Welcome
Welcome to <strong>Fiction Factory (Open Beta)</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

EVIL : LIVE

นักแต่งฟิคทั้งหลาย สามารถมาลง fiction ของตัวเองที่นี่
<br>
<font size=2 color=red>*ก่อนลงนิยายขอให้ศึกษากฏกันให้ดีก่อนนะครับ...</font>

Moderators: Crimsonwing, 青 お姉さん, Zinc

Postby Nekotsuki_Ren on Thu Sep 11, 2008 7:54 pm

EVIL : LIVE
Chapter 7 : “Begin”



... อ๊ะ เห็นแล้วๆ ...

เป็นห้วงคิดพร้อมด้วยความตื่นเต้นดีใจที่ตื่นตัวขึ้นมาในทันใด เมื่อดวงเนตรสีทองเข้มของชายหนุ่มสามารถมองเห็นเมืองอันเป็นเป้าหมายได้ไกลๆ ตา ถึงแม้ว่าการเดินทางจะกินเวลานานกว่าที่คิดไปเสียนิดเพราะเสียเวลาไปกับการแวะเข้าป่าหาอะไรกินเป็นมื้อเช้าและกลางวันควบคู่กันไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน แถมยังไปเจอกับพวกซุ่มโจมตีจนต้องเสียเวลาอ้อมหลบไปตั้งไกล แต่ขณะนี้เป้าหมายของการเดินทางก็มาอยู่ต่อหน้าแล้ว


เหมือนจะช้ากว่าที่คิด... แต่พอเอาจริงๆ ก็ไวกว่าที่คาดเสียอีกแฮะ


คิดไปก็ได้แต่ยิ้มไปอย่างเริงร่า หากแต่มันคงจะดูเป็นการแสยะยิ้มที่น่าหวั่นกลัวไม่น้อยเลยทีเดียวในสายตาผู้อื่น เมื่อหนวดเคราสีทองประกายงามทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มดูไม่ต่างกับโจรเรียกค่าไถ่แม้แต่น้อย แต่ว่านั่นก็เพียงแค่ชั่วครู่เดียว ก่อนที่ชายหนุ่มจะขยับกายรั้งสายหนังถักเป็นเชือกคล้องสีดำ เพื่อควบคุมพาหนะคู่ใจให้เปลี่ยนทิศทางตรงไปยังเมืองเบื้องหน้า จนเสื้อคลุมสีขาวขุ่นโบกสะบัดไปตามแรงลมที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน

แล้วในไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็ได้พบกับความงดงามตามธรรมชาติที่หลอมรวมเข้ากับการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยมุมมองที่คนทั่วไปมิอาจเลียนแบบได้เลย... นั่นคือมุมมองจากที่สูง... หรือจะกล่าวตรงตัวคือมุมมองจากบนฟากฟ้า

เมืองใหญ่ที่แสนจะเรียบง่ายไร้ซึ่งกำแพงเมือง ตัวเมืองประดับตกแต่งด้วยพุ่มไม้หรือทุ่งดอกไม้เล็กๆ เป็นสวนหย่อมไว้ทั่วไป ทางเดินเป็นพื้นดินธรรมดาแต่งแต้มด้วยสีเขียวหรือดอกไม้อยู่ริมทาง หากคับคั่งไปด้วยผู้คนจอแจแวดล้อมด้วยเสียงครื้นเครง ทางเดินริมทะเลสาบก่อสร้างด้วยแผ่นไม้เป็นทางยาวไปตามขอบฝั่ง มีท่าเรือทอดยาวออกไปในทะเลสาบเป็นท่าใหญ่เพียงหนึ่งเดียว เรือเล็กเรือใหญ่ต่างจอดเทียบหรือขับลอยไปในทะเลสาบข้างเมือง รอบเมืองฝั่งตรงข้ามกับทะเลสาบราวกับจะตกแต่งด้วยทิวไม้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เฉียงออกไปทางเหนือนอกเมืองปรากฏเนินเตี้ยเขียวขจีด้วยพื้นหญ้าชอุ่มงามตา

ช่างน่ามองเสียจนเผลอบินวนอยู่ครู่ใหญ่ จนมองเห็นได้ถึงคู่รักหลายคู่อยู่ทั่วไป บ้างก็เดินจูงมือเดินลัดเลาะไปตามทะเลสาบ บ้างก็นั่งเรือท่องเที่ยวด้วยตนเอง บ้างก็นั่งจู๋จี๋เป็นคู่อยู่บนโต๊ะสีขาวกลางแจ้ง ไม่ก็กำลังนั่งเล่นอยู่ด้วยกันที่ม้านั่งในสวนเล็กๆ ทั่วเมือง และยังมีอีกมากมายหลายคู่ที่เขาแทบจะอดใจบังคับคู่หูให้บินลงไปโฉบแกล้งเสียไม่ไหว

ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้เป็นเวลางานและมันจะเสี่ยงต่อการโดนทหารยามของเมืองไล่ล่าเอาล่ะก็ เขาคงจะลงมือไปตั้งนานแล้วล่ะ... แต่ตอนนี้เรื่องงานต้องมาก่อน... ซึ่งนั่นเป็นผลให้ชายหนุ่มต้องฝืนใจบังคับเจ้ามังกรน้อยของเขาให้บินวนเพื่อมองหาสถานที่ส่งของให้เจอเสียก่อน

และแล้วการบินวนรอบเมืองเป็นครั้งที่หกจนทำให้หลายคนเบื้องล่างพากันชี้มอง ก็ทำให้ชายหนุ่มได้พบเจอเป้าหมายนั่นจนได้


เสียเวลาบินหาในเมืองตั้งนาน... ทำไมเจ้าแก่นั่นไม่บอกว่าโบสถ์อยู่นอกเมืองวะ


แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ชั่วครู่หนึ่งเท่านั้นที่ได้แต่คิดบ่นในใจ เพราะไม่กี่นาทีถัดมาชายหนุ่มก็กำลังคุมเจ้ามังกรน้อยเกล็ดครามร่อนลงสู่พื้นหญ้าใกล้โบสถ์ ด้วยความสนุกสนานบันเทิงใจเสียจนฝูงแกะที่แต่แรกก็ยืนเล็มหญ้ากันดีๆ อยู่แถวโบสถ์พากันแตกตื่นวิ่งหนีกระจายไปเสียหมด

ลำบากถึงสาวน้อยนางหนึ่งซึ่งดูท่าจะเป็นคนเลี้ยงแกะของโบสถ์ เพราะชุดสีหม่นพร้อมผ้าคลุมและไม้เท้าที่ติดมือ อีกทั้งเด็กสาวยังสามารถออกคำสั่งให้สุนัขเลี้ยงแกะ 3-4 ตัวใกล้ๆ เธอให้วิ่งอ้อมไปโอบล้อมแกะไม่ให้พลัดหลงได้อย่างทันท่วงที... ท่าทางจะฝึกสุนัขเก่งพอตัวเลยแฮะแม่เด็กนี่...

กระนั้นแล้วมันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเขาหรอก ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มบังคับมังกรคู่หูให้ลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัยและหุบปีกลงเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็ขยับกายกระโดดลงไปยืนข้างๆ มังกรน้อยของเขา พลางแกะเชือกที่มัดหีบอย่างแน่นหนาออกอย่างสบายอารมณ์ โดยไม่สะทกสะท้านต่อสายตาเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ห่างหากก็ไม่มีท่าทีจะเข้าใกล้แต่อย่างใด

เสื้อคลุมยาวสีขาวขุ่นที่เห็นอยู่เด่นชัดขยับพลิ้วไปตามแรงจนเห็นเสื้อสีดำที่สวมใส่อยู่ภายใน เข้าคู่กันกับกางเกงขายาวสีน้ำเงินที่แลเห็นได้เพียงพริบตาที่กระโดดลงมาว่ามีเข็มขัดสีอ่อนคาดไว้เพราะเสื้อคลุมได้ขยับมาปิดทับ ตอนนี้จึงเห็นเพียงแค่เรือนผมสีทองระต้นคอ เสื้อคลุมสีขาวตัวยาวที่ดูคล้ายพวกชนชั้นสูง กับรองเท้าหนังสีดำที่บัดนี้เหยียบอยู่บนพื้นหญ้า

นั่นคือภาพทั้งหมดที่เด็กสาวมองเห็นได้จากระยะไกล แน่นอนว่าเธอไม่อาจหาญจะเข้าใกล้ใครที่ไหนก็ไม่ทราบที่จู่ๆ ก็ร่อนมังกรลงข้างโบสถ์แถมยังแต่งตัวแปลกๆ... ที่สำคัญเจ้าหนวดเคราที่เห็นเพียงพริบตาเมื่อครู่นั้นมันอะไรกัน?

จนกระทั่งชายหนุ่มแก้มัดเสร็จแล้วยกหีบสีดำขึ้นมาโอบไว้ในวงแขนข้างหนึ่งแล้วนั่นแหละ เสียงเล็กๆ ก็จำต้องร้องห้ามเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาทันที


“ดะ เดี๋ยวก่อน!! ท่านเป็นใครกัน!? แล้วเจ้าหีบนั่นมันอะไร!?”

พูดไปก็ได้แต่จับจ้องตัวหีบสีดำอย่างไม่วางตาหลังจากเหลือบไปมองดวงหน้าแล้วไม่กล้าสบตาต่อ แน่นอนว่าความไม่ไว้วางใจมันแสดงออกเด่นชัดจากดวงเนตรกลมใสราวมรกตทรงกลมของเด็กสาว หากเธอก็ไม่ได้คิดจะถอยหนีหรือหลบเลี่ยงแต่ประการใด... หรือว่าเป็นเพราะไม่กล้าหันหลังให้พ่อหนุ่มหน้าโจรที่กำลังแสยะยิ้มเหี้ยมอย่างร่าเริงใจนั่นก็มิอาจทราบได้

และแล้วถ้อยคำแนะนำตัวแสนสุภาพที่แค่ฟังก็จะพอดูเป็นมิตรเสียจนคิดว่าผู้พูดต้องเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดสุภาพประหนึ่งเจ้าชายหรือขุนนางผู้ดีเป็นแน่... แต่ความเป็นจริงแล้วมันหลุดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากสีแดงอมชมพูที่ไม่เข้ากับดวงหน้าราวเจ้าพ่อขุนโจรเรียกค่าไถ่ที่กำลังแสยะยิ้มราวกับเจอเหยื่อไปเสียนี่


“อ่า ข้าชื่ออังตวนครับ ที่ข้ามาที่นี่ก็ด้วยหน้าที่ซึ่งต้องส่งของ นั่นคือหีบใบนี้ ให้กับบาทหลวงโจเซฟที่โบสถ์แห่งนี้ครับ... ไม่ทราบว่าขณะนี้บาทหลวงโจเซฟอยู่ในโบสถ์หรือเปล่าครับคุณหนู?”

แค่ฟังเสียงก็น่าเชื่อถืออยู่หรอกนะ... แต่เมื่อเหลือบไปมองหน้าและรอยยิ้ม... แสยะยิ้มนั่น มันไม่ชวนให้น่าเชื่อใจเลยเนี่ยสิ กระนั้นแล้วเด็กสาวก็ได้แต่ทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างกระวนกระวายใจ พลางเหลือบมองชายที่บอกว่าตนชื่ออังตวนกับเจ้ามังกรเกล็ดครามข้างกายเขา ราวกับกลัวว่ามันจะพุ่งเข้าใส่ยามเมื่อเธอหันหลังวิ่งเข้าโบสถ์ไปตามบาทหลวงโจเซฟ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของโบสถ์เล็กๆ แห่งนี้ที่มักจะได้จัดพิธีแต่งงานเสียไม่เว้นแต่ละวัน

แน่นอนว่าอากัปกิริยาดังกล่าวของเด็กสาวร่างน้อยที่ดูไร้เดียงสาและกำลังตื่นตระหนกนั่น ย่อมไม่พ้นสายตาสีทองประกายงามที่ราวกับจะวาววับขึ้นมาชั่วครู่พร้อมกับรอยยิ้มที่เหยียดออกอย่างชอบใจ เมื่อได้รับรู้ว่าสาวน้อยหันไปจับจ้องมองมังกรน้อยคู่หูของเขาที่ยามนี้ทรุดกายลงไปนอนด้วยท่วงท่าราวกับสุนัขกำลังจะนอนก็ไม่ปาน

และด้วยความจริงใจอย่างสุดซึ้งหากแต่ไม่ทำให้ผู้ฟังนึกจะซึ้งไปได้ เมื่ออังตวนขยับกายผายมือไปทางมังกรเกล็ดครามข้างตัวและกล่าวแนะนำพร้อมทั้งเชิญชวนเด็กสาวด้วยอารมณ์รื่นเริงเสียจนเด็กสาวคงเลือกที่จะถอยเสียมากกว่าเมื่อเหลือบไปเห็นดวงหน้าของชายหนุ่มเข้าอีกครา


“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกครับ นี่คือเจ้าสลาฟมังกรน้อยพาหนะคู่หูของข้าเอง รับประกันได้เลยว่าไม่มีพิษไม่มีภัยแถมยังเป็นมิตรกับคนอื่นได้ง่ายเหมือนกับสุนัขโกลเดน รีทริฟเวอร์ตัวโตๆ ที่มีเกล็ดสีครามเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวไปหรอกครับคุณหนู มันไม่กัดหรอก”
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Thu Sep 11, 2008 7:55 pm

ทั้งไม่ชวนให้เชื่อใจและไม่ชวนให้เชื่อถือ... ถึงแม้คำพูดคำจาจะดีแต่หน้าตาแบบนี้ก็เล่นเอาเธอยากถอยหนีได้ง่ายๆ แต่เมื่อมาพินิจพิจารณาดูดีๆ แล้ว มันก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่พ่อหนุ่มนี้เอ่ยปากบอกจริงๆ นั่นแหละ... โดยเฉพาะถ้าเทียบกับเจ้าคนเอ่ยปากที่ยังคงแสยะยิ้มอยู่ไม่คลายนี่ล่ะนะ

ความเงียบเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจหนึ่ง มีเพียงเสียงสุนัขต้อนแกะและเสียงแกะที่ดังมาเป็นระยะๆ เช่นเดียวกับเสียงผู้คนที่แว่วดังมาจากตัวเมือง แล้วเด็กสาวที่ได้แต่มองอังตวนกับมังกรที่ชื่อแปลกๆ ว่าสลาฟ พลางเม้มริมฝีปากเรียวเล็กที่อวบอิ่มอย่างครุ่นคิด ก็เอ่ยปากเปล่งเสียงเล็กๆ ออกมาแม้จะไม่มั่นใจนักแต่นี่ก็ดูจะเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่และดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับสถานการณ์เช่นนี้


“...งั้น... ข้าจะไปตามคุณพ่อโจเซฟมา... ท่านต้องอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนนะ!”
“ไม่มีปัญหาครับ ขอบคุณมากเลยครับคุณหนู”


มันเป็นถ้อยคำตอบรับที่ไม่น่าไว้วางใจสักนิดเมื่อมองหน้าคนพูด กระนั้นแล้วเมื่อเด็กสาวเดินถอยก่อนจะหันหลังวิ่งไปจนเส้นผมสีทองราวกับทุ่งข้าวสาลีงามตาซึ่งยาวสลวยถึงเอวบางพลิ้วไปตามแรง เธอก็ได้แค่หันมาเหลือบมองเป็นระยะๆ จนกระทั่งเด็กสาววิ่งเข้าโบสถ์ไป

อึดใจต่อมา ขณะที่อังตวนเริ่มเพลิดเพลินไปกับการเหม่อมองทิวทัศน์ของเมืองเรนาชที่ดูงดงามไม่แพ้ยามเมื่อมองจากบนฟากฟ้า โดยเฉพาะยิ่งเมื่อดวงตะวันกำลังคล้อยต่ำจนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแสดเช่นนี้ เสียงประตูโบสถ์ที่ค่อยๆ เปิดออกอีกครั้งก็เรียกความสนใจจากอังตวนได้เป็นอย่างดี แล้วเขาก็พบร่างเด็กสาวคนเดิมที่เดินตามหลังชายสูงวัยในชุดบาทหลวง ซึ่งกำลังเดินเข้าหาอังตวนด้วยรอยยิ้มอบอุ่นใจราวกับไม่ใส่ใจต่อดวงหน้ามาดขุนโจรของอังตวนแม้แต่น้อยนิด

และแล้วประโยคทักทายจากคุณพ่อโจเซฟที่ทำให้อังตวนต้องตอบกลับไปด้วยรหัสลับเฉพาะสำหรับการส่งของครานี้ ก็ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มหูสมกับที่เป็นบาทหลวงผู้ใจดี


“ท่านอังตวนสินะ... เป็นอย่างไรบ้างล่ะ ได้ทานอะไรมาบ้างหรือยัง?”
“อ่า... ครับ มื้อเที่ยงข้าทานแอปเปิลมาแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับคุณพ่อ”


...ช่างเป็นบทสนทนาแสนสั้นที่ให้บรรยากาศผิดกันลิบลับทั้งที่คู่สนทนาทั้งสองต่างก็แย้มยิ้ม... แค่ฟากหนึ่งแย้มยิ้มด้วยดวงหน้าสูงวัยดูแล้วแสนจะอบอุ่นหัวใจ ขณะที่อีกฟากหนึ่ง... ไม่ต่างอะไรกับขุนโจรแสยะยิ้มเมื่อเห็นเหยื่อสักนิดเดียว...


“อืม... งั้นพ่อว่าเราไปคุยกันในห้องดีกว่า... อ่า... ต้องขอบใจเจ้ามากเลยเทสซ่า แต่ตอนนี้ก็ใกล้ได้เวลาต้อนแกะกลับแล้ว ฉะนั้นเจ้ากลับไปทำงานต่อเถอะเทสซ่า”

แต่นั่นก็เป็นแค่ชั่วครู่เดียว ก่อนที่บาทหลวงโจเซฟจะเบือนหน้าหันมาเอ่ยปากบอกให้เด็กสาวนามว่าเทสซ่ากลับไปทำงานต่ออย่างสุภาพ จนเด็กสาวต้องหันกลับไปทำหน้าที่อย่างไม่ค่อยไว้วางใจชายหนุ่มคนนี้นักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อบาทหลวงโจเซฟไม่ได้มีท่าทีอะไร ทำให้เธอต้องนำร่างบางในชุดคลุมบางเบาค่อยๆ ออกวิ่งไปทางฝูงแกะที่บัดนี้กลับมายืนเล็มหญ้าอย่างสงบอีกครั้ง เพื่อต้อนแกะกลับตามหน้าที่

อังตวนมองตามเทสซ่าไปเล็กน้อยอย่างสนใจ หากแต่ก็แค่ชั่วครู่เมื่อบาทหลวงโจเซฟเริ่มก้าวเดินไปทางโบสถ์อย่างช้าๆ ชายหนุ่มก็แค่เอ่ยปากกำชับเจ้าสลาฟน้อยของเขาให้อยู่สงบๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะหลับไปแล้วเพราะความเหนื่อยล้าสะสมโดยไม่ได้นอนหลับพักผ่อน ส่งผลให้อังตวนได้แค่จับหีบมาหนีบไว้ในวงแขนเช่นเคย ก่อนจะหันไปออกวิ่งตามบาทหลวงโจเซฟเข้าโบสถ์ไปเสียแทน

ทั้งคู่ต่างเดินกันโดยไม่พูดไม่จากันจนกระทั่งบาทหลวงโจเซฟเปิดประตูโบสถ์เข้าไป เสียงเล็กๆ หลายเสียงอันบ่งบอกได้ถึงความสนุกสนานครื้นเครงที่ชายหนุ่มได้ยินแว่วมาเมื่อเข้าใกล้โบสถ์ ก็ปรากฏถึงที่มา นั่นคือเหล่าเด็กผู้หญิงล้วนๆ ที่อายุน่าจะสิบปีขึ้นไปเกือบสิบคน ซึ่งรวมกันอยู่ตรงมุมหนึ่งของโบสถ์เหมือนมีกิจกรรมอะไรสักอย่าง

แต่เมื่อมองดีๆ ก็พบว่าเหล่าเด็กๆ พวกนั้นกำลังห้อมล้อมชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตเขียวอ่อนกับกางเกงขายาวสีน้ำตาลแก่ ซึ่งดูเหมือนจะเล่นอะไรเกี่ยวกับสำรับไพ่ในมืออย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อพินิจดีๆ แล้วกลับพบว่าชายหนุ่มผู้นี้มีดวงหน้าแปลกๆ ผิดจากที่เคยเห็นจนชินตา เมื่อสีผิวของชายหนุ่มผู้นั้นออกจะไปทางขาวเหลืองแปลกตา อีกทั้งยังมองไม่เห็นถึงดวงตาบนใบหน้าได้รูปงาม จนทำให้สงสัยว่าหมอนี่หลับตาอยู่ตลอดหรือไงกัน?

หากก็แค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้นที่สงสัย เพราะเมื่ออังตวนกับบาทหลวงก้าวเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มผู้นั้นก็หันมาทางบาทหลวงโจเซฟก่อนจะส่งยิ้มและโค้งให้น้อยๆ ราวกับว่ามองเห็น ก่อนที่ปฏิกิริยาถัดมาจะทำให้อังตวนซึ่งหันไปเหลือบเห็นสายตาสงสัยใคร่รู้ของเด็กๆ จนเผลอยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ต้องเก็บกลับไปครุ่นคิดอย่างสงสัยว่าหมอนี่มันยังไงกันแน่?

เมื่อผลที่ได้กลับกลายเป็นว่าชายหนุ่มคนนั้น ขยับกายเข้ามากางแขนออกราวกับจะป้องกันไม่ให้เขาได้เข้าใกล้พวกเด็กๆ อย่างรวดเร็ว ขณะที่พวกเด็กๆ พากันขยับหลบไปด้านหลังชายคนนี้กันโดยอัตโนมัติ...


ทำไมถึงต้องทำตัวแปลกๆ แบบนั้นด้วยนะ? ... รึกลัวว่าเด็กผู้หญิงพวกนี้จะเผลอใจมาหลงใหลในรูปโฉมอันหล่อเหลาของเราเข้า!?


คิดได้เช่นนี้ดวงหน้าก็เผลอแย้มยิ้มกว้างขึ้นอย่างชอบใจ ที่แท้ก็เพราะกลัวว่าเด็กจะเสียคนนี่เองถึงได้ทำเช่นนี้ หมอนี่ก็เป็นคนดีกว่าที่คิดอีกแฮะ ส่วนเด็กๆ ที่หลบข้างหลังก็คงจะขี้อายจนไม่กล้าอยู่ใกล้ๆ เป็นแน่... หากก็แค่ชั่วอึดใจก่อนที่บาทหลวงจะเปิดประตูใกล้ๆ เข้าไป ทำให้อังตวนต้องเดินตามเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระนั้นก็ยังไม่วายหันมาส่งยิ้มให้ทุกคนอย่างสดชื่นแจ่มใส ก่อนที่ประตูจะปิดลงทิ้งให้เหล่าเด็กๆ รวมถึงชายหนุ่มผู้ปกป้องเด็กๆ พากันคิดไปต่างๆ นานา


ว่าเจ้าหน้าขุนโจรนี่มันมาปล้นอะไรที่โบสถ์เล็กๆ แถวนี้กันนะ?



... ... ...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Thu Sep 11, 2008 7:56 pm

... ... ...



ท้องฟ้ายามนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแสดอย่างสมบูรณ์ เมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำลงจนใกล้จะลับไป ส่งผลให้ความมืดค่อยๆ คืบคลานเข้าครอบคลุมเรนาชอย่างช้าๆ ... แน่นอนว่าที่โบสถ์แห่งนี้ก็ไม่เว้น... หากแต่เสียงเล็กที่เจื้อยแจ้วตอบรับกับเสียงหวานติดจะดุที่ดังเป็นระยะๆ จากหญิงสาวสองร่างที่ยืนคุยกันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโบสถ์มากนัก ก็ยังคงสนทนากันต่อไปราวกับไม่รู้สึกหวั่นกลัวความมืดนี้แต่อย่างใด


“...ถ้าคุณพ่อโจเซฟพาเข้าโบสถ์ไปเอง... ก็ไม่น่าจะมีปัญหาหรอก”

เสียงหวานกล่าวขึ้นอีกครั้งเมื่อเด็กสาวในชุดเด็กเลี้ยงแกะตรงหน้ายังคงเฝ้าบ่นไม่หยุดปาก ก่อนที่เจ้าของเสียงร่างสูงกว่าที่สวมเพียงเสื้อผ้าไหมแขนกุดกับกางเกงขายาว หากแต่คาดเข็มขัดสะพายดาบเล่มงามไว้ข้างกาย จะขยับกายหันไปมองตัวเมืองเรนาชอย่างครุ่นคิดอะไรบางอย่างในจิตใจ ผมเปียคู่สีน้ำตาลดำราวกับช็อกโกเลตที่ยาวถึงบั้นท้ายขยับพลิ้วไปตามแรงน้อยๆ อย่างมีน้ำหนัก

ปล่อยให้เด็กสาวนามเทสซ่าพยายามโต้แย้งด้วยเหตุผลเดิมๆ ต่อไป ด้วยสีหน้าที่เห็นเข้าก็รู้แล้วว่าเริ่มงอนที่อีกฝ่ายไม่ยอมโอนอ่อนตามความคิดของตนเสียที


“แต่ว่า... หมอนั่นดูไม่น่าไว้ใจเลยนี่นา พี่เรมี่ต้องเห็นหน้าเขาก่อน แล้วพี่เรมี่จะต้องคิดแบบเดียวกับหนูแน่ๆ เลย!”

ถ้อยคำจูงใจที่เทสซ่าพยายามจะให้หญิงสาวที่ถูกเรียกด้วยนามว่าเรมี่หันมาสนใจ ได้ผลเพียงแค่ให้เรมี่เบือนดวงหน้ามาสบตามองด้วยดวงเนตรเรียวสวยสีอำพัน ก่อนที่เจ้าของเรือนร่างสีเนื้อที่ไม่ได้แตกต่างจากไปจากหญิงสาวทั่วๆ ไปซึ่งกรำแดดและฝึกฝนร่างกายจนแลเห็นได้ถึงกล้ามเนื้อและรูปร่างอันสมส่วน จะกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงแบบเดิมหากครานี้ได้เอื้อมมือบางมาสัมผัสลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างเบามือไปด้วย


“อย่ามองแค่หน้าตา... เทสซ่า”
“งือ... ก็มัน... ก็หน้าเจ้าอังตวนนั่นมันเหมือนขุนโจรเอามากๆ เลยนี่นา! แถมยังมีเจ้ามังกรที่ชื่อสลาฟอีก! หมอนั่นต้องอันตรายมากแน่ๆ ที่อยู่กับมังกรได้แบบนั้นน่ะ!”


กระนั้นแล้วเด็กสาวก็ยังไม่ยอมแพ้ ถึงจะเผลอหลับตาพริ้มอย่างชอบใจไปชั่วขณะที่ถูกลูบศีรษะ แต่เทสซ่าก็ยังคงกล่าวดึงดันต่อไป โดยครานี้ได้ชี้ให้เห็นถึงเจ้าสลาฟ มังกรเกล็ดครามที่ยามนี้ก็ยังคงหลับสนิทไม่ยอมตื่นเป็นรอบที่สอง ราวกับจะบอกว่าใครที่อยู่กับมังกรได้จะต้องเป็นคนไม่ดีแน่ๆ

แน่นอนว่าเรมี่ได้เห็นไปแล้วรอบหนึ่งตั้งแต่เดินเข้ามาที่โบสถ์ แต่เมื่อเทสซ่าชี้ไปด้วยอาการประหนึ่งว่าดูสิๆ เธอก็อดไม่ได้ที่จะต้องหันไปเหลือบสายตามองเจ้ามังกรน้อยที่เธอทราบดีว่าเป็นมังกรลมพันธุ์เล็กที่สามารถนำมาฝึกเลี้ยงได้ แต่ก็ไม่เคยได้เห็นตัวจริงเสียทีจนกระทั่งวันนี้นี่แหละ

แต่ในเมื่อมันไม่มีอะไรเป็นพิเศษ อีกอย่างการจะบอกว่ามังกรนั่นไม่เป็นอันตรายก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไปและไปๆ มาๆ เรื่องมันจะยาวยืดเสียอีก ในที่สุดหญิงสาวนามเรมี่จึงเลือกที่จะค่อยๆ เอ่ยปากบอกอย่างเป็นกลางที่สุด และก็ไม่ลืมที่จะกล่าวสำทับเรื่องอันตรายที่พึงระวังยิ่งกว่า... อันตรายที่จะมาทุกค่ำคืน ณ เมืองแห่งนี้...


“...ถ้างั้นก็ระวังไว้ก็พอ... ...แล้วคืนนี้ก็ต้องระวังตัวด้วย...”
“คืนนี้? ... อ๋อ อื้มๆ! หนูจะระวังไม่ออกนอกโบสถ์เด็ดขาดเลยค่ะ!”


เสียงสำทับรับคำเป็นมั่นเหมาะของเด็กสาวเทสซ่าที่ยามนี้แย้มรอยยิ้มสดใสร่าเริงอย่างไร้เดียงสา เรียกเอารอยยิ้มจางๆ จากหญิงสาวผู้กล่าวเตือนได้อย่างดีแม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ เพราะอึดใจหนึ่งต่อมาเรมี่ก็ได้เอื้อมมือไปลูบศีรษะเด็กน้อยตรงหน้าเสียอีกครา ก่อนที่จะเอ่ยปากลาแล้วเดินจากไป


“พี่เรมี่~~! พี่ก็ต้องระวังตัวด้วยนะคะ~!”

ทิ้งเพียงเสียงเล็กๆ ที่เทสซ่าทิ้งท้ายอย่างเป็นห่วงเป็นใย พลางโบกมือไหวๆ ไปมาอย่างเด็กน้อยไร้เดียงสา ซึ่งเธอเองก็ได้แค่โบกมือรับน้อยๆ โดยไม่ได้หันมามอง ก่อนจะก้าวเดินจากไป... ตรงเข้าสู่ตัวเมืองเรนาชซึ่งอาบแสงตะวันยามใกล้จะลับขอบฟ้าอย่างสวยงาม

หากห้วงคำนึงของหญิงสาวกลับไม่ได้ใส่ใจถึงความงดงามของตัวเมืองเลยสักนิด... เธอเพียงแค่นึกถึงใครบางคนที่เธอปรารถนาจะพบเจอ ก่อนที่จะต้องออกลาดตระเวนคืนนี้... แม้ว่าดวงเนตรเรียวสวยสีอำพันจะจับจ้องตรงไปยังคู่รักบางคู่ที่เฝ้าชมดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าอย่างสุขใจ


...ทำไมกันล่ะ... หรือว่า ... เขาจะเดินทางจากไปแล้ว...


นั่นเป็นเพียงความคิดที่นำพาสีหน้าเศร้าซึมให้ปรากฏบนดวงหน้าสวย ที่แม้มิได้งดงามเลิศเลอหากแต่ก็เข้ากันดีกับบุคลิกของสาวเจ้า กระนั้นแล้วเมื่อดวงหน้าแปดเปื้อนความเศร้าหมองจนดวงเนตรเรียวสวยหลุบตาลงต่ำ เธอก็ได้เพียงมองทอดพื้นทางเดินที่ยาวเข้าสู่ตัวเมืองอย่างเงียบงัน


“เรมิน่า!!”


ฉับพลัน เสียงร้องเรียกที่ทำให้ดวงเนตรอำพันเบิกกว้างและหัวใจที่เต้นระรั่วผิดจังหวะก็ดังขึ้นตรงหน้าอย่างไม่ทันได้คาดฝัน ดวงตาเรียวสวยที่เริ่มชุ่มหยาดน้ำใสรีบขยับเปลือกตากระพริบเร็วจนพอมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ทันได้เห็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเงาดำของบุรุษผู้หนึ่งเบื้องหน้าที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งกำลังกึ่งวิ่งกึ่งเดินขึ้นเนินสูงที่เต็มไปด้วยพื้นหญ้าเขียวชอุ่มขึ้นมาหาเธอ เส้นผมสีชมพูอ่อนที่เห็นได้ไกลๆ ดูจะส่องสว่างจนเกือบจะเปลี่ยนไปเป็นสีแดงเพลิงยามต้องแสงตะวันขณะนี้

แล้วอึดใจหนึ่งต่อมา รอยยิ้มกว้างที่ชวนให้หญิงสาวได้อบอุ่นใจก็ปรากฏขึ้นให้เห็นเด่นชัดบนดวงหน้าติดจะสวยของชายหนุ่มร่างสูงเบื้องหน้า เช่นเดียวกับเสียงเรียกที่เอ่ยถามอย่างเป็นห่วงจนเรมิน่าอดไม่ได้ที่จะยิ้ม... ยิ้มอย่างสุขใจที่เขายังไม่ไปไหน... แม้ในใจจะเจ็บปวดอยู่ลึกๆ เพราะมันคงมิอาจเป็นได้ดั่งใจคิด... ไม่มีทางหรอก...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Thu Sep 11, 2008 7:56 pm

“ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอก่อนตะวันตกดิน ข้าตามหาเจ้าอยู่ตั้งนานแน่ะ ว่าแต่... เจ้ามาทำอะไรที่โบสถ์หรือเรมิน่า?”

หากว่าเรมิน่าเป็นอัศวินที่ผิดแปลกเพราะความที่เป็นหญิงสาวซึ่งไม่ถนอมกาย ชายตรงหน้านี้ก็คงไม่ต่างจากเธอนัก เมื่อชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแต่งกายด้วยชุดบาทหลวงสีขาวดำอย่างสุภาพ มีหมวกทรงกลมสีดำปีกกว้างที่มักจะสวมไว้เสมอในยามกลางวัน แต่จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ชายหนุ่มผู้นี้ไม่เหมือนบาทหลวงทั่วไป นั่นคือแว่นกันแดดทรงกลมสีดำที่เขาสวมใส่ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนเห็นดวงเนตรสีแดงอันแปลกประหลาดนั่น

แน่ล่ะ... เธอรู้... อาจเพราะความชิดใกล้สนิทสนมกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่อยู่เอลลูเลส และเป็นเหตุบังเอิญอย่างเหมาะเจาะยิ่งขึ้นไปอีกที่มาพบเจอกันที่เรนาชระหว่างที่เธอกำลังปฏิบัติงานอยู่ที่นี่ตามคำสั่งขององค์ชาย จนทำให้ได้เห็นถึงดวงตาสีแดงนั่นในเหตุการณ์เมื่อวันนั้น... ดวงตาที่อาจทำให้ใครอื่นพากันขลาดกลัวหากไม่ใช่สำหรับเธอ เรมิน่า ผู้ซึ่งไม่หวาดกลัวดวงเนตรนั่นแม้จะจับจ้องสบตากันอยู่ก็ตาม


...หรือบางที... เธออาจจะต้องมนตร์สะกดของดวงเนตรนั่นไปแล้วก็เป็นได้...


ทั้งนี้คงต้องขอบใจผิวกายสีเนื้อที่ช่วยอำพรางดวงหน้าไม่ให้ดูผิดสังเกต แม้ว่าจะรู้ตัวดีว่าใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวอย่างไม่อาจห้ามได้เมื่อได้อยู่ชิดใกล้กับเขา และตอนนี้เขาก็กำลังเดินตรงเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มสุขใจ... ไม่เคยจากไปไหนทั้งๆ ที่เขาก็บอกแล้วว่าเขาจะเดินทางไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการ แต่เขาก็ยังคงอยู่ที่เรนาชด้วยกันกับเธอตลอดสามอาทิตย์ที่ผ่านมา

แล้วใครเล่าจะไม่คิดโอนเอียงให้จิตใจไขว้เขว... ว่าเขาอาจจะมีใจให้ หรือเขาอาจจะชอบเรา ... แต่ว่า... มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ในเมื่อเขายังคงเป็นบาทหลวง... มันเป็นไปไม่ได้...


“...ข้า... แค่มาเยี่ยมเทสซ่าน่ะ”

รอยยิ้มที่ค่อยๆ จางลงเมื่อชายหนุ่มเข้ามาใกล้ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำตอบต่อคำถามที่ชายหนุ่มได้ถามมาอย่างเสียมิได้ ดวงเนตรสีอำพันจับจ้องมองตรงไปยังดวงหน้าของเขาอย่างไม่วางตา แม้ว่าจิตใจจะสับสนแต่เรมิน่าก็มิอาจเอ่ยปากบอกสิ่งใดๆ ออกไปได้ นอกจากตอบรับและพูดคุยกันไปเหมือนเช่นปกติ เมื่อความเจ็บปวดในจิตใจช่วยให้ดวงหน้าร้อนผ่าวสงบลงได้จนดูไม่ผิดแปลกอะไร


“อ๋อ... อืม งั้นก็ดีแล้ว ว่าแต่ตอนนี้จะกลับแล้วสินะ? จะให้ข้าไปส่งไหม?”

เสียงนุ่มที่สะดุดไปเล็กน้อยเมื่อดวงหน้าของชายหนุ่มแสดงความแปลกใจออกมาชั่วครู่ แต่ก็แค่พริบตาเดียวก่อนที่เสียงนุ่มจะกล่าววาจาไต่ถามและออกตัวเข้าหา... เหมือนดั่งเช่นปกติ จนจะกล่าวว่าเป็นไปตามมารยาทก็ไม่แปลกอะไร เพราะตั้งแต่เรมิน่าได้รู้จักกับเขามา ชายหนุ่มผู้นี้ก็คงความสุภาพถ่อมตนและความอบอุ่นทั้งคำพูดจาและอากัปกิริยาได้เสมอต้นเสมอปลายตลอดมา

นี่แหละ คือสิ่งที่ทำให้เธอหวั่นไหวได้ยามเมื่อเข้าใกล้ชายผู้นี้ ... ความมั่นคง ซื่อตรง และเป็นห่วงเป็นใยเธอเสมอมา ... แต่กระนั้นทั้งๆ ที่รู้ดีว่านี่เป็นโอกาสอันดี เมื่อเรมิน่ารู้สึกตัวได้พักหนึ่งแล้วว่าความรู้สึกที่มีต่อเขานั้นเป็นเช่นไร หากนี่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญเช่นกันที่จะทำให้เธอตัดใจ... ก่อนที่จะสายเกินไป...


“...ไม่เป็นไรหรอกพิงเกอร์... ข้า... กลับเองได้”


และนั่นก็เป็นเพียงคำพูดสุดท้ายที่เรมิน่าจะได้กล่าวต่อบาทหลวงพิงเกอร์... ก่อนที่เธอจะขอตัวลาแล้วเดินเลี่ยงชายหนุ่มเข้าสู่ตัวเมืองไปอย่างไม่คิดที่จะหันกลับมามอง ปล่อยให้ความอ่อนแอไหลรินผ่านดวงหน้าที่ก้มลงต่ำ... แค่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้เท่านั้น ... เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก

โดยไม่ได้รับรู้ถึงสายตาที่ทอดมองมาผ่านแว่นตาดำ ที่ซุกซ่อนความรู้สึกต่างๆ ไว้ในใจไม่แพ้เรมิน่าเช่นเดียวกัน



... ... ...
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Nekotsuki_Ren on Thu Sep 11, 2008 7:56 pm

... ... ...



ตะวันลับฟ้าแล้ว... หากในยามนี้เรนาชกลับเปี่ยมไปด้วยสีสันอันงดงามในยามค่ำคืน ด้วยพื้นที่ริมทะเลสาบที่ไร้แสงไฟ ผู้คนมากมายพากันไปยืนกันเป็นคู่ๆ หรือเป็นกลุ่มครอบครัว ณ ท่าเรือใหญ่ที่ทอดยาวออกไปในทะเลสาบ เพื่อที่จะดูแสงดาวที่พร่างพราวอยู่เต็มท้องฟ้า จนหลายคนพากันปูเสื่อเรียงพรมแล้วตั้งวงรับประทานอาหารกันอย่างสำราญใจ

หากไม่ใช่กับเหล่าทหารยามที่จำต้องออกลาดตระเวนคอยดูแลความปลอดภัยให้ผู้คน โดยเฉพาะเรื่องการโจมตีของแวมไพร์ปริศนาที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุเมื่อราวสองอาทิตย์ก่อน แม้จะไม่เคยมีผู้เสียชีวิตแต่มันก็ทำให้ชาวเมืองหวั่นกลัวได้ ยิ่งถ้านักท่องเที่ยวได้กลายเป็นเหยื่อแล้วคงไม่ต้องคิดว่าเมืองแห่งการท่องเที่ยวจะมีสภาพเช่นไร

และมันยิ่งไม่ใช่มากเข้าไปอีก สำหรับเหล่าอัศวินนักรบผู้ถูกเกณฑ์มาจากเอลลูเลสตั้งแต่สามอาทิตย์ก่อน เพื่อปฏิบัติภารกิจที่เจ้าเมืองได้มอบหมายให้เหล่าบุตรธิดาของตนเพื่อทดสอบความสามารถของแต่ละคน... ซึ่งกล่าวกันว่าความสำเร็จจะมีผลสืบเนื่องต่อไปในการพิจารณาตำแหน่งเจ้าเมืองเอลลูเลสคนต่อไปอย่างยิ่งยวด

นั่นเป็นเหตุผลให้องค์ชายคนโตถึงกับส่งเหล่าทหารเอกในสังกัดให้ออกมาสืบข่าวหาข้อมูล รวมถึงบุกค้นหาสถานที่ตั้งของโบรานสถานอันถูกกล่าวขานว่าเป็นสถานที่ซ่อนของเหล่าปีศาจที่ไม่มีวันตายและซุกเก็บทรัพย์สมบัติเลอค่าที่แย่งชิงมาจากมนุษย์

และจากข้อมูลที่เลือนรางด้วยคำกล่าวขานเล่าต่อกันมา องค์ชายก็ใช้เวลาอยู่ราวหนึ่งอาทิตย์ก่อนจะระบุได้ว่าสถานที่นี้จะต้องอยู่แถวเรนาช... ซึ่งก็เป็นจริงตามคาด หากแต่เรื่องเล่าก็เป็นจริงเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะส่งคนไปเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครล้มปีศาจที่ดำรงอยู่เพียงตัวเดียวได้เลย อีกทั้งทางเดินเข้าไปก็เป็นทางแคบๆ ทำให้ต้องส่งคนเรียงแถวกันเข้าไปอย่างเลี่ยงไม่ได้


ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเรียงแถวเข้าไปเจ็บตัวหรือถึงกับตายกันไปเลยนั่นแหละ


กระนั้นแล้วความผิดพลาด ก็ไม่ได้แค่เกิดจากความแข็งแกร่งของเจ้าปีศาจปริศนาซึ่งรู้แค่ว่ามีรูปร่างคล้ายหญิงสาว ที่มีร่างกายเป็นอมตะและพลังกายที่มากมายเสียจนหักคอคนได้ด้วยแขนข้างเดียว เพราะยังมีกับดักอื่นๆ ซึ่งเป็นทั้งกับดักธรรมดาและกับดักมนตราคอยเล่นงานอยู่อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น... นั่นคือข้อมูลทั้งหมดจากระยะเวลากว่าสามสัปดาห์ที่เหล่าอัศวินผู้กล้ารวมรวมมาได้จนมั่นใจ

และวันนี้... คืนนี้... องค์ชายได้ออกคำสั่งออกมาแล้วว่าจะให้ทั้งหมดบุกเข้าไปไม่หยุด ใครบาดเจ็บก็ถอยออกมารักษา แล้วให้คนใหม่เข้าไปแทนที่เรื่อยๆ พลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปจนกว่าสุดท้ายมันจะอ่อนแรงจนสู้ไม่ได้... และเธอ เรมิน่า... ก็เป็นหนึ่งในหัวหน้าทีมอัศวินจู่โจมที่จำต้องบุกเข้าหาเจ้าปีศาจนั่นเป็นกลุ่มที่สี่ ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายก่อนจะวนให้กลุ่มแรกวนกลับมาสู้ต่อเมื่อกลุ่มเรมิน่าถอยออกมา

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เรมิน่าจำต้องตัดสินใจเมื่อยามเย็น เพื่อไม่ให้เขาต้องเสียใจหากว่าเธอจะพลาดพลั้ง ขณะที่ยามนี้เธอซึ่งสวมชุดอัศวินเกราะอ่อนสีน้ำเงินเข้าชุดกับกระโปรงได้แต่นั่งสงบนิ่งอย่างคนที่พยายามจะลืม แม้ว่ารอบข้างจะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยครื้นเครงของเพื่อนพ้องที่รอคอยเวลาแสดงบทบาท แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่เข้าถึงตัวเธอเลยแม้แต่น้อย

เรมิน่าเพียงแค่นั่งอยู่หน้ากองไฟและเหม่อมองลงไปในนั้น ดาบที่ปกติสะพายคาดเอวไว้ไม่ห่างกลับวางพาดตักพลางกุมไว้แน่นในมือบาง... ถ้าหากว่าเธอรอดกลับไป... หากว่าเขายังรอคอยเธออยู่... บางที เธออาจจะเลือกที่จะไปกับเขา... แม้จะไม่ได้สมหวังแต่แค่ได้อยู่เคียงข้าง เธอก็สุขใจพอแล้ว

เพียงห้วงคิดที่วาดฝันไปไกล ยามเมื่อเขาและเธอเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดิน ต่อสู้ป้องกันตัวจากสัต ว์ร้ายหรือปีศาจ ได้กินร่วมกัน นอนร่วมกัน อยู่ด้วยกันทุกเวลา... เพียงแค่ความหวังเล็กๆ นั่น รอยยิ้มบางเบาก็ค่อยๆ แย้มออกอย่างเชื่องช้าบนดวงหน้าสวย เช่นเดียวกับแววตาที่เริ่มทอประกายมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตต่อไป ถึงแม้หนทางจะลิบหรี่แค่ไหน แต่เธอก็เชื่อว่ามันจะต้องเป็นไปได้อย่างแน่นอน

แม้จะพลาดพลั้งถึงตายแต่เธอก็ได้ตัดใจไว้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่ถ้าหากเธอรอดพ้นอันตรายและได้กลับออกมาได้สำเร็จ... เธอจะไปกับเขา... จะออกเดินทางไปกับบาทหลวงพเนจรคนนั้น... ตลอดไป...


หากแต่ถ้าทุกคนรู้ว่าอันตรายนอกเหนือจากนี้กำลังใกล้เข้ามา ทุกคนคงได้แต่อยู่ตั้งรับที่เรนาชเป็นแน่แท้...


“ฮิ จงดิ้นรนกันเข้าไปเถอะ... การแก้แค้นน่ะกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว… จริงไหม? โจเซฟ...”
“...หึ...”



End. “Begin”
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Previous

Return to Novel

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron