สวัสดีครับผมเด็กใหม่ขยันแต่งนะครับ
อิอิ
นี่เป็นเรื่องสั้นที่ไม่สั้นเอาซะเลยของผมที่แต่งกับคนในกระจกอีกคนนะครับ
*0*
by
Ray & Kuloba
เกรินนำ
ชิวิตของเรา ประกอบได้ด้วย องค์ สาม องค์ อันได้แก่ ชีวิต ความฝัน และความพยายาม และองค์เหล่านั้นมักจะถูกบิดเบือนไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าอุปสรรค และต่อไปนี้คือชีวิตของเด็กน้อย ที่ก้าวเข้าสู่ความฝันด้วยความพยายาม และแลกด้วยชีวิตทั้งชีวิตของเค้า เพื่อที่จะฝ่าฟันอุปสรรคนั้น
เรื่องย่อ
แม้ชีวิตของเด็กน้อย พิรุฬห์กิจ มินธัน ( จู ) จะถูกครอบครัวกำหนดหนทางชีวิตไว้แล้ว แต่ทว่าจิตใจของเด็กหนุ่มกลับรักศิลป์จนแทบดิ้นให้ตาย ไหนจะเพื่อนที่ห้องซึ่งเกลียดคนจนและคนเรียนศิลป์แทบขาดใจและไหนจะสาวน้อยสุดฉลาดล้ำฐิติรัตน์ เสียงสวรรค์ ( ทิ )
แต่ทว่าอนาคตยังไม่ทอดทิ้งเค้า ยังมีบุคคลที่สนับสนุนเค้าอยู่อย่างพี่คิว เด็กน้อยต้องเลือกระหว่าง ครอบครัวกับคนรัก หรือ ความฝันกับชีวิต และบทสรุปของมันก็คือ........
Heartless Entertainment Kuloba Fiction
ภูมิใจเสนอ
Art Way in my Heart ( หนทางแห่งศิลปะของข้า )
เนื้อเรื่อง
" เฮ้อ ..... อีกไม่กี่สัปดาห์.....ก็จะสอบแล้วสินะ.... " เด็กหนุ่มรำพันพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะจ้องมองไปที่หนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งซึ่งวางอยู่บนทีวี24นิ้ว
" ต้องเลือก........ทางเดินของตนเองซะแล้วสิ...... " เด็กหนุ่มเปิดมันอ่านด้วยความรู้สึกสับสน จิตใจของเด็กน้อยรู้สึกกังวลเป็นอย่างมากถึงมากถึงมากที่สุด
ภายในห้องที่เต็มไปด้วยเหล่าหนังสือการ์ตูนมากมาย เด็กน้อยกลิ่งเกลือกตัวไปมาตามพื้นไม้สีน้ำตาลอ่อน พร้อมกับคิดไปด้วย แต่ทว่ากลิ้งไปมามากนั้นทำให้ตาลายจึงหยุดลง(แล้วเอ็งจะกลิ้งทำแปะอะไร?)
ก๊อก! ก๊อก!! ก๊อก! ทันใดนั้นเอง เสียงบางอย่างดังขึ้นขัดความคิดของเค้า ในขณะที่เค้ากำลังละเมียดละไมอ่านหนังสือการ์ตูนคิดอะไรเพลินๆ ทำเอาเค้าถึงกับเซ็งๆ พร้อมกับเหยียดกายลุกขึ้นไปเปิดประตู
เด็กหนุ่มลุกขึ้นอย่างหัวเสียเล็กน้อยก่อนที่จะวางการ์ตูนปกสีส้มอ่อน ที่เขียนชื่อเรื่องไว้ว่าโคนัน ลงบนเตียงอันอุ่นนุ่มที่ยุบลงทันทีที่เค้าวางหนังสือการ์ตูน
ห้องสีฟ้าอ่อนของเด็กน้อยทำให้รู้สึดผ่อนคลายไม่น้อยก่อนที่ฝ่ามือของเด็กน้อยจะจับลูกบิดประตูสีเทา และบิดมันออกมา เบื้องหลังประตูไม้สีน้ำตาลเข็มคือ เด็กสาวตัวเล็กๆน้องสาวของเค้านั่นเอง
" พี่จูๆ ม่ามี้บอกว่าจะไปดูงานศิลปะล่ะ ไปด้วยกันนะ ไปด้วยกันนะ " สาวน้อยไร้เดียงสาตรงเข้ากอดพี่ชายทันทีที่เธอพูดจบ ก่อนที่น้องอีกคนจะตามมาด้วยท่าทางดูดนิ้วอย่างใสสื่อ
ดวงตาวิงวอนของทั้งสองทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกปฎิเสธไม่ออก(ใบ้แดก) ทำให้ต้องตกลงยอมไปอย่างช่วยไม่ได้ เด็กหนุ่มเดินจูงมือทั้งสองลงบันได้ไปอย่างยิ้มแห้งๆ
--------------------------------------------------- AH -----------------------------------------------
" โห........นึกไม่ถึงเลยนะเนี่ยว่าภาพศิลปะมันจะสวยขนาดนี้...(แต่เราคงทำไม่ได้หรอกมั้ง) " ดวงตาของเด็กหนุ่มโตตอบรับภาพอันงดงามที่อยู่ตรงหน้า ภาพ โมนาลิซ่า ภาพ เชอร์ล็อกโฮม ไหนจะภาพตามยุคของศิลปะต่างๆอีก
" เรย์เนอร์บ๊อง...เอ๊ย เรย์เนอร์ซ๊อง ดาด้า เซอร์เรียลลิส โฟวิส คิวบิส...... " เด็กหนุ่มไล่ดูชื่อลัทธิของศิลปะในแต่ละยุค เด็กน้อยกวาดสายตาไปตามภาพเรื่อยๆ หัวเราะอย่างสนุกสนานไปกับภาพของลัทธิดาด้า* อ้าปากค้างไปกับลัทธิเซอร์เรียลลิส**
(* ดาด้าเป็นลัทธิเขียนภาพล้อเลียนอาทิเช่นโมนาลิซ่ามีหนวดเป็นต้น) (**เซอร์เรียลลิสเป็นลัทธิภาพเกินจริงโดนเอาสิ่งที่มีอยู่จริงมาทำให้เหนือธรรมชาติเช่นเอาปลาติดปีกบินบนฟ้าเป็นต้น)
และแล้วสายตาของเด็กน้อยก็หยุดลงอยู่ที่ภาพๆหนึ่ง มันคือภาพของพระแม่มาเรียที่นั่งคุกเข่าร้องไห้ต่อหน้าพระศพของพระเยซูที่ถูกตรึงอยู่บนกลางเขน
หยาดน้ำตาสีฟ้าอ่อนของพระแม่มาเรีย ผสมเข้ากับเลือดสีแดงสดของพระเยซูจนเป็นน้ำผืนเดียวกัน
ราวกับพระนางกำลังร้องไห้เป็นสายเลือดที่สูญเสียลูกชายเพียงคนเดียวของตนไป บรรยากาศโดยรอบทำด้วยสีฟ้าเข้มและแดงอ่อน ให้ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอย่างรุนแรง
ราวกับแรงกระตุ้นมากมายทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกขนลุกเกรียว ความรู้สึกปลาบปลื้มจุกแน่นเข้าที่ท้องน้อย ดวงตามีอาจละสายตาจากภาพๆนี้ได้ มันคือความรู้สึกที่เรียกว่า ความประทับใจแรกพบ รึว่ารักแรกพบรึเปล่า?
" มันช่างลึกลับน่าค้นหาอะไรเช่นนี้ เทคนิคการลงสี เทคนิคการวาดภาพ การแสดงถึงอารมย์ สีแดงที่ไหลไปตามพื้นดินสีน้ำตาลที่ลงแบบอ่อนๆ กับสีฟ้ากับสีขาวที่แสดงให้เห็นถึงความรักของมารดาไหลนองพื้น "
" ความรักอันเจ็บปวดที่เกิดจากการสูญเสียลูกชายเพียนงหนึ่งเดียวอันเป็นที่รัก เหนือราคาคุยจนทะลุยอดไปเลยทีเดียว อีกทั้ง ท้องฟ้าที่ทำให้ดูขุ่มมัวราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญที่แทนค่าไม่ได้แล้วนั้น มันช่าง........ยอดเยี่ยมไปเลย...... "
ภาพของพระองค์ทรงชี้ทางและจุดไฟในจิตใจให้โหมแรงขึ้นด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่
" อะไรกัน........ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน........... " ชายหนุ่มตจ้องมองที่แขนซ้ายของตนเอง ขนของเค้าลุกขึ้นครั้งเกรียว ความรู้สึกสุดยอดมันเป็นเช่นนี้นี่เอง
" ฉัน...............อยากจะลองดู.....ฉันจะต้องเรียนรู้.....ฉันจะต้องค้นหามันให้เจอ! "
" ฉัน จะต้องเป็นศิลปิน .... " หารู้ไม่ หนึ่งในนั้นมีหญิงสาวคนนึงซึ่งมองดูแผ่นหลังของเด็กชายที่ตั้งปฎิญาณมั่น
--------------------------------------------------- AH -----------------------------------------------
หลังสิ้นงานศิลป์ทุกคนต่างพากันกลับบ้าน และแน่นอน ครอบครัวของจูเองก็เดินทางกลับบ้านด้วยเช่นกัน
ความสุขที่เค้าได้เห็นภาพศิลป์ทำให้เค้าเองอยู่ไม่สุข เมื่อถึงบ้านของเด็กหนุ่ม เด็กน้อยสาวเท้าอย่างรวดเร็วขึ้นทะยานไปสู่ห้องด้วยความเร็วเหนือแสง พร้อมกับเปิดคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตของเค้า
ช่วงเวลาที่เค้ารอคอมพิวเตอร์ที่ค่อยๆบูทเครื่อง เด็กน้อยกระตือรือล้นหาแผ่นกระดาษและดินสอ มานั่งวาดรูปแต่ละรูป แม้สัดกส่วนและอะไรยังไม่เข้า แต่นั่นก็เป็นความสุขของเค้า
ทันทีที่คอมบูทเครื่องเสร็จ ชายหนุ่มไม่รอช้าจับเมาส์ด้วยมือขวากดเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตอันกว้างใหญ่ มือซ้ายพิมเข้าเว็บค้นหา Google และออกค้นหาภาพศิลป์ต่างๆเท่าที่หาได้
ราวกับจิตใจดวงน้อยๆต้องมนตราสเน่หาแห่งศิลปะ เค้านั่งวาดภาพอยู่หน้าคอมจนกระทั่งถึงเวลาทานอาหารเย็น
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงประตูดังขึ้นอีกครั้ง และเสียงๆนั่นทำให้สติของเค้าตื่นขึ้นหลุดจากมนตราแห่งศิลปะ
" ครับ... " เด็กน้อยเดินไปเปิดประตูและเบื้องหลังประตูบานนั้นก็คือพ่อของเค้านั่นเอง พริบตาที่บิดาบังเกิดเกล้าของเค้ากวาดสายตาเข้ามาในห้องก็พบกองกระดาษมากมายที่มีการวาดภาพวางอยู่
และนั่นทำให้บิดาของเค้าสนใจเป็นอย่างมาก จนเดินเข้าไปดู พ่อของเค้าหยิบขึ้นมาทีละแผ่นและค่อยๆบรรจงเปิดดู
" ลูกพ่อ....พ่อนึกว่าลูกทำอะไรไม่ดีซะอีกเห็นปิดประตูห้อง ที่ไหนได้ ศิลปะกำลังเข้าเส้นนี่เอง แหมๆ เยี่ยมไปเลยนะเนี่ย ภาพตรงนี้แสงเงายังไม่ค่อยทีเท่าไหร่เลยนะ หึ หึ... "
เด็กน้อยได้ยินบิดาของเค้าพูดจาชมทำให้เด็กน้อยดีใจไม่น้อย ในใจลึกๆของเด็กน้อยกำลังกลัว กลัวที่บิดาของเค้าจะปฎิเสธเรื่องไปเรียนศิลปะนี้ แต่คำชมนั้นทำให้จิตใจของเด็กน้อยโล่งสบายเลยทีเดียว
" ลงไปกินขาวได้แล้วลูก ป่ะ.... "
" ครับ! "
เด็กน้อยเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วและบิดาของเค้ามองมาที่กองภาพ.........
" .................เฮ้อ..... "
--------------------------------------------------- AH -----------------------------------------------
ณ โต๊ะอาหารที่ดูเรียบธรรมดา ไม่ได้หรูหราอะไร แต่ทว่าอาหารที่นำออกมานั่นกลับส่งกลิ่นหอมไปตามควันรของมันราวกับเหนือกว่าอาหารของโรงแรมแห่งไหนๆเสียอีก
โต๊ะธรรมดาๆที่ไม่ได้ถูกประกับให้สวยงาม กลับดูหรูขึ้นมาด้วยเพียงอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะนั่นเอง
น้องทั้งสองนั่งรอด้วยความตื่นเต้น เพราะมารดาของเจ้าหล่อนบอกไว้ว่าลองทำอาหารพิเศษดู และเมื่อพี่ชายคนโตลงมาจากบันไดตามด้วยพ่อบังเกิดเกล้า น้องทั้งสองก็ยิ้มอย่างดีใจที่ จะได้กินสักที (ฮ่วย ไม่ได้รอตูหรอกรึ..)
" มาแล้วจ้า~~ ไก่ต้มโค้กทั้งตัวฉบับ ม่ามี้เองจ้า~~ " หม้อใบใหญ่ถูกยกลงมาวางที่โต๊ะยิ่งทำให้มันดูหรูขึ้นไปใหญ่
" ทานละคร้าบบบบบบบบบบบบบ " ทุกคนรอบโต๊ะกล่าวพร้อมกันก่อนที่จะลงมือตักข้าวและกับข้าวกินอย่างสนุกสนาน พร้อมหน้าพร้อมตา
( ได้พบหนทางที่ตนเองชอบแล้ว ไหนยังมีครอบครัวที่ยิ้มแย้มอีก ไม่มีอะไรสุขไปกว่านี้อีกแล้ว ) ความคิดของเด็กหนุ่มแล่นเข้ามาในหัว มันช่างมีความสุขเหลือเกินในตอนนี้
" เออใช่........พ่อมีอะไรจะบอกลูกนะ... " สิ้นเสียงของพ่อ เสียงเจี้ยวจ้าวรอบโต๊ะถึงกับเงียบสงัดลงทันตาเห็น บรรยากาศเริ่มมืดมนโดยที่เด็กหนุ่มไม่ทันได้คิดอะไร
" อะไรเหรอครับพ่อ! " เด็กดนหนุ่มจับช้อนตักข้าวยัดเข้าปากตุ้ยๆราวกับไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก
" พ่อน่ะ....ไม่ให้ลูกเรียนศิลปะนะ.... " ราวกับฟ้าผ่าลงมาที่กลางอก คำๆนั้นทำให้ช้อนที่จูถืออยู่ถึงกับตกลงบนจาน ดวงตาเปิดกว้างใบหน้าเอ๋อไปในทันที
" อะไรนะพ่อ!!!! "
" ทะ..ทำไมล่ะพ่อ ผมก็ยังเห็นพ่อชมที่ผมทำอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ให้ผมเรียนล่ะ!? " ความตกใจของเค้าทำเอาเค้าทำอะไรแทบไม่ถูก มือไม้สั่นพร่า
ดวงตาเริ่มเป็นสีแดงก่ำจะร้องไห้ราวกับไม่เชื่อหูของตนเองว่าจะได้ยินคำๆนี้ออกมาจากปากของบิดาของตนเอง
" โกหก...โกหกใช่ไหมพ่อ....บอกผมสิว่าล้อเล่น บอกผมสิว่าพูดเล่นน่ะพ่อ...... " ดวงตาของหนุ่มน้อยเริ่มมีหยาดน้ำตาสีใสไหลออกมา ความรู้สึกรักมากมายราวกับจะพังทลายด้วยเพียงค้อนหนึ่งอัน หากพ่อผู้เป็นบิดาทุบมันลงมาด้วยความแรง จิตใจของเด็กน้อยคงจะต้องสูญเสียความรักนั้นไปราวกับอกหักเป็นแน่แท้
" เงียบซะ!!!! " คำๆนั้นยิ่งตอกย้ำลงไปที่หัวใจของเด็กน้อย ความเจ็บปวดและความสับสนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ น้ำตาสีใสของเด็กน้อยไหลอาบแก้ม
" ไป!!! ไปเรียนวิชาการ!!!! เอาหัวของแกไปหมั่นฝึกฝนซะ!!!! ไม่ใช่มานั่งไร้สาระกับไอ้ศิลปะบ้าบอ!!!!! " คำตัดสินของบิดาถือเป็นคำขาดในครอบครัว
" ศิลปะน่ะ! เอาไว้ดูเพลินๆก็พอแล้ว!! แกทำงานสามัญเป้นงานหลัก แล้วเอาศิลปะเป็นการวาดภาพเล่นไป! อย่าเอาเวลาอันมีค่าของแกไปเสียกับเครื่องมือระบายความเครียดนะ!! "
เด็กหนุ่มไม่มีโอกาสแม้จะแย้งสักเพียงจุด กลับต้องนั่งฟังทั้งน้ำตา ผู้เป็นบุพการีว่ามาเช่นนั้น เราจะไปแย้งได้อย่างไร เราจะตอบโต้ได้อย่างไร ทำอย่างไรได้นอกจากนั่งฟังอย่างงี้ คำคืนแห่งความสุขนั้นสั้นเสียจริง
--------------------------------------------------- AH -----------------------------------------------
เช้ารุ่งขึ้นมารดาของเค้าไปส่งที่โรงเรียน
สภาพของเด็กน้อยไม่ต่างอะไรกับร่างไร้วิญญาณ ขอบตาสีดำคล้ำ ตาสีแดงก่ำ นัยต์ตาเลื่อนลอย เหม่อ และไม่สนใจสิ่งรอบข้างแม้สาวงามปานเทพธิดาเดินผ่านก็ยังไม่แม้จะชายตามอง
" ฝืนทนอยู่ก็เหมือนตาย.....ดั่งร่างไร้วิญญาณ.... " จิตใจของเด็กน้อยคงมิต่างจากคำๆนี้เสียเท่าไหร่นัก หากไม่เพราะว่าตัวตนของเค้ามีแรงกระตุ้นให้ไปโรงเรียนคงไม่มาเป็นแน่แท้
" ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ.....อุสาห์พบกับสิ่งที่ตนเองชอบแล้วทั้งที......กลับถูกสั่งห้าม.......ทำไมความจริงมันถึงได้โหดร้ายแบบนี้.....ทำแบบนี้ฆ่าชั้นเลยดีกว่าไหม!!!!....ให้ชั้นอยู่ต่อไปโดยที่ฝันสลายน่ะเรอะ!!!!!... "
ชายหนุ่มรำพึงและจิตใจที่มัวหมองพาชายหนุ่มตกต่ำและย่ำแย่ ความรู้สึกของชายหนุ่มพาลดุ่งสู่เหวลึก จิตใจที่หมองมัวและคร่าขุ่นค่อยๆลากร่างวิญญาณและความฝันของเด็กน้อยลงเหวแห่งความสิ้นหวังไปทีละน้อยทีละน้อย
ผลั่ก! " เป็นอะไรไป ทำของรักหายรึไง...... " ฝ่ามือของเด็กสาวคนนึง ตบเข้าที่กลางหลังก่อนที่จูจะหันไปมองหยน้าเด็กสาวคนนั้น
" ทะ....ทิ? ...... " พริบตาที่ดวงตาสีดำขุ่นคร่าราวกับมีห่าพิรุนโปรยอยู่ภายในดวงตา สบเข้ากับดวงตาสีดำสดใสภายในลึกลับน่าค้นหา ทำให้เค้ารู้สึกเด้งตัวกลับขึ้นมามีพลัง และนี่เองคือ แรงกระตุ้นเพียงเล็กน้อยที่เค้ามี
" ทำไมทำหน้าเหมือนญาติเสียอย่างงั้นละ หืม? " ชายหนุ่มอึ้งตะกุกตะกักก่อนที่จะสบตาเธอสักพัก กลืนน้ำลายลงคอก่อนหนึ่งครั้งแล้วตอบเธอกลับไป
" เธอชอบศิลปะรึเปล่าล่ะ...... " ชายหนุ่มยืนตรงถามสาวน้อย
" ไม่ค่อยชอบ ชั้นดูไม่ค่อยรู้เรื่อง ทำไมเหรอ " เธอพูดออกมาด้วยใบหน้าเซ็งเล็กน้อยราวกับเธอไม่เข้าใจความหมายที่อยู่ภายในของมัน
" ก็...พอดีชั้นว่าจะไปศึกษาต่อสายศิลป์ แต่ว่าพ่อน่ะสิ ไม่ให้อ่า.... " เด็กหนุ่มทำหน้าตาสะเทือนใจเล็กน้อยด้วยท่าทางเจ็บปวด
" เค้าทำถูกแล้วล่ะมั้ง เค้าคงกลัวว่าอนาคตนายจะไส้แห้ง ไม่มีอะไรจะกิน และก็ตกต่ำไง เพราะถ้าเรียนสายวิชาการมันก็ไม่ได้ลำบากอะไร เงินเดินมาตลอด ถ้าเรียนต่อราชการก็จะมีเงินใช้ตอนแก่จริงไหมล่ะ "
คำพูดนั้นทิ่มตรงลงไปกลางใจของชายหนุ่มที่เธอคุยด้วยตรงหน้าทำเอาเค้าอ้าปากค้างยาวลงไปแทบจะถึงพื้น(ปากคนหรือ= =?)
" ตะ...แต่ว่า...ชั้นชอบนี่นา! " ชายหนุ่มเกือบสติหลุดหลังสิ้นคำพูดของเธอและกล่าวกลับไป
" ไม่มีแต่.....ชอบ กับ ถูกต้อง มันต่างกันนะจู! อนาคตน่ะ มันต้องถูกต้องต่างหากล่ะเอาแต่ความสุขของตนเองเป็นที่ตั้งไม่ยึดถึงหลักอนาคต แล้วเกิดวันข้างหน้าเธอเกิดไม่มีอารมย์ศิลปะ ไม่มีความรู้สึกลึกซึ้งถึงมันหรือเข้าไม่ถึงมัน เธอจะทำยังไงล่ะ "
น้ำเสียง คำพูด และท่าทางของเธอดูน่าศรัทธาราวกับพระแม่ผู้มาจากสวรรค์ก็มิปาน คำเกลี่ยกล้อมของเธอถึงกับทำให้ชายหนุ่มคิดหนักเลยทีเดียว
" พ่อของเธอเค้ากลัวว่าเธอจะไปเรียน เจอเรื่องแย่ๆ เข้าไม่ถึงจุดของมันและทำให้เธอกลายเป็นคนที่แย่ที่สุดของชีวิตของเค้ายังไงล่ะ นั่นคือสิ่งที่พ่อของเธอกลัวและถึงได้ขับไสไล่ส่งให้เธอไปเรียนวิชาการด้วยใบหน้าดุๆยังไงล่ะ ไปละ บาย "
สิ้นคำพูดของเธอ เธอก็เดินไปเข้าห้องทันที เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่เธอพูดกับตนมากขนาดนี้ ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่ได้สนิทกับเธอมากมายเ



