EVIL : LIVE
Chapter 7 : “Begin”
... อ๊ะ เห็นแล้วๆ ...
เป็นห้วงคิดพร้อมด้วยความตื่นเต้นดีใจที่ตื่นตัวขึ้นมาในทันใด เมื่อดวงเนตรสีทองเข้มของชายหนุ่มสามารถมองเห็นเมืองอันเป็นเป้าหมายได้ไกลๆ ตา ถึงแม้ว่าการเดินทางจะกินเวลานานกว่าที่คิดไปเสียนิดเพราะเสียเวลาไปกับการแวะเข้าป่าหาอะไรกินเป็นมื้อเช้าและกลางวันควบคู่กันไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน แถมยังไปเจอกับพวกซุ่มโจมตีจนต้องเสียเวลาอ้อมหลบไปตั้งไกล แต่ขณะนี้เป้าหมายของการเดินทางก็มาอยู่ต่อหน้าแล้ว
เหมือนจะช้ากว่าที่คิด... แต่พอเอาจริงๆ ก็ไวกว่าที่คาดเสียอีกแฮะ
คิดไปก็ได้แต่ยิ้มไปอย่างเริงร่า หากแต่มันคงจะดูเป็นการแสยะยิ้มที่น่าหวั่นกลัวไม่น้อยเลยทีเดียวในสายตาผู้อื่น เมื่อหนวดเคราสีทองประกายงามทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มดูไม่ต่างกับโจรเรียกค่าไถ่แม้แต่น้อย แต่ว่านั่นก็เพียงแค่ชั่วครู่เดียว ก่อนที่ชายหนุ่มจะขยับกายรั้งสายหนังถักเป็นเชือกคล้องสีดำ เพื่อควบคุมพาหนะคู่ใจให้เปลี่ยนทิศทางตรงไปยังเมืองเบื้องหน้า จนเสื้อคลุมสีขาวขุ่นโบกสะบัดไปตามแรงลมที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน
แล้วในไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็ได้พบกับความงดงามตามธรรมชาติที่หลอมรวมเข้ากับการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยมุมมองที่คนทั่วไปมิอาจเลียนแบบได้เลย... นั่นคือมุมมองจากที่สูง... หรือจะกล่าวตรงตัวคือมุมมองจากบนฟากฟ้า
เมืองใหญ่ที่แสนจะเรียบง่ายไร้ซึ่งกำแพงเมือง ตัวเมืองประดับตกแต่งด้วยพุ่มไม้หรือทุ่งดอกไม้เล็กๆ เป็นสวนหย่อมไว้ทั่วไป ทางเดินเป็นพื้นดินธรรมดาแต่งแต้มด้วยสีเขียวหรือดอกไม้อยู่ริมทาง หากคับคั่งไปด้วยผู้คนจอแจแวดล้อมด้วยเสียงครื้นเครง ทางเดินริมทะเลสาบก่อสร้างด้วยแผ่นไม้เป็นทางยาวไปตามขอบฝั่ง มีท่าเรือทอดยาวออกไปในทะเลสาบเป็นท่าใหญ่เพียงหนึ่งเดียว เรือเล็กเรือใหญ่ต่างจอดเทียบหรือขับลอยไปในทะเลสาบข้างเมือง รอบเมืองฝั่งตรงข้ามกับทะเลสาบราวกับจะตกแต่งด้วยทิวไม้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เฉียงออกไปทางเหนือนอกเมืองปรากฏเนินเตี้ยเขียวขจีด้วยพื้นหญ้าชอุ่มงามตา
ช่างน่ามองเสียจนเผลอบินวนอยู่ครู่ใหญ่ จนมองเห็นได้ถึงคู่รักหลายคู่อยู่ทั่วไป บ้างก็เดินจูงมือเดินลัดเลาะไปตามทะเลสาบ บ้างก็นั่งเรือท่องเที่ยวด้วยตนเอง บ้างก็นั่งจู๋จี๋เป็นคู่อยู่บนโต๊ะสีขาวกลางแจ้ง ไม่ก็กำลังนั่งเล่นอยู่ด้วยกันที่ม้านั่งในสวนเล็กๆ ทั่วเมือง และยังมีอีกมากมายหลายคู่ที่เขาแทบจะอดใจบังคับคู่หูให้บินลงไปโฉบแกล้งเสียไม่ไหว
ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้เป็นเวลางานและมันจะเสี่ยงต่อการโดนทหารยามของเมืองไล่ล่าเอาล่ะก็ เขาคงจะลงมือไปตั้งนานแล้วล่ะ... แต่ตอนนี้เรื่องงานต้องมาก่อน... ซึ่งนั่นเป็นผลให้ชายหนุ่มต้องฝืนใจบังคับเจ้ามังกรน้อยของเขาให้บินวนเพื่อมองหาสถานที่ส่งของให้เจอเสียก่อน
และแล้วการบินวนรอบเมืองเป็นครั้งที่หกจนทำให้หลายคนเบื้องล่างพากันชี้มอง ก็ทำให้ชายหนุ่มได้พบเจอเป้าหมายนั่นจนได้
เสียเวลาบินหาในเมืองตั้งนาน... ทำไมเจ้าแก่นั่นไม่บอกว่าโบสถ์อยู่นอกเมืองวะ
แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ชั่วครู่หนึ่งเท่านั้นที่ได้แต่คิดบ่นในใจ เพราะไม่กี่นาทีถัดมาชายหนุ่มก็กำลังคุมเจ้ามังกรน้อยเกล็ดครามร่อนลงสู่พื้นหญ้าใกล้โบสถ์ ด้วยความสนุกสนานบันเทิงใจเสียจนฝูงแกะที่แต่แรกก็ยืนเล็มหญ้ากันดีๆ อยู่แถวโบสถ์พากันแตกตื่นวิ่งหนีกระจายไปเสียหมด
ลำบากถึงสาวน้อยนางหนึ่งซึ่งดูท่าจะเป็นคนเลี้ยงแกะของโบสถ์ เพราะชุดสีหม่นพร้อมผ้าคลุมและไม้เท้าที่ติดมือ อีกทั้งเด็กสาวยังสามารถออกคำสั่งให้สุนัขเลี้ยงแกะ 3-4 ตัวใกล้ๆ เธอให้วิ่งอ้อมไปโอบล้อมแกะไม่ให้พลัดหลงได้อย่างทันท่วงที... ท่าทางจะฝึกสุนัขเก่งพอตัวเลยแฮะแม่เด็กนี่...
กระนั้นแล้วมันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเขาหรอก ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มบังคับมังกรคู่หูให้ลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัยและหุบปีกลงเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็ขยับกายกระโดดลงไปยืนข้างๆ มังกรน้อยของเขา พลางแกะเชือกที่มัดหีบอย่างแน่นหนาออกอย่างสบายอารมณ์ โดยไม่สะทกสะท้านต่อสายตาเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ห่างหากก็ไม่มีท่าทีจะเข้าใกล้แต่อย่างใด
เสื้อคลุมยาวสีขาวขุ่นที่เห็นอยู่เด่นชัดขยับพลิ้วไปตามแรงจนเห็นเสื้อสีดำที่สวมใส่อยู่ภายใน เข้าคู่กันกับกางเกงขายาวสีน้ำเงินที่แลเห็นได้เพียงพริบตาที่กระโดดลงมาว่ามีเข็มขัดสีอ่อนคาดไว้เพราะเสื้อคลุมได้ขยับมาปิดทับ ตอนนี้จึงเห็นเพียงแค่เรือนผมสีทองระต้นคอ เสื้อคลุมสีขาวตัวยาวที่ดูคล้ายพวกชนชั้นสูง กับรองเท้าหนังสีดำที่บัดนี้เหยียบอยู่บนพื้นหญ้า
นั่นคือภาพทั้งหมดที่เด็กสาวมองเห็นได้จากระยะไกล แน่นอนว่าเธอไม่อาจหาญจะเข้าใกล้ใครที่ไหนก็ไม่ทราบที่จู่ๆ ก็ร่อนมังกรลงข้างโบสถ์แถมยังแต่งตัวแปลกๆ... ที่สำคัญเจ้าหนวดเคราที่เห็นเพียงพริบตาเมื่อครู่นั้นมันอะไรกัน?
จนกระทั่งชายหนุ่มแก้มัดเสร็จแล้วยกหีบสีดำขึ้นมาโอบไว้ในวงแขนข้างหนึ่งแล้วนั่นแหละ เสียงเล็กๆ ก็จำต้องร้องห้ามเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาทันที
“ดะ เดี๋ยวก่อน!! ท่านเป็นใครกัน!? แล้วเจ้าหีบนั่นมันอะไร!?”
พูดไปก็ได้แต่จับจ้องตัวหีบสีดำอย่างไม่วางตาหลังจากเหลือบไปมองดวงหน้าแล้วไม่กล้าสบตาต่อ แน่นอนว่าความไม่ไว้วางใจมันแสดงออกเด่นชัดจากดวงเนตรกลมใสราวมรกตทรงกลมของเด็กสาว หากเธอก็ไม่ได้คิดจะถอยหนีหรือหลบเลี่ยงแต่ประการใด... หรือว่าเป็นเพราะไม่กล้าหันหลังให้พ่อหนุ่มหน้าโจรที่กำลังแสยะยิ้มเหี้ยมอย่างร่าเริงใจนั่นก็มิอาจทราบได้
และแล้วถ้อยคำแนะนำตัวแสนสุภาพที่แค่ฟังก็จะพอดูเป็นมิตรเสียจนคิดว่าผู้พูดต้องเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดสุภาพประหนึ่งเจ้าชายหรือขุนนางผู้ดีเป็นแน่... แต่ความเป็นจริงแล้วมันหลุดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากสีแดงอมชมพูที่ไม่เข้ากับดวงหน้าราวเจ้าพ่อขุนโจรเรียกค่าไถ่ที่กำลังแสยะยิ้มราวกับเจอเหยื่อไปเสียนี่
“อ่า ข้าชื่ออังตวนครับ ที่ข้ามาที่นี่ก็ด้วยหน้าที่ซึ่งต้องส่งของ นั่นคือหีบใบนี้ ให้กับบาทหลวงโจเซฟที่โบสถ์แห่งนี้ครับ... ไม่ทราบว่าขณะนี้บาทหลวงโจเซฟอยู่ในโบสถ์หรือเปล่าครับคุณหนู?”
แค่ฟังเสียงก็น่าเชื่อถืออยู่หรอกนะ... แต่เมื่อเหลือบไปมองหน้าและรอยยิ้ม... แสยะยิ้มนั่น มันไม่ชวนให้น่าเชื่อใจเลยเนี่ยสิ กระนั้นแล้วเด็กสาวก็ได้แต่ทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างกระวนกระวายใจ พลางเหลือบมองชายที่บอกว่าตนชื่ออังตวนกับเจ้ามังกรเกล็ดครามข้างกายเขา ราวกับกลัวว่ามันจะพุ่งเข้าใส่ยามเมื่อเธอหันหลังวิ่งเข้าโบสถ์ไปตามบาทหลวงโจเซฟ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของโบสถ์เล็กๆ แห่งนี้ที่มักจะได้จัดพิธีแต่งงานเสียไม่เว้นแต่ละวัน
แน่นอนว่าอากัปกิริยาดังกล่าวของเด็กสาวร่างน้อยที่ดูไร้เดียงสาและกำลังตื่นตระหนกนั่น ย่อมไม่พ้นสายตาสีทองประกายงามที่ราวกับจะวาววับขึ้นมาชั่วครู่พร้อมกับรอยยิ้มที่เหยียดออกอย่างชอบใจ เมื่อได้รับรู้ว่าสาวน้อยหันไปจับจ้องมองมังกรน้อยคู่หูของเขาที่ยามนี้ทรุดกายลงไปนอนด้วยท่วงท่าราวกับสุนัขกำลังจะนอนก็ไม่ปาน
และด้วยความจริงใจอย่างสุดซึ้งหากแต่ไม่ทำให้ผู้ฟังนึกจะซึ้งไปได้ เมื่ออังตวนขยับกายผายมือไปทางมังกรเกล็ดครามข้างตัวและกล่าวแนะนำพร้อมทั้งเชิญชวนเด็กสาวด้วยอารมณ์รื่นเริงเสียจนเด็กสาวคงเลือกที่จะถอยเสียมากกว่าเมื่อเหลือบไปเห็นดวงหน้าของชายหนุ่มเข้าอีกครา
“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกครับ นี่คือเจ้าสลาฟมังกรน้อยพาหนะคู่หูของข้าเอง รับประกันได้เลยว่าไม่มีพิษไม่มีภัยแถมยังเป็นมิตรกับคนอื่นได้ง่ายเหมือนกับสุนัขโกลเดน รีทริฟเวอร์ตัวโตๆ ที่มีเกล็ดสีครามเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวไปหรอกครับคุณหนู มันไม่กัดหรอก”


