Welcome
Welcome to <strong>Fiction Factory (Open Beta)</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

EVIL : LIVE

นักแต่งฟิคทั้งหลาย สามารถมาลง fiction ของตัวเองที่นี่
<br>
<font size=2 color=red>*ก่อนลงนิยายขอให้ศึกษากฏกันให้ดีก่อนนะครับ...</font>

Moderators: Crimsonwing, 青 お姉さん, Zinc

EVIL : LIVE

Postby Nekotsuki_Ren on Mon Aug 04, 2008 10:39 pm

[align=center]... ... ...[/align]



[align=center]หากว่า “ปีศาจ” มิใช่ “ปีศาจ” แต่ผู้กล่าวขานถึง “ปีศาจ” กลับเป็น “ปีศาจ” เสียเองเล่า... [/align]




[align=center]...ทั้งที่ดวงตะวันยังไม่ขึ้นแท้ๆ...



“หนีเร็วววว!!!”


...น่ารำคาญเสียจริง...
“มันมาแล้วววว!!”


... จะโหวกเหวกอะไรนักหนา...
“ป้องกันพวกเด็กกับผู้หญิง!!”


...ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย...
“ใครก็ได้ไปตามทหารมาที!!!”


...ข้าแค่... อยากจะเดินเล่นเท่านั้นเอง...



“อย่า! อย่าเข้ามานะ!! เจ้าปีศาจ!!”
! ... เจ้าพวกนี้...


“ไม่ทันแน่!! ใครสู้ได้หยิบอาวุธมาต้านไว้เร็ว!!”
...คิดว่า... ใครกันแน่...


“เฮ้ย!! มันแค่ตัวเดียว!! รุมมันเลย!!!”
“ตายไปเสียเจ้าปีศาจ!!”



... ... ... ... ... ... [/align]



กลีบดอกไม้สีขาวค่อยๆ พลิ้วไปตามสายลมเอื่อยที่พัดผ่านอย่างแผ่วเบา ทิ้งเศษซากของลำต้นที่เคยตั้งชูรับแสงแดดอ่อน... เพื่อที่จะเติบโต... อย่างโดดเดี่ยว... แล้วอึดใจหนึ่งเงาร่างหนึ่งก็ทาบทับลงบนซากนั้น

ราวกับอาลัยอาวรณ์... เมื่อเจ้าของเงาทรุดร่างลงช้าๆ เรียวนิ้วบางที่ประดับเล็บแหลมก็สัมผัสต้องลำต้นเขียวที่ถูกบดขยี้ด้วยเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างเบามือ


สายลม... แรงขึ้นเพียงชั่วครู่ พัดพาหยดน้ำใสให้ร่วงหล่นลงสู่พฤกษาอันต้อยต่ำ... และเมื่อเจ้าของหยาดน้ำเดินจากไปเข้าสู่แมกไม้แห่งเงาเขียวขจี หลีกหนีเสียงอึกทึกของเหล่าชีวิตที่มุ่งหน้ามายังลานกว้างแห่งนี้


[align=center]“...พวกเจ้าน่ะสิ... ปีศาจ...”[/align]

ริมฝีปากบางที่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำอันเจ็บปวดราวกับจะกระซิบย้ำตนเอง เช่นเดียวกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบดวงหน้าในเงาไม้ ทิ้งลานกว้างที่บัดนี้เต็มไปด้วยทหารติดอาวุธ กับเศษซากชิ้นเนื้อที่ถูกฉีกกระจาย

เหลือเพียงดอกไม้สีขาวดอกเดียวบนลานกว้าง ที่แปดเปื้อนหยาดโลหิตบนกลีบดอกและหยาดน้ำใสบนริ้วใบเขียว... ที่บัดนี้ก็ยังคงแย้มรอยยิ้มรับแสงอรุณยามเช้าดั่งเช่นเคย... ... ...



[align=right]End. Introduce.[/align]
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Mon Aug 04, 2008 10:41 pm

EVIL : LIVE
Chapter 1 : “Human”


แสงทองค่อยๆ เรืองรองขึ้นจากทิวเขาเขียวชอุ่มที่ยังคงปรากฏไอหมอกจางเพราะความสูงชัน เสียงนกร้องขับขานที่เริ่มออกโผบินท่ามกลางผืนฟ้าโปร่งที่ถูกแสงทองไล่ล้างรัตติกาล ความชื้นที่เย็นช่ำและอากาศยามเช้าที่แสนจะบริสุทธิ์ ช่างเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งที่ธรรมชาติยังคงมอบความสุขเหล่านี้ให้กับชีวิตทุกผู้อย่างเท่าเทียมกัน

หากรุ่งสางนี้ยังมีอีกชีวิตที่ต้องดิ้นรนจากการถูกไล่ล่ามาตลอดคืน เสียงหอบหายใจของเจ้าของร่างบางที่ยังคงพยายามวิ่งหนีด้วยฝ่าเท้าเปลือยเปล่า... หากแต่คมเล็บและขนบางที่ขึ้นอยู่บนเรียวขากลับบ่งบอกได้ถึงความผิดปกติของเธอ

ในที่สุดหลังจากที่วิ่งผ่าดงไม้หนาทึบจนมาหยุดพักหายใจลงตรงหน้าไม้ใหญ่ แสงตะวันที่เลยพ้นทิวเขาก็ค่อยๆ สาดส่องลงมาต้องกาย... ร่างอรชรภายใต้อาภรณ์สีหม่นอันบางเบาผืนเดียวปรากฏรอยฉีกขาดและหยาดโลหิตเปรอะเปื้อนไปทั่ว หากแต่กายานั้นเต็มไปด้วยไรขนบางสีน้ำตาลอ่อนตักกับสีผิวขาวซีดที่บัดนี้ประปรายไปด้วยรอยแผลจากศาสตรา


...เจ้าพวกนี้...

เพียงความคิดที่หลุดลอยจากห้วงจิต เมื่อดวงหน้าภายใต้เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนที่ยุ่งเหยิงเหลือบดวงเนตรสีอำพันไปยังร่างไกลตัวเบื้องหน้า ที่เพิ่งจะกระโจนผ่านพ้นดงไม้หนาพร้อมทั้งแสดงสีหน้าหื่นกระหายอย่างยินดียิ่ง ก่อนที่เสียงทุ่มห้าวจะตะโกนเรียกพวกพ้องใกล้ตัวอย่างตื่นเต้น


“เฮ้ย!! เจอแล้วโว้ย!!”

ริมฝีปากบางของผู้กลายเป็นเหยื่อเม้มเรียบอย่างข่มอารมณ์ ดวงตาสีอำพันสั่นระริกด้วยหยาดน้ำใสที่คลอเคลีย มือบางเผลอจิกเล็บคมลงไปบนฝ่ามือขาวซีดอย่างไม่รู้สึกเจ็บ หากไม่ใช่ว่าเธอถูกไล่ล่าและโดนรุมทำร้ายมาตลอดทั้งคืน มนุษย์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอจะไม่มีโอกาสแม้แต่ปริปากส่งเสียงเสียด้วยซ้ำ


...และนี่... คงเป็นอีกหนึ่งสมาชิกของพวกมัน...

ได้เพียงแค่คิดอาฆาตอย่างจนตรอกและกล่าวโทษตนเองที่สะเพร่าคิดไปง่ายๆ ว่าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีพิษสง แล้วตอนนี้ก็ได้แต่หนีหัวซุกหัวซุนแต่ก็ยังไม่พ้น ยิ่งเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นพวกใหม่ที่ปรากฏเพิ่มอีกสองราย ความสิ้นหวังก็ค่อยบีบตัวเข้ารายล้อมชีวิตเธออย่างไม่เห็นทางออก


“ฮะ! ฮ่า!! คราวนี้คิดจะหนีไปไหนอีก!!”
“หึ... หนีไปไหนไม่พ้นหรอกเจ้าปีศาจ!!”
“เฮ้ย! ล้อมมันไว้เร็ว!!”

...กรอด... ใครกันแน่... ที่เป็นปีศาจ...


หากร่างบางก็ได้แต่ต้องถอยหนีจนติดต้นไม้ใหญ่ที่เธอพักพิง ด้วยกำลังและอำนาจที่หลงเหลืออยู่ในตอนนี้ แม้จะไม่ต้องพึ่งสัญชาติญาณใดๆ เธอก็รู้ดีแล้วว่าไม่มีทางรอดไปได้ เมื่อชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สามคนที่ยังคงจับศาสตราไว้ให้มั่นค่อยๆ โอบล้อมรอบตัวเธอทั้งสามทิศทาง... เท่ากับปิดกั้นทางหนีของเหยื่ออย่างเธอได้โดยสิ้นเชิง


“เฮะ! เฮ้~! หนีไม่พ้นแล้ว~!!”

ชายคนแรกที่บัดนี้อยู่ตรงหน้าห่างจากเธอไปไม่ถึง 10 เมตรค่อยๆ สาวเท้าเข้าหาอย่างไม่กลัวเกรงหากแต่ยังคงไว้ด้วยความระมัดระวังตัว ขณะที่ชายอีกสองคนเริ่มขนาบเข้ามาทั้งทางซ้ายและขวาด้วยทีท่าระมัดระวังตัวไม่แพ้กัน

...หากว่าคิดที่จะหนี... ก็ยังพอมีโอกาสอย่างริบหรี่ทางเบื้องซ้าย แต่ถ้าจะทำเช่นนั้นหมายความว่าเธอต้องยอมโดนศรจากชายที่อยู่ฝั่งขวาเล่นงาน อย่างดีคงแค่มีคมศรปักติดแผ่นหลังสักดอกสองดอก... แต่ถ้าอย่างร้ายที่สุด เธอคงโดนสกัดแล้วถูกจับฆ่าเอาเสียได้

กระนั้นแล้ว... โอกาสน้อยนิดที่เพิ่งค้นพบก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อบุรุษผู้แรกที่อาจหาญมาต่อกรกับเธอก่อนที่สถานการณ์จะพลิกผันจนเธอต้องกลายเป็นเหยื่อ ก้าวเท้าออกมาจากทิศทางเบื้องซ้าย...

ดวงเนตรสีอำพันมองสบกับชายหนุ่มผู้มิพึงปรารถนาจะพบอีกเป็นครั้งที่สองอย่างเจ็บแค้น หยาดน้ำใสค่อยๆ ไหลรินอาบแก้มด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย เมื่อชายหนุ่มเจ้าของดวงเนตรคมคายประดุจแซฟไฟร์เหลือบสายตามองเธอราวกับด้อยค่าและเหยียดหยัน


“อ๊ะ! หัวหน้า!! เราล้อมจับมันได้แล้วครับ!!”

เสียงทุ่มต่ำจากชายหนุ่มเบื้องขวาเจ้าของคันศรใหญ่งามตาเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อเห็นบุรุษหน้าใหม่ผู้เข้ามาร่วมวงไล่ล่า ส่งผลให้ชายอีกสองคนหันไปมองชั่วพริบตาก่อนจะกลับมาจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ให้คลาดสายตา หากบุรุษผู้ถูกเรียกว่า “หัวหน้า” กลับเพียงแค่เหลือบมองผู้พูดแล้วเหยียดรอยยิ้มน่ารังเกียจออกมาให้เห็นเท่านั้น


...เวลาของข้า...

...ราวกับเวลาจะไหลช้าลง... เช่นเดียวกับเปลือกตาและร่างกายที่อ่อนล้าอย่างถึงที่สุด มีเพียงถ้อยคำรำพึงกับตัวตนราวกับจะเตือนใจตนเองว่าสักวันก็ต้องมาถึง


“ดี! ... แต่ระวังตัวไว้อย่าให้คลาดสายตา... แกคงไม่อยากพลาดท่าโดนปีศาจฆ่าตายหรอกใช่ไหม?”

เสียงกล่าวที่ราวกับจะมาจากที่แสนไกลลอยผ่านเข้าสู่โสตประสาทอย่างเชื่องช้า แม้จะเห็นว่าบุรุษผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มเอ่ยปากพูดออกมาแต่สมองของเธอก็มิได้รับรู้สิ่งใดอีกแล้ว


“ครับ!! ขออภัยอย่างสูงครับ!!”

กายาค่อยๆ ไถลไปกับผิวไม้เบื้องหลังอย่างช้าๆ และเปลือกตาก็ค่อยๆ หนักขึ้นจนกลายเป็นหลับตาในที่สุด... เหลือไว้แต่เพียงดวงหน้าอาบน้ำตาที่ไหลรินกับความคิดสุดท้ายเท่าที่สติยังคงรับรู้ได้...


...หมดลงแล้วหรือนี่...

“... ลงมือได้! ...”
“ครับ!!”


เสียงวัตถุที่แหวกผ่านอากาศด้วยความเร็ว... เสียงฝีเท้าหนักที่เคลื่อนกายเข้าหา... เสียงตะโกนป่าวร้องอย่างยินดีปรีดา... และสัมผัสที่บ่งบอกความปวดร้าวของร่างกาย... เหล่านั้นทั้งสิ้นทั้งปวงคือสัมผัสสุดท้าย...

ก่อนที่ธรรมชาติจะเรียกเธอกลับไป... กลับไปยังบ้านที่กว้างใหญ่... คืนสู่ธรรมชาติ...



... ... ... ...



บุรุษร่างใหญ่เจ้าของดวงตาสีแซฟไฟร์เหลือบสายตามองผลงานที่ลูกน้องของเขาทำไว้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างพึงใจ เมื่อร่างบางที่ไร้ชีวิตของหญิงสาวนอนพิงต้นไม้ใหญ่อย่างสงบนิ่ง คมศรและรอยดาบแทงทะลุตับ หัวใจและลำคออย่างแม่นยำ ทำให้อาภรณ์บางเบาที่ขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิตอย่างน่าพินิศพิเคราะห์ยิ่ง...

ราวกับเป็นผลงานศิลปะอันเลอค่ามิได้อีกงานหนึ่งสำหรับเขา...


“... น่าเสียดายนะ... ทั้งที่หน้าตาก็ดีอยู่... ไม่น่าเป็นปีศาจเลย...”

ถ้อยคำตัดพ้อที่ราวกับจะกระซิบบอกตนเองของชายหนุ่มหาได้มีใครได้ยินไม่ และเมื่อลูกน้องทั้งสามรายล้อมรอบร่างไร้วิญญาณพลางโต้เถียงกันอย่างเบาเสียง เจ้าของร่างในชุดนายพรานสีเข้มหากแต่สวมเกราะอ่อนและสะพายดาบชั้นดีไว้ข้างกายก็ย่างก้าวเข้าร่วมวงสนทนาในอึดใจต่อมา

และในทันทีที่ชายฉกรรจ์ทั้งสามเห็นนายเหนือหัวของตนเดินเข้ามาใกล้ การโต้เถียงก็หยุดลงอย่างให้เกียรติหรือไม่ ก็คงเป็นเพราะความกลัวว่าจะถูกลงโทษในฐานที่ทะเลาะกันต่อหน้าต่อตา หากแต่ชายหนุ่มเจ้าของคันศรใหญ่ผู้มิได้เกี่ยวข้องกับการทะเลาะก็เอ่ยปากถามหัวหน้าที่ชายหนุ่มเคารพยิ่งอย่างขอคำสั่งต่อไป


“เอ่อ... หัวหน้าครับแล้วจะให้ทำยังไงกับ...”

หากแต่รอยยิ้มราวกับจะรู้ทันของชายตรงหน้าที่เหลือบมองลูกน้องสองคนที่ทะเลาะ ก็ทำให้ชายหนุ่มผมดำค่อยๆ เงียบเสียงลงอย่างหวั่นเกรง ก่อนที่นายท่านจะหันมาสบเนตรสีดำขลับของเขาอย่างพึงใจแล้วคำสั่งที่ทำให้ชายฉกรรจ์อีกสองคนเฮลั่นก็หลุดลอยออกมาจากริมฝีปากหนากว้าง


“ตัดเอามือกับขามันมา!... เอาเฉพาะส่วนที่มันมีขนเยอะๆ พอ! ... ส่วนตัวมันพวกแกจะเอาไปทำอะไรก็ตามใจ...”
“ครับ!! ขอบพระคุณมากครับ!!”

เสียงตอบรับอย่างแข็งขันเช่นเดียวกับแววตาที่วาวโรจน์ของชายฉกรรจ์สองนาย แต่บุรุษผู้ออกคำสั่งก็เพียงแค่เหยียดยิ้มรับเล็กน้อย ก่อนที่ร่างใหญ่ในชุดพรานป่าผู้ดีจะก้าวเดินจากไปในทิศทางเดิมกับที่ก้าวมา ทิ้งให้ลูกน้องของเขาทะเลาะกันต่อไปอย่างไม่ใส่ใจใดๆ ทั้งสิ้น


“เฮ้ย! ข้าเป็นคนปลิดชีพมันเพราะงั้นข้าขอก่อนเว้ย!!”
“อะไรวะ! ข้าต่างหากที่คนปลิดชีพมัน!! แกก็เห็นอยู่แท้ๆ!!”
“เห็นอะไรของแก!! ดาบของข้าเสียบเข้าที่ตับก่อนนะเว้ย!!”
“ที่ตับมันยังไม่ตายทันทีเสียหน่อย!! ดาบข้าฟันที่คอยังไงมันก็ตายก่อนแน่ๆ!!”


หากแต่เสียงที่ค่อยๆ ดังขึ้นตามอารมณ์ก็ถูกขัดขึ้นมาโดยชายหนุ่มผู้ซึ่งสะพายเก็บคันศรไว้อย่างเบื่อหน่ายกับเพื่อนร่วมงานสองคนนี้อย่างสุดซึ้ง โดยเฉพาะรสนิยมการกระทำหลังจากที่สังหารเหยื่อที่เป็น “หญิงสาว” ได้ทุกครั้งหลังเสร็จงาน

“พอเสียทีเถอะน่า! รีบๆ ตัดแขนตัดขามาได้แล้ว! ข้าไม่อยากเห็นภาพชวนคลื่นไส้!!”


และก็เป็นเช่นทุกครั้ง คำแก้ตัวอย่างไม่สะทกสะท้านและเสียงด่ากลับอย่างกราดเกรี้ยวด้วยความไม่พอใจจากเพื่อนร่วมงานของเขา ก็ยังคงกรอกหูให้ฟังได้ทุกครั้งไป

“เฮ้ย!! แกน่ะหุบปากไปเลยเจ้าเซส!!”
“จะปีศาจหรือตัวอะไรแต่มันก็ผู้หญิงเหมือนกันล่ะน่า!!!”


ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย หากแต่ชายหนุ่มเจ้าของชื่อเซสก็เริ่มที่จะชินชาได้บ้างแล้ว จึงเอ่ยปากบอกจุดประสงค์เพื่อที่จะเลี่ยงออกไปโดยเร็ว... แม้ว่าเหตุการณ์จะพลอยทำให้นึกถึงอดีตครั้งแรกที่ร่วมงานกับพวกนี้แล้วโดนชวนให้เข้าร่วมด้วย จนเขาต้องปฏิเสธเสียงแข็งแล้วหนีออกไปอ้วกไกลๆ อีกแล้วก็เถอะ

“เออ ๆ! รู้แล้วๆ!! อยากจะข่มขืนศพใครต่อก็ตามใจแก!! แต่ตอนนี้ตัดแขนตัดขามันมาก่อน! ข้าจะได้ตามไปหาท่านลอร์ดมอแรนด์เสียที!!!”


เคราะห์ดีของเซสที่เพียงแค่กล่าวอ้างถึงนายเหนือผู้เดินจากไปเมื่อครู่เท่านั้น เพื่อนร่วมงานอีกสองคนก็ถึงกับเงียบและตกลงเห็นด้วย ก่อนจะรีบตัดข้อมือข้อเท้าของร่างบางอย่างเร่งรีบแล้วโยนส่งให้เซสพร้อมกับไล่ไปไกลๆ ด้วยความหงุดหงิด

อย่างน้อย... เซสก็หลุดรอดมาจากความวิปริตที่ไม่พึงใจและทำใจให้ชาชินไม่ได้แม้แต่น้อย และเริ่มออกวิ่งตามเจ้านายผู้เป็นที่รักยิ่งของเขาด้วยความหวังว่านายท่านจะชมเชยอะไรบ้าง... ดวงเนตรสีดำขลับเหลือบมองดวงตะวันที่ค่อยๆ เจิดจ้าอย่างสุขใจ...

...ช่างสมกับเป็นรุ่งอรุณแห่งความยินดีเสียจริงๆ... ... ...


End.”Human”
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Flaya on Tue Aug 05, 2008 9:06 pm

ขอขุดให้ ครั้งแรก และ อาจจะไม่มีครั้งต่อไป =w=
เป็นงี้!! จะทำมัย!!
Flaya
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 124
Joined: Thu Mar 27, 2008 4:05 pm
Location: ทุกที่ ที่มีนาย?

Postby Nekotsuki_Ren on Wed Aug 06, 2008 2:33 pm

EVIL : LIVE
Chapter 2 : “Life”


หยาดน้ำค้างบนทิวไม้เขียวที่รับแสงแดดยามเช้าดูเปล่งประกายงามตายิ่งนัก อีกทั้งกลิ่นไอธรรมชาติยามเช้าก็ยังช่วยให้ชายหนุ่มรู้สึกตื่นตัวและกระชุ่มกระชวยขึ้นอีกโข โดยเฉพาะเมื่อเขา... พรานป่าหนุ่มน้อยเจ้าของนามเซส ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ที่สุดแห่งลอร์ดมอแรนด์ กำลังนำสมบัติล้ำค่าอีกชิ้น... ไม่สิอีก 4 ชิ้น วิ่งตามนายเหนือไปบนเส้นทางเดินป่าอย่างรื่นเริงใจเช่นนี้

เรือนผมสีดำที่ตัดสั้นพลิ้วไหวไปตามแรงที่เกิดจากการวิ่งห้อไม่หยุดของชายหนุ่ม เม็ดเหงื่อบริสุทธิ์ค่อยผุดพลายตามใบหน้าขาวที่ไร้แผล เฉกเช่นเสียงหอบหายใจแผ่วเบาที่เกิดจากความเหนื่อยล้าซึ่งสะสมมาตั้งแต่ออกวิ่ง...

ตอนนี้เขาคงตามหลังนายท่านมาจนใกล้แล้ว อีกสักชั่วอึดใจหนึ่งเขาคงจะได้เห็นแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้เป็นนายของเขาเป็นแน่… และนั่นคือกำลังใจที่คอยหล่อเลี้ยงเซสไว้ให้หาญกล้าและอดทน ช่วยให้ชายหนุ่มสามารถวิ่งติดต่อมาได้เกินกว่าห้านาทีเต็มแล้ว

โดยไม่ทันได้รู้สึกตัวเลยว่าช่วงเวลาที่เขาวิ่งมาได้นั้นยาวนานกว่าห้านาทีแล้ว... แต่ยังไม่มีวี่แววของนายเหนือผู้เป็นที่เคารพรักยิ่งชีพของเขาเลยแม้แต่เศษเสี้ยว

แต่แล้ว... เสียงหนึ่งก็แว่วเข้าโสตประสาทส่งผลให้ร่างของเขาหยุดชะงักชั่วครู่ ก่อนจะเคลื่อนกายขยับไปหลบหลังต้นไม้ใกล้ตัวโดยสัญชาติญาณ มือใหญ่เอื้อมเอี่ยวไปคว้าคันศรคู่กายพร้อมดอกศรที่หยิบฉวยจากซองเก็บลูกศรสำรองข้างเอว


... แล้วก็เหลือแค่รอ...


เพราะเสียงที่เกิดขึ้นแม้เพียงน้อยนิด หากแต่ถ้าเขาฟังไม่ผิดนั่นคงเป็นเสียงร้องของมนุษย์... หรืออมนุษย์... แม้ว่าใจหนึ่งจะกังวลและเป็นห่วงนายเหนืออย่างสุดใจจนแทบจะวิ่งตามหาและป่าวร้องเรียกด้วยความเป็นห่วง...

หากแต่ท่านลอร์ดมอแรนด์ คือผู้นำที่หาญกล้าบุกตีหมู่บ้านปีศาจและยึดครองมาได้เป็นผู้ที่ถูกเคารพและยกย่องทั้งในด้านสติปัญญาความปราดเปรื่อง เรื่องฝีมือในการใช้ดาบขั้นสูง และเรื่องพลังเวทมนตร์ที่กล้าแข็ง ดังนั้นส่วนหนึ่งในจิตใจเขาที่ยึดเหนี่ยวในสิ่งนี้ยิ่งชีพ ทำให้ชายหนุ่มเชื่อว่านายเหนือหัวของเขาจะต้องไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน

หากแต่ห้วงคิดของเซสจำต้องหยุดชะงักลง เมื่อดวงเนตรสีดำขลับพบเห็นสิ่งหนึ่งขยับไหวอยู่ไกลตา... ด้วยความเคยชินในฐานะพรานป่าชายหนุ่มจึงเคลื่อนกายประทับศรไว้ให้มั่น ก่อนที่จะเคลื่อนไปข้างทางเพื่อเร้นกายอย่างซุ่มซ่อน ประสาทหูที่ถูกขัดเกลาโดยประสบการณ์ถูกเรียกใช้ด้วยพลังสมาธิแห่งความระแวดระวัง...

แล้วเสียงแว่วดังที่แยกแยะได้ว่าไม่ใช่เสียงของสัต ว์ป่าเป็นแน่แท้ ก็ดังผ่านเข้ามาพร้อมกับดงไม้ที่สั่นไหวเป็นทางจนจับทิศทางได้อย่างง่ายดาย และโดยสัญชาติญาณแห่งพรานป่า... เซสง้างคันศรขึ้นในฉับพลันและปล่อยมันออกไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับมือใหญ่ที่วาดแขนไปคว้าลูกศรดอกใหม่ขึ้นมาเตรียมพร้อมอย่างระวังตัว

โดยที่จุดหมายปลายทางแห่งวิถีศรนั้น เซสกะยิงไว้ให้ดักเส้นทางของสิ่งที่ทำให้ดงไม้สั่นไหว และไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม... เขาก็เชื่อมั่นว่าทันทีที่พบเห็นและแยกแยะได้ในฉับพลันว่ามิใช่ศัตรูเขาก็สามารถหยุดยั้งมือไว้ได้ เช่นเดียวกับที่หากเห็นว่าเป็นศัตรู... เขาก็จะซ่อนเร้นกำบังกายแล้วระดมยิงใส่ทีเผลออย่างไม่ยั้งมือเช่นกัน

หากแต่... เจ้าของร่างที่โผล่พรวดออกมาจนเกือบจะโดนศรปักหัวกลับทำให้ชายหนุ่มหยุดชะงักด้วยความแปลกใจระคนตื่นตกใจ เมื่อชีวิตนั้นหลุดปากส่งเสียงออกมาเพราะความตื่นตกใจเช่นเดียวกัน


“ว้าย! อ่ะ— อะไรกันเนี่ย!!”

เจ้าของเสียงหวานที่กรีดร้องอยู่กลางดงไม้ขยับเลื่อนดวงหน้าซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้ฮูดสีหม่นที่คลุมยาวจนหายไปในดงไม้ มองตามวิถีแห่งศรอย่างตื่นตกใจก่อนที่ริมฝีปากบางสวยสีชมพูซีดที่ปรากฏอยู่บนดวงหน้าจะเม้มแน่นด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา

ชั่วขณะหนึ่งที่เซสยังคงตื่นตะลึงไปกับความรู้สึกที่เกือบจะได้สังหารมนุษย์ มิใช่ว่าเขาไม่เคยยิงคน หากแต่ครานี้กลับเป็นหญิงสาวที่ดูเหมือนจะมาอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างน่าแปลกใจ กระนั้นแล้วชายหนุ่มก็มิทันได้ตะลึงอยู่นานนัก เมื่อเสียงสั่นไหวของพุ่มไม้ที่อยู่ติดกับเส้นทางเดินป่าจะดึงความสนใจจากชายหนุ่มจนหันไปเล็งศรใส่อย่างลืมตัว...

แล้วดวงเนตรสีดำขลับก็สบสายตาเข้ากับกระต่ายตัวโตสีน้ำตาล... ที่ดูเหมือนกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตไปอีกฝากหนึ่ง...

ท่ามกลางความสับสนและไม่เข้าใจในเสี้ยววินาที เสียงร้องอย่างหัวเสียของหญิงสาวที่เขาเห็นเมื่อครู่ก็ทำให้ชายหนุ่มต้องมานั่งเสียใจเอาภายหลัง... ว่าเขาควรจะช่วยหญิงสาวที่น่าสงสารคนนี้เสียก่อนนะ...


“อ๊ะ!! อย่าเพิ่งไปสิ!!”

หญิงสาวผู้สวมฮูดคลุมกายรีบขยับกายไล่ตามกระต่ายทันทีที่เอ่ยปากร้อง ชั่วขณะหนึ่งที่เซสมิอาจเหนี่ยวยิงศรได้ไม่ว่าจะด้วยความสับสนจนทำอะไรไม่ถูกหรือว่าความกลัวที่อาจจะยิงถูกหญิงสาว แต่เสี้ยววินาทีหนึ่งที่สาวเจ้ากำลังจะวิ่งไล่กระต่ายไป...

เขารู้สึก... ราวกับมองเห็นดวงตาของหมาป่าส่องประกายอยู่บนดวงหน้าของหญิงสาวที่เหลือบมองชายหนุ่มอย่างหวาดหวั่น... แต่ก็เป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวก่อนที่เขาจะเห็นเพียงแววตาสีน้ำตาลที่ดูอ่อนแบบแปลกๆ เข้าแทนที่ภายใต้เงาของฮูด... คงจะเป็นเขาเองที่ตาฝาดไป... สงสัยว่าเขาคงจะล่าสัต ว์จนชักเริ่มหลอนกับตัวเองเสียแล้วสิ

แล้วเมื่อร่างของหญิงสาวออกวิ่งตัดผ่านถนนทางเดินป่า เพียงพริบตาที่ได้เห็นเซสก็พบว่าสาวเจ้าไม่มีแม้แต่รองเท้าจะสวมใส่ ยังไม่นับถึงเสื้อคลุมท่าทางสกปรกที่ปิดคลุมกาย... แล้วความสงสารพลันท่วมท้นจับจิตจนชายหนุ่มปวดใจ... เผลอหลับตาลงเพียงชั่วครู่เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์เศร้า...

โดยไม่ทันได้ฉุกใจคิด... ถึงความเร็วที่ดูจะผิดปกติไปจากหญิงสาว... และไม่ทันได้เห็น... อะไรบางอย่างที่ขยับไหวอยู่หลังสะโพกใต้เสื้อคลุมของสาวเจ้า... ซึ่งเมื่อเซสลืมตาขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวปริศนาที่น่าสงสารก็วิ่งลับไปในดงไม้ภายในไม่กี่วินาทีเสียแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้เซสก็ได้แต่ต้องลดคันศรเก็บไว้อย่างเก่า แม้ว่าจะเสียใจที่มิอาจช่วยเหลือเจ้าหล่อนได้อีกทั้งยังดูเหมือนจะไปขัดขวางการไล่จับกระต่ายที่คงจะเป็นอาหารเช้าของเธอเข้าอีก... แต่เขาก็มิได้จะอยู่ในฐานะที่จะเลี้ยงดูใครได้อยู่ดี...

และเมื่อห้วงความคิดเริ่มกลับเข้าสู่ปกติ ความตื่นตกใจก็กลับเข้ามาแทนที่จนเจ้าตัวเผลอหลุดปากร้องอย่างลืมตัว


“... เฮ้ย!! นายท่านล่ะ!!”

ทันทีที่ฉุกใจคิดได้เซสก็เริ่มหันไปออกวิ่งห้อตามทางเดินป่าอย่างเร่งรีบ นึกเสียใจอยู่ลึกๆ ว่าเขาไม่น่าจะเจอกับหญิงสาวคนนั้นเลยแท้ๆ ซึ่งกลับขัดแย้งกับความรู้สึกอีกส่วนหนึ่งที่อยากจะช่วยเหลือหญิงสาวผู้น่าสงสารอย่างจับใจ... แต่จะอย่างไรก็ตามตอนนี้เขาคงต้องตามหาท่านลอร์ดมอแรนด์ให้ได้เสียก่อนล่ะนะ...



... ... ...
Last edited by Nekotsuki_Ren on Thu Aug 14, 2008 1:38 pm, edited 1 time in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Wed Aug 06, 2008 2:34 pm

... ... ...


“อรุณสวัสดิ์! เซส~!”
“กลับมาแล้วเหรอ? ยินดีต้อนรับกลับจ้า~”
“เป็นไงเซส? ได้อะไรมาบ้างล่ะเนี่ย?”
“ไงเจ้าหนู! ไปล่าปีศาจมาเป็นไงบ้าง!?”

ทั้งที่เซสเดินเข้ามาถึงตัวหมู่บ้านแล้ว แต่กระนั้นเหล่าคนรู้จัก... ไม่สิคนที่รู้จักเขาก็ยังคงทักทายมาตั้งแต่เขาก้าวขาออกจากชายป่าอย่างไม่หยุดปาก ซึ่งชายหนุ่มก็ได้แต่ต้องทักทายกลับไปอย่างส่งๆ ไม่ก็แค่ยิ้มรับอย่างคนขี้เกียจพูด... อย่างน้อยเขาก็คิดว่ามันดูสุภาพกว่าการไม่พูดไม่จาหรือพูดห้วนๆ ล่ะน่า...


“อ้าว! เซส!? ทำไมกลับมาคนเดียวล่ะนี่!?”

...กลับมาคนเดียว?...

ย่างก้าวที่ชะงักลงในฉับพลันทันทีที่สมองรับรู้ถึงถ้อยคำทักทายจากคุณลุงหน้าบากเจ้าของร้านเนื้อตรงหน้า ริมฝีปากที่เผยอขึ้นราวกับจะเอ่ยคำทักทายส่งๆ เช่นบุคคลอื่นพลันสะดุดลง และแม้ว่าจะมีใครคนอื่นพยายามพูดคุยทักทายกับเขาอีกแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้รับรู้ถึงคนเหล่านั้นอีกแล้ว

เซสหันหน้าไปมองลุงเจ้าของร้านเนื้อย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าที่อ่านได้ชัดเจนว่าไม่เข้าใจ ซึ่งก็ทำให้ผู้ถูกมองถึงกับมองหน้ากลับพลางเลิกคิ้วอย่างฉงนเช่นกัน...


“หืม? ว่าไงล่ะ? ท่านลอร์ดไปไหนเสียล่ะ?”

ถ้อยคำที่กล่าวออกมาจากปากของลุงหน้าบากพร้อมด้วยสีหน้าที่บ่งบอกได้ถึงความงุนงงสงสัยอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่ารอยยิ้มเล็กๆ บนโครงหน้าชราภาพจะยังคงความสุขุมและแย้มยิ้มอยู่ แต่จากการที่คู่สนทนาเห็นปฏิกิริยาของเซสแปลกออกไปก็เริ่มจะทำให้ลุงหน้าบากชักจะสนใจมากกว่าการทักทายธรรมดาๆ ไปเสียแล้ว

ขณะที่เซสเองเริ่มใจเสียอย่างหวาดหวั่นจนเผลอหลุดปฏิกิริยาที่ผิดสังเกตออกไป แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ยังคงรวบรวมสมาธิแล้วไต่ถามลุงร้านเนื้อกลับไปโดยพยายามไม่ให้มีอะไรผิดสังเกตอีกครั้ง แม้ว่าสีหน้าที่ขมวดมุ่นจะทำให้คู่สนทนาถึงกับคิ้วขมวดตามไปด้วยก็เถอะ


“... หมายความว่าไงท่านลุง? ... นายเหนือท่านกลับมาก่อนแล้วไม่ใช่เหรอ?”

“หา?? เฮ้ย! ไม่นา? ก็ข้านั่งอยู่นี่ตลอดยังไม่เห็นท่านลอร์ดเขาเดินผ่านร้านข้าเลยนะ?”


คำตอบที่มีแต่จะทำให้เซสใจหายวูบ ความรู้สึกแปลกๆ ที่ราวกับอะไรบางอย่างมันตกหายไปเริ่มแทรกแซงจิตใจของเขาอย่างน่าวิตก... เขาพลาดอะไรไปรึเปล่า? เขาวิ่งเลยใครมาบ้างไหม? นายเหนือของเขาจะแวะเวียนไปที่ไหนกระนั้นหรือ? และอีกสารพัดเท่าที่จะนึกหาเหตุผลต่างๆนานาได้

ชายหนุ่มพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่แสดงอาการออกมาให้ใครเห็น และตอบลุงร้านเนื้อส่งๆ ไปในเชิงว่าสงสัยท่านคงแวะไปหาพวกคาลอสก่อนกระมัง ก่อนที่เซสจะเบนเข็มเปลี่ยนเส้นทางตรงไปหาคนชื่อคาลอสที่อยู่นอกหมู่บ้านด้วยทีท่าสบายๆ... แต่ในใจนั้นภาวนาหวังให้เป็นเช่นที่เขาเอ่ยปากออกไปอย่างหวั่นวิตก

แน่นอนสิ... ในเมื่อท่านเป็นคนสั่งคาลอสให้ออกลาดตระเวนดูแลโดยรอบหมู่บ้านนี้เองตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อป้องกันปีศาจตนอื่นที่อาจบุกโจมตีระหว่างที่นายท่านเกณฑ์คนออกไปล่าปีศาจที่บังอาจมาฆ่าคนเมื่อเช้าวานนี้ ท่านต้องกลับไปบอกข่าวให้คาลอสแน่นอน...

ห้วงคิดที่พยายามยึดเหนี่ยวไว้อย่างยิ่งยวดส่งผลให้เซสมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคนที่มาทักทายเขาช้าลงกว่าปกติ กระนั้นแล้วชายหนุ่มก็ไม่มีเวลาจะมาใส่ใจอะไรมาก และเมื่อได้ยินคนอื่นสงสัยว่าเขาคงจะเหนื่อยเกินไปเซสก็ได้แต่ต้องไหลลื่นไปตามที่พวกนั้นว่าไว้อย่างเสียมิได้

จนกระทั่งเสียงตะโกนเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นจากข้างดังเซสดึงความสนใจจากเขาให้หลุดออกจากห้วงคำนึงอย่างลืมตัว...


“เจ้าเซส!! ข้าเรียกอยู่ไม่ได้ยินเรอะ!!”

มันเป็นเสียงห้าวที่ฟังดูคุ้นหูมาก... เสียจนเซสต้องหันกลับไปมองหน้าคนตะโกนอย่างไม่เชื่อหู... แล้วภาพตรงหน้าก็ช่วยตอกย้ำเขาว่าคิดไม่ผิดหรอก เมื่อดวงเนตรสีดำขลับสบประสานเข้ากับดวงตาสีเขียวสดที่คมคายและรอยยิ้มที่เหยียดออกจนเห็นซี่ฟันเมื่อผู้เอ่ยปากตะโกนเห็นว่าเขาหันมามองแล้ว

...วินซ์... วัลเทีย... อดีตสหายเก่าแก่ของเขาเมื่อวัยเด็ก บัดนี้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเซสภายใต้ผ้าคลุมผืนบางสีคล้ำที่พลิ้วไหวอยู่เบื้องหลังเจ้าของร่าง แถมเสื้อผ้าก็ยังดูโทรมเก่าแล้วไหนยังจะจุดเด่น... ที่ทำให้เขาจำเพื่อนคนนี้ได้ในพริบตาเดียวอีก....

ว่าตามจริงแล้วเซสคงจะอยากนับญาติเป็นคนรู้จักกับบุรุษตรงหน้าอยู่หรอก ถ้าไม่ติดที่ว่าหมอนี่ดันชอบ... ใส่ที่คาดผมสีแดงเด่นหราอยู่กลางหัวสีดำเช่นนี้... และก็เช่นเคยกับที่เป็นเสมอมา มันดึงดูดสายตาจากคนรอบข้างได้อย่างดี... ดีเสียจนเขาไม่อยากจะได้ยินเสียงซุบซิบนินทาที่แว่วมาเสียเลยจริงๆ


“... ... ... วินซ์... ... เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง...”

ถ้อยคำที่หลุดลอยออกมาอย่างยากลำบาก ราวกับว่าชายหนุ่มหาเสียงตัวเองไม่เจอไปชั่วครู่ทันทีที่เจอหน้าสหายเก่าเมื่อวัยเยาว์... คนที่เกือบจะทำให้เขาโดนตั้งค่าหัวไปด้วยเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น... แล้วทำไมคนที่ถูกตั้งค่าหัวอย่างมันถึงมายืนอยู่กลางหมู่บ้านชนบทใกล้ป่าเขาอย่างนี้ล่ะเฟ้ย...

หากแต่รอยยิ้มประดุจดั่งจะเอ่ยปากว่า “เพื่อน... ฉันรักแกวะ” เสียเต็มประดาของวินซ์ ก็ทำให้ผู้ที่ตัวเล็กกว่าอย่างเซสถึงกับหน้าเสียขึ้นมาในชั่วพริบตา... ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอหน้ากันมันก็ยิ้มแบบนี้... แล้ววันนั้นทั้งวันเขาก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะโดนหาว่าเป็นพวกเดียวกันกับคนที่ไปขวางการเก็บภาษีแบบขูดเลือดของเจ้าเมืองเมืองนั้น

...ซึ่งเจ้าคนที่ว่าก็ไม่ใช่ใครอื่น... คนเดียวกับที่ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้านี่แหละ...


“นี่~ สหายรัก~ ข้ามีเรื่อง— ... ...”

“ข้าขอปฏิเสธ!!”


แล้วก่อนที่ถ้อยคำหวานซึ้งที่เอ่ยปากออกมาเพื่อจะขอความช่วยเหลือของวินซ์จะมาครบ เสียงเฉียบขาดที่ดังขัดขึ้นมาอย่างไม่ปราณีปราศรัยของคู่สนทนา ก็ได้แต่ทำให้วินซ์ยืนมองหน้ากระพริบตาปริบๆ เสียแทน ดวงตาคมคายสีมรกตสบเข้ากับดวงเนตรสีดำขลับอย่างอ้อนวอน...

ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งและเป็นภาพที่เซสไม่อยากจะพบเห็นอีก... เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ลืมไปแล้ว... เพราะไม่ว่าจะดูยังไง... วินซ์ก็ตัวสูงใหญ่กว่าชัดๆ แต่กลับทำหน้าออดอ้อนเซสผู้ซึ่งตัวเล็กกว่าและบางกว่า... แม้จะแค่ไม่กี่เซนติเมตรก็เถอะ...
Last edited by Nekotsuki_Ren on Thu Aug 14, 2008 1:43 pm, edited 1 time in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Wed Aug 06, 2008 2:34 pm

เคราะห์ดี... ที่สหายเก่าผู้สร้างปัญหายังไม่โผเข้ากอดเหมือนเมื่อครั้งก่อนๆ ... อาจเป็นเพราะครั้งนี้มือของเซสเลื่อนไปจับมีดที่เหน็บข้างเอวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับซองเก็บลูกธนูสำรองไว้มั่น และด้วยรังสีอาฆาตอะไรสักอย่างที่แผ่กระจายออกมาเหมือนจะบอกว่าถ้าเข้ามาฉันจะจิ้มแกด้วยมีดเนี่ยล่ะ เลยทำให้วินซ์ผู้น่าสงสารได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ... ราวๆ 1 เมตรหรือใกล้กว่านั้น...

กระนั้นแล้ววินซ์ก็ยังคงไม่ยอมแพ้อยู่ดี ทันทีที่เห็นว่าเซสดูเหมือนจะต้านทานพลังอำนาจแห่งดวงตาใสแป๊วอันเป็นกลยุทธ์สุดยอดแห่งความออดอ้อนของเขาได้ผิดกับเมื่อครั้งก่อนๆ ชายหนุ่มก็เริ่มเปลี่ยนแผนหันไปใช้กลวิธีอื่นแทน...


“ไม่เอาน่า? อย่าทำตัวเหินห่างแบบนี้เลย... รู้ไหมว่าตอนที่เจ้าจากข้าไปแต่ละครั้งข้าต้องเพียรพยายามแค่ไหนกว่าจะตามหาเจ้าจนพบ นี่ที่สภาพข้าเป็นเช่นนี้ก็เพราะพยายามตามหาเจ้าไม่เว้นแต่ละวัน แล้วดูสิ... เจ้ายัง... ยังจะ... รังเกียจข้า... ทั้งๆ ที่... ข้า... ข้าทำเพื่อเจ้า... ขนาดนี้...”


หากว่ามีการประกวดมนุษย์ที่สามารถเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างได้อย่างดีเยี่ยมล่ะก็... เซสคิดว่าเขาคงจะส่งตัวคุณเพื่อนผู้แสนดีคนนี้ให้ไปตายไกลๆ เสียให้ได้ เพราะตอนนี้นอกจากที่คาดผมสีแดงบนหัวของวินซ์แล้ว... ถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากมันแต่ละคำโดยเฉพาะช่วงสุดท้ายที่ประกอบกับสีหน้าให้เข้ากัน ราวกับมันได้รับบทพระเอกที่ออกตามหานางเอกแต่ถูกปฏิเสธตัดเยื่อใยราวกับงอนง้อ... เดี๋ยวสิ แล้วทำไมต้องเป็นนางเอกด้วยฟะ...

...เอาเป็นว่าจะด้วยอะไรก็แล้วแต่... แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เป็นใจต่อเซสอย่างยิ่งยวด ยิ่งเมื่อเสียงแว่วดังที่เกิดจากเสียงกระซิบซึ่งประกอบด้วยใจความประมาณว่า ‘น่าสงสาร’ หรือพูดในเชิงไม่เข้าใจ ‘หมายความว่ายังไงกัน?’ หรือถ้อยคำที่บ่งบอกถึงความตกตะลึงอย่างไม่น่าให้อภัย ‘ที่แท้ท่านเซสเป็นแบบนี้เองหรือ!?’...

ในที่สุด... เซสก็ตัดสินใจแล้ว... ว่าต้องลากคุณเพื่อนเวรตะไลคนนี้ไปยิงทิ้งไกลๆ เสีย ก่อนที่ความเข้าใจผิดจะบานปลายไปมากกว่านี้...

และในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใดเซสจึงต้องคว้าแขนเพื่อนเวรตรงหน้าแล้วรีบลากไปให้ห่างจากฝูงชนมากที่สุด... อย่างน้อยในขณะนี้เองเขาก็เริ่มที่จะนึกขึ้นมาได้ว่าเขาต้องไปหาคาลอส ดังนั้นลากมันไปด้วยคุยกันไปด้วย มีปัญหาขึ้นมาก็ค่อยให้พวกคาลอสรุมเหยียบสักเท้าสองเท้าก็น่าจะเอาอยู่... กระมัง?


“โอเคๆ! มีอะไรจะพูดก็รีบๆ พูดมา!! ขืนเป็นเรื่องชวนปวดหัวอีกล่ะก็คราวนี้ข้าได้ยิงเจ้าทิ้งจริงๆ แน่!!”

ทันทีที่เริ่มเข้าสู่เขตชานหมู่บ้านซึ่งมีผู้คนบางตา เสียงกระซิบที่แผ่วเบาจากปากของเซสอย่างอาฆาตก็ลอยเข้าหูชายผู้ถูกลากจูงให้ตามมา... ซึ่งกำลังหัวเราะร่าอย่างสบายอารมณ์ แต่กระนั้นก็ดูเหมือนว่าเซสจะไม่ยอมหันมามองให้อารมณ์เสียอีกเป็นแน่ ในที่สุดวินซ์จึงเริ่มเอ่ยปากพูดในสิ่งที่ตนต้องการให้เพื่อนของเขาช่วย...


“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เมื่อวันก่อนข้าได้รับงานให้สืบหาข่าวเกี่ยวกับหุบเขาลึกลับแห่งหนึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นักหรอกนะ”

การเกริ่นนำที่ดูจะเรียบง่ายของวินซ์ หากแต่เซสที่บัดนี้ปล่อยมือวินซ์และหันมาเดินข้างๆ นั้นกำลังตั้งใจฟังอย่างสนใจพอตัวจนเผลอเดินช้าลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะจะว่าไปแล้วเซสเองก็เคยได้ยินข่าวลือนั้นอยู่เหมือนกัน ซึ่งเมื่อวินซ์เห็นว่าเพื่อนของเขาให้ความสนใจกับเรื่องนี้ เขาก็เริ่มที่จะเล่าให้ฟังอย่างจริงจังเสียที


“ตอนแรกข้าก็คิดว่ามันง่ายๆ ใช่ไหมล่ะเลยตกปากรับคำไป ทีนี้พอสืบไปสืบมาถึงค่อยรู้ที่หลังว่าคนก่อนๆ ที่ส่งไปมันดันหายไปหมดเลย ขนาดพวกทหารรับจ้างฝีมือดีที่ว่าเก่งๆ พอส่งเข้าไปเท่านั้นแหละ ไม่มีข่าวคราวตอบกลับแถมหาตัวไม่เจออีก”

“อืม... เรื่องนั้นข้าก็เคยได้ยินมา... คิดว่าเป็นแค่เรื่องเล่าลือธรรมดาๆ เสียอีก?”


ข้อมูลที่วินซ์ได้มาถูกถ่ายทอดให้เซสรับรู้อย่างไม่มีปิดบัง ซึ่งเซสเองแม้จะเคยได้ยินมาคร่าวๆ แล้วแต่ก็ไม่เคยรู้ข้อมูลเบื้องลึกขนาดนี้... อาจเป็นเพราะเขาไม่ค่อยจะใส่ใจเรื่องรอบตัวนอกเหนือจากการทำตามคำสั่งของท่านลอร์ดมอแรนด์ก็ได้กระมัง... แต่พอคิดดูอีกทีการรับรู้ข่าวสารในส่วนนี้อาจทำให้นายท่านพอใจก็เป็นได้?

ทันทีที่คิดได้ดังนี้สีหน้าของเซสก็ดูจะอารมณ์ดีขึ้นมากะทันหันจนวินซ์อดแปลกใจไม่ได้ แต่กระนั้นเมื่อเพื่อนของเขาไม่ได้ว่าอะไรต่อวินซ์ก็เริ่มเล่าต่อไป โดยเริ่มที่จะตัดเข้าสู่ประเด็นสำคัญในการสนทนา... ประเด็นสำคัญที่เขามาที่นี่... และประเด็นสำคัญที่เขาต้องการให้เซสช่วย...


“ใช่ไหมล่ะ? แต่คราวนี้มันเป็นปัญหาก็ตรงนี้แหละ เพราะตอนแรกข้าว่าจะไปด้อมๆ มองๆ เสียหน่อยจะได้รู้ว่ามันมีอะไร แต่พอรู้แบบนี้เข้าข้าเลยว่าจะลองถามจากคนที่อยู่ใกล้ๆ ดูเพื่อเก็บข้อมูลเอาไปรายงานผู้ว่าจ้างแทน ทีนี้ข้าก็เลยมาที่นี่เป็นที่แรกเลยเพราะมันอยู่ใกล้สุด... ก็เลยต้องให้เจ้าช่วยข้าเสียหน่อย... เพราะปัญหามันติดอยู่ที่...”

เซสที่กำลังเดินฟังอย่างตั้งอกตั้งใจถึงกับมองหน้าเพื่อนของตนให้ชัดๆ อย่างไม่เชื่อหู... นี่ครั้งนี้นอกจากมันจะมาแปลกเพราะมาทำงานโดยไม่นับเรื่องชวนปวดหัวที่มันก่อตั้งแต่แรกเจอแล้ว การขอให้คนอื่นช่วยอะไรมันก็นับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากพอดูสำหรับคนอย่างวินซ์ผู้ชอบจุ้นและช่วยเหลือชาวบ้านชาวช่องเสียจนไม่ได้ดูเงาหัวตัวเองอยู่ร่ำไป

...แต่... นั่นก็แค่ความตื่นเต้นระคนยินดีของเซสที่มีต่อวินซ์... เพียงชั่วครู่... ก่อนที่ประโยคถัดมาของเพื่อนรักคนนี้จะทำให้ความภาคภูมิที่ตนจะมีส่วนช่วยเหลือสหายเก่าหมดสิ้นลงแทบจะในทันใด....


“... ข้าไม่รู้ว่าจะไปถามใครดีวะ? เจ้าจะช่วยแนะนำให้ข้าได้บ้างใช่ไหม?”

ถ้อยคำ... ใสซื่อ... สีหน้า... จริงจัง... แล้วยังที่คาดผมสีแดงแรงฤทธิ์บนหัวดำๆ ของมันอีก... นี่ถ้าไม่ติดที่ว่ามันไวเป็นลิงลมแล้วล่ะก็ เขาคงจะจับธนูคู่กายแล้วไล่ยิงเจ้าเพื่อนเวรแก้เครียดเป็นแน่แท้...

แต่ในเมื่อมันทำอะไรไม่ได้ เพราะมันก็คงจะไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปถามใครดี... และก็คงเป็นเรื่องบังเอิญที่มาเห็นเขาเข้าเสียก่อน มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้หากเพื่อนของเขาจะเข้ามาทักทายเพื่อนเก่าเพื่อขอความช่วยเหลือ... ถึงจะรู้ว่ามันสมควรแก่เหตุ แต่มันก็ชักอยากยิงธนูปักหัวมันสักดอกสองดอกอยู่ดีล่ะนะ...



... ... ...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Wed Aug 06, 2008 2:35 pm

... ... ...



ในที่สุด... หลังจากที่ไล่ตะเพิดเจ้าเพื่อนสุดแสนจะชวนให้ปวดหัวไปทำงานของมันได้ เซสก็เริ่มที่จะออกเดินเข้าป่าไปอีกครั้ง ครานี้เขาจะต้องตรงไปหาท่านลอร์ดมอแรนด์ที่อยู่กับพวกคาลอสทางทิศตะวันตก เพื่อที่จะได้นำสมบัติของนายเหนือหัวไปมอบให้ด้วยตัวเอง แม้ว่าจะต้องเดินลงเนินเตี้ยไปหน่อยซึ่งทำให้ขากลับต้องเปลืองแรงสักนิดแต่เซสก็ยินดี เพื่อให้นายเหนือภาคภูมิในตัวเขายิ่งขึ้น

กระนั้นชายหนุ่มก็ยังคิดบ่นอุบอิบอยู่ในใจเล็กน้อยว่าไม่น่าจะลืมเรื่องคาลอสไปเลย ไม่เช่นนั้นเขาคงจะได้ไปพบนายท่านเร็วขึ้นกว่านี้อีกโขไปแล้ว ขณะที่เขาเดินย่างก้าวเข้าป่าลึกไปเรื่อยๆ แสงแดดยามเช้าก็ค่อยๆ ส่องแสงแรงกล้าทีละน้อยพอให้คาดเดาได้ว่าคงผ่านไปราว 1 ชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่อาทิตย์ขึ้นเหนือหุบเขาไกลตานั่น...

แต่เมื่อเซสเดินไปตามทางเดินป่าได้อีกไม่ถึงสองนาที... กลิ่นหนึ่งที่สุดแสนจะคุ้นเคยแต่ไม่พึงประสงค์จะได้รับรู้ในยามนี้ก็ทำให้ผู้ที่ได้รับรู้ถึงกลิ่นโชยนี้ชะงักเท้าค้างด้วยความตกใจ ก่อนที่ในช่วงพริบตาที่คิดถึงลอร์ดมอแรนด์อย่างหวั่นวิตกโดยไม่ทันได้ห่วงพวกคาลอสหรือแม้กระทั่งตนเอง จะส่งผลให้เซสวิ่งห้อตะบึงไปตามทางด้วยความหวาดกลัวในสิ่งที่ตนเองคิดยิ่งนัก

เพราะกลิ่นที่เขาสัมผัสได้มันคือกลิ่นเลือด... กลิ่นเลือดที่คาวคลุ้งราวกับไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่ง... และเบื้องหน้าไม่ไกลจากตรงนี้นัก... ก็เป็นจุดลาดตระเวนที่พวกคาลอสเฝ้ายามอยู่เมื่อคืน... หมายความว่าท่านลอร์ดมอแรนด์จะต้องอยู่ด้วยอย่างแน่นอน...

เรือนผมสีดำที่ตัดสั้นพลิ้วไหวไปตามแรงที่เกิดจากการวิ่งห้อไม่หยุดของชายหนุ่ม เม็ดเหงื่อบริสุทธิ์ค่อยผุดพลายตามใบหน้าขาวที่ไร้แผล เฉกเช่นเสียงหอบหายใจแผ่วเบาที่เกิดจากความเหนื่อยล้าซึ่งสะสมมาตั้งแต่ออกวิ่ง... หากแต่ครานี้รวบไว้ด้วยความตื่นตกใจจนทำให้ความเหนื่อยล้าปรากฏออกมามากกว่าปกติ...


แล้วเซสก็พบ... ภาพที่ทำให้เขากรีดร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง...


หยาดน้ำสีแดงที่ประปรายตกค้างอยู่บนทิวไม้เขียวที่รับแสงแดดยามเช้า... อีกทั้งกลิ่นไอโลหิตที่คาวฟุ้งไปทั่วบริเวณ สภาพราวกับเกิดการต่อสู้อย่างรุนแรง... ศพของเพื่อนพ้องที่นอนตายระเกะระกะไปทั่วซุ้มไม้เบื้องล่าง... สภาพแต่ละศพดูราวกับไอสำลักออกมาเป็นเลือด อีกทั้งร่างกายจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวจนถึงสีม่วงราวกับโดนพิษคร่าชีวิต...

ท่ามกลางหมู่นั่น... มีศพหนึ่งที่ผิดแปลกไป... ศพที่ดูซูบซีด... ซีดจนดูราวกับไม่มีโลหิตหลงเหลืออยู่ในร่างนั้น... ร่างที่ห่อหุ้มด้วยชุดพรานป่าสีเข้ม... ทับด้วยเกราะอ่อนชั้นดี... ดาบเรียวสวยสมกับเป็นดาบชั้นดียังคงค้างอยู่ในมือที่ผอมแห้ง... และเรือนผมที่ดูคุ้นตาอย่างสุดแสนแม้ว่าเจ้าของร่างไร้ชีวิตนั้นจะคว่ำหน้าลงไปกับพื้นหญ้าอย่างไม่รู้สึกอะไร... หากแต่มันเป็นเรือนผมที่เขาจำได้ไม่ผิดตา...


“ท่านลอร์ดมอแรนด์!!!”


เซสกรีดร้องอย่างโหยหวน... พร้อมกับวิ่งเข้าหาซากศพอดีตนายเหนือหัวอย่างไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น... ตอนนี้เซสดูราวกับจะไม่ยอมรับรู้ถึงสัมผัสใดๆ อีกแล้วในโลกนี้... ชายหนุ่มถลำตัววิ่งไปกลางสมรภูมิขนาดย่อมราวกับคนบ้า... จนไม่ทันได้สังเกตเห็นร่างผอมโซที่ย่างก้าวออกจากดงไม้เบื้องหลัง...

และเมื่อแสงแดดส่องสะท้อนสีผิวเขียวใบไม้ของบุรุษปริศนาเบื้องหลัง... ทำให้เกิดเงาทาบทับไปบนตัวเซสที่เพิ่งจะสังเกตเห็น ยามเมื่อทรุดลงไปนั่งข้างศพนายเหนือแล้ว...

เพียงแค่ภาพเลือนราง... ของร่างสีเขียว... และสัมผัสแปลกประหลาดที่แทงทะลุทั่วร่างอย่างไม่ทันตั้งตัว... พร้อมกับความคิดสุดท้ายที่แสนจะยาวนาน... ภาพในอดีตไกลที่พร่ามัวของเขา... ภาพชายหนุ่มคนหนึ่งเอื้อมมือมาสัมผัสศีรษะเด็กผู้ชายผมดำผู้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดอย่างแผ่วเบา... เลือดของใครบางคนที่เขานึกไม่ออก... แล้วความรู้สึกต่างๆ ก็ดับวูบไป...


เหลือเพียงซากศพไร้ซึ่งโลหิต... ที่นอนแผ่อยู่เคียงข้างกัน... เคียงข้างกับผู้ที่ดึงชีวิตเขาออกจากความมืดมิด... เคียงข้างนายเหนือหัวตลอดกาลของเซส... ... ลอร์ดมอแรนด์...



End.“Life”
Last edited by Nekotsuki_Ren on Thu Aug 14, 2008 1:34 pm, edited 2 times in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby 青 お姉さん on Wed Aug 06, 2008 9:05 pm

แวบเข้ามาอ่านตอนแรกเป็นประเดิม ...

จนชักไม่อยากเข้าไปสิงในประมูลแล้วล่ะ =w="

/me นั่งอืดหน้าคอมฯ
Image

The Great Archives determine you to have gone by the identity : High Priestess of The Arctic

Known in some parts of the world as : Curse of The Lost

The Great Archives Record : A lonely one who guides the lost - but not to safety, to their doom.
User avatar
青 お姉さん
F.F. Fallen Arch Angel
F.F. Fallen Arch Angel
 
Posts: 151
Joined: Sun Feb 10, 2008 9:53 pm
Location: どこかで孤独な道

Postby Nekotsuki_Ren on Wed Aug 13, 2008 12:29 pm

EVIL : LIVE
Chapter 3 : “Daytime”



ทั้งที่ดวงตะวันลอยเด่นอยู่เหนือหัวบ่งบอกถึงเวลากลางวันที่เธอควรจะหาอะไรกินได้แล้ว... แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่เป็นใจเอาเสียเลย...


...ข้าควรจะไว้ใจหมอนี่ดีไหมนะ... ถึงจะเหมือนกันก็เถอะ... อย่าเพิ่งไว้ใจดีกว่ากระมัง... แต่จะว่าไปหมอนี่ก็ไม่ได้โกหกเราด้วย... ควรจะเชื่อใจดีไหมนะ... แล้วทำไมจะต้องเปลือยท่อนบนด้วยล่ะ?... พวกโรคจิตหรือเปล่า... จะเอายังไงดีนะ...


ทั้งสิ้นทั้งปวงนั่นคือห้วงคำนึงที่เริ่มผลิแตกราวประกายไฟที่ปะทุในกองเพลิงโชติช่วง แม้จะเห็นอยู่เต็มตาว่าบุรุษตรงหน้ามองยังไงก็เป็นพวกเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเขาแหลมๆ ที่ตั้งชูขึ้นเหมือนเขาวัวกระทิงนั่น... แต่กระนั้นความระแวดระวังเสียจนอาจเข้าขั้นวิตกจริตก็ทำให้เธอเลือกที่จะวางระยะห่างกับชายตรงหน้าไว้ส่วนหนึ่ง...


...อย่างน้อย... มีอะไรขึ้นมาก็น่าจะวิ่งหนีทันล่ะน่า...


หากแต่ความคิดที่เล็ดลอดออกมาด้วยการเคลื่อนไหวให้อยู่ห่างกายบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้เปลือยท่อนบนอย่างไม่สะทกสะท้านต่อสายตาที่จะมองเห็นกล้ามเนื้องามตาได้แจ่มชัดถนัดถนี่ กลับทำให้ผู้เฝ้ามองอย่างเขาแย้มรอยยิ้มออกมาได้ราวกับขบขัน

กระนั้นแล้วชายหนุ่มก็เพียงแค่ยิ้มแย้มและเอื้อมมือไปเกาต้นคอที่ปรากฏรอยสักอักษรสีดำเด่นหราอย่างไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีถึงจะคุยกันได้เสียที สาวเจ้าตรงหน้าก็ตัวกระตุกสะดุ้งโหยงและถอยออกไปอีก 2-3 ก้าวเสียแล้ว...


...อย่างกับว่าเขาจะดึงมีดออกมาจากหลังหัวแล้วขว้างใส่หล่อนอย่างนั้นแหละ...


ความคิดที่แสนจะอภิรมย์ราวกับไม่คิดใส่ใจอะไรมาก ยังคงก่อให้เกิดรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าของชายหนุ่มผิวขาวซีดคนนี้... ไม่สิ ต้องกล่าวว่าตนนี้... ดวงตาสีอเมทิสต์ของชายหนุ่มจับจ้องตรงไปยังเด็กสาวเบื้องหน้าที่ปกปิดร่างกายอยู่ใต้เสื้อคลุมเก่าๆ ที่ดูมอซออย่างสนใจ

แต่กระนั้น... เขาก็ยังคงนึกหาวิธีดีๆ ที่จะทำให้เธอยอมคุยกับเขาไม่ได้เสียที... ส่วนหนึ่งเขาคิดว่าอาจเป็นเพราะรอยบากที่แก้มซ้ายนี่จะทำให้เขาดูน่ากลัวจนไม่น่าเข้าใกล้... แต่ถ้าเทียบกันแล้วกับพวกหน้าบากทั้งหลายที่เคยเจอมา เขาออกจะดูธรรมดาๆ ไปเลยด้วยซ้ำ

ถึงจะคิดอย่างนั้นในขณะหนึ่ง... แต่ชั่วครู่ต่อมาเขาก็ไม่คิดว่าเด็กสาวตรงหน้าจะมองเขาแต่เพียงภายนอกเหมือนกับที่พวกมนุษย์เป็นกันหรอก ข้อสันนิษฐานถัดมาจึงกลายเป็นว่าน่าจะเป็นเพราะเขายังเป็นคนแปลกหน้า... ไม่สิต้องว่า ตนแปลกหน้าอยู่มากกว่า เธอจึงยังคงความระแวดระวังเสียจนเห็นได้ชัดแบบนี้...

ในที่สุดหลังจากที่มองสบตากับดวงเนตรกลมโตสีอำพันภายใต้เงาฮูดอยู่อีกอึดใจหนึ่ง ชายหนุ่มก็เลือกที่จะกล่าวแนะนำตัวเป็นรอบที่สอง... เผื่อว่าครั้งนี้เธอจะได้เอ่ยปากพูดบอกชื่อสักหน่อยหลังจากที่บังเอิญมาพบกันในป่าลึกระหว่างที่เขาจะเดินทางกลับบ้าน

ทีแรกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะมายุ่งเกี่ยวอะไรหรอกนะ แต่สายตาเจ้ากรรมพลันเหลือบไปเห็นหางหมาป่าเข้าจังตาเนี่ยสิ แถมดูจากสภาพแล้วคงจะผ่านอะไรเลวร้ายมาน่าดู แล้วการเข้าไปช่วยเพื่อนร่วมโลกที่ถูกกล่าวขานจากมนุษย์ว่าปีศาจเช่นเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เขาจะพึงกระทำ... ยิ่งเป็นเด็กสาวด้วยแล้วยิ่งต้องให้การดูแลเป็นอย่างดีทีเดียวเชียวล่ะ


... เสียอย่างเดียว... เธอยังไม่พูดอะไรกับเขาเสียทีนี่สิ...


ชายหนุ่มรำพึงในใจด้วยรอยยิ้มก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปากเริ่มต้นบทสนทนาเป็นครั้งที่สองซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นผู้พูด และครั้งนี้ก็เช่นกัน ชายหนุ่มยังคงมองสบตากับเด็กสาวไว้มั่นราวกับจะบ่งบอกถึงความจริงใจที่แสดงออกทั้งทางวาจา รอยยิ้ม และสายตาที่มั่นคงอันสุดแสนจะเป็นมิตร... อย่างน้อยก็เท่าที่เขาคิดล่ะนะ...


“ข้าจะบอกอีกครั้งละกัน... ข้าชื่อเรเว็น และอย่างที่เห็นข้าก็เป็นพวกเดียวกันกับเจ้านั่นแหละ... ไม่ทราบว่าเจ้าจะช่วยบอกชื่อของเจ้าให้ข้าทราบหน่อยได้ไหมล่ะ?”


ความเงียบงัน... ที่ถูกรบกวนด้วยเสียงนกขับขานและเสียงแมลงโดยรอบเท่านั้น... เมื่อเด็กสาวตรงหน้าไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาเลย ได้แต่มองสบตาด้วยดวงเนตรสีอำพันประดุจหมาป่าที่ดูราวกับจะครุ่นคิดอะไรสักอย่าง ซึ่งเรเว็นก็ไม่ได้ว่าอะไร ในเมื่อเจ้าหล่อนไม่ถอยหนีไปเหมือนเมื่อครั้งแรกที่เจอหน้า ก็น่าจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางที่ดีได้ในระดับหนึ่งแล้ว...

กระนั้นหากว่าสถานการณ์มันยังไม่มีอะไรที่ดีขึ้นไปกว่านี้ เขาเองก็คงจะทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน... แต่ว่า...


...จ้อกกกกก... ครืดดดด...


เสียงหนึ่งที่ดังแว่วขึ้นจากเบื้องหน้าชายหนุ่ม ก็ทำให้เขาต้องชะงักความคิดทุกสิ่งลง... เมื่อเสียงที่ว่าดังมาจากเด็กสาวตรงหน้า... เสียงท้องร้อง...

รอยยิ้มที่ดูเป็นมิตร... แทบจะแปรเปลี่ยนไปเป็นหัวเราะพรืดในเสี้ยววินาทีให้หลัง ถ้าไม่ติดที่ว่าสาวเจ้าตรงหน้าเกิดหน้าแดงเสียจนเห็นได้ชัดแม้จะมีฮูดบังกำลังอยู่ ริมฝีปากบางเม้มปากเรียบอย่างยากจะคาดเดา และยังสีหน้าที่บ่งบอกถึงความอายผสมไปกับความไม่พอใจจนดูราวกับน้ำตาจะเล็ดออกมาอย่างไงอย่างงั้น

...ถึงกระนั้นเขาก็ยังหลุดเอื้อมมือขึ้นมาปิดปากทำเป็นกระแอมกระไอ ทั้งที่ดวงหน้าระบายสีเข้มด้วยความขำอยู่ดีนั่นแหละ...

และแล้ว... เสียงสวรรค์ก็ลอยละล่องออกจากริมฝีปากบางของเด็กสาวให้เรเว็นได้สดับรับฟังเสียจนหูชา...


“ยะ—อย่าหัวเราะนะ!! ก็ข้ายังไม่ได้กินมื้อกลางวันเลยนี่นา!!!”

ความระมัดระวังตัวที่เคยมีอยู่ดูจะถูกลืมเลือนไปในฉับพลัน เมื่อสาวน้อยตรงหน้าเอ่ยปากตวาดแว้ดออกมาอย่างอายจัด มือบางจิกกำชายเสื้อไว้แน่นอย่างข่มอารมณ์ที่บอกไม่ได้แน่ว่าโกรธหรืออาย ดวงหน้าบิดบึ้งอย่างคนงอนโกรธพร้อมหยาดน้ำเล็กๆ ที่ราวกับจะเล็ดออกมาจากดวงตากลมโตเพราะความอายอย่างถึงที่สุดแต่ทำอะไรมิได้


...น่ารักดีแฮะ...


ห้วงความคิดที่ได้แต่นึกยิ้มอยู่ในใจ เพราะตอนนี้เรเว็นจะต้องแสดงท่าทีว่าไม่ขำ ดูจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า... กระนั้นแล้วชายหนุ่มก็ได้แต่พยายามกระแอมกระไอพร้อมกับเบือนหน้าหลบไปทางอื่นอยู่ดี... เพราะใช่ว่าคิดแล้วจะทำได้ทั้งหมดเสียเมื่อไหร่กันเล่า
Last edited by Nekotsuki_Ren on Thu Aug 14, 2008 1:46 pm, edited 1 time in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Wed Aug 13, 2008 12:29 pm

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสาวน้อยตรงหน้ายังทำตัวน่ารักน่าชังด้วยอาการงอนโกรธเขาเสียเต็มประดา จนดูเหมือนว่าเจ้าหล่อนจะลืมไปแล้วว่าตอนแรกแสดงท่าทีระแวงเขาเสียขนาดไหน... แต่มันก็ดีขึ้นล่ะนะ อย่างน้อยตอนนี้เธอก็พูดแล้วและก็ยังมีเรื่องให้ชวนคุยได้เสียอีก...

กระนั้นแล้วเรเว็นก็ยังต้องใช้เวลาสำรวมกิริยาอยู่อีกชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบดวงเนตรสีอเมทิสต์ไปสบกับดวงตากลมโตสีอำพันเพื่อหยั่งเชิง... ว่าสาวเจ้าจะแสดงอาการระแวดระวังเสียจนเขาเข้าหน้าไม่ติดอีกคราไหม?

เคราะห์ดีที่ดวงเนตรหมาป่ามิได้ทอประกายหวาดระแวงอีกต่อไปแล้ว แต่ก็อาจเรียกว่าเป็นเคราะห์ร้ายได้ที่เจ้าหล่อนกลับแสดงท่าทีที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าไม่พอใจ... ทำอย่างกับว่าเขาผิดน่ะนะ... หรือว่าเขาจะผิดจริงๆ หว่า?

หากแต่การจ้องตากันนานๆ โดยไม่ปริปากพูดก็ดูจะผิดวิสัยของเขาไปเสียหน่อย ดังนั้นการกล่าวถ้อยคำเชิญชวนตามจุดประสงค์แต่แรกเริ่มเดิมทีที่เขาต้องการจะบอกกับสาวน้อยตรงหน้า จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดและชัดเจนที่สุด


“...ถ้ายังไม่อยากบอกชื่อก็ไม่เป็นไรหรอก... แต่ถ้าไม่รังเกียจอะไร... จะไปบ้านข้าด้วยกันไหมล่ะ?”

เกริ่นนำ... เพื่อหยั่งเชิงรอดูปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้ามที่บัดนี้เริ่มเปลี่ยนไปเอามือลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ แทนเสียแล้ว กระนั้นเรเว็นก็ยังคงไม่ละสายตาไปจากสาวน้อยตรงหน้าและยังคงแจกรอยยิ้มให้อย่างเคย ซึ่งครั้งนี้ดูเหมือนสาวเจ้าจะเริ่มไว้ใจเขาขึ้นมาบ้างแล้วกระมัง? ถึงได้ไม่มีท่าทีว่าจะถอยหนีแต่กลับมองจ้องตาเสียไม่กระพริบแทน

ชั่วครู่หนึ่งผ่านไป... เสียงใสก็ค่อยแผ่วเบาขึ้นช้าๆ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำเมื่อเสียงรบกวนนั้นมีเพียงเสียงธรรมชาติที่ขับกล่อมท่วงทำนองสุดแสนจะรื่นรมย์อยู่เสมอ ผิดกับสังคมหมู่มนุษย์ที่สับสนวุ่นวายและอันตรายหากไม่ระวังตัว...


“... ข้า... ชื่อเฟริน่า... ... ยินดีที่ได้รู้จัก... ...”

ราวกับจะมั่นใจได้ว่าเรเว็นไม่ได้คิดร้ายอะไร เฟริน่าค่อยๆ ย่างก้าวเข้าหาเขาอย่างช้าๆ แต่ยังคงระวังตัว... และเมื่อหยุดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากชายตรงหน้าข้อความสุดท้ายก็หลุดลอยออกมา ก่อนที่เธอจะหยุดนิ่งชั่วครู่เหมือนลังเลแล้วค่อยขยับเลื่อนมือบางขึ้นมาเบื้องหน้าด้วยอากัปกิริยาที่เห็นได้ชัดเจนว่าต้องการที่จะจับมือทักทายกับชายหนุ่ม

ดวงเนตรสีอำพันจับจ้องสบตากับเนตรสีอเมทิสต์อย่างมั่นคง แม้ว่าจะพอมองออกว่ายังไม่วางใจอย่างเต็ม
เปี่ยมแต่ก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว... การวางใจอะไรง่ายเกินไปไม่ใช่เรื่องฉลาดเลย...

ชายหนุ่มแย้มรอยยิ้มราวกับพึงใจอย่างช้าๆ กระนั้นแล้วรอยยิ้มก็ยังดูเป็นมิตรในสายตาของเฟริน่า เมื่อเธอรู้สึกได้ว่ามันเกิดจากความจริงใจมิใช่เสแสร้ง และเมื่อบุรุษตรงหน้าค่อยเอื้อมมือใหญ่ที่สวมถุงมือหนังสีดำเปลือยนิ้วเข้าหาช้าๆ ก่อนจะสัมผัสมือบางที่ยังคงนุ่มมืออยู่ได้ในระดับหนึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ใส่ใจดูแลนักก็ตาม...


“อืม ยินดีที่ได้รู้จักนะเฟริน่า”

ความให้เกียรติ ความอบอุ่นและความจริงใจ ราวกับจะถ่ายทอดผ่านฝ่ามือหนาที่สัมผัสได้ในชั่วระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งสายตาและรอยยิ้มที่เป็นมิตรอย่างไม่คิดปิดบังเสแสร้งก็ทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นกับการที่จะไว้วางใจชายตนนี้ยิ่งขึ้น...

ราวกับเป็นความโหยหาที่ปรารถนาอยู่ลึกๆ... เมื่อจู่ๆ ความรู้สึกตื้นตันใจที่เกิดจากการได้พบกับเพื่อนที่เป็นพวกเดียวกัน ก็ทำให้เฟริน่าสัมผัสรับรู้ได้ถึงความชื้นที่ค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นมาในดวงตาก่อนจะกลายเป็นหยาดน้ำตาไหลอาบดวงหน้าที่แย้มรอยยิ้มอย่างดีใจ จนมือบางเผลอบีบฝ่ามือใหญ่หนาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

นี่ถ้าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเป็นสตรีเพศเช่นเดียวกับเธอแล้ว คงจะได้โผเข้ากอดแล้วร้องห่มร้องไห้ด้วยความยินดีเป็นแน่แท้... ความสุขต่างๆ ที่เคยประสบพบเจอมาในอดีต บัดนี้มันเทียบไม่ได้เลยกับการที่เธอได้พบกับเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน... เพื่อนผู้ที่จะช่วยเหลือเธอและจริงใจต่อเธอโดยไม่สนใจว่าเธอจะมีรูปร่างเช่นไร...


...ไม่เหมือนดั่งเช่นเหล่ามนุษย์...


แต่ดูเหมือนว่า... แม้จะไม่ได้ตั้งใจแต่เฟริน่าก็ทำให้เรเว็นทำตัวไม่ถูกเอาเสียแล้ว... ชายหนุ่มยืนนิ่งค้างดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ก่อนที่ความสับสนจนทำอะไรไม่ถูกจะเข้าจู่โจมชายหนุ่มอย่างนึกคิดหาวิธีต่อต้านมิได้เอาเสียเลย

ตลอดชีวิตของเรเว็นเขามักจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประสบพบเจออย่างใจเย็นและรอบคอบ... แต่ครานี้ดูเหมือนว่าเขาจะนึกคิดอะไรไม่ออกเอาดื้อๆ... อาจเพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยกระมังที่ได้พบเจอกับเด็กสาวที่ร้องไห้ไปด้วยแย้มยิ้มไปด้วยราวกับยินดีเสียจนน้ำตาไหล...

กระนั้นแล้วหากปล่อยไว้เช่นนี้มันก็คงจะดูไม่ดีเป็นแน่สุดท้ายแล้วหลังจากที่อ่ำอึ้งอยู่ชั่วครู่ เรเว็นก็เอื้อมมืออีกข้างไปเช็ดน้ำตาให้อย่างถือวิสาสะ... ท่ามกลางเสียงธรรมชาติที่ขับกล่อมไปกับเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ ของเฟริน่า...

อย่างน้อย... เขาก็ไม่หน้าด้านพอที่จะดึงเด็กสาวตรงหน้ามากอดเพื่อปลอบใจหรอกน่า...



... ... ...



“ยะ ยังไงก็แล้วแต่— ข้าก็ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ! คือว่ามัน เอ่อ— ข้า... ข้าดีใจมากไปหน่อย...”

เสียงใสที่บัดนี้ตะกุกตะกักด้วยความเขินอายก่อนที่จะค่อยๆ แผ่วเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน ขณะที่ดวงหน้าแดงๆ ก้มหลบสายตาของเรเว็นที่มองมาอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรดี ในเมื่อตัวเธอเองได้แต่สร้างปัญหาให้กับชายหนุ่ม จนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองช่างด้อยค่าเสียจริงๆ...

หากแต่เธอคงไม่ได้รู้ตัวเลยว่าปฏิกิริยาของเธอเช่นนี้ยิ่งมีแต่จะทำให้ดูน่ารักในรูปแบบที่มนุษย์มิอาจเลียนแบบได้โดยสิ้นเชิง เมื่อเรเว็นเหลือบไปเห็นใบหูสุนัขป่าขนดำสนิทที่ลู่ลงมาราวกับจะบ่งบอกถึงความรู้สึกผิดอย่างเด่นชัด จนชายหนุ่มถึงกับเผลอยิ้มออกมาอย่างชอบใจ ก่อนจะเอื้อมมือใหญ่ไปลูบศีรษะสีดำสนิทที่ติดจะยุ่งเหยิงอยู่ไม่น้อยของเด็กสาวอย่างไม่ถือสาอะไร

หลังจากที่ยืนคุยกันครู่ใหญ่เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไปของเด็กสาว และเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มชักชวนให้ไปอยู่ด้วยกันในสังคมที่แยกตัวออกไปต่างหาก ในที่สุดเฟริน่าก็เลือกที่จะเดินทางไปด้วยกันกับเรเว็นอย่างสนอกสนใจ
กระนั้นแล้วพอเรเว็นเอ่ยทักเรื่องที่เธอร้องห่มร้องไห้จนเขาต้องหากลวิธีปลอบใจสาวเป็นครั้งแรกในชีวิต เฟริน่าก็เอาแต่ขอโทษขอโพยไม่หยุดปากไปเสียนี่

และเมื่อครู่... ก็เป็นคำกล่าวขอโทษเป็นรอบที่สี่แล้ว...

ซึ่งก็ไม่พ้นเรเว็นที่จะต้องเอ่ยปากปลอบใจอีกคราอย่างสุภาพเพื่อให้สาวเจ้าสบายใจจนกลับมาร่าเริงเหมือนตอนที่เล่าเรื่องสังคมที่แยกตัวไปให้ฟัง... แม้ว่าใจหนึ่งก็อยากจะเห็นเฟริน่าอยู่ในอากัปกิริยาน่ารักๆ เช่นนี้ไปอีกสักพักก็เถอะ


“ข้าก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องโทษตัวเองไปหรอก ข้าเข้าใจความรู้สึกเจ้าดีน่า”

แม้ถ้อยคำจะเปลี่ยนไปบ้างแต่อย่างไรเสียเนื้อความก็ยังคงเดิมอย่างเช่นที่กล่าวปลอบไปแล้วสามครั้งสามครา เพราะยังไงเสียนี่ก็เป็นถ้อยความที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการปลอบและชี้แจงไปในเวลาเดียวกัน กระนั้นแล้วหากเฟริน่าจะยังคงขอโทษอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงจะไม่เป็นการดีแน่ เรเว็นจึงได้คิดตระเตรียมเรื่องที่จะพูดคุยในส่วนที่ยังมิได้บอกกล่าวไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เฟริน่าขอโทษเป็นครั้งที่สาม...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Wed Aug 13, 2008 12:30 pm

และเมื่อตอนนี้สบโอกาสเหมาะแล้ว เขาจึงไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสที่จะพูดต่อเพื่อเปลี่ยนประเด็นสนทนาในทันที


“ว่าแต่... ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าใช่ไหมว่าที่หมู่บ้านนั้นมันมีวิธีเข้าไปเป็นพิเศษ?”

ว่าไปพลางก็เหลือบมองคู่สนทนาไปพลาง แล้วเรเว็นก็ถึงกับต้องยิ้มร่าอย่างชอบใจเมื่อสังเกตเห็นใบหูสุนัขป่าสีดำสนิทที่ขยับตั้งชูขึ้นมาพร้อมกับดวงหน้าที่เบือนมามองอย่างสงสัยระคนใคร่รู้ ดวงตากลมโตสีอำพันดูจะเปล่งประกายความไร้เดียงสาขึ้นมาจับใจเสียจนชายหนุ่มเผลอตัวเอื้อมมือลูบศีรษะเด็กสาวอย่างเอ็นดู

นี่ถ้าไม่ติดว่าเขาดูจะอายุห่างจากเด็กสาวคนนี้จนแทบจะเรียกกันว่าน้าหลานหรืออาจไปถึงปู่ได้แล้วล่ะก็ เขาคงคิดที่จะรับเฟริน่ามาดูแลใกล้ชิดจนอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์เป็นอื่นในภายภาคหน้าแล้วก็เป็นได้... กระนั้นแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่นะสำหรับเรื่องอายุที่ห่างไกลกัน... ก็ความรักมันไม่มีข้อจำกัดนี่นา?

คิดไปพลางก็เผลอยิ้มไปพลางแม้ในใจจะคิดว่าน่าประหลาดที่อยู่มาเป็นร้อยๆ ปี เจออะไรมาก็เยอะแยะ เจอผู้หญิงมาก็มากมาย แต่ทำไมกับเด็กสาวคนนี้เขาถึงได้รู้สึกสนอกสนใจและอยากช่วยมากขนาดนี้กันนะ...


“อะไรล่ะ? นี่ๆ ท่านเรเว็นได้ยินข้ารึเปล่า? ... ท่านเรเว็น?”

ชั่วขณะหนึ่งที่ชายหนุ่มเผลอตัวเลื่อนสายตาลงมาที่ริมฝีปากบางสวยสีชมพูซีด... นางเอ่ยวาจาอะไรออกมาบ้างราวกับว่าเขานั้นไม่ได้รับรู้เอาเสียเลย เมื่อดวงหน้าขาวสวยด้วยรูปหน้าที่รับเข้ากันเริ่มดึงดูดสายตาของชายหนุ่ม แม้ว่าตามเนื้อตัวจะมอมแมมอยู่บ้างแต่เมื่อพินิจพิเคราะห์แล้วรูปร่างของเธอก็ออกจะสมส่วนดีอยู่แล้ว...

จนเขาอดคิดไม่ได้ว่า... ถ้าได้จับเฟริน่าไปอาบน้ำประทินโฉมเสีย ก่อนจะหาชุดเหมาะๆ ให้เธอสวมใส่... เธอจะออกมาเป็นแบบไหนกันนะ...


“ท่านเรเว็น!! ได้ยินข้าไหมเนี่ย!?”

ราวกับจะเพิ่งรู้สึกตัว... เมื่อเสียงร้องเรียกดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสนุ่มที่แขนข้างหนึ่ง ดวงเนตรสีอเมทิสต์มองเห็นดวงหน้าขาวสวยที่เลื่อนเข้าใกล้ใบหน้าของเขาอย่างไม่เข้าใจว่าเรเว็นเป็นอะไร ชั่วขณะหนึ่งเรเว็นได้แต่ยืนนิ่งค้างเมื่อพบว่าตัวเองเผลอหยุดเดินไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ทำให้เฟริน่าต้องเอื้อมมือบางมาจับแขนเขย่าเรียกสติเพราะร้องเรียกเท่าไหร่ก็ไม่เห็นตอบรับ จนเผลอขยับตัวเข้าใกล้พลางสบตาด้วยสีหน้างุนงงอย่างไร้เดียงสา

แทบไม่ต้องคิดเลย... ว่าสำหรับผู้ที่เผลอคิดไปไกลจนวาดภาพเด็กสาวในชุดแม่บ้านหันมาส่งยิ้มร่าเริงให้เขาพลางเรียกว่าท่านเรเว็นไปเสียแล้ว... จะมีสีหน้าเช่นไรยามเมื่อเด็กสาวที่ว่ายื่นหน้าเข้ามาใกล้แบบนี้...


“อ๊ะ! เอ่อ... โทษทีๆ ข้าเหม่อไปหน่อยน่ะ ฮะๆ”

เป็นเพียงคำพูดแก้เก้อที่กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มกลบเกลื่อนอย่างน่าหวั่นว่าผู้ที่มองอยู่จะเอะใจเอาไหม? แต่ก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าเป็นเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายที่เฟริน่าดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจเลยว่าเรเว็นเป็นอะไร ทั้งที่มองเห็นอยู่เต็มตาว่าเรเว็นหน้าแดงแปลกๆ แถมยังหลบตามองไปทางอื่นเสียอีก

กระนั้นเรเว็นก็ไม่รอให้เฟริน่าเกิดจะมาเอะใจสงสัยได้หรอก เพราะเมื่อพ่อหนุ่มที่เผลอฝันกลางวันไปเมื่อครู่ตั้งหลักได้ในไม่กี่วินาที เรเว็นก็เริ่มที่จะพูดต่อถึงเรื่องที่คุยค้างกันไว้เสียแทน... และแน่นอนว่าเขาคงเลี่ยงที่จะมองหน้าจ้องตาเฟริน่าไปอีกพักใหญ่อยู่แล้ว...


“อืม! เอาเถอะ!! ข้าพูดค้างถึงเรื่องวิธีเข้าหมู่บ้านใช่ไหมล่ะ?”
“อ๊ะ! อืมๆ!! ท่านเรเว็นบอกไว้อย่างงั้น แล้วมันเป็นยังไงล่ะ? ข้าจะต้องทำอะไรเหรอ?”

พูดไปก็เหลือบมองเฟริน่าไปอย่างเผลอตัว แต่เรเว็นก็ยังฝืนบังคับให้มองผ่านๆ ไปได้ พลางเริ่มออกก้าวเดินอีกครั้งอย่างตั้งมั่นในอารมณ์... แม้จะเห็นว่าเฟริน่าดูเริงร่าและสนอกสนใจเสียเต็มประดาจนเขาเผลอยิ้มอย่างเอ็นดูขึ้นมา... สงสัยว่า... นี่อาจจะเรียกว่ารักแรกพบกระนั้นหรือ?... ... หรือว่าเขาเป็นพวกชอบเด็กกันแน่นะ...



... ... ...



ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงมาเล็กน้อยแล้วแต่หนุ่มสาวทั้งสองก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ... ลัดเลาะเข้าสู่ป่าเขาลึกลงไป... จนมองเห็นหุบเขาที่กลับมืดครึ้มอย่างน่าประหลาดใจและน่าตื่นตกใจนักในความรู้สึกของเฟริน่า... ความรู้สึกของผู้ที่เคยได้ยินคำเล่าลือถึงสถานที่นี้มาแล้วในฐานะพื้นที่ที่ไม่เคยมีใครไปถึงแล้วจะกลับมาได้เลย


“เอ่อ... ท่านเรเว็นค่ะ มะ มันไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ?”

ราวกับความหวั่นวิตกจะค่อยๆ เข้าเกาะกุมจิตใจของเฟริน่าอีกครั้ง เมื่อทั้งสองค่อยๆ เดินเข้าสู่ความมืดของไอหมอกที่แผ่กระจายอย่างไม่น่าไว้วางใจแม้แต่น้อยนิดไปช้าๆ... แม้ว่าจะได้รับคำยืนยันจากเรเว็นกว่าสิบครั้งแล้วแต่ดูเหมือนว่าเฟริน่าก็ยังคงกลัวอยู่ดีที่จะก้าวเข้าหาความมืดเช่นนี้...

มือบางที่ขยับเลื่อนไปกุมมือใหญ่ค่อยๆ บีบแน่นขึ้นอย่างหวั่นกลัว ยิ่งเมื่อเฟริน่าก้าวเดินตามเรเว็นลึกเข้าไปในความมืดของไอหมอกที่หนาขึ้นเรื่อยๆ การเผลอตัวเบียดเข้าหาแขนใหญ่ที่แข็งแรงของชายหนุ่มก็เป็นเรื่องที่ให้อภัยได้ไม่ยาก โดยเฉพาะถ้าสามารถมองเห็นสีหน้าที่เริ่มหวาดกลัวและหวาดระแวงเสียจนตัวสั่นใบหูตั้งชัน ดวงตาสีอำพันราวกับจะพยายามมองกวาดไปให้ทั่วทุกทิศทางอย่างหวาดระแวงเช่นนี้

โดยไม่ได้รู้สึกเลยว่า... หน้าอกหน้าใจที่เรเว็นไม่เคยคิดฝันว่าเด็กสาวข้างกายจะซ่อนรูปเสียขนาดนี้จะเบียดแน่นเข้าหาแขนของเขาเสียจนแทบสติหลุด...

แต่ก่อนที่ใครสักคนจะได้สติหลุดจนหวีดร้องหรือใครจะเผลอใจทำอะไรบ้าๆ ขึ้นมาเสียก่อน เสียงทุ่มต่ำที่ฟังดูแหบพร่าราวกับชายชราก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า... ที่เฟริน่าผู้มีดวงตาซึ่งมองเห็นได้ในความมืดมิดยังพบเพียงเงาเลือนรางอันมืดทะมึน


“เรเว็นหรือ...? ... ... แล้วนั่น... เจ้านำพาผู้ใดมาด้วยเล่า...? ...”

ถ้อยคำประโยคที่ฟังดูแปลกประหลาดราวกับว่าเป็นผู้เฒ่าหลงยุคมาจากที่ไหนสักแห่ง ไม่ได้ทำให้เฟริน่าเผลอเบียดตัวเข้าหาเรเว็นอย่างตกใจกลัวเท่ากับการที่เธอมิอาจมองเห็นผู้พูดได้อย่างชัดเจนเลย เมื่อตลอดชีวิตของเฟริน่านั้นเธอสามารถมองเห็นทุกสิ่งได้ทั้งกลางวันกลางคืน สามารถจับน้ำเสียง กลิ่นอาย และอากัปกิริยาของแต่ละคนได้ว่าคิดเช่นไรรู้สึกเช่นไร...

แต่ไม่ใช่กับชายชราตรงหน้านี้เลย... เธอรับรู้ไม่ได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ แม้จะได้ยินเสียงหากแต่มันแปล่งหูเสียจนมิอาจตีความได้ อีกทั้งกลิ่นอายที่มิอาจรับรู้ได้ และรูปร่างที่พบเห็นก็ยังมิอาจระบุได้ว่าเป็นเช่นไร... มันเป็นประสบการณ์ที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อนเลยในชีวิต

แล้วเธอก็เห็นแสงสีเขียวคู่หนึ่งที่ส่องประกายในตำแหน่งที่ควรจะเป็นดวงตา... มันทำให้เฟริน่ามิอาจจะละสายตาไปได้เลย ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะความตื่นตะลึงหรือเพราะความหวาดกลัวเสียจนขนลุกตั้งชันของเธอ... ราวกับดวงตาคู่นั้นส่งผลให้ประสาทสัมผัสในด้านอื่นๆ แทบจะด้านชาไปในทันใด...

เพราะอย่างน้อย... เธอก็ไม่ได้รู้สึกแล้วว่าหน้าอกของเธอเบียดแนบเข้าหาเรเว็นมากขนาดไหน... ไม่นับถึงเสียงพูดคุยของเรเว็นที่โต้ตอบกับผู้เฒ่าเงาประหลาดนั่นที่เธอได้ยินผ่านหูแต่ก็เหมือนกับไม่ได้ยินอะไรเลย...

ความรู้สึกและสัมผัสสุดท้ายของเธอ... มีเพียงภาพเงามืดนั้นขยับไหวตัวเล็กน้อยและมือใหญ่ข้างหนึ่งของเรเว็นที่เอื้อมดึงตัวเธอมาโอบกอดราวกับจะปลอบใจ และความมืดมิด... ที่ราวกับจะแผ่พุ่งมาครอบงำทั้งคู่ให้อันตรธานหายไปอย่างน่าพิศวง...
Last edited by Nekotsuki_Ren on Thu Aug 14, 2008 1:44 pm, edited 1 time in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Wed Aug 13, 2008 12:31 pm

“...เฮ้อ... ... แล้วเจ้า... ประสงค์จักเดินทางด้วยหรือ...? ... เจ้าคนจร...”
เฮือก!!...


ราวกับจะรับรู้ได้ถึงชีวิตที่ซุ่มซ่อนอยู่ไม่ไกล เมื่อเงาทมิฬขยับร่างเบือนดวงเนตรสีเขียววาววับตรงไปยังทิศทางหนึ่งในกลุ่มไอหมอกอันดำมืด วาจาอันแหบพร่าสั่นสะเทือนจิตใจผู้หลบซ่อนกายอย่างเร้นลับเสียจนขวัญผวา... ในเมื่ออมนุษย์สองตนยังมิอาจสัมผัสรับรู้ถึงตัวตนของผู้ซ่อนกาย ไฉนเลยผู้ที่ฉับพลันก็มาปรากฏอยู่ไกลกว่ากลับสัมผัสและเอ่ยทักเอาได้อย่างแม่นยำ...


“... ... จักมิเอ่ยวาจาใด... กระนั้นหรือ...? ... เช่นนั้น... ข้าจักเชื่อใจเจ้าได้ไฉน...”
...ไม่เข้าใจย่ะ... แต่ดูเหมือนว่า... ได้เวลาเผ่นแล้วล่ะ!


เร็วเท่าความคิด แม้ว่าส่วนหนึ่งในใจจะแอบมั่นใจว่าเจ้าเงาประหลาดนี้จะไม่สามารถไล่ตามได้ทันเป็นแน่ยามเมื่อเธอออกวิ่งเต็มฝีเท้า... กระนั้นแล้วความรู้สึกเสียวสันหลังพิกลอยู่ก็ทำให้เธอเลือกที่จะโกยอ้าวเผ่นหนีให้เร็วไว... ก่อนที่สัญชาตญาณจะร้องเตือนเธอให้รีบป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว


เคร้ง! เคร้ง!! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ชิ!! มันซัดอาวุธมาตั้งแต่ตอนไหน!?


เสียงดาบเล่มยาวที่ถืออยู่ข้างกายถูกชักขึ้นมาป้องกันมีดสั้นสองเล่มที่ฉับพลันก็พุ่งเข้าใส่จากเบื้องหน้า ก่อนที่เจ้าหล่อนจะต้องหมุนกายเอี้ยวหลบคมมีดอีกสามเล่มที่จู่ๆ ก็พุ่งตรงเข้ามาจากเบื้องหลังและซ้ายขวาพร้อมๆ กันอย่างน่ากลัว... น่ากลัวเพราะว่ามองไม่เห็นเลยว่ามีใครซัดอาวุธมาตอนไหน ในเมื่อเจ้าเงาบ้านั่นมันยังคงอยู่ที่เดิม จ้องมองเธอด้วยแสงสีเขียวคู่นั้นเหมือนเดิม

กระนั้นแล้วเธอก็ไม่ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามเอาแต่ไล่ฆ่าเธอฝ่ายเดียวหรอก เมื่อเสี้ยววินาทีให้หลังจากที่หลบการโจมตีทั้งสามทิศทางได้แบบเฉียดฉิว เธอก็แอบซัดลูกระเบิดเล็กๆ ไปทางเงาดำนั้น 3 ลูกในเวลาเดียวกัน... ก่อนที่เสียงระเบิดและเปลวเพลิงที่ก่อตัวขึ้นในเสี้ยววินาทีถัดมาจะดึงความสนใจจากเงาประหลาดนั้นเพียงครู่หนึ่ง...


แต่เพียงครู่เดียวนั้น มันก็มีค่าพอที่จะให้เธอฉกฉวยโอกาส... เผ่น...


ไม่มีแม้แต่จะสังเกตดูว่าผลจะเป็นเช่นไร มีเพียงอุ้งเท้าที่วิ่งก้าวไปเบื้องหน้าอย่างไม่คิดชีวิตเท่านั้น...

ในเมื่อเธอได้รับการว่าจ้างให้มาลอบสืบข่าวนี้เธอก็แค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่านั้น แต่เมื่อมันมีปัญหาที่อาจถึงตายได้การถอยออกมาก็เป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่าอยู่แล้ว ยิ่งได้เจอกับตัวประหลาดที่ไม่รู้ไม่เข้าใจทั้งวิธีพูดจา ทั้งตัวตนที่เป็นอยู่ ไปจนถึงลักษณะความสามารถของพลังแม้แต่อย่างเดียวด้วยแล้ว ไม่ต้องคิดมากเลย...


เผ่นลูกเดียวฉลาดที่สุด!!


แต่ถึงใจหนึ่งจะคิดเช่นนั้นขณะที่ยังคงวิ่งห้อลัดเลาะไปในป่าท่ามกลางแสงตะวันยามบ่าย หน้ากากขาวสลักลายกระต่ายบนจันทร์เสี้ยวส่องสะท้อนแสงโดดเด่นเห็นได้ชัดตา เช่นเดียวกับเรียวหูยาวสีขาวสะอาดบนศีรษะสีฟ้าครามที่บัดนี้ลู่ไปตามแรงลมที่เกิดจากการวิ่งอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับผ้าพันคอสีขาวสลับฟ้าที่พลิ้วไสวอยู่เบื้องหลัง...

ส่วนหนึ่งในใจเธอก็เริ่มฉุกคิดได้แล้วว่าเจ้านี่คงจะเป็นตัวปัญหาที่ทำให้คนหายไปเป็นแน่... ท่าทางว่าเธอจะได้ข่าวดีที่ไม่มีใครเคยรู้ไปบอกแก่ผู้ว่าจ้างเป็นแน่แท้ เพราะเธอไม่คิดหรอกนะว่าจะมีใครที่หลบหลีกและเผ่นหนีจากเจ้าเงาประหลาดนั่นได้พ้นหรอก...


...โดยเฉพาะถ้าเป็นแค่มนุษย์ด้วยแล้ว... ยิ่งไม่มีทางรอดหรอก!


ห้วงความคิดเริงร่าที่แอบระคนความยินดีที่ตนมิใช่มนุษย์และความเสียใจอยู่ลึกๆ ที่ตนมิใช่มนุษย์ในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้เจ้าหล่อนค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย... ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความรู้สึกที่จับสัมผัสได้รวมไปถึงสัญชาตญาณบ่งบอกว่าตอนนี้ปลอดภัยแล้ว เธอจึงค่อยๆ หยุดวิ่งอย่างช้าๆ และเปลี่ยนเป็นออกก้าวเดินไปในป่าเสียแทน

แล้วเมื่อสาวเจ้าก้าวเดินไปอย่างช้าๆ ห่างไกลจากไอหมอกดำอันเป็นปริศนาจนแสงแดดสาดส่องให้เห็นเรือนร่างได้ถนัดถนี่ ชุดเครื่องแต่งกายที่รัดรูปและคล่องตัวสีขาวฟ้าเป็นโทนหลักก็ปรากฏให้เห็นอย่างแจ่มชัด... แล้วคำพูดประโยคแรกที่ติดจะบ่นเปรยกับตัวเองเสียมากกว่า ก็หลุดลอยออกมายามเมื่อหญิงสาวผิวน้ำผึ้งในชุดที่ดูราวกับนินจา สงบจิตสงบใจได้พอสมควรแล้ว...


“เสร็จงานนี้แล้ว... ไปหลบพักงานแถวเรนาชดีกว่าแฮะ...”

ว่าไปพลางก็เริ่มเดินทอดน่องไปพลางอย่างอารมณ์ดีตามประสาผู้ประสบความสำเร็จ... โดยไม่ได้รู้เลยว่าในอีกไม่กี่วันต่อมา... ที่เรนาช... จะเกิดเรื่องวุ่นวายร้ายแรงเสียจนเธอพลอยมีปัญหาไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...



End. “Daytime”
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Tue Aug 19, 2008 11:26 am

EVIL : LIVE
Chapter 4 : “Night”



ในที่สุด... รัตติกาลก็มาเยือน...


“จะไปตอนนี้จริงๆ หรือ?”

เสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าจากผู้เฒ่าผมขาวโพลนวัยเจ็ดสิบเรียกให้ชายหนุ่มเบือนดวงหน้าอันเศร้าหมองกลับมาสบตาด้วยเนตรสีมรกต... ที่บัดนี้ทอประกายอ่อนล้าและเจ็บปวดอยู่ในดวงตาอย่างชัดเจน... อย่างน้อยก็ในสายตาของผู้เฒ่าซึ่งผ่านโลกมานักต่อนักคนนี้

ชั่วขณะหนึ่งที่ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างบุรุษทั้งสอง แม้จะมีเสียงสะอึกสะอื้นหรือเสียงพูดคุยกับแผ่วเบาคลอตามอยู่เบื้องหลัง ณ ลานกว้างกลางหมู่บ้าน หากแต่เสียงเหล่านั้นกลับไม่เข้าถึงชายสองคนผู้ต่างวัยที่ยืนอยู่ห่างไกลออกมายังเส้นทางเดินเข้าสู่ป่ากว้าง... และเมื่อดวงเนตรมรกตหลบเลี่ยงสายตาจากดวงตาสีฟ้าใสที่ราวกับจะมองทะลุจิตใจเขาได้ ชายหนุ่มก็เอ่ยถ้อยความทำลายความเงียบออกมา...

ราวกับไม่อยากจะรับรู้ในเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้...


“ครับท่านผู้เฒ่า... ข้า... มีงานที่ต้องทำอยู่...”

ราวกับเสียงจะขาดหายและยืดยาวจนเกินความจำเป็น อีกทั้งยังสั่นคลอนและไม่กล้าสู้หน้าคู่สนทนาที่ยังคงจับจ้องมองชายหนุ่มด้วยดวงเนตรสีฟ้าที่เห็นความตายมานักต่อนัก... หากแต่เขาที่พบเห็นความตายมาไม่ด้อยกว่ากันกลับสั่นสะเทือนยิ่งกว่า... ความรู้สึกผิดและความโกรธแค้นค่อยๆ ปะทุขึ้นในจิตใจราวกับเปลวเพลิงที่มอดไหม้ดวงจิต

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้ผิดแต่ประการใด แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขายังเดินตามเพื่อนรักคนแรกและคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในชีวิตของเขาไปด้วยกัน... เขาคงจะช่วยปกป้องเซสได้... เซสคงจะไม่ตาย... ถึงแม้ว่าศัตรูจะเป็นปีศาจก็เถอะ!

คิดไปก็ราวกับจะโหมเปลวเพลิงในดวงจิตให้โชติช่วงยิ่งขึ้น ชั่วขณะหนึ่งที่วินซ์คิดถึงศัตรู... ศัตรูที่เป็นปีศาจ... ราวกับรังสีอาฆาตจะเล็ดลอดออกมาเสียจนคู่สนทนาพลันรู้สึกได้ แม้ว่าจะไม่ได้สบเนตรมรกตที่บัดนี้ทอประกายโชติช่วงราวกับต้องการแก้แค้นให้สหายรัก... และมิได้รับรู้ถึงความปรารถนาที่วินซ์เผลอฉุกคิดอย่างคั่งแค้น...


แล้วจะได้รู้กัน... ว่าสิ่งที่เรียกกันว่าปีศาจ กับมนุษย์ที่ถูกกล่าวขานว่ามัจจุราชเช่นเขา... ใครจะอยู่ใครจะไป!


หากแต่มือใหญ่ที่เผลอกำหมัดแน่นตามอารมณ์กลับต้องสะดุดลงและผ่อนคลายอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว เมื่อรับรู้ได้ถึงสัมผัสบีบที่แขนจากมือเหี่ยวย่นของผู้เฒ่าข้างกาย... ราวกับจะเป็นการปลอบใจไม่ให้อารมณ์พลุ่งพล่าน... ยิ่งเมื่อวินซ์เหลือบสายตามาสบกับดวงเนตรสีฟ้าใสที่ทอประกายอ่อนโยนและเห็นใจบนดวงหน้าชราภาพด้วยแล้ว ความสงบก็ราวกับจะก่อตัวขึ้นทดแทนเปลวเพลิงโหมกระหน่ำได้ในไม่กี่วินาที

เงียบงันเพียงแค่ชั่วครู่ ก่อนที่วินซ์จะค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมาเช่นเดียวกับผู้เฒ่าชราที่แย้มยิ้มรับ แม้ว่าจะไม่ใช่รอยยิ้มที่ร่าเริงหากเป็นรอยยิ้มที่หม่นหมองเอาการ แต่กระนั้นทั้งคู่ก็ยังยิ้มให้กันได้ราวกับจะปลุกปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งเพื่อสู้ชีวิตต่อไปในอนาคตข้างหน้า... แล้วผู้เฒ่าตรงหน้าก็ค่อยๆ เอ่ยปากกล่าววาจาด้วยรอยยิ้มสุขุม


“...ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้า ...วินซ์...”

ถ้อยคำที่กล่าวมาจากใจด้วยความจริงใจในฐานะผู้เฒ่าคนแก่ผู้หนึ่งที่เป็นห่วงเป็นใยลูกหลาน ที่แม้จะมิได้เกี่ยวข้องทางสายเลือดแต่ก็ยังปรารถนาที่จะให้ทุกคนมีชีวิตอย่างสงบสุข มันทำให้วินซ์รู้สึกดีขึ้นมาแบบแปลกๆ รู้สึกสงบใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด หากแต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วเพราะในเมื่อพวกเขาเป็นมนุษย์เหมือนกัน การเห็นใจกันและช่วยเหลือกันย่อมเป็นสิ่งที่ดี... ที่มิอาจหาพบได้เลยในเมืองใหญ่ ซึ่งเอาแต่สวมหน้ากากเข้าหากันเสมอ

วินซ์ค่อยๆ แย้มรอยยิ้มเปลี่ยนความหม่นหมองให้เป็นความสดใสอย่างช้าๆ แม้ว่ามันจะไม่ได้ดูร่าเริงเสียเต็มประดา กระนั้นแล้วชายหนุ่มก็ยินดียิ่งที่ได้ประสบพบเจอกับความจริงใจและความห่วงใยอย่างแท้จริง ณ หมู่บ้านชนบทเล็กๆ ที่ไร้นามใกล้หุบเขากว้างใหญ่เช่นนี้

และเมื่อมาถึงคราที่ต้องลาจากกัน รอยยิ้ม ความจริงใจ และถ้อยคำสุภาพที่มาจากใจก็ดูจะเป็นสิ่งที่แสดงออกมาเองอย่างไม่ต้องคิดหรือเสแสร้งแต่ประการใดเลย...


“... ... ขอบคุณมากครับท่านผู้เฒ่า... ถ้าเช่นนั้น... ข้าขอตัวก่อนล่ะครับ... ...ขอบพระคุณมากครับ”

ราวกับจะแสดงความเคารพ... ที่วินซ์ไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้ทำอะไรเช่นนี้มาก่อน ชายหนุ่มก้มตัวโค้งลงไปคุกเข่าก้มศีรษะลงตรงหน้าผู้เฒ่าอย่างไม่มีเขินอาย ประดุจดั่งความเคารพเทิดทูนในตัวผู้เฒ่าท่านนี้อย่างสูงส่ง ผู้เฒ่าซึ่งดูแลช่วยเหลือทั้งในด้านอาหารการกินและข้อมูลข่าวสาร ผู้ซึ่งถ่ายทอดความรู้ถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้กับเขาอย่างไม่มีปิดบัง

อาจเป็นเพราะแม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ หากแต่ผู้เฒ่าคนนี้ก็ไม่เคยปริปากหรือแสดงท่าทางรังเกียจไม่ชอบใจเขาเลยแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวินซ์เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เข้ามาพูดคุยด้วยทั้งที่ปกติแล้วไม่ค่อยจะมีใครเข้าหา... ผู้เฒ่าท่านนี้จึงได้รักและเป็นห่วงชายหนุ่มที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงวันคนนี้ได้อย่างถึงที่สุด

ยิ่งเมื่อผู้เฒ่าได้เห็นอากัปกิริยาดังกล่าวของวินซ์ด้วยแล้ว ราวกับความยินดีและความห่วงใยจะยิ่งพอกพูนมากขึ้นอีก... วินซ์รู้สึกได้ถึงมืออันสั่นเทาที่เอื้อมไปแตะศีรษะของเขาราวกับตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง ก่อนที่ชั่วขณะหนึ่งวินซ์จะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างขยับไหวอยู่ใกล้ใบหน้า

และเมื่อเหลือบสายตาเบือนหน้าขึ้นไปมองอย่างสงสัย เขาก็พบกับจี้รูปทรงประหลาดที่ร้อยด้วยสายสร้อยสีเงิน ตัวจี้ดูราวกับเป็นเขี้ยวเล็บของสัต ว์ หากแต่มันใหญ่โตเกินไปและยังประดับขอบด้วยเกล็ดหนาที่มองไม่ออกว่าเป็นสีใดแน่ในยามราตรีเช่นนี้... แล้ววินซ์ก็ถูกผู้เฒ่าตรงหน้าคล้องจี้เส้นนี้ให้ด้วยมือที่สั่นเทา...


“นี่... เป็นเครื่องราง... ที่จะช่วยคุ้มครองเจ้าให้ปลอดภัยจากสิ่งเลวร้าย...”

เสียงแหบพร่าที่สั่นคลอนและดวงเนตรสีฟ้าที่คลอด้วยหยาดน้ำตาราวกับยินดีมากเสียจนวินซ์ตั้งตัวไม่ทัน ความเคลื่อนไหวของชายหนุ่มดูราวกับจะแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อประสานสบตากับชายชราตรงหน้า แล้วรอยยิ้มของผู้เฒ่าและถ้อยประโยคที่ตามมาก็ทำให้ชายหนุ่มได้กระจ่างแจ้งว่าเหตุใดเขาจึงได้ถูกดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีเช่นนี้...


“เจ้า... เหมือนลูกชายของข้ามาก... โดยเฉพาะดวงตานั่น... ...ข้าทำผิดต่อเขา... ข้า... มิได้มอบสิ่งนี้ให้เขา... จนกระทั่งเขาหายสาบสูญไป...”

ความจริงที่เอื้อนเอ่ยออกมายิ่งทำให้วินซ์รู้สึกผูกพันและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน เขาแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าถ้าเขาเป็นผู้เฒ่าคนนี้ เขาควรจะทำเช่นไรเมื่อตนอายุกว่าเจ็ดสิบแล้ว แต่กลับได้พบกับคนที่เหมือนลูกชายซึ่งหายสาบสูญไปเมื่อนานมาแล้ว...

ความรู้สึกที่ราวกับจะอยากแทนที่บุตรชายคนนั้นเริ่มเกาะกุมจิตใจวินซ์อย่างช้าๆ... เขากำลังจะทำตัวเหมือนกับลูกชายคนนั้น... กำลังจะออกเดินทางจากไป... ยิ่งเมื่อเห็นหยาดน้ำตาไหลรินอาบใบหน้าชราภาพด้วยแล้ว ความรู้สึกเจ็บปวดในใจก็แทบจะทำให้วินซ์ล้มเลิกความคิดที่จะทำงานและหันมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้เสียแทน...

กระนั้นแล้วถ้อยคำที่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นและแหบพร่าก็ทำให้วินซ์ต้องเลือกที่จะตัดสินใจอีกครั้ง...


“ข้า... ขอมอบสิ่งนี้ให้เจ้า... ขอให้เจ้าจงอยู่อย่างปลอดภัย... แทนลูกชายของข้าด้วย...”

รอยยิ้มที่ราวกับยินดียิ่ง ความรู้สึกผิดที่ราวกับจะถูกปลดเปลื้องออกไปได้เพราะวินซ์ หยดน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าชราภาพ และมือเหี่ยวย่นที่สั่นเทาสัมผัสลูบศีรษะของเขาอย่างเบามือราวกับจะทะนุถนอมบุตรชายของตนให้ถึงขีดสุด...

...ระหว่างความผูกพันที่อาจเรียกได้ว่าสายสัมพันธ์จอมปลอม หากเขายังคงอยู่กับผู้เฒ่าคนนี้... กับภาระหน้าที่และการรับผิดชอบชีวิตของตนเอง ที่จะโลดแล่นผาดโผนเช่นไรก็มิอาจทราบได้... ตอนนี้... เขาจะต้องเลือกแล้ว...



... ... ...
Last edited by Nekotsuki_Ren on Thu Aug 21, 2008 11:21 am, edited 1 time in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Tue Aug 19, 2008 11:26 am

... ... ...



รัตติกาลยังคงเยือกเย็นและเงียบเหงาวังเวง... มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ เสียงชีวิตยามราตรีที่ออกหากิน และเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงไปตามทางเดินป่าอย่างเงียบงัน... แม้ว่าคืนนี้จะเป็นคืนเดือนมืด หากแต่แสงดาวที่พร่างพราวอยู่เต็มพื้นฟ้าที่มืดมิดก็ยังคงเปิดเผยทัศนียภาพพร่ามัวให้เห็นได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นปัญหาสำหรับวินซ์เลยแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มออกเดินทางมาได้กว่าสามชั่วโมงแล้ว เขาตั้งมั่นไว้แล้วว่าภายในคืนนี้เขาจะต้องเดินทางไปให้ถึงหมู่บ้านข้างหน้าให้ได้ เพราะเท่าที่ตรวจสอบมามีเพียงหมู่บ้านเล็กๆ 2 แห่งเท่านั้นที่ตั้งอยู่ใกล้กับหุบเขาลึกลับที่สุด ซึ่งหมู่บ้านหนึ่งเขาก็เพิ่งจะจากมานี่เอง...

ราวกับภาพเพื่อนรักและชายชราจะไหลเวียนเข้ามาอีกครั้ง เพียงแค่เผลอคิดถึงหมู่บ้านที่จากมา ความรู้สึกที่ต้องการกลับไปก็เริ่มจู่โจมจิตใจวินซ์เป็นครั้งที่เท่าไหร่เขาเองก็จำไม่ได้แล้ว

กระนั้นแล้ววินซ์ก็ทำเพียงแค่เอื้อมมือไปกุมจี้ประหลาดที่อยู่กลางอก แล้วความรู้สึกเหมือนเมื่อครั้งที่เขาตัดสินใจก้าวออกจากหมู่บ้านก็กลับมาอีกครั้ง... ช่วยให้ชายหนุ่มก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก เขาจะก้าวต่อไปข้างหน้า... ก้าวต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่...


และถ้าเป็นไปได้... เขาจะได้แก้แค้นให้เพื่อนรักของเขา... หากว่าเขาได้เจอกับมัน...


หากแต่ห้วงคิดพลันต้องสะดุดลง เมื่อดวงเนตรมรกตที่สามารถมองเห็นได้ในความมืดกับประสาทสัมผัสที่ขัดเกลามาด้วยประสบการณ์ วินซ์ก็จับสัมผัสที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้าไกลออกไปบนทางแยกของเส้นทางเดินป่าได้... อะไรบางอย่างที่เห็นอยู่ไกลตา หากแต่โดดเด่นเสียจนมองเห็นได้...


...อะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นสีขาว?... 2 ร่าง?


แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะจับสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้เช่นกัน เพราะฝ่ายตรงข้ามนั้นพลันหยุดการเคลื่อนไหวลงในทันใด... เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ทั้งที่ชุดของเขาก็กลืนไปกับความมืดอยู่พอตัวแล้วแต่ทำไมทางนั้นถึงจับสังเกตเขาได้ง่ายๆ เช่นนี้เล่า

ความสงสัยที่ค่อยเพิ่มพูนแต่ก็เพียงชั่วครู่ เพราะการกระทำของร่างสีขาวไกลตาร่างหนึ่งกลับเรียกความสนใจได้มากกว่าที่จะคิดหาคำตอบ จนส่งผลให้วินซ์ถึงกับยืนนิ่งค้างไปเพราะความอัศจรรย์ใจต่อภาพที่เห็นเบื้องหน้า แม้ว่ามือใหญ่จะเลื่อนไปจับมีดพกข้างซ้ายไว้มั่นแล้วก็เถอะ...

ดวงไฟสีน้ำเงินม่วงขนาดย่อมลูกหนึ่งที่ลุกไหม้ส่องแสงสีเข้มอยู่กลางอากาศตรงหน้าบุคคลในชุดขาว... แสงจากดวงไฟนั้นส่องให้เห็นถึงร่างชุดขาวอีกคนหนึ่งที่ดูราวกับจะสวมเสื้อคลุมสีขาวปิดคลุมไปถึงศีรษะซึ่งยืนเยื้องไปเบื้องหลังเล็กน้อย และด้วยอากัปกิริยาของทั้งสองจึงดูราวกับว่าบุคคลที่จุดเปลวเพลิงขึ้นมาจะเป็นผู้คุ้มกันให้คนข้างหลังนั้น

แม้ว่าวินซ์จะมิอาจมองเห็นได้ชัดเจน แต่จากการประเมินส่วนสูงและรูปร่างโดยคร่าวแล้ว เขาก็เลือกที่จะคาดเดาว่าทั้งสองคนนั้นต้องเป็นผู้ชายอย่างแน่นอน กระนั้นแล้วสิ่งที่เห็นก็ไม่ได้ทำให้วินซ์คลายความกังวลใจลงแต่อย่างใด กลับกันเสียอีกที่จะเพิ่มความระมัดระวังให้สูงขึ้น เมื่อสถานการณ์ตอนนี้มันไม่อาจบอกได้เลยว่าชายตรงหน้าเป็นมิตรหรือศัตรู

ทั้งคู่ต่างหยุดนิ่งไม่ไหวติ่งราวกับกำลังรอดูท่าทีฝ่ายตรงข้ามอย่างนิ่งเฉย... เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เพราะดูเหมือนว่าเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ นี้ ความกดดันก็ค่อยๆ แผ่กระจายครอบคลุมพื้นที่โดยรอบไปเสียแล้ว...

และแล้วก็มีเสียงหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของบุรุษทั้งสองให้หันไประวังตัวอย่างรวดเร็ว... ซึ่งก็ไม่รู้ว่าวินซ์คิดไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนกับว่าเจ้าบุรุษชุดขาวที่จุดไฟนั่นมันจะหันไปก่อนที่เสียงจะดังมาเสียอีก...


กรรรร... ฮือออ... กรรรรร— ...


เสียงคำรามที่ได้ยินอย่างแผ่วเบาเรียกให้วินซ์เพิ่มความระมัดระวังตัวให้ถึงขีดสุด และคงเช่นเดียวกันกับเจ้าคนที่จุดไฟนั่น ซึ่งเขาสามารถเห็นได้เลาๆ ว่ากำลังขยับกายยกแขนกันบุรุษอีกคนที่เพิ่งจะหันไปตามเสียงราวกับเพิ่งจะรู้สึกตัว... ชวนให้คิดเสียเหลือเกินว่าคนธรรมดาๆ มันความรู้สึกช้าเช่นนี้เองหรือ?

แล้วความเงียบก็โรยตัวลงมาอีกครั้ง... มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านแมกไม้นำพาความหนาวยะเยือกมาให้เป็นครั้งคราว... เวลาจะผ่านมาเท่าใดก็ไม่ทราบนับตั้งแต่ที่ชายชุดขาวท่าทางเป็นองครักษ์ดับไฟของตนลงในฉับพลันที่ได้ยินเสียงประหลาดทำให้ความมืดกลืนกินบรรยากาศรอบตัวอีกครา ส่งผลให้วินซ์ต้องปลุกประสาทสัมผัสทุกอย่างให้เตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ

หากเมื่อสายลมพัดผ่านย้อนกลับมาอีกหนหนึ่ง กลิ่นที่ลอยกลับมาพร้อมกับเสียงแมกไม้ที่ถูกแหวกออกอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้วินซ์แทบจะหยุดนิ่งไม่หายใจ เมื่อสัมผัสที่ได้คือกลิ่นคาวโลหิตที่คละคลุ้งและดวงเนตรจับสังเกตเงาประหลาดที่อนุมานได้ในเสี้ยววินาทีว่าไม่มีทางใช่มนุษย์เป็นแน่ กำลังพุ่งทะยานไปทางชายชุดขาวสองคนนั่น!

มีดพกถูกชักขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับมีดขว้างที่ถูกดึงขึ้นมาเตรียมพร้อมในระยะเวลาไม่ถึงวินาที ก่อนที่เงาทะมึนนั่นจะพุ่งออกมาจากป่า ร่างสีขาวร่างหนึ่งที่เดาว่าคงจะเป็นคนธรรมดาๆ นั่นดูจะถูกผลักกระเด็นออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับเสียงร้องเตือนให้ระวัง!

แล้วเสียงระเบิดและการกระเด็นแยกออกจากกันที่เกิดขึ้นหลังจากการพุ่งตัวเข้าปะทะกันของบุรุษชุดขาวและเงาทมิฬก็ดังสนั่นเสียจนวินซ์เผลอเกร็งมือหรี่ตา... เพราะภาพและเสียงที่สัมผัสได้ในเสี้ยววินาทีนั้นมันเป็นอะไรที่เขาไม่ค่อยจะได้พบเห็นนัก...


การต่อสู้ของนักรบเวทมนตร์และอมนุษย์
Last edited by Nekotsuki_Ren on Thu Aug 21, 2008 11:22 am, edited 1 time in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Tue Aug 19, 2008 11:27 am

เพียงชั่วครู่ที่แสงน้ำเงินม่วงสว่างวาบยามเมื่อปะทะกัน พริบตานั้นเขาก็เห็นได้ถึงลักษณะโดยคร่าวของเจ้าเงานั่น ร่างที่เห็นได้ชัดว่าผอมบางเก้งก้าง หากแต่ปีกสีดำใหญ่โตที่อยู่เบื้องหลังของมันบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้คิดผิด แต่นั่นก็เป็นเพียงพริบตาที่เขาได้จับสังเกตเห็น ในขณะที่ชายชุดขาวที่ปะทะด้วยนั้นเขาไม่ได้สังเกตอะไรเลยเพราะความสนใจมันไปอยู่ที่เจ้าสัต ว์ประหลาดนั่นเสียหมด

เลยไม่เห็น... ถึงเงาเลือนรางเบื้องหลังชายคนนั้นเพียงวูบหนึ่งในจุดที่ชายผู้นั้นยืนอยู่... ราวกับชิดใกล้เสียจนแทบจะเป็นเงาของชายชุดขาวคนนั้นไปเลย

แต่เพียงชั่วพริบตา การต่อสู้ก็เริ่มดำเนินต่ออย่างรุนแรงและดุเดือดท่ามกลางความมืดที่สว่างวาบขึ้นด้วยประกายสีน้ำเงินม่วงจากการปะดาบเข้ากับปีกใหญ่ที่สะบัดใส่เข้าคู่กับกรงเล็บที่ตวัดรับด้วยความเร็วสูง กลิ่นสาปโลหิตรุนแรงดูราวกับจะแผ่กระจายออกมาจากเจ้าปีศาจนั่นเสียจนวินซ์พะอืดพะอมไปกับความรุนแรงของกลิ่น...


อย่างกับว่ามันฆ่าแล้วกินเหยื่อสดๆ โดยไม่เคยทำความสะอาดชำระล้างอะไรเลยอย่างนั้นแหละ...


หากแต่ห้วงความคิดกลับถูกเสียงหนึ่งดึงความสนใจของวินซ์ได้อย่างชะงัดนัก เมื่อเสียงต่ำราวกับจะกระซิบหากได้ยินอย่างชัดเจนประดุจดั่งเสียงนั้นดังก้องขึ้นในหัวของเขาเองอย่างน่าประหลาดใจ


“...ผลจากการตีกลับของมนตร์ดำสินะ... ... อ่า... ขอโทษนะครับ? ... แต่รบกวนท่านช่วยรุมเจ้านี่หน่อยได้ไหมครับ?...”


เสียงที่ไม่คุ้นหูเลย หากในชั่วขณะที่วินซ์กำลังสงสัยถึงที่มาของเสียงเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องตรงมา แล้วโครงร่างพร่ามัวของชายชุดขาวที่ดูธรรมดาๆ คนนั้นก็ปรากฏขึ้นให้เห็นไกลออกไปจากบริเวณที่องครักษ์และสัต ว์ประหลาดกำลังต่อสู้กันเล็กน้อย

แม้จะมิอาจมองเห็นหรือสัมผัสได้ชัดเจนแต่วินซ์ก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนั้นเป็นคนที่คุยกับเขาเป็นแน่ แต่ครั้งนี้วินซ์ไม่มีเวลาจะมาคิดมากอะไรแล้วเมื่อภาพการต่อสู้ที่เขากลับไปสังเกตเห็นเข้าอีกครั้ง กลายเป็นว่าเจ้าหนุ่มนักรบเวทมนตร์นั่นกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเจ้าสัต ว์ประหลาดอย่างเห็นได้ชัด

ราวกับมันกำลังอาละวาดอย่างสนุกสนาน... เมื่อการตั้งรับของเจ้าหนุ่มนักรบเวทมนตร์แต่ละครั้งแทบจะกระเด็นปลิวไปตามแรงซัดจากเจ้าสัต ว์ประหลาดนั่น ทั้งที่ตอนแรกก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่ากำลังน่าจะสูสีกันและนี่ก็เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งนาที อีกทั้งยามเมื่อการโจมตีด้วยกรงเล็บพลาดเป้าไป ปีกใหญ่ดำทมิฬก็ราวกับจะสะบัดตบใส่เจ้าหนุ่มนั่นจนเสียศูนย์ทุกครั้งไป...


จนชวนให้อดคิดไม่ได้... ว่านี่มันปีศาจชัดๆ ... ปีศาจตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ...


แต่ถึงวินซ์จะอดไม่ได้ที่จะหวั่นกลัวเจ้าตัวประหลาดตรงหน้านี่ กระนั้นแล้วร่างกายของเขาก็กลับเคลื่อนไหวพุ่งเข้าไปหาเจ้าสัต ว์ประหลาดนั่นราวกับเป็นเงามืดที่พุ่งเข้าหาหมายมั่นจะสังหารเหยื่อในมุมอับสายตา ด้วยความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เริ่มเข้ามาแทนที่ความกลัว... ความยินดีปรีดาที่ได้เจอปีศาจ...


หากว่าสามารถฆ่ามันได้... เขาก็จะสามารถฆ่าปีศาจที่สังหารเพื่อนรักของเขาได้เช่นกัน!!


ความคิดที่พลุ่งพล่านเสียจนแทบจะแสยะยิ้มออกมาอย่างยินดีส่งผลให้การเคลื่อนไหวของวินซ์ดูราวกับจะเร็วขึ้นกว่าปกติเสียอีก กระนั้นแล้วก็เป็นเพียงพริบตาที่เขามั่นใจว่าต่อให้เจ้านี่จะรู้สึกตัวเร็วแค่ไหน แต่เขาก็สามารถซัดมีดหรือจ้วงแทงเข้าจุดตายได้ก่อนที่มันจะทันไหวตัวหลบอย่างแน่นอน!

เพียงไม่กี่วินาทีวินซ์ก็สามารถเข้าประชิดตัวสัตว์ประหลาดนี่ได้สำเร็จโดยไม่มีแม้แต่ท่าทีว่ามันจะรู้สึกตัว บัดนี้วินซ์ก็เลือกที่จะพุ่งตัวเข้าไปเบื้องหลังที่ไร้การป้องกันและมิอาจมองเห็นได้ด้วยปีกใหญ่สีดำที่มันใช้โจมตีเจ้าหนุ่มนักรบเวทมนตร์อย่างบ้าคลั่ง ด้วยสถานการณ์นี้เพียงเสี้ยววินาทีวินซ์ก็มั่นใจได้แล้วว่าจะเข้าไปจ้วงแทงคอจากด้านหลังแล้วถอยกลับออกมาได้อย่างสบายๆ

แล้วการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในชั่วพริบตานี้... ก็ทำให้วินซ์ต้องจดจำไปอีกนาน...


ว่าปีศาจ... มันฆ่ากันไม่ได้ง่ายๆ ... สมกับชื่อเรียกของมันจริงๆ ...


ฉัวะ!! “กรรรรรรรร!!!!”
“อั่ค!!” โครมมมม!!!

เสียงคมมีดตัดผ่านกายเนื้อที่หากจะกล่าวตรงๆ ก็คือเนื้อส่วนปีก... ซึ่งวินซ์เองก็ไม่รู้ว่าทำไมในชั่วพริบตาที่จะจ้วงมีดใส่ มันถึงได้ขยับเบี่ยงตัวหลบพร้อมทั้งสะบัดปีกเข้าหาเขาจนต้องฝืนบังคับมีดให้เปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นปีกเสียแทน

แน่นอนว่าวินซ์ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นมันเป็นอย่างไร เมื่อร่างกายของเขาที่เมื่อครู่ลอยคว้างกลางอากาศถูกปีกที่แข็งแรงราวกับแผ่นไม้หนาปึกตบเอาเสียจนปลิวเข้าดงไม้ไปกระแทกต้นไม้อย่างแรง เคราะห์ดีที่วินซ์ขยับกายใช้ขาและแขนลากพื้นเพื่อลดความเร็วลงได้บ้างจึงไม่เป็นไรมาก

กระนั้นแล้วหากว่าเขายังคงนอนนิ่งรอให้เจ้าปีศาจนั่นตามมาเชือดทิ้งคงไม่ดีเป็นแน่ ฉะนั้นแล้วในไม่กี่วินาทีต่อมาวินซ์จึงรีบผุดลุกลากสังขารตัวเองออกมาจากดงไม้ให้เร็วที่สุด ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่นอกเหนือจากความพยายามที่เอาชีวิตรอดด้วยอีกส่วนหนึ่ง

แต่แล้วแสงสว่างที่เจิดจ้าราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้า ก็สาดส่องเข้าสู่ดวงตามรกตของวินซ์เสียจนเผลอหรี่ตาเบือนหน้าหลบแสงในชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่เสียงร้องโหยหวนจะตามมาติดๆ พร้อมๆ กับเสียงโครมครามราวกับอะไรบางอย่างทะลวงหมู่ไม้ออกไปอีกทิศหนึ่งจะทำให้วินซ์ได้แต่งุนงงสงสัย

เพียงแค่ไม่กี่วินาทีที่แสงสว่างยังคงเรืองรองนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้วินซ์พบเห็นถึงต้นกำเนิดแห่งแสง... หรือจะว่าให้ถูกคือคนที่สร้างแสงขึ้นมาด้วยมนตราเป็นแน่แท้...

ดวงกลมราวกำปั้นที่ส่องแสงสีขาวอร่ามตาซึ่งค่อยๆ อ่อนแสงลงอย่างช้าๆ กำลังลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะชายหนุ่มที่ขอให้เขาช่วยเหลือเมื่อครู่นี้ แสงจากดวงไฟนั้นเผยให้เห็นถึงรูปหน้าและการแต่งกายของชายหนุ่มผู้นั้นได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะเมื่อมองไปก็เห็นเพียงเสื้อคลุมยาวจรดข้อเท้าสีขาวนวล ส่วนศีรษะมีฮูดคลุมไว้จนเห็นเพียงรอยยิ้มจางๆ และสันจมูกโด่ง กับเส้นผมสีเงินที่ปกปิดใบหูไว้เสียมิด...

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้วินซ์ถึงกับหยุดชะงักและจับจ้องไปชั่วครู่ นั่นคือวัตถุซึ่งดูราวกับเป็นแถบโลหะหนาสีเงินวาวที่รัดติดอยู่ตรงช่วงคออย่างน่าประหลาด ราวกับว่ามันจะเป็นปลอกคอที่เหล่าชนชั้นสูงติดไว้ให้กับข้าทาส... แต่มันก็ไม่มีแถบตราใดๆ ที่จะบ่งบอกอีกว่าใครเป็นเจ้าของ...


แล้วมันจะมีข้าทาสที่ไหน... ที่ใช้มนตราแห่งแสงได้แบบนี้กันบ้างเล่า?...


ห้วงคำนึงที่ดูราวกับจะครอบงำจิตใจของวินซ์ไปชั่วขณะ ก่อนที่บุรุษปริศนาจะขยับกายเอื้อมมือไปฉุดดึงชายหนุ่มชุดขาวอีกคนที่กำลังใช้ดาบปักพื้นยันตัวเองขึ้นช้าๆ พร้อมๆ กับที่แสงสว่างจากดวงไฟก็กำลังค่อยๆ มอดดับลงจนสลายไปในความมืด ทำให้เห็นเพียงเรือนผมสีเพลิงของเจ้าหนุ่มนักรบเวทมนตร์นั่นเพียงชั่วครู่เท่านั้น

เพียงเงาเลือนรางที่เกิดจากประสาทสัมผัสการมองเห็นที่ยังปรับตัวไม่ทันต่อสภาวะแสงจ้าซึ่งดับลงกะทันหัน ทำให้วินซ์ได้ยินเพียงเสียงพูดคุยกันเบาๆ ก่อนที่เสียงเดิมจะดังก้องในหัวอีกเป็นครั้งที่สอง เสียงร้องเรียกหาถึงเขาราวกับเป็นห่วงว่าเป็นอะไรไหม?...


ท่าทางว่า... คืนนี้เขาอาจจะได้เพื่อนใหม่เข้าก็เป็นได้กระมัง?...



... ... ...
Last edited by Nekotsuki_Ren on Thu Aug 21, 2008 11:27 am, edited 1 time in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Tue Aug 19, 2008 11:28 am

... ... ...



ทั้งที่รัตติกาลกำลังจะจากไปแล้วแท้ๆ ...


“ทำไมข้าถึงต้องดวงซวยมาเจออะไรแบบนี้ด้วยวะ”

เสียงบ่นอุบอิบอย่างหน่ายในอารมณ์ที่ระคนถึงความรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียนอยู่จางๆ ของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งบัดนี้กำลังยืนหลบอยู่ในเงามืดอยู่ของบ้านไม้ชายหมู่บ้านหลังหนึ่ง พลางเบือนหน้าไปนอกหมู่บ้านอย่างไม่คิดจะพินิจพิจารณาภาพเบื้องหลังแม้แต่น้อย...

กลิ่นเลือดและหยาดโลหิตที่กระเซ็นสาดไปทั่วหมู่บ้าน พร้อมซากศพเกลื่อนกลาดที่เห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าเสียชีวิตเพราะยาพิษเป็นแน่... และมันคงจะไม่ทำให้เขาต้องหลบหน้ากลั้นอาเจียนอยู่เช่นนี้หรอก ถ้าไม่ใช่ว่าทั้งหมู่บ้านมันไม่มีใครเป็นผู้รอดชีวิตจากสภาพน่าอนาถเช่นนี้เลยแม้แต่คนเดียว... เด็ก ผู้หญิง ชายฉกรรจ์ คนชราไม่มีใครเหลือรอดเลย... ทั้งที่สภาพหมู่บ้านก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเกิดการต่อสู้แต่อย่างใด...


ราวกับเป็นการวางยาพิษหมู่ฆ่าหมดทั้งหมู่บ้านอย่างนั้นแหละ...


ความรู้สึกเสียวสันหลังที่สยดสยองไปกับฝีมือผู้กระทำการดังกล่าว มีแต่จะทำให้ชายหนุ่มอยากหนีออกไปให้ไกลจากที่นี่ที่สุดเท่าที่จะทำได้เสียจริง... ในตอนนี้ซึ่งเหลือเพียงสองชีวิตที่บังเอิญผ่านมายังหมู่บ้านแห่งนี้ เพราะหวังไว้ว่าจะได้พักผ่อนสักนิดก่อนรีบออกเดินทางต่อให้ทันกำหนดการณ์ที่เขาจะต้องไปส่งของ... แต่ตอนนี้ชายหนุ่มไม่นึกอยากจะอยู่ที่นี่เลยสักนิดเดียว

แม้จะนึกเสียใจกับหมู่บ้านชนบทนี้อยู่บ้าง ที่ไม่มีใครจะมาจัดงานศพให้ตัวเองนอกเหนือไปจากงานพิธีศพที่ค้างเติ่งอยู่ในลานกว้างกลางหมู่บ้าน... ท่าทางว่าคนใหญ่คนโตของหมู่บ้านจะเพิ่งตายลงเสียด้วย... เจ้าลอร์ดมอๆ อะไรสักอย่างที่เขาแอบเห็นตรงป้ายสลักซึ่งควรจะได้ไปอยู่บนหลุมศพแล้ว หากว่าทั้งหมู่บ้านจะไม่ตายกันเรียบแบบนี้เสียก่อนนะ

คิดไปพลางก็คงต้องถอยไปพลาง... เขาไม่ได้เป็นคนใจดีถึงขนาดจะมาจัดงานศพให้คนทั้งหมู่บ้านหรอกนะ ถึงแม้ว่าจะเสียใจต่อเหตุการณ์เลวร้ายที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็เถอะ... แต่ในเมื่อมันทำอะไรไม่ได้เขาอยู่ห่างๆ เข้าไว้ก็ดูจะดีกว่าอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเขายังมีงานที่ต้องทำอยู่ด้วย...

นึกไปก็พลันจะเอื้อมมือไปจับของที่ต้องส่งอย่างระแวดระวัง แม้ว่าเจ้าของสิ่งนี้จะถูกเก็บอย่างมิดชิดในหีบปริศนาสี่เหลี่ยมสีดำใบย่อมที่ยาวราว 1 ศอก ซึ่งบัดนี้ถูกมัดให้ตั้งตระหง่านอยู่บนหลังของสัต ว์เลี้ยงพาหนะคู่ใจของเขาอย่างรัดกุม


“เฮ้อ... ช่วยไม่ได้ ไปต่อก็ได้วะ”

ถ้อยคำรำพึงต่อตัวเองหากแต่สัต ว์เลี้ยงของเขาก็ดูราวกับจะรับรู้ว่าเขาต้องการอะไร เมื่อชายหนุ่มขยับกายเหวี่ยงตัวขึ้นไปบนหลังของมัน แล้วในฉับพลันปีกใหญ่ก็แผ่ขยายออกพร้อมกับกระพือขึ้นลงอย่างแรง ส่งผลให้ตัวมันและเจ้าของบนหลังลอยตัวขึ้นเหนือพื้นสูงขึ้นไปหลายสิบเมตรในไม่กี่วินาที

เพียงแค่แสงสลัวจากดวงดาวที่กำลังถูกแสงอาทิตย์กลืนกิน เกล็ดแข็งสีครามที่แทบจะกลืนไปกับผืนฟ้าก็ปรากฏขึ้นเพียงเลือนรางเช่นเดียวกับปีกกว้างสีอ่อนของมัน กับรองเท้าหนังสีดำเงาและขากางเกงสีน้ำเงินที่เห็นเลาๆ ด้วยแสงทองเรืองรองจากหุบเขาทางทิศตะวันออก


ใช่แล้ว... มันคือมังกร... ... มังกรรูปงามผู้กลืนไปกับท้องฟ้าทั้งยามราตรีทิวากาล...


และตอนนี้เขาก็ตัดสินใจเลือกที่จะส่งของไปยังที่หมายแบบรวดเดียวถึงไปเลยแล้วค่อยหาโอกาสพักผ่อนอีกทีหนึ่ง เพราะจุดหมายปลายทางนี้ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไปนักอีกทั้งการจะพักอยู่ที่นั่นไปเลยก็ไม่เลวเหมือนกัน...

ณ เมืองแห่งทะเลสาบซึ่งว่ากันว่างดงามที่สุดบนโลก... เป้าหมายของการเดินทางครานี้...


“เรนาช”...



End. “Night”
Last edited by Nekotsuki_Ren on Thu Aug 21, 2008 11:28 am, edited 1 time in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby InnocentMan on Tue Aug 19, 2008 7:21 pm

โอ้ เหมือนเฮลโรร์จะมาแล้ว... แต่แสงนี่เป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงจริงๆแฮะ....





ปล.นิยายสนุกเช่นเคยครับ แล้วก็ทิ้งปริศนาไว้อีกเช่นกัน เจ้านักรบเวทย์สองคนนั้น และมังกรตัวใหญ่...
InnocentMan
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 12
Joined: Wed Jul 02, 2008 10:07 pm

Postby Nekotsuki_Ren on Sun Aug 24, 2008 11:21 pm

EVIL : LIVE
Chapter 5 : “Mother”



อ่า... ตะวันเริ่มทอแสงแล้ว... ข้าควรจะไปรับแสงอรุณเสียหน่อย...


ความคิดที่ฉุดดึงร่างกายให้เคลื่อนไหวออกจากดงไม้หนา แล้วค่อยๆ เสาะหาพื้นที่ว่างซึ่งแสงแดดจะตกกระทบลงมาได้อย่างดีที่สุด แม้ว่าเขาจะไม่รู้เลยว่าเบื้องหน้าจะเป็นเช่นไรหลังจากที่ได้ย่างก้าวเข้าสู่หมู่บ้านเมื่อหลายชั่วโมงก่อนเพราะกลิ่นเลือด แต่กลับต้องถอยห่างออกมาด้วยสัมผัสถึงหยาดพิษที่ปะปนในกระแสโลหิตเสียจนเขายังไม่อาจดูดซับมันได้อย่างง่ายดาย

กระนั้นแล้วเขาก็เพียงกลืนกินบางส่วน แค่เฉพาะส่วนที่ไร้พิษเจือปนหรือผสมอยู่น้อยที่สุด... แล้วในเมื่อมันมีเลือดสาดกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน การซึมซับทีละเล็กละน้อยแต่ด้วยจำนวนที่มากขนาดนั้น เขาก็สามารถอิ่มเอิบได้อย่างไม่ยากเย็นนักหรอก


หากการอิ่มเอิบเช่นนี้มันก็เป็นเพียงการสนองตอบความต้องการเท่านั้น... ยามนี้สิ่งที่เขาจำต้องพึงกระทำก็คือการดูดซับแสงอาทิตย์เพื่อสร้างพลังงานเสียก่อน...


ร่างผอมผิวแดงก่ำก้าวเดินออกมาสู่ลานหญ้าเล็กๆ กลางป่าเขาอย่างเชื่องช้า รุ่งอรุณค่อยๆ ทอแสงสาดส่องไปทั่วผืนป่าทีละน้อย ก่อนที่แดดอุ่นอันพึงปรารถนาจะสัมผัสต้องผิวกายที่เต็มไปด้วยรอยเส้นใยทั่วร่างสีแดง... ร่างที่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตขาวสั้นเต่อกับกางเกงขายาวสีน้ำเงินเข้มที่รัดด้วยเข็มขัดผ้าสีซีดธรรมดาๆ หากไม่มีทางจะมองเป็นมนุษย์ไปได้เลย

ชั่วครู่หนึ่งที่เขาหยุดนิ่งไม่ไหวติงราวกับแสงอรุณจะกลืนกินร่างกายให้หยุดนิ่ง เส้นผมสีขาวยาวประบ่าเรืองรองไปกับแสงตะวันอย่างสวยงาม เปลือกตาปิดสนิทราวกับอิ่มเอิบหรือสุขใจจนสังเกตได้ถึงรอยยิ้มจางๆ บนดวงหน้าที่แหงนขึ้นเพื่อรับแดดอ่อน สีผิวแดงก่ำราวกับจะค่อยๆ จางลงจนกลายเป็นสีเขียวอ่อนใบไม้อย่างช้าๆ

จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้มีหน้าตาที่เลวร้ายแต่อย่างใด กลับกันหากตัดเรื่องสีผิวและเส้นใยบนดวงหน้าออกไปได้ เขาจะกลายเป็นบุรุษผู้หนึ่งที่หน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว เพราะคงไม่มีใครปฏิเสธใบหน้าเรียว สันจมูกโด่ง ดวงตาคม กับผิวหน้าที่ไร้สิวฝ้าโดยสิ้นเชิงเพราะว่าเขาเป็นพืช... แม้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องร่างกายที่ผอมโซจนทำให้ใบหน้าดูซูบไปบ้าง แต่ถ้าบำรุงกันดีๆ ด้วยดินอุดม น้ำบริสุทธิ์ และแดดอ่อนๆ ก็คงจะช่วยให้เขาร่างกายแข็งแรงขึ้นได้ไม่ยาก

...แต่นั่นก็คงเป็นแค่ความคิดเพ้อฝันอันไร้สาระที่ไม่มีผู้ใดอยากจะสนใจ โดยเฉพาะเมื่อเขามีนิสัยชอบดื่มด่ำไปกับหยาดหยดโลหิตอย่างไม่สนใจว่านั่นจะเป็นเลือดของมนุษย์หรืออมนุษย์ด้วยกันเอง...


ขอแค่มีพลังเวทมนตร์ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ผู้นั้นก็มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นเหยื่อให้ชายผู้นี้กลืนกินได้อย่างไม่ยากเย็น


แต่แล้ว... สัมผัสหนึ่งที่บอกไม่ได้แน่ชัดก็เข้าแทรกแซงการยืนนิ่งรับแสงอย่างสบายอารมณ์ จนทำให้เปลือกตาที่ปิดสนิทกลับขยับลืมตาขึ้น แล้วหันเบือนหน้าไปทางทิศที่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันยากจะบรรยาย... เมื่อมันเป็นความรู้สึกคุ้นเคยและอยากเข้าหาอย่างบอกไม่ถูก หากก็ทำให้เกิดความรู้สึกยำเกรงราวกับเคารพรักอยู่ในขณะเดียวกัน

ความสงสัยใคร่รู้ถึงที่มาของสัมผัสแปลกประหลาดค่อยๆ ครอบงำห้วงคิดมากขึ้นทีละน้อย ดวงเนตรมรกตประกายงามหรี่ลงอย่างครุ่นคิดถึงสาเหตุ จนในที่สุดหลังจากที่ยืนนิ่งอยู่อีกอึดใจหนึ่ง เขาก็เลือกที่จะก้าวเดินไปตามทิศที่สัมผัสถึงได้...

ต้นกำเนิดของความรู้สึกแปลกประหลาดที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้าห่างไกลออกไป... ความรู้สึกที่ราวกับจะเฉลยคำตอบไว้แล้วหากแต่มันไม่มีทางจะเป็นไปได้หรอก... ...ความรู้สึก... ราวกับจะได้พบ...


... มารดาแห่งเหล่าพฤกษา ...



... ... ...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Sun Aug 24, 2008 11:22 pm

... ... ...



...เช้าแล้ว... ท่านเรเว็นจะตื่นหรือยังนะ?

ห้วงคำนึงที่ทำให้เจ้าตัวเผลอหยุดนิ่งไปชั่วครู่ เมื่อดวงตากลมโตสีอำพันเหลือบมองผ่านกระจกใสบนหน้าต่างสีน้ำตาลเนื้อไม้ออกไปอย่างเหม่อลอย แสงทองยามเช้าค่อยๆ สาดส่องลอดหน้าต่างลงมาต้องกายอย่างอบอุ่น เผยให้เห็นถึงรูปโฉมที่เปลี่ยนแปลงไปราวกับเป็นตนละตนกับเมื่อวันวาน

เรือนผมดำสนิทที่ดูเรียบร้อยสะอาดตาถูกปล่อยสยายยาวลงมาเบื้องหลัง ชุดรัดกุมสีดำแขนยาวติดปลอกข้อมือสีขาวและผูกผ้ากันเปื้อนสีขาวมีระบายไว้ด้านหน้า เหนือขึ้นไปบนศีรษะประดับผ้าคาดผมเป็นระบายขาวอยู่ระหว่างใบหูสีดำทั้งสองข้างที่บัดนี้ตั้งขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเพราะไม่จำเป็นต้องเก็บซ่อนไว้ ก่อนที่มันจะกระดิกขวับแล้วหันเอียงไปในทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเจ้าของหูที่เบือนหน้าหันไปทางต้นเสียงซึ่งร้องเรียกชื่อเธออย่างแผ่วเบา


“... เฟ—ริน่า— ...”

เสียงเล็กที่ลากยาวราวกับเด็กหัดพูดซึ่งก็เข้ากันดีกับเจ้าของเสียงเรียก ที่บัดนี้ยืนค้างอยู่ตรงช่องประตูทางเข้าห้องครัวที่ค่อยๆ สว่างขึ้นทีละน้อยด้วยแสงอรุณ ร่างน้อยผิวแทนในชุดเดรสขาวแขนกุดยาวถึงข้อเท้า ประดับด้วยผ้าคลุมไหล่สีแดงเข้าคู่กับหมวกฮูดคลุมสีเดียวกัน ด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้เองจึงทำให้เธอดูราวกับเด็กน้อยเสียนี่กระไร

ยิ่งเมื่อเฟริน่าผละจากขอบหน้าต่างพลางเอื้อมมือไปบนโต๊ะไม้ที่ตั้งอยู่ใจกลางห้องครัวเล็กๆ เพื่อหยิบตะกร้าไม้สองชั้นซึ่งอัดแน่นไปด้วยขนมหวานต่างๆ ที่เธอเป็นผู้เรียงซ้อนกันอย่างเรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าหาเด็กน้อยพลางย่อตัวลงนั่งเพื่อส่งตะกร้าให้เด็กสาวที่ตัวเล็กกว่าเกือบครึ่งเมตรด้วยรอยยิ้มร่าเริง นี่หากไม่ติดว่าเฟริน่าแต่งกายด้วยชุดสาวใช้สีขาวดำเช่นนี้ล่ะก็ดูเผินๆ ไปอาจจะคิดว่าเป็นแม่ลูกกันเสียด้วยซ้ำ

และเมื่อมือบางของเด็กน้อยเอื้อมมารับตะกร้าสองชั้นไปถือไว้ข้างกายด้วยมือเดียวอย่างน่าประหลาดใจ เฟริน่าซึ่งยังคงนั่งอยู่ที่พื้นก็เอื้อมมือไปจับจัดเสื้อผ้าของเด็กสาวให้เรียบร้อยอีกครั้งหนึ่งอย่างสุภาพ ด้วยรอยยิ้มสดใสร่าเริงใจประดุจยินดีที่ได้พึงกระทำงานเช่นนี้ ขณะที่เด็กน้อยได้แต่ยืนนิ่งกระพริบดวงตากลมโตสีดำสนิทปริบๆ ราวกับไม่เคยถูกดูแลใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อนเลย

จนเมื่อเฟริน่าจัดการตรวจดูเสื้อผ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ เด็กน้อยถึงได้ค่อยๆ เผยอริมฝีปากบางขึ้นมาช้าๆ ยามเมื่อเฟริน่าหันมาสนใจจัดแต่งเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลแดงภายใต้ฮูดสีแดงของเด็กสาวอย่างอารมณ์ดี


“...เอ่อ... ขอบ—ใจ... นะ...”
“เรื่องแค่นี้เองไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านเทียร่า”


หากแต่เฟริน่าเพียงแค่เหลือบสายตาลงมามองสบตาก่อนจะแย้มรอยยิ้มกว้างอย่างพึงใจ แล้วก็โต้ตอบไปพลางจัดทรงผมของเด็กสาวนามเทียร่าให้ปรกหน้าผากกว้างไปพลางอย่างร่าเริงใจ เพราะสิ่งที่เธอพึงกระทำอยู่ในขณะนี้มันก็คล้ายคลึงกับที่เธอเคยกระทำยามเป็นข้ารับใช้ให้กับครอบครัวมนุษย์สมัยก่อนโน้น...

แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างเด่นชัดนั่นคืออิสระและความเป็นตัวของตัวเอง ที่ยามนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะเปิดเผยผิดกับยามนี้ที่ไม่จำเป็นต้องปกปิดหรือหลบซ่อนสายตาอื่นใด เพราะที่นี่ทุกชีวิตต่างอยู่กันด้วยสันติ... หรืออย่างมากหากเข้ากันไม่ได้ก็แค่อยู่แยกกันเสียหน่อยก็เท่านั้นเอง

และในตอนนี้เธอก็ได้บ้านที่จะพักพิงอาศัยอย่างสงบสุขด้วยความช่วยเหลือของเรเว็น เพียงแค่อยู่ช่วยงานทำขนมและดูแลบ้านยามที่ท่านเทียร่าออกไปขายขนมหวานข้างนอกเท่านั้นเอง ซึ่งเอาจริงๆ แล้วเฟริน่าก็อยากจะช่วยงานให้มากกว่านี้แต่เพราะตัวบ้านเองก็ไม่ได้มีอะไรมากเกินความจำเป็น อีกทั้งการออกไปช่วยขายขนมหวานก็ดูจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหามากกว่า...

ผลสรุปออกมาจึงกลายเป็นว่าเฟริน่าแค่อยู่ช่วยทำขนมและดูแลบ้านเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องอื่นใดก็ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง

ซึ่งหลังจากที่เฟริน่าจัดการตกแต่งและตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งเสื้อผ้า ทรงผม และขนมในตะกร้าจนหมดแล้ว ขณะนี้เธอก็เริ่มออกเดินจากบ้านเคียงคู่ไปกับเทียร่าเพื่อที่จะเดินไปส่งถึงทางเข้าออกจากหมู่บ้าน เพราะส่วนหนึ่งเธอเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำยังไงจึงจะเข้าออกหมู่บ้านได้ ทั้งที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่หมอกดำรายล้อมรอบหุบเขานอกหมู่บ้านแห่งนี้ทั้งนั้น...


หมู่บ้านที่เงียบสงบ... มีทั้งมนุษย์ธรรมดาและอมนุษย์หลากหลายกันไปอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ช่างเป็นสถานที่ที่เหมือนกับความฝัน... หากแต่มันคือความจริงที่เธอพบเห็นอยู่ในขณะนี้...


ภาพหมู่บ้านกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยสีเขียวจากพฤกษานานาพันธุ์ บ้านพักอาศัยที่บ้างก็ทำจากไม้ บ้างทำจากดิน ไม่ก็อาศัยอยู่ในต้นไม้ หรือช่องทางที่ดูเหมือนเป็นถ้ำลงใต้ดิน ชีวิตทั้งหลายต่างพากันออกมาทำงานยามเช้าอย่างสดชื่นแจ่มใส เสียงร้องเรียกและเอ่ยทักทายดังระงมไปทั่ว คลอไปกับเสียงธรรมชาติที่พัดโบกอากาศยามเช้าตรู่ที่สดใสและเสียงนกร้องขับขานที่โผบินอยู่ทั่วไป ไหนยังจะเหล่าสัต ว์แปลกๆ ทั้งหายากและไม่คาดคิดว่าจะได้เจอตัวจริงอย่างเช่น คอกม้ายูนิคอร์นที่อยู่ไกลตานั่น หรือเสือขาวร่างใหญ่ที่มีเขี้ยวยาวโง้งออกมาแต่กลับเล่นกับเด็กน้อยผู้เป็นเจ้าของราวกับเป็นแมวน้อยแสนเชื่อง

ทัศนียภาพที่ชวนให้เหม่อมองไปไกล เมื่อนึกคิดไปพลางเฟริน่าก็พาลจะตื้นตันใจไม่หาย ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ใจดีและอ่อนโยนกับเธอเสมอ ทั้งเรื่องจัดหาที่พักและเสื้อผ้าให้สวมใส่ รวมไปถึงหน้าที่การงานที่แต่ละชีวิตในหมู่บ้านจำเป็นจะต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อหมู่บ้านบ้าง อย่างเช่นที่ท่านเรเว็นทำงานเป็นผู้ซ่อมสร้างอาวุธและออกล่าหาสมบัติมาช่วยผู้อื่นในหมู่บ้าน...


และก็ยังช่วยพาเธอเข้ามาในหมู่บ้านนี้ด้วย...


และในฉับพลันที่เฟริน่าเผลอนึกถึงตอนที่เข้าหมู่บ้านเมื่อวันวาน ดวงหน้าก็พลันจะเปลี่ยนสีเข้มขึ้นในทันใดเมื่อภาพในสมองราวกับจะย้อนกลับมาให้เห็น พร้อมกับความรู้สึกเลือนรางที่เผลอเบียดกายชิดใกล้ท่านเรเว็นเสียจน... ...น่าอายเป็นที่สุด!


“อ้าว? วันนี้จะไปเอลลูเลสเหรอเทียร่า?”

ราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหรืออาจจะกล่าวว่าเป็นบุพเพสันนิวาสก็ไม่อาจทราบได้ เมื่อเสียงหนึ่งที่แสนจะคุ้นเคยกลับดังขึ้นเบื้องหน้าไม่ไกลเกินกว่า 4-5 เมตรจากจุดที่สองสาวเดินเคียงกันอยู่ จนเฟริน่าเผลอตัวเหลือบสายตาขึ้นมามองอย่างตื่นตกใจ

ชั่วขณะหนึ่งที่ดวงเนตรกลมโตสีอำพันประสานสบกับดวงตาสีอเมทิสต์ที่มองตรงมา เสียงเล็กของเทียร่าที่โต้ตอบชายหนุ่มกลับไปดูจะไม่เข้าหัวเธอเลย เมื่อเรเว็นมองสบตาเธอแล้วแย้มยิ้มให้อย่างอ่อนโยนระคนพึงใจ ก่อนที่ชายหนุ่มตรงหน้าจะก้าวขานำพาร่างที่ใส่เพียงกางเกงขายาวพร้อมทั้งแบกดาบเล่มโตพาดบ่าตรงเข้ามาหาเธอด้วยรอยยิ้ม

แล้วมือใหญ่ที่หยาบกร้านเพราะครานี้มิได้สวมถุงมือหากให้สัมผัสที่อบอุ่นและคุ้นเคยของเรเว็น ก็สัมผัสลูบศีรษะเฟริน่าเบาๆ เหมือนกับเมื่อวันวานที่ได้เจอกันในป่ากว้างครานั้น เช่นเดียวกับรอยยิ้มอันสดใสของเรเว็นที่ยังคงให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและเป็นมิตรดั่งเคย


หากแต่ความรู้สึกของเธอในยามนี้... ราวกับจะแปรเปลี่ยนไปจากเดิมเสียจนห้ามไม่ได้เสียแล้ว...


เหลือเพียงแค่เสียงเล็กของเทียร่าที่แว่วผ่านโสตประสาทอย่างแผ่วเบา ดวงหน้าแดงซ่านที่ก้มหลบสายตาของเรเว็นมองเห็นภาพเทียร่าที่หันมาส่งยิ้มให้เพียงชั่วครู่ ด้วยสีหน้าราวกับเข้าใจความรู้สึกเธอในขณะนี้... รอยยิ้มที่ดูราวกับแม่ที่รู้ใจลูกสาวดีเสียจนเฟริน่ายิ่งหน้าแดงหนักเข้าไปใหญ่

แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วครู่ก่อนที่เทียร่าจะโบกมือลาเล็กน้อย แล้วเดินตรงไปเบื้องหน้ายังทิศทางที่ปรากฏไอดำเวียนวนเสมือนอุโมงค์ทรงกลมขนาดใหญ่ไม่ไกลจากตรงนี้นัก แล้วในไม่กี่วินาทีถัดมาเด็กน้อยในชุดแดงนามเทียร่าก็เดินทะลุผ่านอันตรธานหายไปอย่างน่าอัศจรรย์



... ... ...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Sun Aug 24, 2008 11:22 pm

... ... ...



แบบนี้ดีแล้วสินะ...


เพียงความคิดที่รำพึงกับตนเองขณะที่ร่างกายขยับก้าวขาเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายปลายทางในยามนี้ เพราะราวสิบนาทีก่อนหน้านี้ ข้อสงสัยในดวงจิตได้คลี่คลายออกไปแล้วทันทีที่มั่นใจในสัมผัสของความรู้สึก และรับรู้ถึงภาพที่ดวงเนตรประกายเขียวมรกตคู่นี้จับจ้องไปยังร่างสองร่างไกลตา โดยไม่ให้ทั้งสองร่างนั้นได้รับรู้ถึงตัวตนของเขาระหว่างการจับจ้องเลยแม้แต่น้อย

แม้จะมิใช่ท่านผู้นั้นจริงๆ อย่างที่เคลือบแคลงสงสัยไว้ แต่โดยความรู้สึกที่สัมผัสได้นั้นก็ทำให้มั่นใจได้เลยว่าเป็นผู้สืบสายเลือดเดียวกันอย่างแน่นอน... ช่างเป็นโชคชะตาอันน่ายินดียิ่งที่ได้ประสบพบเจอกับผู้สืบสายเลือดแห่งพงไพรผู้อยู่เหนือเหล่าพฤกษาทั้งมวล

คิดไปพลางก็ได้แต่ยิ้มไปพลางอย่างอารมณ์ดี หากพระมารดาแห่งมวลพฤกษาเปรียบได้ดั่งราชินี เด็กสาวที่เขาได้เห็นอยู่ไกลตาเมื่อครู่นี้ก็คงจะเปรียบได้ดั่งธิดาน้อยแห่งมวลพฤกษา... แม้จะติดใจสงสัยว่าร่างเล็กที่นอนขดหนุนตักพระธิดาจะเป็นใครแต่ในเมื่อดูๆ ไปแล้วก็ไม่เห็นจะมีพิษภัยอะไร เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องไปทำอะไรหรอก


เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับองค์หญิงขึ้นมา ผืนป่าแห่งนี้ก็จะช่วยปกป้องและทำลายศัตรูให้เอง


หากแต่ความคิดที่เพลิดเพลินจิตกลับต้องหยุดชะงักลงเช่นเดียวกับร่างกายที่หยุดยืนนิ่ง เมื่อเสียงหนึ่งที่ฟังราวกับเป็นฝูงผึ้งหรือแมลงติดปีกจำนวนมากจะดังก้องขึ้นเบาๆ และมันคงจะไม่ทำให้เขาจำต้องหยุดนิ่งอยู่เช่นนี้หากว่าเสียงนั้นมันไม่เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สามารถมองเห็นถึงต้นกำเนิดเสียงที่ดูเหมือนว่าทางนั้นเองก็สังเกตเห็นเขาด้วยในเวลาเดียวกัน

และแล้ว... บทสนทนาระหว่างพฤกษาสีเขียวเดินดินกับหัวหน้าฝูงยุงลายสีแดงสดก็เริ่มต้นขึ้น โดยมีเหล่ายุงลายตัวน้อยบินว่อนไปเกาะตามใบไม้ใกล้เคียงบ้างเปลือกไม้โดยรอบบ้างราวกับจะหยุดพักผ่อน หากแต่มันกลับทำให้พื้นที่โดยรอบเกิดสีดำขึ้นประปรายราวกับมีใครฉีดหมึกสีดำพ่นออกมาเป็นละอองปกคลุมบริเวณนี้ไว้ทั่วอย่างน่าขนลุก

แต่ย่อมไม่ใช่ต่ออมนุษย์ผู้รู้จักเจ้ายุงลายตัวโตๆ สีแดงตนนี้อย่างดีเป็นแน่ เมื่อชายร่างเขียวเริ่มแย้มรอยยิ้มฉันมิตรแล้วเอ่ยปากทักเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอเสียนานอย่างอารมณ์ดี โดยไม่ได้ใส่ใจเหล่ายุงลายนับร้อย... ไม่สินับพันตัวที่เกาะอยู่โดยรอบราวกับเป็นกองกำลังอารักขาเช่นนี้


“อ่า... มอซคิโตเองรึ ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยสหายข้า”
‘ฮะๆ ท่านก็เหมือนกัน นานๆ จะได้เจอที แต่ชุดก็ยังสะอาดสะอ้านเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะท่านมิราน~’


แล้วเสียงเล็กที่สั่นพร่าหากแต่ชัดก้องอยู่ในโสตประสาทของอมนุษย์พฤกษานามว่ามิราน ราวกับจะเป็นกลวิธีในการสื่อสารอันพิลึกพิลั่นของเจ้ายุงลายตัวแดงนามมอซคิโตตนนี้ แต่ดูเหมือนว่าผู้ฟังจะไม่ได้รู้สึกตื่นตกใจใดๆ เลยสักนิด

ก็เขาจะตื่นตกใจไปทำไมเล่า ในเมื่อนี่เป็นกลวิธีการสื่อสารอันสามัญที่สุดสำหรับเหล่าอมนุษย์ที่ไม่ได้มีรากฐานร่างกายคล้ายคลึงกับพวกมนุษย์ ซึ่งจะว่าไปมิรานเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจะต้องเป็นร่างคล้ายมนุษย์จึงจะดี เขารู้แต่ว่าการคงอยู่ในร่างเช่นนี้มันก็สะดวกดีในหลายๆ เรื่องอยู่เหมือนกัน

แต่ตอนนี้เขาคงจะต้องตอบคำถามของมอสคิโตเสียหน่อยแล้ว เมื่อเรื่องที่ถามมาทำให้เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยเอาเสียเต็มประดา... เรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านที่มนุษย์ยึดครองไปซึ่งบัดนี้เหลือเพียงศพและหยดเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วหมู่บ้าน...


‘ว่าแต่ว่า... ท่านคิดจะเปลี่ยนสมญานามเป็นมิรานหยาดพิษแห่งพฤกษาหรือยังไงกัน? ถึงได้ไปฆ่าล้างหมู่บ้านที่ถูกมนุษย์ยึดไปเสียหมดแบบนั้น?’

ช่างเป็นคำถามพร้อมถ้อยคำกระเซ้าเหย้าแหย่เสียจนมิรานอดยิ้มไม่ได้ เมื่อน้ำเสียงที่แม้ว่าจะฟังไม่ค่อยถนัดชัดหูเท่าใดนัก แต่ก็บ่งบอกได้ถึงความชอบใจระคนชื่นชมอยู่ในน้ำเสียงนั้น แต่ในเมื่อมันเป็นความเข้าใจผิดไป เขาก็ไม่หน้าด้านพอที่จะอ้างรับมันไปได้หรอก


“ไม่ใช่ข้าหรอกมอสคิโต... ข้าก็แค่เดินไปดูแล้วก็เลยดูดกลืนเลือดไปบ้างเท่านั้น ข้ายังพอใจกับสมญานามมิรานพฤกษาโลหิตอยู่น่า”

พูดไปพลางก็แย้มยิ้มหัวเราะไปพลางอย่างอารมณ์ดี ซึ่งมอสคิโตก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่วนไปด้วยราวกับเป็นเรื่องขำขันที่สนุกสนาน ทั้งที่ต้นเหตุแห่งฉายานั้นของมิรานมันไม่ได้ชวนให้น่าขำสักนิด...

เพียงดอกไม้เล็กๆ ที่ดูดซับหยดเลือดเพราะสงครามของเหล่ามนุษย์มานานนับร้อยปี ดูดกลืนดวงจิต โลหิต และพลังมนตราที่แผ่กระจายอยู่เรื่อยมา จนที่สุดแล้วก็ก่อกำเนิดตื่นขึ้นมาเป็นร่างกายดั่งเช่นทุกวันนี้...

หากแต่ยามนั้นมิรานมิอาจห้ามตนเองไม่ให้เข่นฆ่าและกลืนกินผู้คนที่เข้าใกล้ได้เลย ยามใดที่รู้สึกเหือดแห้งเขาจักไม่เรียกหาหยาดน้ำบริสุทธิ์หากแต่ปรารถนารสเลือดอันน่าอภิรมย์ และเขาจะไม่หยุดจนกว่าจะอิ่มเอิบพึงใจกับหยาดหยดโลหิตที่ได้รับมาโดยไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ จนทำให้ผิวกายสีเขียวใบไม้กลายเป็นสีแดงก่ำดำแดงอย่างโลหิตข้น

จนเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปราวร้อยปี... เขาจึงได้สติและหลุดพ้นจากห้วงสัญชาติญาณดิบอันน่าหวาดหวั่นนี้ได้... หากแต่สมญานามที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อเรียกเขากลับชัดก้องยิ่งกว่าชื่อที่เขาได้รับจากหญิงสาวนางหนึ่ง... หญิงสาวผู้ช่วยชีวิตเขาให้ออกมาจากความดิบเถื่อนเมื่อราวสองร้อยปีก่อนนั้น


...นับจากนี้ไป... ชื่อของเจ้าคือ... มิราน... ...มิรานที่แปลว่าสันติภาพ... และข้าหวังว่าเจ้าจะกระทำตนเช่นนั้นได้...


เพียงแค่ชั่วครู่หนึ่งที่มิรานเผลอหยุดนิ่งไปเมื่อห้วงความคิดกลับไปนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสองร้อยปีก่อนเข้า... ตัวเขาในขณะนั้นนอนหมดสภาพอยู่แนบพื้นดินด้วยสติอันเลือนราง ดวงตาที่พร่ามัวจากการมองย้อนแสงอาทิตย์ขึ้นไปเห็นเพียงภาพหญิงสาวนางหนึ่งที่ซ่อนดวงหน้าอยู่ใต้เงาแสงอาทิตย์ เรือนผมสยายยาวพลิ้วไปกับสายลมที่พัดผ่านสถานที่แห่งนั้นอยู่เสมอ... แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาจำได้อย่างแม่นยำที่สุดไม่มีลืมเลือน...

ดวงเนตรประกายม่วงที่ดูราวกับสัต ว์ร้ายซึ่งมองทอดลงมายังร่างไร้กำลังของเขา... ก่อนที่ความทรงจำทั้งหมดจะขาดหายไปเพราะว่าเขาหมดสติลง...


‘... ... รา—... ท่าน—น ... นี่ท่านมิราน! ได้ยินข้าไหมเนี่ย!?’

ราวกับเวลาในกาลก่อนได้กระโดดข้ามมายังปัจจุบัน เมื่อดวงเนตรมรกตที่เหม่อลอยไปชั่วครู่สบเข้ากับยุงลายตัวแดงที่บินวนอยู่ตรงหน้าเขาและร้องเรียกชื่อเขา... ชื่อที่เขายึดมั่นตลอดมานับตั้งแต่เมื่อสองร้อยปีก่อนนั่น... และในตอนนี้เพื่อนที่ว่าก็กำลังจะขอตัวลาไปเสียแล้ว


‘เฮ้อ! ท่านเป็นอะไรไปอีกล่ะนี่? ข้าบอกลาท่านไปตั้งสามสี่รอบได้แล้วท่านก็ไม่เห็นจะตอบรับอะไรเลย?’
“อ่า... ขออภัย พอดีข้าเผลอนึกถึงความหลังเข้านิดหน่อย... ว่าแต่เจ้าจะไปแล้วหรือมอสคิโต?”


มีเพียงรอยยิ้มจางๆ ที่ปรากฏบนดวงหน้ามิรานพร้อมกับความรู้สึกที่ยากจะคาดเดาได้ในระหว่างบทสนทนา ที่ในชั่วครู่ต่อมาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งสองจะล่ำลาจากกันแล้วเดินแยกไปคนละทางในป่ากว้างใหญ่แห่งนี้

หากแต่ทั้งสองมิอาจจะได้ไปรู้เลยว่าหลังจากนี้ไป ทั้งคู่จะไม่อาจมาพบเจอกันได้อีกแล้ว...



... ... ...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Sun Aug 24, 2008 11:23 pm

... ... ...



สายลมค่อยๆ พัดเอื่อยผ่านป่ากว้างนำพาอากาศบริสุทธิ์ให้ถ่ายเทไปมาระหว่างป่าเขา... หากแต่เสียงที่เกิดขึ้นจากสายลมนี้มิอาจมีเพียงแมกไม้เสียดสีกันเพียงอย่างเดียว


กริ๊งงง...


เสียงแหลมเล็กที่แผ่วเบา ดังคลอไปกับเสียงธรรมชาติของเหล่าสรรพสัต ว์ที่ออกหากินและเสียงสายลมที่พัดผ่านใต้ร่มเงาไม้ใหญ่อันร่มรื่น แสงอ่อนจากดวงอาทิตย์ที่เล็ดลอดผ่านใบไม้ลงมาเผยให้เห็นถึงร่างสองร่างที่นอนหลับสนิทอยู่ใต้ไม้ใหญ่นั้นอย่างเป็นสุข

เพียงร่างเล็กบางราวกับเด็กสาวแรกรุ่นที่กำลังนอนหลับตาพริ้มเอนแผ่นหลังพิงแนบโคนต้นไม้ใหญ่อย่างผ่อนคลาย เรือนผมสยายสีเขียวถูกปล่อยยาวระพื้นหญ้าราวกับเส้นไหมสีหยกที่พลิ้วไหวน้อยๆ ตามแรงลม มีเพียงเสื้อคลุมสีฟางที่ปกปิดร่างกายกับถุงย่ามสีดินคล้ำที่อยู่เคียงข้างกาย ทำให้ดูราวกับว่าเธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาๆ ที่ไร้พิษสงใดๆ... ผิดกับอีกร่างหนึ่งที่หลับอยู่เคียงข้าง

ร่างสีขาวด้วยผืนผ้าที่ห่อหุ้มกายและเรือนผมยาวสยายดุจเส้นไหมสีหิมะที่แผ่กว้างไปเบื้องหลัง หากแต่คันศร ซองธนู ฝักดาบและมีดกริชที่วางอยู่เคียงข้างเจ้าตัว บ่งบอกได้ถึงระดับความสามารถในเบื้องต้นได้อย่างดี


สายลมดูราวกับจะพัดแรงขึ้น... ชั่วครู่...


กริ๊งงง... กริ๊งงง....


เสียงแหลมเล็กดังขึ้นอีกคราหากแต่มิได้มาจากต้นเสียงเพียงหนึ่ง... ประกายแสงที่ขยับไหวไปตามแรงลมสาดส่องตกกระทบลงบนกำไลลูกไม้สีน้ำตาลข้างหนึ่งที่ปรากฏอยู่บนข้อมือซ้ายของเด็กสาว เผยให้เห็นถึงวัตถุสีเงินที่ส่องสะท้อนแสงอ่อนออกมา นั่นคือกระพรวนเงินอันน้อยที่ทำขึ้นมาเป็นรูปคล้ายใบไม้และผูกติดอยู่บนกำไลเพื่อความน่ารัก...

เช่นเดียวกับบนแขนขวาของร่างที่นอนหลับตาอยู่บนตัก ซึ่งปรากฏกำไลแบบเดียวกันราวกับเป็นชุดเดียวกัน... มือบางสีขาวกุมมือบางสีซีดที่ปรากฏรอยเส้นเลือดสีชมพูและเล็บแหลมคมอย่างน่ากลัว... หากแต่มือบางของเด็กสาวก็ยังคงจับมือนั่นไว้แน่นแม้ในยามหลับสนิทเช่นนี้


แล้วสายลมก็ค่อยๆ หยุดลงอย่างเชื่องช้า... ส่งผลให้เสียงใบไม้เสียดสีและเสียงกระพรวนใบไม้ค่อยๆ แผ่วเบาลง...


เพียงประกายแสงแวววาวจากสองสิ่ง... หนึ่งคือแสงสะท้อนจากเขาเล็กสีฟ้าจางราวคริสตัลงามกลางหน้าผากของดวงหน้าได้รูป หากแต่ซีดขาวและเห็นได้ถึงเส้นเลือดสีชมพูจนดูน่ากลัว... และหยาดแสงเล็กๆ ที่ทอแสงสะท้อนชั่วครู่ก่อนที่จะไหลรินร่วงลงสู่พื้นหญ้าเขียวขจี

หยาดน้ำตา... แห่งความยินดี... และเสียงหนึ่งเล็กๆ ที่เล็ดลอยออกมาราวกับละเมอ... เสียงเล็กๆ ที่ชั่วชีวิตเธอได้แต่วิงวอนต่อนางฟ้าเทพธิดาอยู่ลึกๆ ในจิตใจ


“...ท่าน... แม่...”


และวันนี้... เทพธิดาก็อำนวยพรให้เธอแล้ว...


กริ๊งงง... กริ๊งงงงง...



End. “Mother”
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Thu Sep 04, 2008 7:41 pm

EVIL : LIVE
Chapter 6 : “Spirit”



“งั้น... ข้าขอตัวก่อนล่ะ...”

นั่นเป็นเพียงคำพูดสุดท้ายที่เธอได้กล่าวออกไป โดยไม่สนใจว่าคู่สนทนาที่ไม่เคยปริปากพูดอะไรสักคำจะได้กล่าววาจาใดๆ ออกมาได้ทัน ก่อนที่ร่างบางเจ้าของเสียงใสซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ฮูดสีชาจะก้าวขานำพาร่างกายออกไปสู่แสงสว่างนอกร้านชำเล็กๆ แห่งนี้

ก่อนที่ห้วงความคิดจะเริ่มโลดแล่นอย่างเริงร่าในอึดใจ เมื่อมือบางภายใต้ถุงมือขนสัต ว์สีดำเอื้อมไปสัมผัสแผ่นกระดาษหนาปึกที่มัดเรียงอยู่ในกระเป๋าข้างกายจนแน่นเอียด เสียจนเจ้าตัวอดที่จะตื่นเต้นไปกับค่าตอบแทนจำนวนมากขนาดนี้ไม่ได้เอาเสียเลย


เงินดีกว่าที่คิดอีก! แบบนี้ไม่เรียกว่าคุ้มค่าเสี่ยงก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีแล้ว!


คิดไปพลางก็ยิ้มกริ่มไปพลางอย่างร่าเริงใจ ขณะที่เดินไปตามทางเดินสีหม่นที่เต็มไปด้วยผู้คนยากจนอันเป็นชนชั้นแรงงานของเมืองนี้ ซึ่งมันไม่เข้ากันเลยกับสมญานามเมืองแห่งปราชญ์ที่ควรจะเต็มไปด้วยผู้คนชาญฉลาดเปี่ยมด้วยคุณธรรม... หรือไม่ ก็คงจะเป็นแค่การมองโลกในแง่บวกจนเกินไปจึงคิดว่าคนฉลาดผู้ได้รับการศึกษาจะเป็นคนดีมีคุณธรรมไปเสียหมด

กระนั้นแล้วมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอสักนิดหรอก ก็แค่ความคิดรำพึงรำพันที่แสดงออกถึงความเวทนาสงสารที่เธอมิอาจช่วยเหลือได้... ไม่สิ ช่วยเหลือไม่ได้ต่างหาก ถ้ายังไม่อยากเป็นศัตรูกับชนชั้นสูงที่กดขี่คนเหล่านี้ หรือถูกคนพวกนี้เรียกร้องขอให้ช่วยจนไม่เหลืออะไรให้ตัวเองล่ะก็นะ...

ชั่วขณะหนึ่งที่เผลอเหม่อไปเล็กน้อย พร้อมกับดวงหน้าประดับแว่นตาทรงรีที่หมองลงทันทียามเมื่อเห็นเด็กเล็กๆ เนื้อตัวมอมแมมเต็มไปด้วยรอยแผลคนหนึ่งนอนขดซุกอยู่ข้างทางอย่างไม่มีใครเหลียวแล ร่างกายที่ผอมบางสั่นระริกราวกับอากาศช่างหนาวเหน็บ หากแต่เธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่หรอก ในเมื่ออากาศยามนี้กำลังเริ่มอุ่นสบายแบบนี้

เจ้าหล่อนหยุดเดินลงราวกับลังเล มือบางขยับกำแน่นราวกับประสงค์จะข่มอารมณ์ ขณะที่ดวงเนตรสีน้ำเงินใสเบื้องหลังแว่นตาจับจ้องตรงไปยังเด็กคนนั้น ริมฝีปากบางเม้มเรียบเมื่อห้วงคิดจากประสบการณ์บอกว่าเด็กคนนี้กำลังจะตายในไม่ช้า ขณะที่สามัญสำนึกก็ย้ำเตือนเธอว่าไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์

เด็กคนนี้กำลังจะตาย... อาจเป็นเพราะป่วยหนัก อาจเป็นเพราะขาดอาหาร อาจเป็นเพราะถูกทำร้าย... ถึงกระนั้นในอึดใจต่อมาขาเรียวก็ก้าวตรงเข้าหาเด็กคนนั้น แม้ว่าเธอจะรู้ตัวดีว่าจะมีเรื่องวุ่นวายตามมาเป็นแน่ แต่เธอก็ไม่อยากจะเห็นใครไม่ว่าจะมนุษย์หรืออมนุษย์ต้องมาตายต่อหน้าเธออีกแล้ว

หากดูเหมือนจะไม่ได้มีเพียงเธอที่คิดเช่นนั้น...


“เฮ้ยเจ้าหนู! เป็นไงบ้าง!?”

เสียงทุ้มต่ำที่ร้องเรียกขึ้นแทบจะในทันทีที่ร่างของชายหนุ่มผิวสีเข้มเจ้าของผมสีควันก้มลงมานั่งใกล้ๆ กับเด็กคนนั้น หากแต่ดูแล้วก็ไม่ค่อยน่าไว้ใจสักเท่าใด เมื่อดวงหน้ารูปไข่ของชายหนุ่มกลับแดงก่ำราวกับขี้เหล้าเมายาคนหนึ่งที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อแถมกลัดกระดุมแค่ 3 เม็ด

กระนั้นแล้วเมื่อชายหนุ่มขี้เหล้าคนนั้นก้มลงไปมองๆ จับๆ ตามเนื้อตัวเด็กคนนั้นอย่างไม่ใส่ใจว่าจะเปื้อนอะไรบ้างพร้อมกับใบหน้าคมเข้มที่เริ่มขมวดคิ้วเคร่งเครียดขึ้นมา จนดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลคู่นั้นแลดูสุขุมคมเข้มขึ้นมาอย่างประหลาด นั่นก็ทำให้เธอเลือกที่จะหยุดการเคลื่อนไหวแล้วรอดูท่าทีต่ออีกนิด

แล้วสิ่งที่ชายหนุ่มกระทำหลังจากนั้นก็กลายเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากจะเชื่อสายตาเท่าใดนัก เมื่อบุรุษคนดังกล่าวเอื้อมมือไปช้อนร่างเล็กอันผอมบางขึ้นมาอุ้ม แล้วเดินดุ่ยๆ ออกไปนอกเขตสลัมอย่างไม่สนใจสายตาใครทั้งสิ้น จนร่างเล็กที่สั่นระริกดูราวกับจะรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง แต่ก็แค่ชั่วพริบตาก่อนที่เสียงบ่นอันสุดแสนจะกวนประสาทจะดังมาจากชายคนนั้น


“ถ้ายังไม่อยากตายก็เงียบๆ ไปเจ้าหนู! เดี๋ยวไปให้หมอรักษาก็จบแล้ว!”


...ไม่เชื่อก็ต้องต้องเชื่อ... เมื่อเจ้าหนุ่มคนนั้นเดินตรงไปยังร้านหมอแถมยังใช้เท้ายันประตูให้เปิดแล้วเข้าไปดื้อๆ ...

มนุษย์เนี่ยดูจากภายนอกอย่างเดียวไม่ได้จริงๆ ด้วย... และนั่นก็เป็นเพียงแค่ความคิดชั่วครู่ของหญิงสาวผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ผู้หนึ่ง ที่บัดนี้ดวงหน้าผิวสีน้ำผึ้งซึ่งประดับแว่นตาได้ปรากฏรอยยิ้มเริงร่าด้วยความดีใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวเดินต่อไปสู่จุดหมายปลายทางที่ได้ตั้งใจไว้เพื่อออกไปจากเมืองสีขาวแห่งนี้...

มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก... สู่เรนาช...



... ... ...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Thu Sep 04, 2008 7:42 pm

... ... ...



หืม... ใกล้เที่ยงแล้วหรือนี่...

หากแต่มันก็เป็นเพียงห้วงความคิดชั่วครู่ของชายหนุ่มผมดำผู้สวมใส่ที่คาดผมสีแดงแรงฤทธิ์ ซึ่งเผลอเหลือบสายตามองขึ้นไปบนฟากฟ้าผ่านทิวไม้สีเขียวแห่งหมู่มวลพฤกษา ณ ชายหมู่บ้านชนบทอีกแห่งหนึ่งที่เขาประสงค์จะเดินทางมาตั้งแต่เมื่อคืน จนได้พบกับเพื่อนร่วมทางที่เขาไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจที่ได้เพื่อนประหลาดๆ แบบนี้ดี

ในเมื่อคนหนึ่งก็ดูจะแย้มยิ้มและไร้เดียงสา ถามโน่นถามนี่เสียจนสงสัยว่ามันโตมายังไงจนป่านนี้ถึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย... ส่วนอีกคนก็เงียบนิ่งไม่พูดไม่จาแถมตัวซีดยังกับศพเดินได้ก็ไม่ปาน ยังไม่นับถึงบางครั้งที่เหมือนกับจะพูดอะไรพึมพำอยู่คนเดียวเสียอีก

เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียวเชียว จะคุยอะไรไปคนหนึ่งก็ไม่รู้เรื่องคนหนึ่งก็เอาแต่เงียบ เดี๋ยวๆ คนหนึ่งก็ถามเอาถามเอา อีกคนหนึ่งก็เอาแต่คอยเดินตามเงียบๆ เป็นเงาเลือนรางจนบางทีก็มีหลุดสะดุ้งอยู่บ้าง เวลาที่ได้เห็นมันเข้าจังๆ ... แต่ก็แค่ช่วงแรกๆ ล่ะนะ ตอนนี้ชักเริ่มชินแล้ว

กระนั้นแล้วเสียงนุ่มๆ ที่แสนจะคุ้นหูมากมายก็ดังขึ้นอีกแล้ว เมื่อเจ้าคนเอ่ยปากก็ยังคงเป็นพ่อหนุ่มชุดขาวราวกับเป็นนักบวช เจ้าของดวงตาและเส้นผมสีเงินอันแปลกประหลาดซึ่งไม่เคยพบเคยเจอที่ไหนมาก่อนเลยในชีวิต ไหนยังเรื่องปลอกคอสีเงินที่เจ้าตัวขอปฏิเสธไม่เอ่ยถึงเสียอีก...


“หืม? ... ท่านวินซ์ นั่นมันอะไรน่ะครับ?”

เอาเถอะ... ยังไงตอนนี้เขาคงต้องหันไปตอบคำถามของเจ้าลูซีฟนี่เสียก่อน ซึ่งเขาก็ไม่จำแล้วด้วยว่ามันเป็นคำถามที่เท่าไหร่แล้ว ในเมื่อมันถามมาตั้งแต่เมื่อคืนยันรุ่งสางมันก็ยังถามโน่นถามนี่ไปเรื่อย... ถ้าไม่ติดที่ว่าเมื่อคืนมันร่ายมนตร์แสงได้เขาคงคิดว่าหมอนี่ต้องเป็นเด็กปัญญาอ่อนแน่ๆ


แถมยังเป็นเด็กปัญญาอ่อน... ที่มีอัญมณีเลอค่าติดตัวไม่ต่ำกว่าสิบชิ้นอีกด้วยนะ...


คิดไปพลางก็ได้แต่ทอดถอนใจว่าทำไมถึงไม่มีดวงรวยๆ กับเขาบ้าง กระนั้นแล้วความเบื่อหน่ายที่สุดแสนจะเซ็งจิตนี้ก็ดูจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อวินซ์เบือนหน้าหันไปตามทิศทางที่เจ้าตัวปัญหามากชี้นำไป... จนได้ประสบพบกับสาวน้อยนางหนึ่งที่แต่งตัวดูไม่เข้ากับรูปร่างเล็กบางสักนิด

เมื่อร่างเล็กผิวขาวผมเขียวทรงประหลาดๆ ซึ่งสวมเสื้อนอกแขนยาวสีขาวที่สั้นจนโชว์เอวบางๆ ทับลงบนแถบหนังสีดำรัดปิดแค่ช่วงอก ที่คงจะดูดีไม่น้อยหากว่าอกไม่ราบเรียบแบนเป็นกระดานเช่นนี้ ไหนยังจะกางกางขายาวเอวต่ำสีน้ำตาลจนเห็นขอบอะไรบางอย่างสีขาวๆ เล็กน้อย คู่กันกับเข็มขัดคาดที่มีซองปืนคู่และรองเท้าบูทหนังสีดำรัดติดกับเรียวขาบางๆ นั่นอีก

แต่ทุกอย่างดูจะไม่หนักหนาเท่ากับสิ่งที่สาวน้อยนางนี้ลากติดมือมาตามทางจนเห็นเป็นรอยครูดพื้นยาวเป็นแน่ เมื่อเขาโค้งสีขาวขุ่นขนาดเท่าท่อนขาผู้ชายตัวโตๆ ที่ปรากฏรอยบั่นด้วยของมีคมและมัดเชือกผูกโยงไว้อย่างดี กำลังถูกเด็กสาวนางนี้ลากเดินมาด้วยอาการเหนื่อยล้าที่แสดงให้เห็นเพียงการหอบเล็กน้อยเท่านั้น

แล้วก็ราวกับเวลามันจะหยุดลงชั่วครู่หนึ่ง เมื่อเด็กสาวผมเขียวคนนั้นเหลือบสายตาสีหยกและดวงหน้าที่ปรากฏหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ประปรายหันมาทางวินซ์ ซึ่งเผลอจ้องมองค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าเด็กผู้หญิงตัวแค่นี้จะสามารถลากเอาเขาของสัต ว์ปีศาจที่เขาเคยเห็นในใบประกาศล่าอสูรมาได้... ไม่สิ ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น...


นั่นหมายความว่า... เด็กคนนี้สามารถล้มเจ้าสัต ว์ปีศาจนั่นได้... ด้วยตัวคนเดียว ด้วยอาวุธปืนคู่นั่นกระนั้นหรือ??


หากแต่เมื่อวินซ์พินิจมองดีๆ ก็พอจะเห็นถึงอุปกรณ์อย่างที่สองซึ่งดูจะไม่น่าเชื่อหนักกว่าเก่า... ฝักดาบเล่มโตที่สะพายคาดอยู่ที่หลัง มันคงจะไม่เป็นปัญหาเลยหากว่าขนาดตัวของผู้ใช้ควรจะสูงสัก 170-180 ไม่ใช่แค่ราวๆ เมตรครึ่งแบบนี้ กระนั้นแล้วเมื่อมาคิดดูดีๆ การที่สาวเจ้ามีแรงลากเขาอันโตๆ มาตามทางได้แบบนี้ ก็ไม่น่าจะแปลกเกินไปที่จะสามารถกวัดแกว่งดาบขนาดเกือบเท่าตัวผู้ใช้สักเท่าใดหรอก

และแล้วเสียงเล็กที่เล็ดลอดออกจากริมฝีปากเล็กบางซึ่งฟังแล้วให้อารมณ์ประดุจแมวขู่ฟ่อ ก็ดังขึ้นมาราวกับจะบ่งบอกว่าเวลาที่หยุดลงนั้นได้ขยับเดินต่อไปแล้ว


“มองอะไรนักหนาเจ้าหัวดำ! ไม่เคยเห็นคนรึไงยะ!”

เสียงที่กระตุ้นเอาสามัญสำนึกกลับมา แม้จะแค่ไม่กี่วินาทีที่เผลอมองค้าง แต่ก็ดูจะเป็นอะไรที่เสียมารยาทพอสมควรที่ไปจ้องมองคนอื่นเขาแบบนี้... กระนั้นแล้วปัญหาก็ดูเหมือนจะตามมาติดๆ เมื่อเหลือบไปเห็นเจ้าหัวเงินชุดขาวนามลูซีฟเดินดุ่ยๆ เข้าหาสาวน้อยตรงหน้าแล้วเอ่ยปากถามว่าของที่ลากมาด้วยนั่นมันคืออะไร

...เออ ดีจริง พอไม่มีใครตอบเข้าก็เลยเดินไปถามเอาหน้าด้านๆ แบบนั้นเลยนะเจ้าลูซีฟ...

เคราะห์ดีที่ดูเหมือนว่าสาวเจ้าจะไม่ได้รังเกียจอะไรที่จะตอบ... ไม่สิ กำลังภาคภูมิใจอยู่มากกว่า เหมือนว่าเจ้าลูซีฟจะไปถามคำถามโดนใจเข้าจนเจ้าหล่อนบรรยายเสียยิบ... แน่นอนว่าตัวเองเก่งยังไง มันอันตรายแค่ไหน และล้มมันได้เยี่ยงไร ยัยเปี๊ยกนี่ก็ร่ายมาเสียหมด


รู้สึก... หงุดหงิดนิดๆ แฮะ...


แต่ถึงจะคิดไปก็ได้แต่นิ่งเฉยเท่านั้น เมื่อลูซีฟยังคงตั้งใจฟังและยิงคำถามใส่เป็นระยะๆ มันก็ดีไปอย่างที่เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาคอยตอบคำถามมันเสียแทน... ว่าแต่... เจ้ามิคาเอลมันอยู่ไหนหว่า?

ราวกับจะเพิ่งรู้สึกตัว เมื่อวินซ์ค่อยๆ เบือนหน้าหันไปมองรอบข้างอย่างสงสัยก่อนจะพบกับร่างสูงผมสีเพลิงในชุดเสื้อคลุมยาวสีขาว ซึ่งยืนพิงต้นไม้ใกล้ๆ พลางหันหลังให้ราวกับรอคอยว่าเมื่อไหร่จะเดินทางไปต่อเสียที และ ณ จุดนี้วินซ์ก็สบมองเข้ากับตราสัญลักษณ์ที่ทำให้เขาสงสัยถึงที่มา แต่เจ้ามิคาเอลก็ไม่ได้ตอบคำถามไปอีกรายเหมือนเจ้าลูซีฟที่ไม่ยอมพูดถึงเรื่องปลอกคอ

นั่นคือลวดลายสีดำที่ปรากฏเด่นชัดอยู่บนเสื้อคลุมสีขาวเบื้องหลัง ลวดลายที่แปลกประหลาดหากแต่สวยงามและดูมีพลัง นั่นคือลายรูปดาวห้าแฉกกลับหัวที่มิได้มีเพียงหนึ่งดวง หากแต่มีสองดวงคล้องเชื่อมกันไว้อย่างน่าประหลาด

วินซ์เองก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักกับสัญลักษณ์เช่นนี้หรอกนะ เพราะในอดีตเขาเองก็เคยปะทะกับพวกผู้ใช้มนตร์ดำมาเหมือนกัน หากแต่เจ้ามิคาเอลคนนี้มันดูเหมือนจะมีอะไรที่แตกต่างออกไป ในด้านพลังความสามารถ เรื่องนิสัยไม่แปลกมากมายเพราะส่วนใหญ่ที่เคยเจอก็มักจะเงียบๆ และมีตราสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกกลับหัวอยู่ทั่วไป

แต่ทำไม... เจ้ามิคาเอลนี่ถึงชอบมีดาวห้าแฉกกลับหัวอยู่สองวงทุกทีไปกันล่ะ? ทั้งที่ปกติแล้วจะมีตราเด่นหราแค่ดวงเดียว แถมยังรอยแผลรูปดาวห้าแฉกที่แผ่นอกเปลือยเปล่าเพราะไม่ยอมใส่เสื้อปกปิดนั่นอีก มันแปลกกว่าที่เคยเจอนักจนสงสัยว่าที่มาที่ไปของมันเป็นยังไงกันแน่

หากแต่ห้วงความคิดกลับต้องสะดุดลง เมื่อเสียงบทสนทนาจากยัยเด็กเปี๊ยกและเจ้าลูซีฟแว่วเข้าสู่โสตประสาทอย่างเลื่อนลอย แต่เนื้อความของมันกลับทำให้วินซ์สะดุดใจในทันที


“จริงสิยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ข้าชื่อลูซีฟครับ มีเพียงแค่ชื่อไม่มีนามสกุล แล้วคุณหนูล่ะครับ?”
“เอลี่... เอลี่ วินเชสเตอร์ ยินดีที่ได้รู้จัก”


... วินเชสเตอร์?? ... เดี๋ยวสิ? แต่ตระกุลนี้มัน?? ...

หากมันก็เป็นเพียงแค่ชั่วครู่หนึ่งที่เผลอทบทวนข้อมูลในความทรงจำ เพราะเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงแห่งความอลหม่านก็ดังขึ้น ทั้งเสียงกรีดร้องตกใจกลัว เสียงโวยวายและต่อสู้ รวมถึงเสียงกู่ร้องของสิ่งมีชีวิตที่บ่งบอกได้เลยว่าไม่มีทางเป็นมนุษย์หรือสัต ว์เลี้ยงเป็นแน่
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Thu Sep 04, 2008 7:43 pm

แล้วภาพที่เห็นยามเมื่อทั้ง 4 คนหันไปมองก็ทำให้ทั้งหมดพากันนิ่งค้างกันไปครู่หนึ่ง แม้ว่าสัญชาตญาณจะสั่งการให้ทั้งวินซ์ มิคาเอล และเด็กสาวนามว่าเอลี่หยิบจับชักอาวุธออกมาเตรียมพร้อมในเสี้ยววินาที โดยที่เจ้าลูซีฟเพิ่งจะทำได้แค่หันไปมองตามกระพริบตาปริบๆ ก็เถอะ


ก็ใครจะไม่หยุดมองตาค้างกันบ้างเล่า กับภาพหญิงสาวร่างเปลือยเปล่าที่นั่งเล่นไขว่ห้างอยู่ตรงบ่อน้ำกลางเมือง มีเพียงเรือนผมยาวสยายหยักศกสีบรอนซ์ทองไล่ละเลียดไปบนเรือนร่างอันสุดแสนจะเย้ายวนใจ เรียวขางามๆ หน้าอกหน้าใจที่เข้ากับรูปร่าง ผิวขาวผุดผ่อง ดวงหน้าสดใสแย้มรอยยิ้มหวานพิมพ์ใจด้วยริมฝีปากเรียวบางสีชมพู ดวงเนตรกลมโตสีฟ้าใสประดุจแก้วมณีที่กวาดสายตามองไปทั่ว และมีปีกขนนกสีขาวงามตาแผ่ออกมาจากเบื้องหลัง

โดยที่มีกลุ่มแสงสว่างเรืองรองนับสิบนับร้อยที่ลอยละลิ่ววิ่งทะลุทะลวงทั้งสิ่งของ บ้านเรือนและผู้คนในหมู่บ้านราวกับสนุกสนานบันเทิงใจ หยาดหยดเลือดที่เจิ่งนองไปทั่วดูราวกับจะย้อมสีละเลงหมู่บ้านนี้อย่างสวยงาม


หากแต่การฆ่าฟันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว เพราะเพียงแค่ชั่วครู่เดียวเหล่าชาวบ้านก็หันมาหยิบจับอาวุธเข้าสู้ เหล่าทหารผู้ปกป้องหมู่บ้าน แม้กระทั่งวินซ์ มิคาเอล และเอลี่ก็ยังเริ่มเปิดฉากตีโต้แทบจะในทันทีที่ตั้งสติได้ เสียงมนตรา เสียงศาสตราฟาดฟัน เสียงร้องตะโกน และเสียงกรีดร้องก็ดูจะดังระงมไปทั่วทั้งหมู่บ้านในฉับพลัน

วินซ์เริ่มเปิดฉากขยับมีดในมือเข้าฟาดฟันเหล่าแสงสว่างดวงน้อยๆ ที่พุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกันกับมิคาเอลที่ขยับเข้ามาวาดดาบป้องกันลูซีฟที่ยังมองภาพเบื้องหน้าราวกับช็อกค้าง ขณะที่เอลี่นั้นทิ้งเขาที่ลากมาไว้กับพื้นแล้วกราดปืนคู่ไล่ยิงเหล่าแสงสว่างนั้นอย่างแม่นยำราวกับจับวาง อีกทั้งยังช่วยยิงสกัดไม่ให้เจ้าแสงประหลาดนี่พุ่งเข้าไปทำร้ายชาวบ้านจากระยะไกลอีกด้วย

หากแต่ภาพที่พบเห็นแค่เพียงชั่วครู่ยามที่เหล่าแสงพวกนี้ถูกทำลาย กลับทำให้ผู้สังหารพากันหวาดหวั่น แตกตื่นและบ้าคลั่ง เมื่อแสงสว่างที่เรืองรองอ่อนจางลง ร่างของเด็กติดปีกใสตัวเล็กๆ ประมาณครึ่งฝ่ามือที่มีสีหน้าเจ็บปวด พร้อมทั้งขยับริมฝีปากเล็กๆ ประดุจจะกรีดร้องหรือร้องเรียกหาพ่อแม่ แต่ไม่มีซึ่งเสียงใดๆ ก็ปรากฏให้เห็นเพียงพริบตา ก่อนที่ร่างเหล่านี้จะตกลงไปนอนตายกับพื้นด้วยสภาพที่น่าอเนจอนาถจากการถูกสังหาร


“ใจร้ายจังเลยนะ~ ถึงกับลงมือฆ่าดวงวิญญาณของเหล่าเด็กๆ ที่ตายในสงครามแบบนี้น่ะ~”


ราวกับจะซ้ำเติมให้จิตใจแหลกสลาย เมื่อหญิงสาวผู้นำพาซึ่งหายนะแย้มรอยยิ้มอ่อนหวานและกล่าววาจาสั่นคลอนจิตใจด้วยน้ำเสียงรื่นเริงใจราวกับจะขบขัน แล้วเหล่าแสงสว่างดวงน้อยๆ ก็ค่อยๆ กลับไปรวมตัวหมุนเวียนวนรอบกายเจ้าหล่อนราวกับจะป้องกัน ก่อนที่การโจมตีระลอกใหม่จะตามมาด้วยการกระจายตัวออกรอบทิศทาง ประดุจลูกกระสุนที่ถูกยิงออกจากป้อมปราการนั่นคือหญิงสาวปริศนาผู้นั้น

และพร้อมๆ กันนั้นเอง เหล่าดวงวิญญาณของเด็กๆ ซึ่งตายในหมู่บ้านนี้ก็ค่อยๆ ลอยออกมาประดุจไอหมอกส่องสว่าง ก่อนจะรวมตัวกันจนกลายเป็นดวงไฟทรงกลมแล้วเปลี่ยนรูปกลายเป็นเด็กตัวเล็กๆ ติดปีกที่เรืองรองส่องสว่างพร้อมแย้มรอยยิ้มร่าเริง แล้วในพริบตาหลังจากนั้น... เหล่าภูตตนใหม่ก็พุ่งเข้าโรมรันทะลวงร่างผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอย่างไม่ปราณี


...แม้ว่านั่น... จะเป็นบุพการีของตนเองก็ตามที...


ความโกลาหลดูราวกับจะก้าวกระโดดขึ้นมาในทันที เมื่อการปะทะต่อสู้กลับเพิ่มเติมด้วยเสียงร้องห้ามไม่ให้ฆ่าลูกของตนอย่างบ้าคลั่งขณะที่หลายคนพากันต่อสู้อย่างไม่ลังเล จนทำให้บางคนถึงกับต้องมาสู้กันเองเพราะเหล่าบุพการีนั้นได้คลุ้มคลั่งไปเสียแล้ว ขณะที่เสียงหัวเราะคิกคักก็ยังคงแว่วมาจากหญิงสาวปีศาจนั่นอยู่เนืองๆ โดยที่ไม่มีใครทำอะไรนางได้เลย

เพราะทันทีที่ขยับเข้าไปใกล้ เหล่าภูตทั้งหลายที่อยู่ใกล้เคียงก็พากันรุมกระหน่ำทะลวงร่างเสียจนไส้ไหลเลือดทะลัก บ้างก็แขนขาดนิ้วกระเด็น หรือลูกนัยน์ตากระเด็นออกจากเบ้าตา และภาพสุดท้ายในชีวิตของคนเหล่านั้นก็ไม่พ้นหญิงสาวโฉมงามผู้แย้มยิ้มอ่อนโยนราวกับนางฟ้า... หากในความเป็นจริงสำหรับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น นางคือปีศาจร้ายที่เข่นฆ่าผู้คนราวกับกำลังเล่นสนุกอยู่

ยามนี้... จึงมีเพียงผู้บ้าคลั่งที่ยังไม่ถูกสังหารในทันที เหล่าซากศพระเกะระกะเลือดท่วม และเหล่าผู้คนที่รอดชีวิตที่กำลังหนีตายเอาตัวรอดกระจายกันไปคนละทิศละทาง

แน่นอน... ว่าพวกวินซ์และเอลี่ ก็เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตที่หลบหนีออกมาด้วย... ถึงแม้ว่าเอลี่จะคว้าเขาสัต ว์ปีศาจติดมือมาด้วย จนลำบากถึงวินซ์ที่ต้องช่วยแบกเสียแทนเพราะจะทำให้ทิ้งร่องรอยก็เถอะ...


“ดิ้นรนกันเข้าไปเถอะเจ้ามนุษย์เอ๋ย... กระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดไปก่อนเถอะ...”

มีเพียงเสียงกระซิบที่แผ่วเบาเสียจนไม่มีชีวิตใดจะได้สดับรับฟัง เมื่อริมฝีปากเรียวบางสีชมพูเผยอเอ่ยถ้อยคำแผ่วเบากับตัวเองอย่างไม่อาจคาดเดาความรู้สึก มือบางเอื้อมไปไล้เส้นผมบางเบาประดุจเส้นไหมสีทองที่หยักศกงดงามอย่างเพลิดเพลิน ขณะที่ดวงเนตรสีฟ้าใสกวาดมองไปรอบๆ อย่างเหม่อลอย

และในฉับพลันนั้นเอง ศรดอกหนึ่งก็พุ่งตรงเข้าปักทะลุลำคองามระหงส์จากด้านข้าง ณ มุมอับสายตา ทำให้ร่างบางถึงกับขยับไหวไปตามแรงเล็กน้อย ก่อนที่ดวงเนตรสีฟ้าใสของเจ้าหล่อนจะเหลือบไปมองตามวิถีศรอย่างสงสัย หยาดหยดโลหิตสีแดงฉานค่อยๆ ซึมออกจากปากแผลอย่างช้าๆ ไหลลงไปตามลำคอเพรียวสวยที่ขาวละมุน

แล้วชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฏเด่นชัดในสายตา ชายหนุ่มผู้ซึ่งทำให้หล่อนนั่งมองอย่างพินิจพิจารณา ก่อนที่นางจะเอื้อมมือบางมาดึงศรออกไปอย่างไม่แยแส แล้วเบือนหน้าไปทางทิศเหนือด้วยสีหน้าไม่พอใจเสียจนคิ้วโก่งขมวดมุ่น... ทิศทางที่พวกวินซ์พากันหนีไป ... เส้นทางสู่เอลลูเลส ... เมืองสีขาวแห่งเหล่าปราชญ์

บาดแผลค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วเสียจนไม่อยากจะเชื่อ ก่อนที่นางจะค่อยๆ ผุดลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มกางปีกแผ่สยายโบยบินขึ้นสู่ฟากฟ้าสีคราม ด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับเป็นเพทธิดาอันงดงาม เช่นเดียวกันกับเหล่าภูตตัวน้อยๆ ที่บินลอยตามขึ้นไปจนหมด จนเกิดเป็นลำแสงส่องสว่างสวยงามพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าแล้วก็กลืนหายไปกับผืนฟ้าอย่างน่าอัศจรรย์

ปล่อยหมู่บ้านที่ไร้ซึ่งชีวิต และทิ้งร่างบุรุษผู้ที่ควรจะตายไปนานแล้วให้ล้มลงไปนอนกองกับพื้นดั่งเช่นศพปกติ เพราะบนร่างปรากฏรูโหว่ขนาดพอสอดแขนลอดได้ ณ จุดที่ควรจะเป็นหัวใจ อีกทั้งกรามซ้ายก็หายยาวไปทั้งแถบ เช่นเดียวกับลำคอที่กลวงโบ๋จนมองเห็นต้นไม้เบื้องหลังได้

ไอสีน้ำเงินม่วงเข้มข้นค่อยๆ สลายตัวลอยออกมาจากร่างศพที่ไร้ชีวิตผู้เพิ่งจะยิงธนูไปเมื่อครู่ จนดูราวกับเป็นศพที่สามารถเรืองแสงสีน้ำเงินม่วงอย่างน่าประหลาดออกมาได้ หากมันไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดแต่อย่างใดสำหรับนาง กลับกันแล้วยังจะเรียกเอารอยยิ้มเยาะและแววตาวาวโรจน์ราวกับได้พบเจอกับสิ่งพึงปรารถนา ทันทีที่เจ้าหล่อนทำความเข้าใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่ได้ในเสี้ยววินาทีก่อนจะลุกขึ้นโผบินอย่างรื่นรมย์


“ในที่สุดก็หาตัวเจอเสียที... ไนท์... แมร์...”



... ... ...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Thu Sep 04, 2008 7:43 pm

... ... ...



“East Wind”

ทุ้มเสียงต่ำที่ก้องกังวานอย่างน่าประหลาด อาจด้วยเหตุที่อยู่ในทางเดินหินแคบๆ ที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่างราวกับเป็นช่องทางลับใต้ดิน แล้วจู่ๆ ผนังหินที่ควรจะเป็นทางตันก็ปรากฏแสงเรืองรองเป็นวงเวทสีเงินสว่างตา เผยให้เห็นร่างบุรุษผู้สวมเสื้อสีขาวแขนยาวซึ่งกำลังเอื้อมมือสัมผัสผนัง ปล่อยให้แสงเงินจากวงเวทลุกไล่กลืนกินร่างกายอย่างรวดเร็ว และภาพสุดท้ายที่เห็นก็เหลือเพียงผ้าคลุมสีเงินที่ปรากฏลวดลายเปลวเพลิงสีดำ

ก่อนที่บุรุษปริศนาผู้นี้จะไปยืนนิ่งอยู่บนวงเวทสีเงินที่วาดไว้ใต้พื้นพรมสีเข้มซึ่งปูคลุมไว้ทั่วห้อง ภายในห้องเล็กๆ สีขาวนวลที่มีแสงอาทิตย์ลอดผ่านผ้าม่านผืนบางจากหน้าต่างไม้สลักทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ชั้นหนังสือและชั้นวางของตั้งเรียงรายอยู่ตามผนังอย่างเป็นระเบียบ

ณ กลางห้องนี้เองที่มีโต๊ะไม้แกะสลักขนาดใหญ่ปูด้วยผืนผ้าขาวและกองเอกสารกับหนังสือที่เปิดค้าง พร้อมปรากฏร่างหญิงสาวในชุดโลลิต้าสีขาวแขนยาวกระโปรงพลิ้วประดับลูกไม้ นั่งอยู่เบื้องหลังตรงเก้าอี้ไม้บุนวมสีเข้ม และเคียงข้างด้วยบุรุษผมดำอีกผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในชุดขาวเรียบร้อยที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กัน

แล้วชายหนุ่มผู้นี้ก็ค่อยๆ ก้มลงมานั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นพรมปล่อยให้ชายผ้าคลุมสีเงินแผ่สยายไปตามพื้น พร้อมค่อมศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมชี้ตั้งสีน้ำตาลอ่อนลงมาน้อยๆ ตามมารยาทที่ข้ารับใช้ควรพึงปฏิบัติต่อนายเหนือ ก่อนที่มือใหญ่จะขยับจับผลึกแก้วทรงข้าวหลามตัดสีฟ้าใสขนาดย่อมขึ้นมาแล้วเอ่ยวาจารายงานออกไปตามหน้าที่


“แจ้งข่าวครับองค์หญิง ปุยหิมะมีข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมารายงานครับ”

ข่าวใหม่ที่เล่นเอาเด็กสาวถึงกับตาโต ดวงเนตรแวววาวราวสุราบรั่นดีรสเลิศทอประกายตื่นเต้นระคนดีใจ เสียจนริมฝีปากบางที่แต่งแต้มสีกุหลาบอ่อนแย้มรอยยิ้มออกมาอย่างยินดี หากแต่สาวเจ้ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากอันใด มือใหญ่อีกข้างหนึ่งของบุรุษผู้ยืนเคียงใกล้ก็สัมผัสลงบนบ่าเล็กบางพร้อมกับมองสบตาด้วยเนตรสีดำสนิทราวกับจะเตือนเรื่องการวางตัว

ซึ่งนั่นส่งผลให้เด็กสาวถึงกับหน้าแดงระเรื่อหลบหน้าด้วยอาการที่ดูก็รู้ได้เลยว่ากำลังเขินอาย เส้นผมบางเบาราวใยไหมสีทองที่ปล่อยยาวคลุมแผ่นหลังพลิ้วไปตามแรงอย่างมีน้ำหนัก แต่ก็เป็นเพียงแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น เพราะอึดใจต่อมาองค์หญิงก็สำรวมกิริยาเอ่ยปากโต้ตอบและออกคำสั่งแก่บุรุษชุดขาวข้างกายในทันที


“ดีมาก ต้องขอบใจเจ้ามาก เร... ซีร์วราย เจ้าจงไปรับมันมาให้ข้า”
“ครับองค์หญิง”


ราวกับจะเป็นเรื่องปกติที่ชายหนุ่มนามว่าเร เคยชินกับปฏิกิริยาเช่นนี้เสียแล้ว ทันทีที่บุรุษชุดขาวนามว่าซีร์วรายรับคำและเดินเข้ามาใกล้ เรก็ค่อยๆ ขยับมือส่งผลึกให้พร้อมรอยยิ้มที่เหยียดออก ดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อนสบเข้ากับดวงเนตรสีดำสนิทที่อยู่สูงกว่าอย่างไม่อาจคาดเดาอารมณ์ ผิดกับสีหน้าของผู้อยู่สูงกว่าที่มองลงมาราวกับจะเหยียดหยันไม่พอใจ... หากแต่ก็รู้ดีว่าชายตรงหน้าไม่มีทางมองเห็นไปได้

เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวที่ราวกับเวลาจะหยุดลง ซีร์วรายจับจ้องมองเรอย่างไม่วางตา ขณะที่เรกลับไม่แสดงท่าทีใดๆ นอกจากรอยยิ้มที่แสนจะขัดใจ แต่เมื่อชั่วอึดใจนั้นผ่านพ้นไปซีร์วรายก็เอื้อมมือคว้าผลึกไปจากมือเรโดยแรงอย่างไม่สนใจ ก่อนจะหันหลังเดินกลับมาที่โต๊ะไม้พร้อมกับวางผลึกลงใจกลางวงเวทเล็กๆ กลางโต๊ะ

ปล่อยให้องค์หญิงเอ่ยปากขอบคุณเรอีกครั้งแล้วเชิญให้กลับออกไปพักผ่อน ซึ่งเรเองก็รับคำด้วยรอยยิ้มแบบเดิม รอยยิ้มที่ราวกับจะยิ้มเยาะในความคิดของซีร์วราย ก่อนที่ชายหนุ่มนามว่าเรจะถูกแสงสีเงินกลืนกินร่างให้หายออกไปจากห้องเหมือนกับเมื่อครั้งที่เดินทางมา

แล้วชั่วครู่หนึ่งต่อมา เสียงเล็กที่อ่านได้ชดเจนว่ากังวลใจก็ร้องขอความเห็นจากซีร์วราย หลังจากที่เรียกใช้งานผลึกแก้วสีฟ้าใสจนเจ้าผลึกนี้ลอยหมุนวนอยู่กลางอากาศเหนือพื้นโต๊ะไปราวคืบเดียว และฉายภาพพร้อมเสียงของปุยหิมะที่ซ่อนกายอยู่ใต้ฮูดสีชาออกมาให้ทั้งสองคนดูวนไปได้สองรอบแล้ว


“นี่อาจารย์คะ... ถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะก็... หนู—“
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับองค์หญิง... ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ ข้าก็ได้เตรียมแผนไว้ให้แล้ว...”


หากแต่เสียงทุ้มที่เด็ดขาดก็เบียดแทรกตัดประโยคของเด็กสาวในทันที เช่นเดียวกับการเอ่ยปากกล่าวยืนยันในความสามารถของตนเอง จนเด็กสาวที่เงยหน้าขึ้นไปสบตาอย่างกังวลเริ่มยิ้มจางๆ ก่อนที่มือบางนุ่มละมุนจะเอื้อมขึ้นไปสัมผัสมือใหญ่ของซีร์วรายอย่างต้องการที่พึ่งพิง


“...หนู... เชื่อใจอาจารย์ค่ะ...”

แล้วรอยยิ้มของเด็กสาวก็ค่อยๆ แย้มออกอย่างเชื่อมั่น ยิ่งเมื่อชายหนุ่มมองสบตากลับลงมาพร้อมกับเผยรอยยิ้มมั่นใจให้เห็นอีก เด็กสาวก็ดูจะมีกำลังใจขึ้นมาอีกโข... กระนั้นแล้วซีร์วรายก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ชายหนุ่มค่อยๆ ก้มลงมานั่งชันเข่ากับพื้นพรมพร้อมกุมมือบางไว้แนบอกตรงตำแหน่งหัวใจ ก่อนจะเอ่ยวาจาที่ทำให้เด็กสาวซึ่งหน้าแดงซ่านอยู่แล้วยิ่งแดงฉ่าหนักขึ้นไปอีก


“ข้า... จะไม่ทำให้องค์หญิงเลวิเนียต้องผิดหวัง... องค์หญิงของข้า”

โดยไม่ได้คาดหมายจนดูราวกับจะไหลไปตามอารมณ์และสถานการณ์ เมื่อซีร์วรายมองสบประสานสายตาเข้ากับองค์หญิงเลวิเนียตัวน้อยด้วยวัยเพียงสิบห้าปีในระยะที่ใกล้เพียงหนึ่งไม้บรรทัดเช่นนี้ ก่อนที่ดวงเนตรแวววาวขององค์หญิงจะทอประกายแปลกตาแล้วปรือตาลงน้อยๆ พร้อมกับที่เผลอตัวเผยอริมฝีปากบางออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ...

ดวงหน้าของชายหนุ่มค่อยๆ เลื่อนเข้าใกล้ทีละน้อย เช่นเดียวกับที่ดวงตาของเด็กสาวค่อยๆ ปรือปิดลงอย่างช้าๆ มือใหญ่บีบกุมมือบางที่วางแปะอยู่บนแผ่นอกอย่างแผ่วเบา ขณะที่มืออีกข้างเผลอเลื่อนขึ้นไปโอบไล้ต้นคออย่างเบามือ...

ไออุ่นจากลมหายใจค่อยๆ เข้ามาใกล้ทีละน้อย... แล้วสุดท้ายมือบางก็จิกกำเสื้อขาวเสียแน่นพร้อมเสียงแผ่วเบาที่ฟังไม่ออก... ...ก่อนที่ทุกสิ่งจะดำเนินต่อไป... ด้วยแรงผลักดันที่เรียกว่า ... “ความรัก”...


หรือไม่ ... ก็อาจเป็นเพียง “อารมณ์” ชั่ววูบเท่านั้นเอง...



End. “Spirit”
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Next

Return to Novel

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron