว ผมสั้นรองทรงสีดำ นัยน์ตาสีดำคม คิ้วหนา

โอเลก หันไปมอง

“หมอนั่นชอบเล่นตัว เบ่งยศไปทั่วแถมยังเหยียดสีผิวอีก มันไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาหรอกยกเว้นฝีมือเท่านั้นที่หมอนั่นกลัวพวกเรา นายคงจะเป็น โอเลก สินะ เป็นเรพพลอยด์ยศพันอากาศตรีจากกองทัพอากาศเอ็กเซเดียร์สินะ”

ชายมุสลิมอธิบายเกี่ยวกับน้องชายของ เอนเจลิก้า ในลักษณะระบายความที่คับแค้นอยู่ในใจ แล้วเริ่มทำความรู้จักกับ โอเลก

“ครับ แล้วคุณคือ”

โอเลก ถามกลับ

“นาวาอากาศโท กอเนาะ เดอะ ไลท์นิ่ง ลาเตะแน จากกองทัพอากาศฮาร์ดิจินอล รหัส แมนิแอควัน ขับเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์-14”

“ตะวันออกกลางเหรอ”

แล้ว โอเลก ก็เริ่มคุยเรื่องสัญชาติ

“มาเลเซีย”

แต่เป็นอีกคนที่ตอบมา เป็นผู้หญิงชาวมองโกเลีย สูงประมาณไหล่ของ โอเลก ใบหน้ารูปไข่ ผิวเหลือง ตาตี่นัยน์ตาสีน้ำตาล ผมยาวประบ่าเหยียดตรง สวมชุดทหารอากาศไซโอเปียยศพันจ่า

เรพพลอยด์ยศพันตรีหันไปมอง

“พันจ่าอากาศเอกหญิง หลิน มิน อู๋ หรือสมยานาม มิส แบงก์ แบงก์ กองทัพอากาศไซโอเปีย รหัส ก็อดเดส ขับเครื่อง แอทลาส ฉันมาจากมองโกเลีย ยินดีที่ได้รู้จักนะ โอเลก”

แล้วเธอก็แนะนำตัวอย่างเสร็จสรรพโดยที่ไม่ต้องให้เอ่ยปากถาม

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”

เรพพลอยด์ยศพันตรีตอบอย่างสุภาพ พลางมองรูปร่างของพันจ่าหญิงชาวมองโกเลียน ที่ดูอ้อนแอ้นและอ่อนแอ ไม่เหมาะกับจะเป็นทหารด้วยซ้ำ ซึ่ง กอเนาะ ก็มองออกทันทีแล้วแทรกขึ้น

“เฮ่ๆ เห็นแบบนี้น่ะ แถวบ้านหล่อนเรียกกันว่า เทพธิดาปืนใหญ่อากาศ เชียวนะ เก่งขนาด นิโคไล ยังขยาดเลย”

ทั้งสามคุยซุบซิบกันสนุกปากเมื่อเทียบกับเสียงทะเลาะของอีกวงแล้ว เสียงของทางโอเลกนั้นไม่มีทางไปถึงหูคนที่ทะเลาะกันได้เลย แล้วทั้งแปดคนก็มาถึงที่หมาย สองหัวหน้าทีมและเด็กใหม่ยศพลโทก็แย่งกันกดปุ่มพูดขออนุญาตเข้าห้อง แต่ทันใดนั้นเองเสียงของท่านนายพลเอกก็ดังออกมาจากแผงควบคุมประตูอิเล็กทรอนิกส์อย่างดังๆ ว่า

“หยุดกัดกันแล้วก็เข้ามาได้แล้ว”

เป็นน้ำเสียงอันดุดันและเฉียบขาด วงทะเลาะแตกออกทันที แล้ว นิโคไล ก็เอามือไปกดปุ่มเปิดประตู เมื่อประตูเปิดออก ก็มีนายทหารผิวขาวใบหน้าเกลี้ยงนั่งหน้าเคร่งอยู่พลางใช้นิ้วชี้เคาะโต๊ะเล่น ส่วนมืออีกข้างกำหมัดยกขึ้นยันแก้มศอกเท้ากับโต๊ะ ทอดสายตากวาดมองไปที่ผู้ถูกเรียกทุกคนแล้วมาหยุดอยู่ตรงกลาง ซึ่งมี นิโคไล แฮโรลด์ และ ฟรังซัว สามคนเท่านั้นที่เป็นจุดสนใจของท่านนายพล ครู่หนึ่งเขาก็ละจุดสนใจที่ นิโคไล และ ฟรังซัว มาจับอยู่ที่ แฮโรลด์ คนเดียวแล้วเริ่มพูด

“ให้ฉันทายนะ คนเริ่มนี่ ฟรังซัว ใช่มั้ย”

แฮโรลด์ ไม่ตอบ

“นายเป็นหัวหน้านะ ถึงลูกน้อยนายจะยศสูงกว่านายหลายขั้น แต่ถึงยังไงนายก็ยังเป็นหัวหน้า และเขาก็เป็นลูกน้องนายอยู่วันยังค่ำ...”

ยังไม่ทันที่นายพลจะพูดจบ พลโทจอมหยิ่งก็ขัดขึ้นเสียงดัง

“จะให้ผมเป็นลูกน้องมันเหรอ ชาติหน้าตอนบ่ายๆ สิ ดูมันสิ ยศแค่ร้อยโท แถมยังเป็นไอ้มืดอีก...”

และยังไม่ทันที่คำร้องเรียนจะหมดเช่นกัน

“เงียบไปเลย แกไม่รู้เหรอว่า ที่นี่จัดตำแหน่งใครสูงใครต่ำด้วยความเหมาะสม ไม่ใช่ยศ สีผิว หรือเชื้อชาติ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแกเข้ามาประจำการที่นี่ได้ยังไง แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็ช่วยเคารพกฎหน่อย...”

“นี่แหละผู้บัญชาการของเราล่ะ ดุเดือดได้ใจดีมั้ย” ในระหว่างการเทศน์ กอเนาะ ก็หันไปคุยกับ โอเลก พลาง ในขณะเดียวกันเหล่าผู้ที่มีตำแหน่งลูกทีมคนอื่นๆ ก็หันมาร่วมวงด้วย แต่เป็นการซุบซิบกัน

“คนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ตั้งแต่เจ็ดเดือนขึ้นไปโดยเฉลี่ย ไม่มีใครกล้าหือกับพี่แกสักคน” คัง พูด

“ใช่เลย ที่ว่าไม่กล้าหือน่ะ ไม่ใช่เพราะกลัวคารมของเขาหรอกนะ แต่เป็นเพราะ เขาเป็น แชมป์มวยสากลทหารมาแล้ว 7 สมัยซ้อน มีฉายาว่า “ไอ้หมัดปรมาณู”” เอนเจลิก้า เสริมพลางหัวเราะ

“หลังภารกิจ ถ้าไม่มีใครตายซะก่อน พนันได้ว่าทางฝ่ายกิจการทหารต้องมีการประกาศคู่มวยแน่นอน” หลิน พูดอย่างมั่นใจ พลางชำเลืองมองท่านนายพล จีซาด อย่างชื่นชม

ฟรังซัว เดอลองวิโก้ ถูกด่าแหลกลาญด้วยทั้งคำสุภาพและคำหยาบคาย บางคำก็ลามไปถึงวงตระกูล บางคำก็สุภาพเยี่ยงผู้ดี แต่ก็ดุเดือดสะท้านปฐพี สองเพื่อนรักหัวหน้าทีมที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ฟังกันมันหู คิดแบบเดียวกันว่า ...เป็นไงล่ะ เบ่งดีนัก... เจ้าตัวยืนฟังเทศน์จากนายทหารยศสูงกว่าจนซึ้งในพระธรรมวินัย ได้แต่ก้มหน้ารับคำอย่างเดียว แต่จิตใจภายในนั้น แค้นเคืองจนอยากจะชักปืนพกออกมาเป่าหัวคนด่าให้ตายคาโต๊ะซะเดี๋ยวนี้และอับอายจนแทบจะวิ่งหนีไปดื้อๆ แล้วร้องไห้ออกมาแบบเด็กๆ และแล้วการเทศน์แบบหูดับตับไหม้ก็จบลง แล้วผู้เทศน์ก็เริ่มเข้าเรื่อง

“พร้อมจะรับภารกิจกันรึยัง”

ทุกคนขานตอบอย่างเต็มเสียงยกเว้นแต่นายพลโทจอมเบ่งที่ได้แต่พยักหน้า

“ดี ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่ค่อนข้างจะยาว ผมจะให้พวกคุณไปประจำการชั่วคราวอยู่ที่ยานลาดตระเวนประจัญบานชั้น แร็กนารอค ชื่อ สปรินเทอร์ ของกองทัพอากาศไซโอเปีย แห่งกองกำลังสอดแนมที่ 4 หน่วยย่อยที่ 15 แล้วก็ภารกิจครั้งนี้ ผมจะไปด้วย เบื้องบนบอกผมมาว่าทีมกางเขนเงินมีเด็กใหม่ เป็นนายทหารตัวแสบจากกองทัพอากาศไซโอเปีย เขาจึงขอให้ผมตามไปคุมด้วย และตอนนี้ผมก็เห็นสมควรด้วยอย่างยิ่ง เอาล่ะ ผมขอแนะนำตัวซะหน่อย ผม พลอากาศเอก จีซาด อารามิก กองทัพอากาศฮาร์ดิจินอล รหัส อิสลาเอลี่บัสตาร์ด ขับเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14”

ใน 30 นาทีต่อมา เครื่องบินขับไล่ไร้แพนดิ่งไม่มีกระจกห้องนักบินสามยี่ห้อเก้าลำอย่างละสามก็ออกจากโรงเก็บแล่นมาเตรียมพร้อมขึ้นบิน อยู่ที่ต้นทางวิ่งแบบหกเลน

“โอ้โห ออกโรงเองเลยเหรอเนี่ย จิซาด” เสียงของเจ้าหน้าที่หญิงนาม อารยา ดังออกอากาศจากหอควบคุมการบิน

“เบื้องบนขอมาน่ะ ที่รัก”

คำว่า “ที่รัก” ที่ออกจากปากของผู้บัญชาการฝูงบินหางด้วน เรียกเสียงฮือฮาจากนักบินอาวุโสที่จะบินไปกับเขาด้วยได้อย่างล้นหลาม ตามด้วยเสียงซักถามกันให้แซด ส่วนเด็กใหม่ทั้งสองเนื่องจากเพิ่งมาอยู่ได้ไม่ถึงเดือน จึงยังไม่รู้เรื่องอะไร แต่สำหรับเด็กใหม่ยศพลโทผู้เหยียดสีผิวและเบ่งยศแล้ว เขาอดที่จะไม่พอใจไม่ได้ เกี่ยวกับความรักของชายผิวขาวยศพลเอก กับหญิงผิวเหลืองยศร้อยตรี เขาจึงเข้าแทรกในทันที

“เฮ้ย นี่คุณรักยายนั่นเข้าไปได้ยังไง ยศก็ต่ำ แถมไม่ได้เป็นคนขาวอีก”

“นี่ถ้าแกยังไม่หยุดละก็มาใส่นวมซัดกันบนเวทีหน่อยมั้ย”

แล้ว จีซาด ก็ออกปากท้าทายในทันควันเช่นกัน เมื่อได้ยินกันดังนั้น ก็มีเสียงคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเดิมพันการชกมวยกันขึ้น

“พลอากาศเอก จีซาด อารามิก บินขึ้นได้”

เสียงของคู่รักของ จีซาด ดังลอดเสียงของวงพนันเข้าไปยังเครื่องบินทุกลำ

“ว่าแต่ อารยา เธอเดิมพันข้างไหน”

นิโคไล ถามขึ้น

“ต้องเดิมพันข้าง จีซาด อยู่แล้ว”

อารยา ตอบ
Last edited by MiG-3.59NTF on Sat May 10, 2008 12:14 pm, edited 2 times in total.
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Sun May 04, 2008 11:27 pm

“ทีมขวานคู่ บินขึ้นได้”

แล้วเธอก็ให้สัญญาณอีกครั้ง ทีมขวานคู่ ก็บังคับเครื่องมาเข้าขบวนแถวตอนเรียงสองแล้วเร่งเครื่องทะยานขึ้นทีละสอง

“รับรองว่าจะไม่ทำให้ผิดหวังจ้า ที่รัก”

สำเนียงรักถูกส่งผ่านเครื่องมือสื่อสารจากเครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ของ จีซาด ผ่านเข้ามาที่หอควบคุมการบินและเครื่องบินทุกลำที่ร่วมภารกิจอย่างชัดเจน

“เฮ่ นี่เรากำลังอยู่ในสภาวะสงครามนะ ยังจะมีอารมณ์มาโรแมนติกกันอยู่อีกเหรอ”

ฟรังซัว ร้องขัดอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง

“อันความรักที่แท้จริงนั้น ไม่จำกัดเผ่าพันธุ์ ไม่จำกัดชนชั้น มันอยู่ที่ว่าใจส่งถึงกันรึเปล่า...”

ว่าแล้วพี่สาวของท่านนายพลจอมเบ่งก็พูดออกมาเป็นปรัชญาอย่างลอยๆ

“สีซอให้ควายฟังอยู่รึเปล่า เจ๊”

กอเนาะ ขัดขึ้นด้วยสำนวนไทยที่เอามาพูดเป็นภาษาอังกฤษ
“ผู้ที่ชอบแบ่งแยก จะไม่มีวันได้พบกับมัน ตราบใดที่ยังไม่เปิดใจ... สีซอให้ควายฟังเหรอ หมายความว่าไงเหรอ”

เอนเจลิก้า กล่าวปรัชญาต่อจนจบ แล้วเว้นช่วง ก่อนจะถามเกี่ยวกับสำนวนเมื่อครู่นี้

“ทีมกางเขนเงิน บินขึ้นได้ สีซอให้ควายฟัง คือ สำนวนไทยที่หมายถึงในทำนองว่า บอกความอะไรกับคนที่ไม่สนใจหรือคนที่ไม่เข้าใจและไม่มีวันจะเข้าใจ ควาย เป็นสัตว์ที่ชาติของฉันถือว่ามันโง่”

อารยา ให้สัญญาณครั้งสุดท้าย เครื่องบินทีมกางเขนเงิน ก็เร่งเครื่องทะยานขึ้นทีละสอง ก่อนที่เธอจะหันมาแปลสำนวนไทยที่ กอเนาะ เป็นคนพูด พร้อมกับให้ความรู้อีกเล็กน้อย

เมื่อ ฟรังซัว รู้ความหมาย เขาก็เดือดขึ้นมาทันใด แต่ก็ได้แค่ส่งคำด่าหยาบคายไปให้ผู้กล่าวสำนวนเท่านั้น แม้ในใจอยากจะกดปุ่มปล่อยมิสไซล์พุ่งเข้าระเบิดเครื่องของ กอเนาะ ขนาดไหนก็ตาม แต่ถึงอย่างไร เขาก็ถือเป็นเพื่อนคนหนึ่งเหมือนกัน ถึงแม้จะเป็นเพื่อนที่ไม่อยากจะนับเป็นเพื่อนก็ตาม

ทั้งหมดบินตาม จีซาด จนทันแล้วแต่ละทีมก็เข้าขบวนแบบจั่วบินขนาบข้าง เครื่องเอฟ/เอ-เอ็กซ์14 ที่ลายไม่ซ้ำลำไหน ก่อนจะเชิดหัวไต่ระดับขึ้นไปโดยพร้อมเพียง ทุกคนรู้ขั้นตอนกันดีต่างค่อยๆ ผลักคันเร่งขึ้น เร่งเครื่องที่มีความแตกต่างกันในด้านอัตราเร่งได้อย่างเสมอกันทุกลำ ประกอบกับการบังคับเครื่องในการเชิดขึ้น ซึ่งมีความแตกต่างกันในด้านอัตราเลี้ยวอีกเช่นกัน ผู้ที่ขับเครื่องที่ลำเล็กแต่ความคล่องตัวต่ำสุดดึงขึ้นอย่างเต็มที่ ในขณะที่ผู้ที่ขับเครื่องปีกลูกไปข้างหน้าต้องค่อยๆ ดึง แต่ทุกคนก็สามารถทำได้อย่างเสมอกันไม่มีลำไหนหลุดจากขบวน และโดยไม่ต้องบอกอะไรกันทุกคนหยุดเชิดเครื่องขึ้นที่ 80 องศา ผู้ที่ขับเครื่องปีกลู่ไปข้างหน้าผลักคันเร่งอย่างเต็มที่ ในขณะที่ผู้ที่ขับเครื่องที่มีขนาดเล็กที่สุดและจำนวนเครื่องมากที่สุดผลักคันเร่งอย่างระมัดระวัง ในสามแบบนี้ ดูเหมือนผู้ที่เลือกขับเครื่องที่เรียกว่า “บ้าพลัง” ในด้านการโจมตี จะบังคับเครื่องได้สบายที่สุด เพราะสมรรถนะอยู่ตรงกลางระหว่าง เอฟ/เอ-เอ็กซ์14 และ มิก-3.59

ในเวลาไม่นาน ทุกคนก็ออกสู่อวกาศและต่างเร่งเครื่องกันอย่างเต็มกำลังเพื่อหนีแรงดึงดูด ในขณะเดียวกัน ทั้งหมดก็แยกฝูงออกเพื่อให้เร่งกันได้อย่างตามสบาย แสงสีฟ้าจากเครื่องยนต์ส่องสว่างแผ่รัศมีสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล และแล้วทั้งหมดก็หนีแรงดึงดูดพ้น แต่ก็ต้องติดเครื่องปล่อยแรงขับสำหรับเบรกกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับเครื่องที่ทั้งเล็กทั้งแรงยิ่งต้องปล่อยออกมาถึงขั้นต้องเรียกว่า “ระเบิด” กันเลยทีเดียว ขั้นตอนทั้งหมดดูเหมือนจะยาก แต่ทุกคนกลับทำได้เหมือนเป็นเรื่องง่าย แล้วกลับมาเข้ารูปขบวนกันอีกครั้ง

“นี่ยาน สปรินเทอร์ ฉันคือ นายพลอากาศเอกหญิง ลินดา โอลูวา ถึง หมู่บินที่กำลังเข้ามา โปรดแสดงตัวด้วย” มีเสียงผู้หญิงที่ฟังเหมือนอายุแค่หลักสองดังเข้ามาในห้องนักบินของทุกคน

“นี่ฝูงบินหางด้วน ผม นายพลเอก จีซาด อารามิก เป็นผู้บัญชาการ รหัส อิสราเอลี่บัสตาร์ด”

“พวกคุณต้องการอะไร”

“เรามีภารกิจจะมาประจำการชั่วคราวที่ยานของคุณ ขอลงจอดได้มั้ย”

“สถานะของคุณเป็นยังไงบ้าง”

“ทุกอย่างเรียบร้อยดี”

“อนุญาตให้ลงจอดที่ลานจอด แอลยู6”

“ขอบคุณมาก”

“ยินดีเสมอ พี่น้อง เลิกกัน”

จีซาด และผู้บัญชาการยาน สปรินเทอร์ คุยกันเสร็จ ผู้ที่เปิดฉากสนทนาก่อนก็ปิดท้ายด้วยสำเนียงแร็พ ทุกคนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แต่สำหรับ ฟรังซัว จอมเหยียดแล้วเขารู้สึกกระอักกระอวลใจอย่างยิ่งยวด ...ไม่ ไม่ ฉันจะไม่มีวันอยู่ใต้บังคับบัญชาแกหรอก นังแร็พชั้นต่ำ... เขาคิดอย่างเต็มไปด้วยอคติ แต่มันก็ติดอยู่ด้วยที่ว่า ตัวเองนั้นแบ่งยศแบบไม่แบ่งเผ่าพันธุ์ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมเสียศักดิ์ศรี และเข้ามาอยู่ใต้บังคับบัญชาแต่โดยดี

ภายในไม่กี่นาที ทั้งหมดก็มาถึงทางเข้าลานจอด ทั้งหมดกวาดตามองยานรบที่อยู่ตรงหน้าอย่างชื่นชม มันเป็นยานที่สวยมากผสมไปกับความน่าเกรงขามชนิดทำให้ขนลุกได้ มีอย่างเดียวที่ทุกคนไม่เห็น คือ ปืนประจำยาน พวกเขาไม่เห็นปืนสักกระบอก ต่างคิดกันไปต่างๆ นานา ซึ่งรวมทั้ง จีซาด ด้วย ...ไหนบอกว่าเป็นยานลาดตระเวนประจัญบาน ไหนล่ะ ปืนใหญ่ลูกปรายพลาสมา อาวุธขึ้นชื่อของไซโอเปีย...

แล้วทั้งหมดก็ทยอยกันเข้าไปจอดในยานครั้งละสองลำ ทะลุผ่านม่านพลังงานสีชมพูอ่อนใสที่กั้นระหว่างอากาศข้างในกับสุญญากาศข้างนอก ภายในลานจอดอาบไปด้วยแสงจากหลอดไฟสีเหลืองอ่อน จนกระทั่งลงจอดครบทุกลำ ประตูอัตโนมัติสองบานที่ปากทางเข้าปิดบีบเข้าหากันจนสนิท แสงไฟสีเหลืองอ่อนถูกเปลี่ยนเป็นแสงไฟธรรมดา มีสัญญาณปลอดภัยดังขึ้นสามครั้ง มันเป็นสัญญาณสากลที่ทุกคนเข้าใจดี แล้วฝาครอบห้องนักบินของเครื่องบินที่เพิ่งลงจอดทุกลำก็เปิดออกจนสุด นักบินทุกคนลุกขึ้นนั่งจากท่านอน แล้วต่างก็ปีนลงจากเครื่องบินทางบันไดที่ทหารที่ประจำอยู่ช่วยกันเข็นมาเทียบ

“สวัสดีพี่น้อง ขอต้อนรับสู่ยานสปรินเทอร์ แห่งกองกำลังสอดแนมที่ 4 หน่วยย่อยที่ 15...”

เสียงของหญิงวัย 30-40 ดังมาจากทางเดินทางด้านตะวันออก เมื่อทุกคนหันไปมองก็เห็นหญิงผิวดำ รูปร่างเพรียวบาง สูงราวๆ 160 เซนติเมตร ใบหน้ารูปไข่ ตาคมสีดำ ริมฝีปากทาริปสติกสีชมพู ไว้ผมยาวประบ่าเหยียดตรง สวมเครื่องแบบทหารอากาศไซโอเปียติดยศพลเอก

“ฉันคือ นายพลอากาศเอกหญิง ลินดา โอลูวา ยินดีที่ได้รู้จักนะ พี่น้อง”

ถึงแม้การทักทายจะเป็นกันเอง แต่นักบินแห่งฝูงบินหางด้วนทุกคนก็ยืนตรงทำความเคารพยกมือทำวันทยาหัต แต่ยกเว้นแต่ จีซาด ซึ่งทำความเคารพเพียงไม่กี่วินาทีเขาก็ลดมือลง ทุกคนจึงทำตามเพราะเขาเป็นผู้บัญชาการ แล้ว ลินดา และ จีซาด ก็เดินเข้าหากัน ทุกคนเข้าใจว่าทั้งคู่แค่กำลังจะจับมือกัน แต่ทว่า เมื่อเดินเข้ามาในระยะห่างกันประมาณ 2 ฟุตแล้ว ทั้งสองอ้าแขนออกแล้วตรงเข้ากอดกันอย่างเพื่อนรักแล้วต่างหัวเราะออกมา ก่อนปล่อยมือจากกันและกัน

“นึกว่าหายไปไหน ที่แท้ก็มาเป็นผู้บัญชาการฝูงบินเอ็นทีเอฟนี่เอง”

ลินดา เป็นฝ่ายเริ่มการสนทานก่อน เธอแหงนหน้ามอง จีซาด อย่างคิดถึง ซึ่งอีกฝ่ายก็มองตอบด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน

“เธอเองก็ใช่ย่อยนะ ได้เป็นถึงผู้บัญชาการยานรบรุ่นใหม่ ทีแรกอ่านในเอกสารมอบภารกิจ เห็นบอกว่าเป็นชั้น แร็กนารอก แต่ที่ไหนได้...”

จีซาด เว้นช่วงถอนหายใจ

“โครงสร้างน่ะใช่เลยมันคือ แร็กนารอก แต่ที่ไม่ใช่ก็ตรงที่ว่าตอนบินเข้ามาไม่เห็นปืนสักกระบอก”

“ก็นี่แหละ แร็กนารอก แต่เป็นรุ่นใหม่ใช้ชื่อชั้นว่า แร็กนารอก-เอสเอ็ม เป็นยานลาดตระเวนหนักล่องหน ในตอนนี้คลังแสงยานรบอวกาศไซโอเปียมีอยู่แค่ 2 ลำเอง”

“ว้าว ขนาดนั้นเชียว”

ผู้บัญชาการฝูงบินหางด้วนร้องออกมาอย่างไม่เชื่อหู แล้วหาเรื่องชวนคุยต่อ

“เอ่อ ว่าแต่เรื่องการชิงตำแหน่งราชินีแร็ปเปอร์ตอนนี้ไปถึงไหนแล้วล่ะ”

“ได้ตำแหน่งราชินีมาเรียบร้อยแล้ว ว่าแต่สถานะมวยสากลของเธอตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”

เมื่อได้ยินคำถามเกี่ยวกับมวยสากล เขาก็เหล่ไปข้างหลังนิดหนึ่ง คนที่ตกอยู่ในสายตาของเขาก็ คือ ฟรังซัว เด็กใหม่ทีมกางเขนเงินยศพลโทจอมเบ่ง เหล่านักบินทุกคนยกเว้น ผู้ที่ตกอยู่ในสายตาของ จีซาด ต่างเข้ามารวมกลุ่มกันแล้วซุบซิบกันเบาๆ อยู่ภายในวง

“ก็ตอนนี้เป็นแชมป์ 7 สมัยซ้อน แต่ตอนนี้กำลังจะมีคนขึ้นชิงแชมป์อยู่น่ะ”

มันเป็นคำพูดที่จงใจจะให้ไปถึง ท่านนายพลจอมเบ่ง แม้จะดูเหมือนคุยกันสองคนตามประสาเพื่อนตายก็ตาม แต่ ฟรังซัว ในตอนนี้ร้อนตัวอย่างที่สุด เมื่อได้ยินทั้งคำซุบซิบเกี่ยวกับการพนันมวย และเสียงคุยของสองนายพลเอกชายหญิง เขาจึงกระแอมออกมาในเวลาที่เหมาะสม แม้ในด้านศีลธรรมแล้ว มันออกจะเสียมารยาทอยู่บ้าง แต่ในด้านการทหารมันคือการเตือน วงพนันมวยหยุดลงทันที และเกือบจะพร้อมๆ กัน จีซาด และ ลินดา ก็หยุดคุยกันด้วย ทุกคนหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว

“ขอโทษที่ขัดจังหวะนะครับท่าน แต่เรามาที่นี่เพราะภารกิจนะครับ ไม่ใช่ให้ท่านมาคุยกันประสาเพื่อนซี๊”

ฟรังซัว มองไปทางคู่ซี๊นายพลเอก แล้วกล่าวเตือนเรื่องงานด้วยน้ำเสียงเคร่ง ทั้ง จีซาด และ ลินดา หันมาเผชิญกับพลโทจอมเบ่งอย่างตรงๆ

“แล้วคุณคือ”

ลินดา ถามเรียบๆ

“ผมคือ พลอากาศโท ฟรังซัว เดอลองวิโก้”

สิ้นเสียงแนะนำตัวก็มีเสียงล้อเบาๆ จากวงพนันมวยดังขึ้น

“จริงๆ เป็นเด็กใหม่ทีมกางเขนเงินน่ะครับ”

แม้จะเป็นเสียงเบาๆ จนเกือบจะอยู่ในลำคอ แต่ทุกคนก็ได้ยินและแทบกลั้นหัวเราะกันไม่อยู่ แต่ยกเว้นผู้บัญชาการยานสปรินเทอร์ เธอหัวเราะออกมาอย่างเต็มเสียง แล้วถามคนโดนล้ออย่างตรงๆ ว่า

“นี่นายเป็นลูกน้องนายทหารยศเรืออากาศโทเหรอ”

ถึงแม้จะไม่ได้คำตอบจากเจ้าตัว แต่ก็มีเสียงจากวงพนันมวยดังขึ้นตอบให้อย่างตรงประเด็น นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงของนักบินหญิงชาวมองโกเลียดังเสริมขึ้นมาอีกว่า

“แค่นั้นยังน้อยไป ตอนนี้เขามีตำแหน่งต่ำกว่ายศพันจ่าเอกอีกนะ”

ดูเหมือนตอนนี้กำลังเป็นช่วงของการ “เอาคืน” ของเหล่าสมาชิกทีมกางเขนเงินที่ต่างก็มียศต่ำกว่าเด็กใหม่ และมักจะโดนเหยียดเผ่าพันธุ์และยศอยู่เสมอ เมื่อสิ้นเสียงของ หลิน ก็มีเสียงเสียดสีตามมาอย่างหนาหู แม้กระทั่งพี่สาวของเด็กใหม่ทีมกางเขนเงินก็ร่วมวงด้วย จนในที่สุด ฟรังซัว ก็ระเบิด วิ่งไล่เตะคณะล้อเลียนอย่างบ้าคลั่ง จึงมีแต่ นิโคไล คัง และ โอเลก ที่ไม่ได้ร่วมด้วยหลีกออกห่างเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับ จีซาด และ ลินดา

“จะไม่ห้ามหน่อยเหรอ” ลินดาหันไปถาม จีซาด อีกครั้ง แล้วได้คำตอบว่า

“ไม่เป็นไรหรอก อยู่ในฝูงบินหางด้วน เราถือกฎว่า “เราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่มีการแบ่งยศ เผ่าพันธุ์ หรืออื่นๆ ที่เป็นสิ่งพิเศษเฉพาะบุคคล ยกเว้นแต่มีพิธีเป็นทางการ” เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงหรอก”

ลินดา หัวเราะเบาๆ แล้วบอกกับทหารที่ตามเธอมาว่าให้นำทางเหล่านักบินฝูงบินหางด้วนไปยังห้องพัก ก่อนจะกล่าวขอตัวกับ จีซาด และผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา แล้วหันหลังเดินย้อนกลับทางเดิม

ทหารที่ได้รับคำสั่งให้มานำทางมีหน้าตาออกไปทางคนญี่ปุ่น ตาคมลึกสีดำ จมูกโด่ง ใบหน้าเกลี้ยงรูปไข่ ตัดผมสั้นรองทรงสูง รูปร่างพอๆ กับ โอเลก เขาเดินเข้ามาหา จีซาด แล้วบอกเรียบๆ ว่า
Last edited by MiG-3.59NTF on Sat May 10, 2008 12:17 pm, edited 2 times in total.
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Sun May 04, 2008 11:28 pm

“โปรดตามผมมาครับ”

“ไม่หยุด ก็เด้ง เลือกเอา”

เป็นคำเตือนสั้นๆ ของ จีซาด นายพลจอมเบ่ง และคณะล้อเลียน หยุดลงทันที แล้วเข้ามารวมกลุ่มกันเหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วผู้บัญชาการก็เดินนำไป โดยตามทหารที่ได้รับคำสั่งจาก ลินดา อีกทีหนึ่ง

สำหรับทหารไซโอเปียที่คุ้นเคยกับยุทโธปกรณ์ของพวกตนดีอยู่แล้วต่างไม่ค่อยสนใจหันหน้ากรอกตามองไปรอบๆ เท่าไรนัก แต่สำหรับทหารจากอีกสองจักรวาลแล้ว ต่างมองไปรอบๆ เหมือนเดินอยู่ในบ้านผีสิงรวมมิตรหรือไม่ก็พิพิธภัณฑ์แปลกแต่จริง ทหารผู้นำทัวร์เองก็ดูเหมือนจะรู้ใจเหล่านักบินลูกทัวร์ เขาทำหน้าที่เหมือนคนนำเที่ยวด้วยการอธิบายเกี่ยวกับจุดที่น่าสนใจทุกจุดที่ผ่านกัน รวมทั้งมีการอธิบายเกี่ยวกับสถานะของยาน

ทั้งคณะทัวร์ต่างเดินกันไปตามการนำของทหารที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ด้วยความเพลิดเพลินด้วยศิลปะการพูดที่ทำให้ทุกคนตั้งใจฟังไม่เว้นแม้แต่นายพลจอมเบ่ง ซึ่งตลอดเวลาจะถือตัวว่าในวงการทหารแล้วตนเป็นรองอยู่แค่สามระดับเท่านั้น คือ นายพลเอก ผู้นำกองทัพระดับจักรวาล และผู้บัญชาการสูงสุด ซึ่งจะได้รับเลือกขึ้นมาโดยไม่เกี่ยงว่ามาจากจักรวาลและเผ่าพันธุ์ไหน ดูเหมือนตอนนี้ ฟรังซัว จะตกเป็นรอง “ไกด์” คนนี้เพราะวาทศิลป์ระดับเซียนเสียแล้ว ด้วยการพูดที่สร้างความครื้นเครง และมีการเล่าเรื่องอะไรไปพลาง บางเรื่องก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะได้ ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ไกด์คนนั้นคนเดียวอย่างไม่รู้ตัวจนกระทั้งถึงจุดหมาย

“เอาล่ะครับ ถึงแล้ว ขอให้ทุกคนพักให้สบาย อีกประมาณ 14 ชั่วโมงเราจะเริ่มออกปฏิบัติการ แต่ในระหว่าง 14 ชั่วโมง พวกคุณมีเวลาพัก 1 ชั่วโมง จากนั้นอีกจะมีคนมาพาพวกคุณชมทั่วยานทุกส่วนที่จำเป็น เป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นก็จะถึงเวลาพัก 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะมีงานเลี้ยงต้อนรับเป็นเวลา 4 ชั่วโมงรวมเวลากล่าวปราศรัย จากนั้นก็เป็นเวลาอิสระจนกว่าจะถึงกำหนด 14 ชั่วโมงขอให้พวกคุณปล่อยตัวตามสบาย แล้วก็ ท่านนายพลโอลูวา ฝากบอกมาว่าคุณสามารถใช้กฎของฝูงบินหางด้วนกับที่นี่ได้ทุกข้อถ้ามันไม่ขัดกับกฎสากล แล้วก็รหัสห้องพัก...”

หลังการกล่าวสรุปตารางเวลาสำหรับเหล่านักบินฝูงบินหางด้วน ทหารผู้นำทางมาก็แกะกระดุมกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายแล้วหยิบเอาพับกระดาษสองแผ่นออกมาแล้วมอบให้กับ จีซาด

“มีอะไรก็ติดต่อผมได้นะครับ ผมพันอากาศตรี ทาคาโอะ โอกุริ ไปหาผมได้ที่หน่วยทรัพยากร ผมขอตัวละครับ”

แล้วนายทหารที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ก็ยืนตรงวันทยหัตถ์แล้วก้าวเดินสวนทางเดิมไป

จีซาด เปิดพับกระดาษออกดู เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาก็กรูกันเข้ามามุงดู บนแผ่นกระดาษสองแผ่นมีเลขรหัสห้องแปดหลัก และรายละเอียดของห้องพัก ห้องหนึ่งมีห้าที่นอน ส่วนอีกห้องหนึ่งมีสี่ที่นอน ด้วยความคิดที่รอบคอบเขายื่นกระดาษที่ระบุว่ามีสี่ที่นอนให้กับ นิโคไล และอีกแผ่นให้กับ แฮโรลด์ แล้วบอกกับหัวหน้าทีมกางเขนเงินว่า

“แฮโรลด์ ในทีมของนายมีตัวปัญหาอยู่ ฉันจะอยู่กับทีมนายเอง”

เมื่อ ฟรังซัว ได้ยินคำว่า “ตัวปัญหา” เขาก็ร้อนตัวขัดขึ้นอย่างหัวเสีย

“ท่านครับผมไม่ใช่ตัวปัญหานะ”

“อะไรกันเขาไม่ได้ว่านายซะหน่อย ท่านนายพลจอมเมาตด”

ก่อนที่ จีซาด จะพูดอะไร แฮโรลด์ ก็ออกตัวให้แทน

ถึงแม้ประโยคที่ท่านผู้บังคับบัญชาพูดกับหัวหน้าทีมกางเขนเงินนั้นจะไม่ได้ระบุเจาะจงว่าใคร แต่มันก็เป็นการว่าถึงใครบางคน ซึ่งคนๆ นั้นก็รู้ตัวดีว่าถูกกล่าวถึง จะว่ากลับก็ไม่ได้ นิสัยชอบแบ่งแยกของตัวเองทำพิษเข้าให้เสียแล้ว แถมยังมีสายตาตำหนิจากสมาชิกอาวุโสทั้งสอง และพี่สาวของตน ถึงแม้ในฝูงบินหางด้วนจะไม่มีการแบ่งแยกยศ เผ่าพันธุ์ และชนชั้น แต่สำหรับเขาแล้วต้องมีการแบ่งแยก นอกจากนี้ตนก็ยังเป็นนายทหารระดับสูงจากตระกูลผู้ดี แต่ทว่าตอนนี้ต้องมาตกอยู่ใต้การบังคับบัญชาของนายทหารยศสูงกว่าที่มีฐานะต่ำกว่า ซ้ำร้าย ยังต้องมาตกอยู่ในทีมที่แม้จะมีฝีมือมาก แต่ทั้งหัวหน้าทีมและลูกทีมที่อาวุโสกว่า ซึ่งนอกจากจะยศต่ำกว่าแล้ว ยังต่ำกว่าทั้งเผ่าพันธุ์และฐานะในความคิดของเขา มันเป็นอะไรที่ไม่ได้คิดไม่ได้ฝันมาก่อน ...อิสราเอลี่บัสตาร์ด รหัสของท่านนายพล อารามิก การจะได้รหัสที่ไม่ธรรมดานี้มามันจะต้องไปทำอะไรร้ายกาจไว้แน่นอน... ฟรังซัว คิด

นายพลจอมเบ่งได้แต่มองหน้าของผู้บังคับบัญชาอย่างเรียบเฉย แต่มันแฝงไปด้วยความเคืองใจ ความรู้สึกที่อยากจะตันหน้าให้ได้ ถ้าไม่คิดอยู่ที่ว่าอีกฝ่ายมียศสูงกว่า และอีกฝ่ายก็เหมือนจะรู้ใจจึงบอกไปตรงๆ ว่า

“มองฉันแบบนี้ท่าทางอยากจะซัดกับฉันมากละสิ ก็เอาสิ ได้ทุกเวลาว่าง ที่ไหนก็ได้”

แทนคำตอบ คนถูกท้ายิ้มเจื๋อนๆ ดูเหมือนจะมั่นใจมาก ประมาณว่า “จะแน่สักแค่ไหนเชียว” แล้วหลบหน้าไป และเมื่อคนห่ามๆ อย่างพันอากาศเอก คัง โฮ อิน เห็นดังนั้นเขาก็ร้องประกาศออกมาเรียกความสนใจจากพวกพ้องและเหล่าทหารประจำยานสปรินเทอร์

“มีมวย มีมวย คู่ชก คือ พลอากาศโท ฟรังซัว ลองเดอวิโก้ จอมเบ่ง พบกับ พลอากาศเอก จีซาด อารามิก หรือ ไอ้หมัดปรมาณู”

ผลที่ได้คือ ผู้ที่ผ่านไปมาให้ความสนใจเป็นอันมาก ต่างกรูกันเข้ามาสอบถามเรื่องเวลากันยกใหญ่ คราวนี้ แฮโรลด์ กอเนาะ หลิน นิโคไล คัง และเอนเจลิก้า ต่างยิ้มโชว์ฟันกันอย่างเต็มที่ ด้วยความรู้สึกอันตื่นเต้นที่จะได้เห็นท่านนายพลจอมเบ่ง ขึ้นสังเวียนไปโดนอัด และทุกคนคิดอย่างเดียวกันว่า ...โดนแน่ ไอ้จอมเบ่ง...


จบช่วงที่ 3
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby Zamma on Mon May 19, 2008 11:19 am

รอตอนใหม่ๆ

ปล.ไปและ จรวด หมดไปกี่ร้อยลูกแล้วเนี่ย เรื่องนี้
ปวดตับ เมื่อยไต ใจสั่น ฉันรักเธอ
Image
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby Zamma on Tue May 20, 2008 8:38 am

รอดูมวยอยู่ ต่อยกันเร็วๆน้า จีซาด สู้ๆ ต่อยมันเลย

ปล.ไปและ เล่นข้าง จีซาด 10 บาท
ปวดตับ เมื่อยไต ใจสั่น ฉันรักเธอ
Image
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby MiG-3.59NTF on Sun Aug 17, 2008 11:09 pm

ช่วงที่ 4

หลังจากการประกาศคู่มวยโดยนาวาอากาศเอก คัง โฮ อิน นักบินทั้ง 9 คนก็แยกย้ายกันเข้าห้องที่ได้จัดเตรียมไว้ ทุกคนเดินเข้าไปด้วยอาการสบายๆ เว้นแต่ฟรังซัว ซึ่งมีอาการหัวเสียอย่างแรงจนแสดงออกมาให้เห็นด้วยการเดินแบบนักเลง ไม่มีใครสนใจกับอาการนั้น แม้จอมเมาตดจะเรียกร้องความสนใจขนาดไหนด้วยกริยาที่เหมือนนักเลงเข้าไปทุกขณะ

ทางด้านทีมขวานคู่เงินนั้น ไม่มีใครมีปัญหากับใคร ต่างจัดการตัวเองตามปกติ

ภายในห้องพักขนาดกว้างยาวไม่เกินด้านละ 6 เมตร และสูงไม่เกิน 4 เมตร แม้เนื้อที่จะคับแคบแต่ก็ไม่มีใครบ่นเลย ที่นอนเป็นเตียงแบบสองชั้นแบ่งฝั่งกันเป็นด้านที่ใกล้ประตูและด้านที่ไกล ด้านที่ชิดประตูนั้นเป็นของนิโคไล และคัง โดยนิโคไลนอนข้างบน ส่วนอีกด้านเป็นของเอนเจลิก้า และโอเลก ผู้ที่นอนข้างบน คือ เอนเจลิก้า ส่วนอื่นๆ ภายในห้องก็มีไว้ให้พร้อมเท่าที่จำเป็น ห้องน้ำ 2 ห้อง ตู้ลิ้นชักกลาง ซึ่งมี 4 ช่องสำหรับเก็บของส่วนตัวของ 4 คน และตู้เสื้อผ้า ซึ่งเมื่อโอเลก เดินไปเปิดมันออกก็พบว่า มีเครื่องแบบ แบบต่างๆ สำหรับเปลี่ยนได้ แม้จะไม่มีเครื่องแบบของฮาร์ดิจินอล และเอ็กเซเดีย แต่เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไม ซึ่งเอนเจลิก้า เป็นคนบอกมาอีกทีว่า

“ที่นี่คือยานของไซโอเปีย จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะไม่มีเครื่องแบบของอีกสองจักรวาล”

นาวาอากาศตรีหุ่นยนต์พยักหน้าเนิบๆ แทนคำตอบว่าเขาเข้าใจแล้ว ก่อนจะหันมามองนักบินสาวที่อาวุโสกว่าแล้วถามอย่างเรียบๆ ว่า

“พวกคุณเคยปฏิบัติการ เอ่อ... ได้รับภารกิจแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว”

“น่าจะสี่...”

ยังไม่ทันได้ขาดคำก็มีเสียงของสมาชิกทีมอาวุโสอีกคนหนึ่งแทรกเข้ามา

“ห้าต่างหาก”

เป็นใครไปไม่ได้นอกจากคู่ซี๊ของนิโคไล

“สี่”

เอนเจลิก้าลากเสียงเล็กน้อย

“ห้า”

คังก็ออกเสียงในลักษณะเดียวกัน ทั้งคู่คิดว่าตัวเองจำได้ถูกต้องแล้วและจำไม่ยอมกันเด็ดขาด

ว่าแล้วทั้งคู่ก็เริ่มเถียงกันเสียงดังล้งเล้ง จนโอเลกยิ้มแห้งๆ แล้วบอกกับทั้งคู่เบาๆ ว่า

“งั้นไม่เป็นไร เอาไว้ทีหลังก็ได้”

แม้จะพูดอย่างนั้นทั้งคู่ก็ไม่ยอมหยุด ทั้งทหารรับจ้างสาว และนักบินเกาหลี ดูจะไม่สนใจสิ่งรอบตัวเสียแล้ว จนกระทั่งหัวหน้าทีมเข้ามาแทรกกลางด้วยความรำคาญพร้อมทั้งให้คำตอบที่ถูกต้องที่สุด

“ผิดหมด เจ็ดครั้ง ครั้งแรกไปกับกองยานโจมตีทางยุทธศาสตร์ที่ 7 จากภาคกองทัพดาวอังคาร จักรวาลฮาร์ดิจินอล ครั้งที่สองที่ยานพิฆาตชั้นดีไวน์ของเอ็กเซเดียร์ ไปกับกองยานคาราวานที่ลำเลียงหัวรบไซโอเปียนซูเปอร์นิวเคลียร์ขนาด 100 เมกะตัน มาจากฐานทัพที่ดาวศุกร์จักรวาลไซโอเปีย ครั้งที่สาม ไปกับยานประจัญบานชั้นไทแรนท์ V (ไทแรนท์ห้า) ของฮาร์ดิจินอลกองยานพิเศษที่ 1 เขตห้วงอวกาศ อีเอ็กซ์อีเอส-322 จักรวาลเอ็กเซเดียร์ ในภารกิจไล่ล่ายานรบล่องหนของพวกผู้ก่อการร้าย ครั้งที่สี่ ฐานทัพโคแซค ดวงจันทร์ จักรวาลเอ็กเซเดียร์ ครั้งที่ห้า ยานพิฆาตชั้นดีไวน์ ไปกับกองยานผสม 3 จักรวาล ในภารกิจบุกถล่มโคโลนีย์วิจัยอาวุธของพวกผู้ก่อการร้าย แล้วก็เป็นการทดสอบยานปืนรุ่นใหม่ของไซโอเปียในการรบจริงใช้รหัสว่า ซอร์ด ออฟ เออราดิเคท (Sword Of Eradicate) ครั้งที่หก ยานลาดตระเวนชั้นสปาต้าของไซโอเปีย ภารกิจลาดตระเวนห้วงอากาศต้องสงสัย แล้วก็ค้นหายานลาดตระเวนชั้นสปาต้าอีกลำที่ขาดการติดต่อกับฐานทัพโคโลนีย์ เอ็กซ์ไอโอเอ-11 และครั้งที่เจ็ด ยานประจัญบานชั้นวัลแคนของเอ็กเซเดียร์ ไปเป็นกองยานผสมเอ็กเซเดียร์กับฮาร์ดิจินอลภารกิจคุ้มกันยานประจัญบานชั้นวิคทรี (Victory) ของผู้ก่อการร้ายที่แปรพักตร์”

หลังการอธิบายประวัติภารกิจของหัวหน้าทีม เด็กใหม่ยศนาวาอากาศตรีก็พยักหน้าเนิบๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรออก เป็นการดึงความทรงจำจากหน่วยความใจในส่วนที่เป็นสมองของหุ่นยนต์ ซึ่งน่าจะเรียกได้เลยว่าเป็นมนุษย์เทียม

“เอ... รู้สึกว่าในการปฏิบัติการของพวกคุณในบางครั้ง ผมก็ได้เข้าร่วมด้วยนะ...”

โอเลก เว้นช่วงเล็กน้อย เอนเจลิก้า และคัง หยุดเถียงกันทันทีที่สิ้นเสียงของนิโคไล

ทุกคนหันมามองเด็กใหม่

“น่าจะเป็นครั้งที่ทดสอบเอ็กซ์คาลิเบอร์นั่นแหละ ตอนนั้นผมมียศเป็น พันจ่าอากาศเอก จำได้ว่าเคยเห็นพวกคุณยืนแจกลายเซ็นให้กับพวกพลทหารกับนายทหารระดับต่ำบางคนที่โรงจอดยาน ผมก็เป็นคนหนึ่งล่ะ ที่พยายามจะแทรกเข้าไปรับลายเซ็นให้ได้ แต่พอดีการโจมตีเริ่มขึ้นซะก่อนเลยต้องผละไปประจำที่เครื่อง เอฟ/เอ-เอ็กซ์13 ประจำตัว แต่ไม่นึกเลยว่าไม่กี่ปีต่อมาจะได้ยิ่งกว่าลายเซ็น”

เมื่อโอเลกเล่าจบ เสืออากาศเกาหลีก็แหงนหน้าขึ้นมองหัวหน้าทีมแล้วพูดว่า

“แหม นึกถึงตอนนั้นขึ้นมาได้เลยนะเนี่ย เราดังมากเลยใช่มั้ย โดยเฉพาะเพชฌฆาตปีกลู่หน้าอย่างนาย นิโคไล”

นิโคไลก้มหน้ามองตอบแล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะอย่างยอมรับสภาพในเหตุการณ์ดังกล่าว

“ใช่ ตอนนั้นฉันเพิ่งถูกย้ายมาจากทีมกางเขนเงิน แล้วก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมขวานคู่นี่แหละ ไม่นึกเลยว่า เด็กใหม่ทีมขวานคู่อย่างฉัน จะได้เป็นหัวหน้า แถมตอนนั้นก็ยังมียศแค่เรืออากาศเอกอีกต่างหาก... นี่ โอเลก พวกที่กรูกันเข้ามาขอลายเซ็นพวกเราน่ะไม่ใช่แค่พวกพันจ่าลงไปหรอกนะ ตอนการโจมตีเริ่มขึ้นน่ะ มีนายทหารยศพลอากาศตรีคนนึง เดินเข้ามาด้วยอาการที่ดูเหมือนจะมาต่อว่าอะไรพวกเรา ตอนนั้นละเสียวสันหลังวาบเลย แต่เอาเข้าจริงๆ...”

หัวหน้าทีมหยุดเล่าแล้วหัวเราะออกมาจนท้องแข็งก่อนจะเล่าต่อ

“พี่แกยื่นสมุดเล่มเล็กๆ มาแล้วกระซิบบอกว่า “นี่หัวหน้า ก่อนไปขอก่อนได้รึเปล่า” ดูท่าทางเขาเหมือนกำลังต่อว่าพวกเราอยู่เมื่อดูผ่านกล้อง แต่จริงๆ ดันมาขอลายเซ็นซะได้ ฉันก็เลยต้องให้ไป”

เมื่อเล่าจบทุกคนก็หัวเราะออกมาอีกครั้งรวมทั้งโอเลกด้วย ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้คงจะไม่มีเกิดอีกแล้วในชีวิต

ทางด้านห้องข้างๆ ซึ่งเป็นที่พักของทีมกางเขนเงินและท่านผู้บัญชาการฝูงบินหางด้วน

เสียงหัวเราะอย่างสุขสันดังผ่านผนังซึ่งมีสถานะเป็นของแข็งลอดเข้ามาในห้อง ทำให้ทุกคนพลอยยิ้มด้วยจิตใจเบิกบานไปด้วย ยกเว้นแต่หนึ่งในมวยคู่เอก ซึ่งหลังจากการพาทัวร์ชมยานโดยทหารประจำยาน เขาจะต้องขึ้นชกกับผู้บัญชาการของตัวเอง ซึ่งตอนนี้คู่ชกของเขากำลังนั่งล้อมวงเล่นไพ่กันอย่างสนุกสนาน

มีเสียงเฮมาเป็นระยะๆ จากวงไพ่ และการเคลื่อนไหวของนักพนันสมัครเล่นทั้งสี่ ดูเป็นความสนุกสนานเฮฮาครื้นเครง ตรงกันข้ามกับนายทหารยศสูงผู้เป็นน้องชายของทหารรับจ้างสาว ซึ่งแยกเดี่ยวไปนอนอยู่บนเตียงที่แยกออกไปตั้งอีกมุมหนึ่ง เป็นเตียงชั้นเดียว ซึ่งมันควรจะเป็นที่นอนของจีซาด แต่ด้วยพฤติกรรมแบบนี้บอกได้ชัดเลยว่า เจ้าตัวนั้นอารมณ์บูดอยู่ด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะไม่ยอมหายง่ายๆ ซึ่งคงจะไม่ยอมคืนเตียงแก่ผู้บังคับบัญชาของตนง่ายๆ เท่าๆ กับที่ท่านผู้บังคับบัญชาจะยินดีนอนเตียงที่เป็นของผู้ใต้บังคับบัญชาจอมเบ่งจนกว่าจะมีการเจรจาแลกเตียงคืน

“กิน” เสียงร้องโพล่งขึ้นดังลั่นห้อง โดยจีซาดทำเอาฟรังซัวพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้วงไพ่อย่างรำคาญใจพร้อมกันนั้น ก็ใช้ฝ่ามือตบที่นอนเบาๆ เป็นรหัสมอร์สว่า “เกรงใจกันหน่อยก็ดี” ก่อนจะได้รับคำตอบเป็นการเคาะพื้นเป็นจังหวะในรูปแบบรหัสเดียวกันว่า “เงียบไปเลย ดันทำตัวแปลกแยกเอง ไม่งั้นก็ได้มานั่งล้อมวงเฮฮากันหมดแล้ว” ผู้ที่เคาะ คือ แฮโรลด์ คนเริ่มเคาะไม่ตอบ

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วสำหรับแปดคนที่ทั้งนั่งคุยกันและล้อมวงเล่นไพ่กัน แต่สำหรับอีกคนหนึ่งทั้งที่นับตั้งแต่แยกจากนาวาอากาศโท ทาคาโอะ โอกุริ แล้วเป็นเวลาเพียงชั่วโมงเดียว แต่เขารึสึกเหมือนกับมันผ่านมาแล้วเป็นสามหรือสี่เท่า

จนในที่สุดเวลาแห่งการพักจากความทรมานจากเสียงเฮของวงไพ่ของนายทหารผู้ทำตัวแปลกแยกก็มาถึง นาวาอากาศโท หรือไกด์ผู้ซึ่งนำทางมายังห้องพัก ก็มียืนกดปุ่มเรียกอยู่หน้าห้อง

ด้วยความลิงโลด ฟรังซัว สปริงกายขึ้นจากเตียงแล้วก้าวเดินไปเปิดประตูแล้วกล่าวรับคำของทาคาโอะในทันที โดยที่วงไพ่ยังไม่ทันได้เก็บสำรับเสร็จเลยด้วยซ้ำ

“แหม ออดสวรรค์”

มีเสียงพึมพำจากวงไพ่เป็นการต่อท้ายมาหลังจากที่เก็บสำรับไพ่เสร็จแล้ว

หลิน ลุกขึ้นจากวงเป็นคนแรก เดินไปตบไหล่เด็กใหม่ยศพลโทหนักหน่วงแล้วบีบแรงๆ 1-2 วินาทีแล้วปล่อยพร้อมส่งสายตาอย่างมีเลศนัย เป็นเชิงว่า ‘นรกยังมีต่อ ไม่ต้องเป็นห่วง ไอ้น้อง’

กอเนาะ ลุกตามมาเป็นคนที่สอง แล้วเดินเข้าไปเอาแขนกอดคอแล้วกระซิบข้างหูว่า

“หลังทัวร์ชมยาน เราจะเล่นสลาฟกัน จะมาร่วมด้วยก็ได้นะ วงไพ่ยินดีต้อนรับเสมอ”

ต่อมาก็เป็นจีซาด ซึ่งไม่ได้ไปจับเนื้อต้องตัวอะไรนายทหารยศต่ำกว่า 1 ขั้นเลยยกเว้นการส่งสายตาแทนคำพูดอย่างขอร้องว่า ‘หวังว่าหลังการชกมวยแล้วนายจะคิดกับทหารในฝูงบินนี้อย่างเพื่อนนะ ไม่ใช่อย่างทหาร’

จะรู้เรื่องหรือไม่ ไม่มีใครอ่านออก ท่าทางของของผู้รับสารยังคงแข็งทื่อ และหน้าตายังคงบึ้งตึง ส่งสายตาตอบอย่างนิ่งๆ จนกระทั่งหัวหน้าทีมของตนเดินรั้งท้ายสมาชิกวงไพ่เข้ามาข้างหลังแล้วตบไหล่เบาๆ

ฟรังซัวสะดุ้งเล็กน้อย หันหน้าไปมองแฮโรลด์

“อย่าหงุดหงิดนักเลย มีสักวันมั้ยที่นายไม่ได้เป็นทหาร พวกเราทุกคนรักและเคารพนาย แต่นายต้องให้เกียรติพวกเราด้วย ในฝูงบินนี้เราคบกันอย่างเพื่อน มิตรสหาย หรือแม้แต่คู่รัก ไม่ใช่คบกันอย่างนายทหารระดับสูงกับต่ำและพลทหาร ทำใจให้สบาย เราพร้อมจะให้อภัยนายเสมอ”
หัวหน้าทีมกางเขนเงินพูดอย่างเปิดอก

ใบหน้าเครียดๆ ของลูกทีมยศนายพลผ่อนคลายลงก่อนจะหันหน้ากลับมองตรงแล้วเดินออกจากห้อง ผ่านทาคาโอะไปเฉยๆ

ทาคาโอะมองตามฟรังซัวไปจนกระทั่งหันไม่ได้แล้วหันกลับมามองที่แฮโรลด์

“ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่ต้องห่วง”

โดยไม่ต้องถาม หัวหน้าทีมกางเขนเงินตอบอย่างเรียบๆ พร้อมยกนิ้วหัวแม่มือเป็นการยืนยัน

ในขณะเดียวกัน ทีมขวานคู่ก็ไม่มีอะไรเป็นปัญหาอะไรเลย มีนิโคไลเดินนำออกมา ก่อนจะตามด้วยขวานคู่ 2-4 ตามลำดับ

“ไปกันเถอะ นำไปเลย โอกุริ”

จีซาดส่งสัญญาณมือโบกไปข้างหน้า พร้อมกับบอกกับมัคคุเทศก์ประจำยาน

ทาคาโอะยืนชิดเท้าขานรับคำเสียงดังฟังชัด แล้วหันเดินนำคณะกึ่งแขกของท่านนายพลเอกหญิง ลินดา โอลูวา กึ่งทหารที่ได้รับคำสั่งให้มาประจำการชั่วคราว

คณะนักบินรับเชิญต่างทิ้งเรื่องอื่นไปชั่วคราว แล้วเดินตามมัคคุเทศก์จำเป็นไป โดยบังเอิญหรือตั้งใจก็ไม่ทราบได้ การเดินของทั้งคณะนักบินเป็นการเดินแบบเรียงลำดับตำแหน่งจากหัวหน้าและผู้อาวุโสมายังลูกน้อง จีซาดเดินนำต่อจากทาคาโอะ นิโคไลและแฮโรลด์เดินเคียงกัน เว้นช่วงเล็กน้อยก็เป็นเอนเจลิก้า คัง กอเนาะ และหลิน แยกไปกลุ่มหนึ่ง และต่ำท้ายด้วย โอเลกและฟรังซัว

“คุณคือ พลอากาศโทฟรังซัว ลองเดอวิโก้ ใช่มั้ยครับ”

โอเลกเริ่มทักทายเป็นประโยคแรกกับนายทหารที่ยศสูงที่สุดแห่งทีมกางเขนเงิน

ฟรังซัวหันหน้ามามองแล้วตอบเรียบๆ ว่า

“ใช่ นายคงจะเป็น นาวาอากาศตรีโอเลก ใช่มั้ย”

“ทำไมคุณถึงมาร่วมกับฝูงบินนี้ล่ะครับ”
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Sun Aug 17, 2008 11:13 pm

โอเลกถาม

“ไม่มีอะไรมากไปกว่าศักดิ์ศรีเสืออากาศเก่า”

ฟรังซัวตอบ น้ำเสียงของเขาซึมลง แววตาก็ส่อแววเศร้าหมอง แล้วหันกลับมามองลงต่ำขณะเดินไปพร้อมกับคณะกึ่งแขกกึ่งทหารที่ได้รับคำสั่ง

“เสืออากาศ”

โอเลกเน้นคำอย่างสงสัย

“นายเคยได้ยินฉายา ‘ค้างคาวผี’ รึเปล่า”

เสืออากาศเก่าหันหน้ามองเรพพลอยด์นักบินหนุ่มอีกครั้งแล้วถามอย่างเรียบๆ

“นั่นคุณเหรอ”

โอเลกตาเหลือกร้องออกมาเกือบจะเป็นการแหกปาก แต่ไม่มีใครใส่ใจ ส่วนฟรังซัวนิ่งเฉย แล้วนักบินผู้ด้อยประสบการณ์ที่สุดในคณะ 9 คนก็ถามต่อว่า

“แต่ผมได้ยินว่า ‘ค้างคาวผี’ ตายแล้วไม่ใช่เหรอ”

อดีตค้างคาวผีหัวเราะเบาๆ อย่างขบขัน

“นายเชื่อจริงๆ เหรอ...”

เขาถามอย่างสงสัย ผู้ถามพยักหน้าเล็กน้อย

“ก็แค่โฆษณาชวนเชื่อ ประกาศปาวๆ ให้ข้าศึกเชื่อ ให้พวกมันเกิดเหลิง จนก่อให้เกิดความประมาท ถลำเข้าหากับดักมรณะ โดยหารู้ไม่ว่าจริงๆ ‘ค้างคาวผี’ ผู้นี้ติดยศเป็นนายพลเปลี่ยนมาทำงานนั่งโต๊ะ วางแผน ออกคำสั่ง และสร้างกับดักมรณะนั่นขึ้นเอง แทนการนั่งในห้องนักบินไล่เด็ดปีกข้าศึก”

ฟรังซัวหยุดเล่าแล้วถอนหายใจเบาๆ เพ่งมองนายทหารยศต่ำกว่าสี่ขั้นด้วยความรู้สึกถูกชะตา

“แต่คุณยังมีสิทธิ์ที่จะบินรบต่อไม่ใช่เหรอครับ”

โอเลกถามต่อ

เสืออากาศเก่าหัวเราะออกมาเป็นเสียงเศร้าๆ อย่างพยายามดัดให้เป็นแบบขบขัน

“เคยลองแล้ว แต่ถูกปฏิเสธ มารู้เหตุผลก็เพราะได้ยินคนลือกันว่า “ค้างคาวผี ตายแล้ว” ...”

เขาหยุดเล่าถอนหายใจยาว

“พวกทั้งอดีตลูกน้องแล้วก็ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ทยอยกันตายลงไป ตอนนี้คงเหลือแค่พี่สาวฉัน เรืออากาศโทแฮโรลด์ ออรเดอร์ และพลอากาศจัตวานิโคไล ซาโรเยียฟ เท่านั้นแหละ ที่รู้ว่าฉันคือ ‘ค้างคาวผี’ แล้วฉันก็ตัดสินใจ ยื่นใบทำเรื่องย้ายตัวเองมาเข้าฝูงบินนี้ เพื่อที่สักวันหนึ่ง ‘ค้างคาวผี’ จะทะยานขึ้นจากหลุมศพ และกลับมาผงาดอีกครั้ง”

นักบินเรพพลอยด์ยศนาวาอากาศตรีอึ้ง มองหน้าพลโทจอมเบ่งแห่งทีมกางเขนเงินอย่างแทบจะไม่เชื่อสายตา ว่านี่คือหนึ่งในนักบินระดับเพชฌฆาต เขาอยากจะร้องออกมาดังๆ ติดอยู่ที่ว่า ถ้าเกิดเรื่องแพร่งพรายออกไป มันจะต้องวุ่นวายมากแน่ๆ

“แล้วฝีมือของคุณกับคุณซาโรเยียฟและคุณออร์เดอร์ใครเหนือกว่ากันเหรอ”

โอเลกถามด้วยความไม่ประสีประสา

“ก็อย่างที่นายเคยได้ยินหรือไม่เคยได้ยิน ฉันจะบอกตรงๆ เลยว่า ฉันอาจจะด้อยกว่าสองคนนั่น แต่ถ้าจะให้จัดอันดับละก็ อันดับหนึ่ง คือ พลอากาศจัตวานิโคไล ซาโรเยียฟ อันดับสอง เรืออากาศโทแฮโรลด์ ออร์เดอร์ อันดับสามคือฉันเอง อันดับสี่คือพี่สาวฉัน อันดับห้า พลอากาศเอกจีซาด อารามิก อันดับหก นาวาอากาศโทกอเนาะ ลาเตะแน อันดับเจ็ด พันจ่าอากาศตรีหญิงหลิน มิน อู๋ อันดับแปด นาวาอากาศเอกคัง โฮ อิน อันดับเก้าคือนายนั่นแหละ อันดับสิบมาคู่กัน คือ นาวาอากาศตรี หม่อมราชวงศ์ พลวัต เทวะชน และ เรืออากาศเอกเอกภาพ มีคนหนึ่งอยู่ในฝูงบินนี้ด้วย ส่วนอีกคนได้ข่าวครั้งล่าสุดว่า ถูกย้ายไปร่วมกับหน่วยบินลับของเอ็กเซเดียร์ ทั้งหมดนี่วัดจากผลงานทั้งหมดที่เคยทำมาและมาตรวัดความกลัวของศัตรู แต่ตอนนี้อันดับสามว่างอยู่ มีเวลาอีกหนึ่งปีก่อนการจัดอันดับใหม่”

หลังการประกาศอันดับนักบินระดับพระกาฬทั้งสิบอันดับอย่างเงียบๆ ซึ่งมีตัวของเด็กใหม่ทีมขวานคู่รวมอยู่ด้วย ผู้ได้รับการกล่าวถึงก็ครางออกมาเบาๆ แล้วพึมพำเบาๆ กับตัวเองว่า

“รุ่นพี่”

ผู้ที่เดินเคียงหันมาสนใจกับเสียงพึมพำแล้วส่งสายตาไปแทนคำถาม

“เอ่อ... เปล่าไม่มีอะไรหรอกครับ”

โอเลกตอบอย่างเรียบๆ

หลังจากนั้นก็ไม่มีการพูดอะไรกันอีก ทั้งหมดพากันเดินตาม ‘ไกด์’ พาทัวร์ยาน ซึ่งมีการกล่าวอธิบายไปตลอดทางอย่างคล่องลิ้น มีเพียงจีซาดเท่านั้นที่เอ่ยปากคุยกับทาคาโอะอยู่เป็นระยะๆ

ตลอดระยะเวลาเดินทางชมยาน ทุกคนต่างอ้าปากครางฮือฮากันออกมาอย่างไม่รู้ตัว แม้แต่คนที่มีสัญชาติเดียวกับยานก็ต้องอ้าปากค้าง ไม่ว่าจะแหงนคอตั้งบ่าขึ้นไปหรือหันซ้ายหันขวาจนสุดความสามารถก็มองเห็นสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยเห็นในยานรุ่นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นวัสดุลดเสียงต่างๆ นานาที่ได้รับการประกอบไว้อย่างประณีตบรรจง ยุทโธปกรณ์เฉพาะที่จะใช้ปฏิบัติการในยานลำนี้แม้จะดูเรียบๆ ก็ตามมันก็ดูสวยงามมากสำหรับยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมไปถึงเครื่องแต่งกายบางส่วนของทหารที่ประจำอยู่ และเครื่องครัวต่างๆ ก็ได้รับการออกแบบไม่ให้เกิดเสียงใดๆ ได้เลย ต่อให้นักบินจะขับผาดโผนขนาดไหนก็ตาม จนดูเหมือนจะทำเกินความจำเป็นในสายตาของทาคาโอะ ซึ่งแววตาของเขาส่อออกมาแบบนั้น

“อลังการงานสร้าง”

คังครางออกมาอย่างเปิดเผยพลางเงยหน้าหันซ้ายหันขวาชมภาพรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ

“แค่นี้ยังน้อยไปครับ ผมจะพาพวกคุณไปดูสิ่งที่แปลกกว่านี้”

ทาคาโอะหันมาบอกกับคณะทัวร์ยานพลางมองกราดไปยังทุกคน แล้วผายมือขวาออกไปในเชิงเชิญชวนพลางเอ่ยปากบอกว่า

“โปรดตามผมมาครับ”

แล้วคณะทัวร์ยานก็ออกเดินเปลี่ยนเส้นทางตัดเข้าทางเดินขนาดกว้างประมาณ 6 ถึง 7 เมตร ที่ทอดยาวไปแบบตรอกซอยโดยมีทางเดินแยกออกเป็นระยะๆ
ทั้งคณะเดินไปด้วยความเงียบ ทาคาโอะไม่ปริปากพูดอะไรอีก ในขณะเดียวกัน จีซาดและผู้ใต้บังคับบัญชาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรอีก จนเมื่อเดินไปได้ไม่เกิน 10 นาที ทั้งหมดก็สำเนียกได้ถึงเสียงคนเอะอะกันฟังไม่ได้ศัพท์ที่ลอยมาเข้าหู ยิ่งเดินตามไกด์ประจำยานเข้าไปยังจุดหมาย เสียงก็ยิ่งชัดขึ้นเป็นลำดับ จนสามารถพอแยกออกได้ บ้างเป็นเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข บ้างเป็นเสียงคนแข่งกันตะโกนข้ามหัวกัน พอจะจับใจความได้ว่า

“ลานบินขนาดใหญ่ย่อย ดี ซาไลว่า 2 อะกุมะ 3 แฟรีย์ 1 เอพีซีอัลฟ่า 1”

“ฐานบัญชาการถึง ซามูไร ทิศ 1-7-0 ระยะ 6,000 คิงก์ เบอร์เซิร์กเกอร์ 4 นิวทรอไลเซอร์ เอพีดับบลิว 1 นิวทรอไลเซอร์ เอเอดับบลิว 1 ชาร์เจอร์ 1”

“ซามูไร รับทราบแล้ว”

เมื่อพวกเขาพากันเดินกันเข้าไปใกล้อีก ทั้งคณะทัวร์ก็ต้องตกตะลึง

มัน คือ ร้านเกม

มีคอมพิวเตอร์แบบติดตั้งตายไปกับโต๊ะประมาณไม่น้อยกว่า 50 เครื่อง มีเครื่องว่างอยู่ไม่กี่เครื่อง ทุกคนกำลังเล่นเกมเดียวกันหมด มันเป็นเกมที่สร้างจากข้อมูลของกองทัพของทั้ง 3 จักรวาล เท่าที่เห็นกันในขณะนี้คือ กองทัพฮาร์ดิจินอล ปะทะกับ กองทัพไซโอเปีย

ทั้งคณะต่างพากันจับตามองกวาดๆ ไปยังทหารประจำยานที่กำลังเล่นเกมเหล่านั้น ภาพและเสียงล้วนเป็นเสียงจริงทั้งสิ้น ระบบเกมเท่าที่เห็นกัน ก็เป็นการลอกแบบของจริงมาทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นแต่ว่า แต่ละฝ่ายดูเหมือนจะมียุทโธปกรณ์พอๆ กัน ยศที่ปรากฏในตารางคะแนนก็ดูเหมือนจะเป็นยศของผู้ที่เล่นจริงๆ มีตั้งแต่ระดับพลทหารไปจนถึงนายพล

“นี่เป็นโครงการนำร่องครับ เพื่อจุดประสงค์สำหรับฝึกรบสำหรับพวกนายทหารระดับสูงและพวกผู้บัญชาการระดับย่อยๆ ลงมา และเพื่อการผ่อนคลาย ทหารแต่ละนายไม่ว่ายศอะไร จะมีเวลาสำหรับเกมนี่วันละไม่เกิน 3 ชั่วโมง แต่ถ้าเกิดเล่นแล้วไม่ได้ผ่อนคลาย แต่กลับเครียดหนักเข้าไปอีก ก็จะมีเซนเซอร์ติดตั้งอยู่ตามมุมเพดาน คอยฉายเลเซอร์แบล็คไลท์กวาดไปมา ถ้าพบผู้เล่นที่มีอาการอย่างว่า มันก็จะส่งสัญญาณเตือนเข้าหน้าจอของผู้เล่นคนนั้น ถ้าไม่ได้ผลมันก็จะเตือนไปที่ผู้รับหน้าที่รับผิดชอบดูแลร้านเกม แล้วจากนั้นผู้รับผิดชอบต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไรภายใน 10 นาที ถ้าพ้นสิบนาทีไปแล้วไม่มีการตอบสนองจากผู้รับผิดชอบเครื่องของผู้เล่นคนนั้นก็จะปิดโดยอัตโนมัติ”

ทาคาโอะอธิบายอย่างละเอียด และในเวลาไม่นานก็มีตัวอย่างการลงโทษให้เห็น เครื่องของนายทหารระดับนาวาอากาศคนหนึ่งเกิดดับลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงพูดออกอากาศของทหารหญิงผู้รับผิดชอบร้านเกม เป็นการกล่าวตักเตือนกันอย่างเรียบๆ นาวาอากาศคนนั้นพยักหน้ารับคำอย่างง่ายๆ แล้วเดินออกจากร้านไป ก่อนที่จะมีนายทหารยศนาวาอากาศอีกคนหนึ่งเดินสวนเข้าร้านไป

“ซาแมนธ่า”

เสียงเอ่ยนามเบาๆ ดังมาจากไกด์นำทัวร์ยาน ทุกคนหันมามองอย่างสนใจ ทาคาโอะส่ายหน้าแทนคำตอบว่า “ไม่มีอะไร”

“เอาล่ะครับ ไปกันต่อเถอะ นี่ยังไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำ มีอีกหลายส่วนที่ต้องแนะนำ”

พร้อมกับพูด ไกด์ก็ออกเดินนำต่อ

จุดมุ่งหมายต่อมาก็คือ สะพานเดินเรือ เพียงแค่ประตูอัตโนมัติเลือนแยกจากกันแทรกเข้าไปในร่องผนังเท่านั้น ทาคาโอะก็ก้าวเท้าไปทางข้างเลี่ยงให้จีซาดเดินแซง และผู้ที่เข้ามาอยู่ในสายตาของผู้บัญชาการฝูงบินหางด้วนเป็นคนแรกก็คือ ลินดา ซึ่งยืนในท่าพักตามสบายยิ้มหน้าบานรอต้อนรับอยู่

จีซาดยิ้มตอบ แล้วเปรยขึ้นว่า

“ท่าทางสะพานเดินเรือคงหนาว่าส่วนอื่นแน่ๆ เลย”

“อะไรหนา”

ลินดาถามอย่างสงสัย

“ก็วัสดุกั้นเสียงไง ท่าทางจะสิ้นเปลืองมากทีเดียว”

“อย่ามาทำแซวหน่อยเลย ฝูงบินในความรับผิดชอบของนายก็ท่าทางจะยุ่งเหยิงน่าดูเลยสิท่า”

“ยุ่งเหยิง”

จีซาดทวนคำ

“แต่ละทีมมีทหารต่างยศอยู่ปนกัน ใครยศสูงไม่ใช่ปัจจัย แต่อยู่ที่ใครเหมาะสมที่จะเป็นผู้อาวุโส คงตัดสินยากน่าดูสิ เพราะคงต้องทดสอบกันเยอะทีเดียว แล้วก็นายทหารบางคนก็คงจะยอมรับไม่ค่อยได้สินะ”

คำพูดของลินดานั้นตรงกับความเป็นอยู่ทุกอย่างที่จีซาดเผชิญมาทั้งสิ้น ผู้บัญชาการฝูงบินหางด้วนพยักหน้ารับเนิบๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไปสะกิดใจของนายทหารที่ยศสูงที่สุดรองจากผู้รับผิดชอบด้วย ซึ่งกะจะโพล่งขึ้นมาแล้ว ถ้านิโคไลไม่หันไปปรามไว้ก่อนด้วยสายตาจริงจัง

“ก็ใช่นะ ...แต่ยังไงก็เถอะ อยู่ไปนานๆ เดี๋ยวก็กลืนไปเองแหละ”

ลินดาเหลือบไปสบตากับฟรังซัวนิดหนึ่ง

“ได้ข่าวว่าหลังตารางธรรมเนียมรับแขกจะมีมวยให้ชมด้วยใช่ไหม”

ยังไม่ทันที่ผู้ที่ถูกถามจะตอบ เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชายกเว้นนิโคไล โอเลก และฟรังซัวผู้เป็นคู่ชก ก็ตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ใช่แล้ว 2 ชั่วโมงหลังเสร็จสิ้นหลังงานเลี้ยงต้อนรับ ขอเชิญทหารที่ประจำอยู่ ณ ยานลำนี้ทุกท่าน ไปรอชมที่โรงยิมกลางได้เลย”
ลินดาหัวเราะ เปลี่ยนสายตากลับมามองเพื่อนซี้ยศพลเอก
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Sun Aug 17, 2008 11:16 pm

“แหม พร้อมเพรียงดีจังนะ แต่รู้สึกว่าจะมี 3 คนในนั้นจะไม่ส่งเสียงประกาศนะ คนหนึ่งเป็นคู่ชก คนหนึ่งเป็นหัวหน้าที่มีลักษณะเป็นหัวหน้ามากที่สุดรองจากนาย แล้วอีกคน”

“นักบินใหม่ทีมขวานคู่ นาวาอากาศตรีโอเลก จากเอ็กเซเดียร์ เป็นมนุษย์เทียม เพิ่งเข้ามาอยู่ได้ไม่เกินอาทิตย์ แต่เพิ่งเข้ามาก็อยู่อันดับ 9 ซะแล้ว แถมเข้ามาได้ก็ด้วยการยิงเอนเจลิก้าตก”

เอนเจลิก้ายิ้มแห้งๆ ลินดาอุทานขึ้นอย่างอึ้งๆ กึ่งๆ ชื่นชม ก่อนหันไปสั่งการกับไกด์

“เอาล่ะ นาวาอากาศตรี โอกุริ ในส่วนนี้ฉันจะเป็นคนนำเอง นายเดินเคียงขบวนไป คอยตอบคำถาม”

“ครับผม”

ทาคาโอะ โอกุริ ยืนตรงส้นเท้าชิด พร้อมตะเบะอย่างแข็งแรง ขานเสียงสั้นดัง แล้วหันหลังเดินไปยังตำแหน่งเคียงกลางขบวน แล้วลินดาก็ก้าวเข้ามานำเป็นหัวขบวน โดยเยื้องไปทางขวาของจีซาดเกือบจะเป็นการเดินเคียง

ทั้งคณะทัวร์ออกเดินอีกครั้ง โดยมีผู้บัญชาการยานทำหน้าที่เป็นไกด์ สำหรับหลายๆ คนผู้ซึ่งมีความอาวุโส ผ่านชีวิตในฝูงบินหางด้วนมาบ้างแล้ว ต่างเดินชมไปด้วยอาการเรียบเฉย หรือเกือบๆ แต่สำหรับเด็กใหม่ทีมขวานคู่นั้น เขามีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นอภิสิทธิ์ชนในกองทัพอากาศ ผู้ซึ่งมีสิทธิ์มากกว่าเหล่าเพื่อนฝูงทั้งที่เคยประจำการอยู่ด้วยกัน เหล่าเพื่อนในหมู่กองทัพอากาศด้วยกัน นาวาอากาศตรีมนุษย์เทียม ทำกริยาเหมือนกันเมื่อช่วงที่ผ่านส่วนก่อนหน้ามา คือ หันซ้ายขวา แหงนก้มหน้า เท่าที่ขอของเขาจะอำนวย และเท่าที่ดูได้

ในส่วนนี้ มันเป็นอย่างที่จีซาดว่าไว้แต่แรกจริงๆ วัสดุกันเสียงที่มากเกินความจำเป็น มากเสียจนต่อให้ปืนใหญ่ขนาดใหญ่กว่า 155 มิลลิเมตรเกิดลั่นขึ้นในนี้ อุปกรณ์ตรวจหาเสียงของยานศัตรูก็ไม่มีทางตรวจพบ ถ้ามันเป็นไปได้ ...สุดยอดจริงๆ ขนาดยานชั้นอันดีเทคเทเบิลยังไม่ขนาดนี้เลย เป็นบุญตาจริงๆ ถ้าไม่ได้มาเห็นจะไม่เชื่อเลยว่าจะมีอะไรที่ยิ่งกว่ายานเอ็กเซเดียร์ชั้นนั้น... ความคิดจากประสบการณ์การประจำการของนักบินมนุษย์เทียมแล่นขึ้นมาทันที และยังคิดต่อไปอีกว่า ...ถ้าเอ็กเซเดียร์ทำแบบนี้ได้สักลำคงจะดีไม่น้อยเลย... คิดแล้ว โอเลกก็โพล่งถามออกมาด้วยความอยากรู้

“มีคำถามครับ”

“ว่ามา”

ลินดาตอบ

“ถ้าเทียบกับชั้นอันดีเทคเทเบิลของเอ็กเซเดียร์แล้ว อะไรเงียบกว่ากันครับ ...เอ่อ หมายถึง ความสามารถในการอำพราง ชั้นไหนสูงกว่ากัน”

“ศูนย์เดซีเบล เท่าที่ศึกษาจากประวัติการรบของชั้นอันดีเทคเทเบิลมา มันสามารถลดเสียงได้มากก็จริง แต่ก็ยังมีเสียงเล็ดลอดออกมาได้สูงถึง 5 เดซีเบล ซึ่งอุปกรณ์ตรวจหาคลื่นเสียงของพวกผู้ก่อการร้ายรุ่นก้าวหน้าสามารถจับได้สบาย...”

เป็นคำตอบง่ายๆ จากนาวาอากาศตรีหัวหน้าฝ่ายทรัพยากร

เกินคาดไปจริงๆ โอเลกทึ่งกับคำตอบที่ได้ และยังไม่หมดเท่านั้น ทาคาโอะยังเสริมคำตอบเดิมมาอีกว่า

“แร็คนารอค เอสเอ็ม อักษร เอสเอ็ม นอกจากจะแปลว่า ‘สเตลธ์ มอดิฟิเคชั่น’ แล้ว ฝ่ายออกแบบยังตั้งฉายามาอีกว่า ‘สเปซ เมิร์จ’ ด้วยสมรรถนะขนาดนี้ลูกเรือของมันจึงคัดมาแต่พวกหัวกะทิทั้งนั้น”

ไม่เพียงแต่ผู้ถามเท่านั้น ทั้งเหล่าเพื่อนๆ ที่อาวุโสกว่า หัวหน้าทีม และผู้บัญชาการ ต่างครางออกมาพร้อมๆ กันด้วยความทึ่ง

“ทุกอย่างเพื่อความสุดขั้ว...”

เอนเจลิก้าพูดขึ้น แล้วมองผ่านทุกคนไปยังผู้บัญชาการยานสปรินเทอร์

“นี่คือคำขวัญของบริษัท เมสเลอร์ซิม ถูกต้องรึเปล่าคะ ท่านนายพลโอลูวา”

“ถูกต้อง ความจริงผู้รับเหมาการต่อ แร็กนารอค เอสเอ็ม ไม่ใช่บริษัท เฮอร์เน่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เหมือนกับลำอื่นๆ แต่เป็น เมสเลอร์ซิม เมก้า ดิวิชั่น บริษัทเดียวกับที่เคยสร้าง ‘อพอคาลิปส์’ ที่ถูกปลดประจำการอย่างไม่มีกำหนดไปตั้งแต่เมื่อราวๆ สี่ร้อยกว่าปีก่อนนั่นแหละ”

ลินดาอธิบายอย่างคราวๆ ด้วยเสียงเนิบๆ เกิดเสียงครางฮือฮาขึ้นมาทันทีจากคณะทัวร์

“พูดถึงยานประจัญบานมหาประลัยนั่น เท่าที่จำได้ตอนเรียนประวัติศาสตร์มา ในตอนนั้น บริษัท ซา ฉี เก้อ เทคโนโลยี บริษัท ลิเบอร์ตี้ ซอฟแวร์ แล้วก็บริษัท เคอร์สติน อินดัสเตรียล ร่วมกันดำเนินโครงการ ‘เดสตรัคชั่น คิงก์’ แล้วสิ่งที่ได้ออกมาก็คือ ‘เฟรนซี่ แทงค์ – ก็อด’ หรือ ‘เอฟที-จี’ หรือที่เรียกกันว่า ‘เคเอฟที’ หรือตัวเต็มว่า ‘คิงก์ เฟรนซี่ แทงค์’ ...จากนั้นก็จำไม่ได้แล้วว่าเขาว่ายังไงบ้าง”

แล้วการทบทวนประวัติศาสตร์ระหว่างเดินชมสะพานเดินเรือก็เริ่มขึ้น โดยมีจีซาดพูดต่อจากลินดา

“ถ้าไม่ได้กองกำลังปฏิวัติรุ่นใหม่นำเอาพิมพ์เขียวของ ‘อพอคาลิปส์’ ไปส่งให้ฝ่ายเทคโนโลยีของพวกนายละก็... ตอนนี้ได้มี ‘ไซโอเปียน้อย’ ไปแล้ว และไม่แน่ อาจจะได้เมืองขึ้นที่ชื่อว่า เอ็กเซเดียร์ ด้วยก็ได้”

นักบินทุกคนที่มาจากฮาร์ดิจินอลหัวเราะฝืดๆ ยิ้มแห้งๆ ในใจนึกขอบคุณบรรพบุรุษของตนและของชาวไซโอเปียรุ่นใหม่อย่างท่วมท้น ส่วนชาวเอ็กเซเดียร์นั้นถอนหายใจออกมาอย่างกลุ้มๆ ส่วนเหล่าชาวไซโอเปียรุ่นใหม่นั้น ต่างยืดอกยิ้มอย่างเต็มภาคภูมิ


ทางด้านบ้านพักของโอเลก ประเทศบอสเนีย 20 ปี หลังสงคราม

“นี่แค่ช่วงแรกนะครับ ผมก็รู้สึกสนุกแล้ว... คิดดูสิ ยานรบอะไรมีร้านเกมด้วย...”

อดีตนาวาอากาศตรีแห่งทีมขวานคู่หยุดเล่า ถอนหายใจยาว

“เท่าที่ผมเล่ามา มันอาจจะฟังดูโอเวอร์ แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ พวกคุณต้องไปเห็นกับตาตัวเอง แล้วจะรู้ว่า สปรินเทอร์ เจ๋งขนาดไหน”


จบช่วงที่ 4
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby MiG-3.59NTF on Sun Aug 17, 2008 11:17 pm

กลับมาละ เกิดความขลุกขลักขึ้นอย่างมากเลยครับ ทั้งตัน ทั้งงาน ทั้งสอบ
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม


Return to Novel

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron