by Nekotsuki_Ren on Tue Aug 19, 2008 11:26 am
EVIL : LIVE
Chapter 4 : “Night”
ในที่สุด... รัตติกาลก็มาเยือน...
“จะไปตอนนี้จริงๆ หรือ?”
เสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าจากผู้เฒ่าผมขาวโพลนวัยเจ็ดสิบเรียกให้ชายหนุ่มเบือนดวงหน้าอันเศร้าหมองกลับมาสบตาด้วยเนตรสีมรกต... ที่บัดนี้ทอประกายอ่อนล้าและเจ็บปวดอยู่ในดวงตาอย่างชัดเจน... อย่างน้อยก็ในสายตาของผู้เฒ่าซึ่งผ่านโลกมานักต่อนักคนนี้
ชั่วขณะหนึ่งที่ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างบุรุษทั้งสอง แม้จะมีเสียงสะอึกสะอื้นหรือเสียงพูดคุยกับแผ่วเบาคลอตามอยู่เบื้องหลัง ณ ลานกว้างกลางหมู่บ้าน หากแต่เสียงเหล่านั้นกลับไม่เข้าถึงชายสองคนผู้ต่างวัยที่ยืนอยู่ห่างไกลออกมายังเส้นทางเดินเข้าสู่ป่ากว้าง... และเมื่อดวงเนตรมรกตหลบเลี่ยงสายตาจากดวงตาสีฟ้าใสที่ราวกับจะมองทะลุจิตใจเขาได้ ชายหนุ่มก็เอ่ยถ้อยความทำลายความเงียบออกมา...
ราวกับไม่อยากจะรับรู้ในเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้...
“ครับท่านผู้เฒ่า... ข้า... มีงานที่ต้องทำอยู่...”
ราวกับเสียงจะขาดหายและยืดยาวจนเกินความจำเป็น อีกทั้งยังสั่นคลอนและไม่กล้าสู้หน้าคู่สนทนาที่ยังคงจับจ้องมองชายหนุ่มด้วยดวงเนตรสีฟ้าที่เห็นความตายมานักต่อนัก... หากแต่เขาที่พบเห็นความตายมาไม่ด้อยกว่ากันกลับสั่นสะเทือนยิ่งกว่า... ความรู้สึกผิดและความโกรธแค้นค่อยๆ ปะทุขึ้นในจิตใจราวกับเปลวเพลิงที่มอดไหม้ดวงจิต
แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ได้ผิดแต่ประการใด แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขายังเดินตามเพื่อนรักคนแรกและคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในชีวิตของเขาไปด้วยกัน... เขาคงจะช่วยปกป้องเซสได้... เซสคงจะไม่ตาย... ถึงแม้ว่าศัตรูจะเป็นปีศาจก็เถอะ!
คิดไปก็ราวกับจะโหมเปลวเพลิงในดวงจิตให้โชติช่วงยิ่งขึ้น ชั่วขณะหนึ่งที่วินซ์คิดถึงศัตรู... ศัตรูที่เป็นปีศาจ... ราวกับรังสีอาฆาตจะเล็ดลอดออกมาเสียจนคู่สนทนาพลันรู้สึกได้ แม้ว่าจะไม่ได้สบเนตรมรกตที่บัดนี้ทอประกายโชติช่วงราวกับต้องการแก้แค้นให้สหายรัก... และมิได้รับรู้ถึงความปรารถนาที่วินซ์เผลอฉุกคิดอย่างคั่งแค้น...
แล้วจะได้รู้กัน... ว่าสิ่งที่เรียกกันว่าปีศาจ กับมนุษย์ที่ถูกกล่าวขานว่ามัจจุราชเช่นเขา... ใครจะอยู่ใครจะไป!
หากแต่มือใหญ่ที่เผลอกำหมัดแน่นตามอารมณ์กลับต้องสะดุดลงและผ่อนคลายอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว เมื่อรับรู้ได้ถึงสัมผัสบีบที่แขนจากมือเหี่ยวย่นของผู้เฒ่าข้างกาย... ราวกับจะเป็นการปลอบใจไม่ให้อารมณ์พลุ่งพล่าน... ยิ่งเมื่อวินซ์เหลือบสายตามาสบกับดวงเนตรสีฟ้าใสที่ทอประกายอ่อนโยนและเห็นใจบนดวงหน้าชราภาพด้วยแล้ว ความสงบก็ราวกับจะก่อตัวขึ้นทดแทนเปลวเพลิงโหมกระหน่ำได้ในไม่กี่วินาที
เงียบงันเพียงแค่ชั่วครู่ ก่อนที่วินซ์จะค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมาเช่นเดียวกับผู้เฒ่าชราที่แย้มยิ้มรับ แม้ว่าจะไม่ใช่รอยยิ้มที่ร่าเริงหากเป็นรอยยิ้มที่หม่นหมองเอาการ แต่กระนั้นทั้งคู่ก็ยังยิ้มให้กันได้ราวกับจะปลุกปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งเพื่อสู้ชีวิตต่อไปในอนาคตข้างหน้า... แล้วผู้เฒ่าตรงหน้าก็ค่อยๆ เอ่ยปากกล่าววาจาด้วยรอยยิ้มสุขุม
“...ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้า ...วินซ์...”
ถ้อยคำที่กล่าวมาจากใจด้วยความจริงใจในฐานะผู้เฒ่าคนแก่ผู้หนึ่งที่เป็นห่วงเป็นใยลูกหลาน ที่แม้จะมิได้เกี่ยวข้องทางสายเลือดแต่ก็ยังปรารถนาที่จะให้ทุกคนมีชีวิตอย่างสงบสุข มันทำให้วินซ์รู้สึกดีขึ้นมาแบบแปลกๆ รู้สึกสงบใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด หากแต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วเพราะในเมื่อพวกเขาเป็นมนุษย์เหมือนกัน การเห็นใจกันและช่วยเหลือกันย่อมเป็นสิ่งที่ดี... ที่มิอาจหาพบได้เลยในเมืองใหญ่ ซึ่งเอาแต่สวมหน้ากากเข้าหากันเสมอ
วินซ์ค่อยๆ แย้มรอยยิ้มเปลี่ยนความหม่นหมองให้เป็นความสดใสอย่างช้าๆ แม้ว่ามันจะไม่ได้ดูร่าเริงเสียเต็มประดา กระนั้นแล้วชายหนุ่มก็ยินดียิ่งที่ได้ประสบพบเจอกับความจริงใจและความห่วงใยอย่างแท้จริง ณ หมู่บ้านชนบทเล็กๆ ที่ไร้นามใกล้หุบเขากว้างใหญ่เช่นนี้
และเมื่อมาถึงคราที่ต้องลาจากกัน รอยยิ้ม ความจริงใจ และถ้อยคำสุภาพที่มาจากใจก็ดูจะเป็นสิ่งที่แสดงออกมาเองอย่างไม่ต้องคิดหรือเสแสร้งแต่ประการใดเลย...
“... ... ขอบคุณมากครับท่านผู้เฒ่า... ถ้าเช่นนั้น... ข้าขอตัวก่อนล่ะครับ... ...ขอบพระคุณมากครับ”
ราวกับจะแสดงความเคารพ... ที่วินซ์ไม่เคยคิดฝันเลยว่าจะได้ทำอะไรเช่นนี้มาก่อน ชายหนุ่มก้มตัวโค้งลงไปคุกเข่าก้มศีรษะลงตรงหน้าผู้เฒ่าอย่างไม่มีเขินอาย ประดุจดั่งความเคารพเทิดทูนในตัวผู้เฒ่าท่านนี้อย่างสูงส่ง ผู้เฒ่าซึ่งดูแลช่วยเหลือทั้งในด้านอาหารการกินและข้อมูลข่าวสาร ผู้ซึ่งถ่ายทอดความรู้ถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้กับเขาอย่างไม่มีปิดบัง
อาจเป็นเพราะแม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ หากแต่ผู้เฒ่าคนนี้ก็ไม่เคยปริปากหรือแสดงท่าทางรังเกียจไม่ชอบใจเขาเลยแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวินซ์เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เข้ามาพูดคุยด้วยทั้งที่ปกติแล้วไม่ค่อยจะมีใครเข้าหา... ผู้เฒ่าท่านนี้จึงได้รักและเป็นห่วงชายหนุ่มที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงวันคนนี้ได้อย่างถึงที่สุด
ยิ่งเมื่อผู้เฒ่าได้เห็นอากัปกิริยาดังกล่าวของวินซ์ด้วยแล้ว ราวกับความยินดีและความห่วงใยจะยิ่งพอกพูนมากขึ้นอีก... วินซ์รู้สึกได้ถึงมืออันสั่นเทาที่เอื้อมไปแตะศีรษะของเขาราวกับตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง ก่อนที่ชั่วขณะหนึ่งวินซ์จะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างขยับไหวอยู่ใกล้ใบหน้า
และเมื่อเหลือบสายตาเบือนหน้าขึ้นไปมองอย่างสงสัย เขาก็พบกับจี้รูปทรงประหลาดที่ร้อยด้วยสายสร้อยสีเงิน ตัวจี้ดูราวกับเป็นเขี้ยวเล็บของสัต ว์ หากแต่มันใหญ่โตเกินไปและยังประดับขอบด้วยเกล็ดหนาที่มองไม่ออกว่าเป็นสีใดแน่ในยามราตรีเช่นนี้... แล้ววินซ์ก็ถูกผู้เฒ่าตรงหน้าคล้องจี้เส้นนี้ให้ด้วยมือที่สั่นเทา...
“นี่... เป็นเครื่องราง... ที่จะช่วยคุ้มครองเจ้าให้ปลอดภัยจากสิ่งเลวร้าย...”
เสียงแหบพร่าที่สั่นคลอนและดวงเนตรสีฟ้าที่คลอด้วยหยาดน้ำตาราวกับยินดีมากเสียจนวินซ์ตั้งตัวไม่ทัน ความเคลื่อนไหวของชายหนุ่มดูราวกับจะแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อประสานสบตากับชายชราตรงหน้า แล้วรอยยิ้มของผู้เฒ่าและถ้อยประโยคที่ตามมาก็ทำให้ชายหนุ่มได้กระจ่างแจ้งว่าเหตุใดเขาจึงได้ถูกดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีเช่นนี้...
“เจ้า... เหมือนลูกชายของข้ามาก... โดยเฉพาะดวงตานั่น... ...ข้าทำผิดต่อเขา... ข้า... มิได้มอบสิ่งนี้ให้เขา... จนกระทั่งเขาหายสาบสูญไป...”
ความจริงที่เอื้อนเอ่ยออกมายิ่งทำให้วินซ์รู้สึกผูกพันและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน เขาแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าถ้าเขาเป็นผู้เฒ่าคนนี้ เขาควรจะทำเช่นไรเมื่อตนอายุกว่าเจ็ดสิบแล้ว แต่กลับได้พบกับคนที่เหมือนลูกชายซึ่งหายสาบสูญไปเมื่อนานมาแล้ว...
ความรู้สึกที่ราวกับจะอยากแทนที่บุตรชายคนนั้นเริ่มเกาะกุมจิตใจวินซ์อย่างช้าๆ... เขากำลังจะทำตัวเหมือนกับลูกชายคนนั้น... กำลังจะออกเดินทางจากไป... ยิ่งเมื่อเห็นหยาดน้ำตาไหลรินอาบใบหน้าชราภาพด้วยแล้ว ความรู้สึกเจ็บปวดในใจก็แทบจะทำให้วินซ์ล้มเลิกความคิดที่จะทำงานและหันมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้เสียแทน...
กระนั้นแล้วถ้อยคำที่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นและแหบพร่าก็ทำให้วินซ์ต้องเลือกที่จะตัดสินใจอีกครั้ง...
“ข้า... ขอมอบสิ่งนี้ให้เจ้า... ขอให้เจ้าจงอยู่อย่างปลอดภัย... แทนลูกชายของข้าด้วย...”
รอยยิ้มที่ราวกับยินดียิ่ง ความรู้สึกผิดที่ราวกับจะถูกปลดเปลื้องออกไปได้เพราะวินซ์ หยดน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าชราภาพ และมือเหี่ยวย่นที่สั่นเทาสัมผัสลูบศีรษะของเขาอย่างเบามือราวกับจะทะนุถนอมบุตรชายของตนให้ถึงขีดสุด...
...ระหว่างความผูกพันที่อาจเรียกได้ว่าสายสัมพันธ์จอมปลอม หากเขายังคงอยู่กับผู้เฒ่าคนนี้... กับภาระหน้าที่และการรับผิดชอบชีวิตของตนเอง ที่จะโลดแล่นผาดโผนเช่นไรก็มิอาจทราบได้... ตอนนี้... เขาจะต้องเลือกแล้ว...
... ... ...
Last edited by
Nekotsuki_Ren on Thu Aug 21, 2008 11:21 am, edited 1 time in total.
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง