Welcome
Welcome to <strong>Fiction Factory (Open Beta)</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

นวนิยายที่ยังคิดชื่อเรื่องไม่ออก (กรุณาช่วยตั้งด้วยก็ดีครับ)

นักแต่งฟิคทั้งหลาย สามารถมาลง fiction ของตัวเองที่นี่
<br>
<font size=2 color=red>*ก่อนลงนิยายขอให้ศึกษากฏกันให้ดีก่อนนะครับ...</font>

Moderators: Crimsonwing, 青 お姉さん, Zinc

Postby RaCcoon_Man on Sun Aug 17, 2008 8:30 pm

ว้าววว !!~ นิยายมาแบ้วว
Image

. . . " ~ เพื่อนพ้อง ~ " . . .
User avatar
RaCcoon_Man
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 10, 2008 9:31 pm
Location: ~ บนโลกใบนี้ ~

Postby Nekotsuki_Ren on Sun Aug 17, 2008 8:47 pm

เรน - "อ่านจบและ... เหมือนจะมีคำนึงที่พิมพ์ผิดไป แต่จำไม่ได้แล้วว่ามันอยู่ตรงไหน =w= (ขี้เกียจหาใหม่ด้วย) ส่วนเรื่องบอร์ดร้างนั้น ถ้ามันไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยหรือไม่มีอัพเดตใดๆ เป็นใครมันก็เบื่อทั้งนั้นแหละ =w= ถ้าอยากให้มันไม่ร้างก็ต้องปั่นกระแสเป็นพักๆ ไม่ก็หาอะไรที่จะดึงให้คนมันเข้ามาเล่นเข้ามาทำกันบ้าง (พูดตรงๆ บอร์ดเราตอนนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยล่ะ --w-- )"
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby ronphon on Mon Aug 25, 2008 12:04 pm

ไม่ได้เข้านาน

เข้ามาอ่านนิยายซะหน่อย

ว่าแต่มันคือตัวอะไรหว่า และท่าทางจะไม่เสร์จง่ายๆซะด้วย
<a><img src="http://www.uppic.or.hn/uppic/pics/cb61ed425103514ed17183c2494773bc.jpg" alt="Image hosting by Uppic"></a>
User avatar
ronphon
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 15
Joined: Sat Apr 19, 2008 12:23 pm

Postby 青 お姉さん on Mon Aug 25, 2008 4:31 pm

Nekotsuki_Ren wrote:เรน - " (พูดตรงๆ บอร์ดเราตอนนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยล่ะ --w-- )"




มันเป็นเรื่องปกติค่ะ

/me เผ่น
Image

The Great Archives determine you to have gone by the identity : High Priestess of The Arctic

Known in some parts of the world as : Curse of The Lost

The Great Archives Record : A lonely one who guides the lost - but not to safety, to their doom.
User avatar
青 お姉さん
F.F. Fallen Arch Angel
F.F. Fallen Arch Angel
 
Posts: 151
Joined: Sun Feb 10, 2008 9:53 pm
Location: どこかで孤独な道

Postby Requin_Jinx on Sun Aug 31, 2008 6:11 am

เท่าที่เราเข้าบอร์ดนี้ ก็.....
นิยายของโคร กับ นิยายของเรน เท่านั้นเอง

เพราะ โรล ล่มชิมิ?
[align=left]Image[/align]
If we seem to be immortal, it's only because you guys are too WEAK!!!

~สอยสาวเผ่าGria สอยสาวเผ่าViera...เกมFFTA2 ช่างเยี่ยมจริงๆ~
User avatar
Requin_Jinx
F.F. Zandalphon
F.F. Zandalphon
 
Posts: 86
Joined: Sun Feb 10, 2008 7:41 pm
Location: Blue Carnation Club

Postby crover on Fri Sep 12, 2008 5:19 am

ตอนที่ 22 – เป็นหรือตาย

“ขอร้องล่ะเทียร่า ฉันยังไม่ตายซะหน่อย......เลิกร้องไห้ซะทีเถอะ!”อัลไทน์ตะคอกใส่เธอเบาๆแต่ก็ทำให้เทียร่าได้สติ เธอใช้แขนเสื้อปาดคราบน้ำตาจนตาแดงช้ำอัลไทน์ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ น่าขายหน้าสำหรับเขาที่ต้องมานอนในโรงพยาบาลพร้อมกับการการชาและกล้ามเนื้อกระตุกอยู่ตลอดเวลา คิดๆไปแล้วมันคงเป็นกรรมสนองที่เขาใช้เทียร่าเป็นเหยื่อยล่อนอนเป็นอัมพาตในโรงพยาบาลก่อนหน้านี้ล่ะมั้ง แต่ก็ถือว่าโชคดีแล้วที่เทียร่าไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนอกจากข้อเท้าผลิกกับรอยถลอกนิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นยังคงทำให้เธอตั้งสติไม่ค่อยได้อยู่ ไม่น่าแปลกใจหรอก คนที่เคยเอ่ยปากจะปกป้องกลับโดนเล่นงานแบบไม่รู้ตัวแถมยังแค่ทีเดียวอีก.....พอมานึกๆดูแล้วสิ่งสุดท้ายที่นึกได้คือมือหรืออุ้งเล็บอะไรซักอย่างแข็งๆจิกเข้าไปที่คอด้านหลังตอนเขาเผลอ หลังจากนั้นเขาก็มาตื่นอยู่ที่โรงพยาบาลนี่แหละ“เช็ดน้ำตาซะที ฉัน...หาย...ดี”

“นายนี่มันบ้าที่สุดเลย!!”คราวนี้หลับไทน์เป็นฝ่ายสะดุ้งโหยงแทน เทียร่าใช้มือปาดน้ำตาอีกครั้งแต่กลับทำให้น้ำตายิ่งไหลออกมาอีก อัลไทน์จ้องมองหน้าเธออย่างคาดไม่ถึง

“อะ....อะไรของเธอน่ะอยู่ดีๆก็ตะคอกซะแบบนั้น”มันดาล่าลอยออกมาจากเตียงฝั่งตรงข้าม พร้อมกับราเชลที่โผล่ออกมาจากผ้าม่านแค่ครึ่งหน้า

“ฉัน...ฉันบ้าอะไร?”อัลไทน์ถามกลับด้วยสีหน้าเหมือนกับเทียร่ากำลังเอามีดจ่อคอ เธอหลบสายตากัดริมฝีปาก เป็นครั้งแรกที่อัลไทน์ได้เห็นสีหน้าแบบนี้ และเขากล้าเอาดาบเป็นประกันได้ว่าเธอคงต้องโกรธแบบสุดๆแน่

“นายไม่รู้ตัวเลยเหรอไง?”มันดาล่านอนผลิกตัวอยู่บนควันยาสูบของเธอ ในปากยังคงคาบไปป์อันยาว

“คุณ....คุณอัลไทน์ช่วยพวกเราไว้นะคะ...”ราเชลพูดเบาๆก่อนจะหลบหน้าไว้หลังม่านเมื่ออัลไทน์หันไปมองเธอ

“นายไม่จำเป็น........ต้องรักษาสัญญาขนาดนั้นก็ได้....”เทียร่ากัดริมฝีปากหลังพูดพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาอีกครั้ง“นายนี่มันบ้าที่สุด!!” เธอทวนประโยคนั้นซ้ำให้เขาสะดุ้งอีกครั้งก่อนจะเดินปึงปังออกจากพยาบาลไป ทิ้งให้อัลไทน์ยังสับสนกับเรื่องที่เขาไม่รู้

“นี่นายไม่รู้เรื่องจริงๆเหรอ.......?”มันดาล่าถอนหายใจเมื่อเห็นสีหน้าที่ยังสับสนของอัลไทน์

“ฉัน....ฉันไม่รู้อะไรเลยนะ อย่างสุดท้ายที่ฉันจำได้คือกำลังวิ่งหนีไปกับยัยนั่นก่อนที่จะถูกซัด......หมดสติระหว่างทาง”เสียของอัลไทน์แผ่วเบาลงในประโยคหลัง มันดาล่ามองดูเขาอย่างสงสัย”นายจะบ้าเหรอ?”

“เลิกพูดคำว่าบ้าใส่ฉันซะทีเถอะ....”

“หลัง...หลังจากเทียร่าพาคุณที่หมดสติเข้ามาในร้านฉัน......มัน....มันก็.....ฆะ.....”เสียงของราเชลขาดห้วงไป แต่อัลไทน์ก็เดาออกได้ว่าเธอจะพูดว่าอะไร แต่คำถามที่เขาอยากจะถามคือใคร

“อย่าใส่ใจกับราเชลเลย ไม่ได้ฆ่าหรอก......”มันดาล่าหยุดพักก่อนจะอัดควันเข้าไปในปอดเฮือกใหญ่ “นายน่าจะรู้จักนะ...ไนร่า?”

“ไนร่า....เด็กที่อยู่กับจิงซ์คนนั้นนะเหรอ?”เขานึกถึงชายใส่แว่นกับเด็กไร้อารมณ์ที่อยู่ข้างๆ ครั้งสุดท้ายที่ได้พบมันก็นานมาแล้วนับตั้งแต่แยกทางกันไปหลังจากอพยพออกมาจากรัสเซีย

“เธอถูกเล่นงาน......คือ.......ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคนที่โจมตีน่ะเป็นตัวอะไร แต่ฉันมั่นใจได้เลยมามันน่ะต้องการฆ่าคนที่เป็นเหยื่อของมันให้ได้”

“......แล้วไนร่าอาการเป็นยังไงบ้าง.....?”อัลไทน์ก้มหน้ามองผ้าห่มบนตักตัวเอง ในใจรู้สึกผิด ถ้าเขาปักหลักสู้กันมันคงไม่ต้องมีใครโดนลูกหลงไปด้วย

“........หลังจากที่มันเล่นงานไนร่า มันก็กระโจนเข้ามาในร้าน....แยกเขี้ยวเหมือนหมาบ้า ส่งเสียงครางในลำคอ พูดไม่เป็นภาษาคนจิงซ์สติแตกพยายามเข้าสู้...........แขนขวาตั้งแต่มือจนถึงศอก เกรียมไปเลย”

“ไนร่าเป็นยังไง!!”เขาตะคอกใส่มันดาล่า เธอแหล่สายตามองอัลไทน์อย่างไม่ระหยี่ก่อนจะอัดไปป์อย่างไม่สนใจพลางเล่าต่อ

“แล้วในตอนนั้นแหละที่จู่ๆนายก็ลุกขึ้นจากพื้นเหมือนผีถูกน้ำมนต์ กระโดดเข้าไปใช้ดาบฟันใส่มันไม่หยุด แต่มันก็หลบได้หมดแถมยังช็อตนายไปตั้งสามสี่รอบ....สาบานได้เลยว่าตอนนั้นนายควันออกหูออกปากเลย แต่นายก็ยังบ้าเลือดอาละวาดไล่มันไปได้....หลักจากนั้นนายก็ล้มพับเหมือนกับหุ่นชักใยที่ถูกตัดเชือกเลยแหละ”มันดาร่าทำท่าทางประกอบเข้าไปด้วยระหว่างเล่า แต่อัลไทน์ไม่ได้มองดู เขาพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออกว่าทำไปตอนไหน

“ตอนนั้น........เทียร่า.......เธอแทบจะวิ่งเข้าไปดึงคุณออกมาเลยด้วยซ้ำ แต่ฉันรั้งเธอไว้......”

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายเกิดผีเข้าหรืออะไร แต่เทียร่านะกลัวแทบตายตอนที่พวกทหารพาพวกเรามาส่งโรงบาล.....ครั้งแรกเลยแหละที่ได้คนคนที่ร้องไห้ฝูมฝายยิ่งกว่าคนทั้งงานศพร้องรวมกันซะอีก”มันดาล่ายิ้มแหยๆมีไปป์อยู่ที่มุมปาก

“สัญญา........ตอนนั้น.......”

-งั้นฉันสัญญาเลยว่าจะไม่แพ้...-
- อย่าสัญญาอะไรกับผู้หญิงถ้ารู้ว่าตัวเองรักษาไว้ไม่ได้นะ-
- ฉันไม่มีทางแพ้แน่ถ้าต้องปกป้องเธอ.....สัญญาเลย-

“ฮึก....ฮึก....บ้า....บ้าที่สุดเลย....”เสียงสะอื้นของเทียร่าที่นั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องนั้นสร้างแผลบางอย่างในใจของเขายิ่งกว่าแผลใดๆที่เขาเคยได้รวมกันซะอีก



“ไม่ต้องยุ่งกับผม!!!”

“ขอร้องครับคุณจิงซ์ ถ้าปล่อยไว้แขนของคุณอาจต้องตัดทิ้งนะครับ!!”

“ผมไม่สน!บอกมาว่าไนร่าอยู่ที่ไหน!!”

เคร้งๆๆ!!

“คุณจิงซ์คะกรุณาสงบสติก่อนเถอะค่ะ!”

“หลบไป!!”

ปึ้ง!

จิงซ์เดินโซซัดโซเซออกมาจากห้องฉุกเฉินพร้อมกับกระฉากผ้าผันแผลออกจากแขนขวา เขาแทบจะทนกับกลิ่นไหม้น่าสะอิดสะเอียนที่ออกมาจากแขนขวาของตัวเองไม่ได้ แค่หันไปดูเขาก็ยังไม่อยากเลย

“ตามรปภ.มา!”เสียงตะโกนของหมอที่อยู่ด้านหลังยิ่งเร่งให้เขาเดินเร็วขึ้นอีก แต่ความปวดแสบของแขนขวาก็ทำให้เขาหน้ามืดตายเดินดูเหมือนจะเอียงซ้ายเอียงขวาอยู่ตลอดเวลาจนเขาต้องเดินไถไปกับพนัง ถึงเขาจะไม่รู้ว่าไนร่าอยู่ไหน แค่ความรู้สึกบางอย่างกำลังชี้เขาไป มันเป็นเหมือนกับเข็มทิศที่ชี้ไปหาทิศเหนือตลอดเวลา แต่ในกรณีของเขามันเหมือนกับเข็มทิศที่ชี้ไปหาบางสิ่ง....เขาไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่ามันคืออะไร แต่เขาสัมผัสได้ว่าเข็มทิศในหัวของเขาชี้ไปหาเป้าหมายหลายๆจุดที่อยู่ใกล้ๆตัวเขา มันมีอยู่ประมาณสามหรือสี่จุดในหัวแต่จุดที่เขารู้สึกคุ้นเคยมากที่สุดอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ เขาหันไปมองป้ายบอกทางที่อยู่บนพนัง ห้องผ่าตัด......เขาคงอยู่ไม่ไกลจากไนร่าแล้ว

“ไปลากคนไข้คนนั้นมาเร็วเข้า!”

เสียงฝีเท้าดังระรัวอยู่ในหัวของจิงซ์ เขารู้สึกได้ว่ารปภ.สองคนกำลังวิ่งมาหาเขา

“คุณจิงซ์ กรุณาไปกับเราเถอะครับ คุณบาดเจ็บหนักเราไม่อยาก......”

“ไปให้พ้น!!!”เขาตะโกนสุดเสียงอารมณ์ที่พุ่งพลานอยู่ในหัวถูกระเบิดออกมา เขาเริ่มตาลายหนักยิ่งกว่าเดิม จนเข่าทรุด

“คงไม่ไหว ลากไปเลยดีกว่า”

“บอกว่าอย่ายุ่ง!!!”เขาตะโกนอีกครั้งพร้อมกับดันตัวลุกขึ้นและก้าวเดินต่อไป รปภ.ทั้งสองชะงักอย่างไม่รู้สาเหตุ ทั้งคู่ต่างมองกันเมหือนรู้สึกถึงบางอย่างที่แปลกไป

“คุณครับ....ถ้าคุณไม่....”

“หุบปาก!!!!”เสียงของจิงซ์กึกก้องกัมปนาทอย่างรุนแรงจนยามทั้งสองคนปลิวกระเด็น ร่างของรปภ.ทั้งสองไถลไปตามทางเดินจนกระแทกอย่างแรงตรงสุดท้างเดิน ทั้งคู่หมดสติไปทันที

จิงซ์ได้ยินเสียงหมอที่พยายามจะรักษาเขาร้องโหวกเหวกไม่เป็นภาษามนุษย์ แต่เขาก็ยังคงเดินต่อไป เขารู้สึกได้แล้ว ไนร่าอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น

ไฟสีแดงฉายแสงอยู่ใต้ตัวอักษรที่เขียนว่าฉุกเฉิน จิงซ์จ้องมองผ่านกระจกกลมๆ...

ชายและหญิงในชุดกาวน์สีเขียวยืนล้อมรอบ ร่างกายเล็กๆที่ดูบอบบางของไนร่า....จิงซ์ไม่สามารถหาคำพูดใดๆมาอธิบาย’สิ่งที่อยู่ตรงหน้า’ได้เลย เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอมีหน้าตาเป็นอย่างไร ร่างที่กำลังนอนอยู่บนเตียงนั้นไม่มีเค้าเดินที่เคยเป็นไนร่าที่เขารู้จัก....นอนนิ่ง ไม่รู้สึกถึงเขาที่กำลังมองผ่านกระจก
เขาทิ้งตัวลงบนพื้น ความเจ็บปวดบนแขนขวาก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ มันเจ็บจนเขารู้สึกอยากจะฉีกมันทิ้งไปซะ เจ็บจนเขาต้องร้องไห้ แต่ถ้าเป็นไปได้ เขาก็ได้แต่กรีดร้องในใจ....ถ้ายังไม่สายเกินไป เขาควรจะเป็นคนที่นอนอยู่บนนั้น....เขาควรที่จะจ็บปวดยิ่งกว่าไนร่า.....เขาควรจะตายเพื่อเธอด้วยซ้ำ....แต่ทุกอย่างมันสายไปแล้ว

“คุณจิงซ์....”ชายคนหนึ่งก้มลงแตะไหล่เขาอย่างแผ่วเบา

“เราต้องการความร่วมมือจากคุณ……ถ้าคุณยังอยากช่วยไนร่าล่ะก็”



ความเจ็บปวดบนแขนขวาเหมือนจะหายไปได้ในชั่ววินาทีนั้นเอง....จิงซ์รู้สึกแบบนั้น
User avatar
crover
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 159
Joined: Sat Feb 16, 2008 1:03 am
Location: กรมสรรพาวุธเคลื่อนที่

Postby crover on Fri Sep 12, 2008 5:20 am

สนทนากันซักนิด...

ปั่นตอนเวลา...ตี 3.09....เสร็จเมื่อ ตี 5.15....รวดเดียวหนึ่งตอนไม่พักไม่คิดไม่ต้องนอน
เวลากำลังจะง่วงเนี่ยหัวมันเเล่นดีเนอะ?

ตอนหน้า....เอ่อ...หลังสอบวันที่ 17 ละกัน!!!
User avatar
crover
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 159
Joined: Sat Feb 16, 2008 1:03 am
Location: กรมสรรพาวุธเคลื่อนที่

Postby Chimechotie on Fri Sep 12, 2008 9:56 am

ดูท่าจะใกล้สอบเหมือนกันเหอะๆ(แต่ตูก็ยังสูบโดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน- -*)
Image
User avatar
Chimechotie
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 17
Joined: Tue Jul 29, 2008 8:07 pm

Postby Nekotsuki_Ren on Fri Sep 12, 2008 2:04 pm

เรน - "โฮ่... สงกะสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น =w= ... อัลไทน์ทำไปตามสัญชาติญาณหรือว่าถูกใครควบคุมอยู่กันแน่? (เพราะไม่มีสติรับรู้เลยนี่นา?)"

ปล.อ่านตอนนี้ไปเนี่ย รู้สึกว่าบทจิงซ์จะเด่นสุดเลยนะ~ หุๆ
คุณค่าของชีวิต กับความยึดมั่นถือมั่น
ความพยายามที่ไร้ผลตอบกลับ
การดิ้นรนในความสิ้นหวัง
ชีวิตล้วนแล้วแต่หวัง
User avatar
Nekotsuki_Ren
แมวในลังส้ม
แมวในลังส้ม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 17, 2008 10:56 pm
Location: ลังส้ม

Postby Requin_Jinx on Fri Sep 12, 2008 6:20 pm

เละ ถึงขนาดจำหน้าไม่ได้เชียวเรอะ ? สยอง~
ไนร่า มีพลังจิตรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า (พรีโคนิก) แสดงว่าเธอก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าจะโดนยิงน่ะสิ ? อืมมม

ปล. คำผิดเยอะนะบทนี้ (ฮา)
[align=left]Image[/align]
If we seem to be immortal, it's only because you guys are too WEAK!!!

~สอยสาวเผ่าGria สอยสาวเผ่าViera...เกมFFTA2 ช่างเยี่ยมจริงๆ~
User avatar
Requin_Jinx
F.F. Zandalphon
F.F. Zandalphon
 
Posts: 86
Joined: Sun Feb 10, 2008 7:41 pm
Location: Blue Carnation Club

Postby ronphon on Mon Sep 15, 2008 6:50 pm

เข้มข้นลุ้นระทึก
<a><img src="http://www.uppic.or.hn/uppic/pics/cb61ed425103514ed17183c2494773bc.jpg" alt="Image hosting by Uppic"></a>
User avatar
ronphon
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 15
Joined: Sat Apr 19, 2008 12:23 pm

Postby RaCcoon_Man on Mon Sep 22, 2008 8:05 am

ไนร่าย่าง สิน่ะ น่าอร่อย ~
Image

. . . " ~ เพื่อนพ้อง ~ " . . .
User avatar
RaCcoon_Man
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 10, 2008 9:31 pm
Location: ~ บนโลกใบนี้ ~

Postby RaCcoon_Man on Fri Sep 26, 2008 8:29 pm

รู้สึกว่าจะเกินวันที่ 17 มานานแล้ว ..

ที่ไม่ใส่เดือนก็เพื่อจะได้อ้างว่าเดือนหน้า และหน้าและหน้าสิน่ะ ..


เอานิยายม๊า !!!!!!!~
Image

. . . " ~ เพื่อนพ้อง ~ " . . .
User avatar
RaCcoon_Man
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 10, 2008 9:31 pm
Location: ~ บนโลกใบนี้ ~

Postby ronphon on Sat Nov 08, 2008 12:32 am

มารอนิยายอีกคนครับ
<a><img src="http://www.uppic.or.hn/uppic/pics/cb61ed425103514ed17183c2494773bc.jpg" alt="Image hosting by Uppic"></a>
User avatar
ronphon
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 15
Joined: Sat Apr 19, 2008 12:23 pm

Postby crover on Sun Nov 16, 2008 12:33 am

ตอนที่ 23 – เกรเทล กับ แฮนเซล

เบื้องหน้าคือเศษซากกองมหึมาของสิ่งที่เคยเป็นรถไฟที่นอนตะแคงเต็มเต็มรางพร้อมกับส่งควันขโมง
ร่างของผู้เสียชีวิตถูกนำใส่ถุงดำถูกทยอยนำออกมาวางเรียงกันบนพื้นหิมะทีละคนเจ้าหญิงสาวผู้หนึ่งในเสื้อสเว็ตเตอร์สีดำค่อยๆเปิดดูถุงดำทีละใบ
ทุกครั้งที่เธอเปิดออกเธอจะถอดแว่นเลนส์สีเหลืองออกเพื่อมองดูสภาพศพให้ชัด ในขณะที่ชายผิวดำอีกผู้หนึ่งจะคอยทำหน้าที่จดรายละเอียดต่างๆจะคอยเดินตาม
เธอเสมือนเป็นผู้ช่วย รถไฟขบวนนี้เคยเป็นรถไฟที่มีอายุการใช้งานอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50 ปีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งถูกนำกลับมาเดินเครื่องใหม่อีกครั้งในช่วงสงบศึกกัน
ระหว่างอเมริกาและรัสเซียเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าเนื่องจากงบประมาณในการนำรถไฟรุ่นใหม่มาใช้งานนั้นไม่คุ้มค่าต่องบประมาณจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกนักที่
จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นได้ แต่การที่เจ้าหน้าที่สองคนนี้มาสำรวจงานด้วยตัวเอง ต้องไม่ใช่แค่อุบัติเหตุธรรมดาอย่างแน่นอน


“เราจะบอกข่าวนี้กับสื่อมวนชลกันยังไงดี?”ชายที่คอยจดบันทึกเก็บเอาสมุดโน้ตเข้ากระเป๋าสะพาย ก่อนจะนำปากกาขึ้นมากัดเล่น


เจ้าหน้าที่หญิงเลื่อนแว่นให้พอดีกับสายตาพร้อมกับปิดศพที่มีสภาพไหม้เกรียมให้พ้นสายตา“อากาศแปรปรวนที่แคดเคสฟอลส์ทำให้การควบคุมรถไฟผิดพลาด...สื่อก็เหมือนหมานั่นแหละ ถ้าข่าวชิ้นใหญ่ ต่อให้จะเป็นรสชาติแบบไหนก็แทะได้หมดนั่นแหละ”


“เธอเนี่ยเข้าใจพูดหาจุดเจ็บของชาวบ้านดีนะ...”ฝ่ายชายพูดเบาๆพร้อมกับดึงกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับเล็งไปที่ซากรถไฟ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถ่ายภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งรีบวิ่งมาห้ามเขา


“ขอโทษครับ! แต่นี่เป็นเขตหวงห้ามคนนอกเราไม่อนุญาตครับ”สายตาของตำรวจหนุ่มค่อยๆกวาดมองบุคคลภายนอกทั้งสองคนอย่างละเอียด เขาคิดว่าทั้งคู่คงจะเป็นนักข่าวที่ต้องการหัวข้อข่าวสำหรับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแถวนี้ แต่ฝ่ายหญิงกลับถอดแว่นออกและหยิบเอาป้ายห้อยคอในเสื้อสเว็ตเตอร์ออกมาให้นายตำรวจดู


“เจ้าหน้าที่ แคลร์ ออสวอร์ด CIA”เจ้าหน้าที่หญิงโชว์ให้นายตำรวจดูแค่แว่บเดียวก่อนจะยัดกลับเข้าเสื้อของตนเอง พร้อมกันนั้นฝ่ายชายจึงได้ส่งป้ายของตัวเองให้นายตำรวจ


“และเจ้าหน้าที่ โจนาธาน อีเทอร์...ตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้วกี่ราย?”ฝ่ายชายถามพร้อมกับหันกลับไปถ่ายรูปต่อ นายตำรวจหยิบป้ายของฝ่ายชายมาดูอย่างไม่มั่นใจ แต่เมื่อเห็นว่ารายละเอียดถูกต้องเขาก็จำเป็นที่จะต้องให้ความร่วมมือ


“ที่นับได้จนถึงตอนนี้มีทั้งหมดหกคนครับ และที่แจ้งมาเพิ่มที่ซีแอตเติ้ลก็เป็น สิบ......สิบห้ารายพอดี”ฝ่ายนายตำรวจฉะงักไปเล็กน้อยเมื่อมีถุงดำใบใหม่มาวางเพิ่มความยาวของแถว แคลร์นำแว่นตาเสียบไว้ที่คอเสื้อพร้อมกับเปิดดูศพล่าสุด ใบหน้าครึ่งแถบของศพสุดท้ายนี้ถูกฉีกกระฉากออกจนเห็นกล้ามเนื้อภายใน และยังมีร้อยช้ำที่คอเหมือนกับถูกบิดอย่างรุนแรง


“เฮ้อ นี่ไม่ไช่แผนวันหยุดท้ายปีที่ฉันวางไว้เลยนะให้ตายสิ”แคลร์นำแว่นตากลับมาสวมอีกรอบจนนายตำรวจเริ่มขัดหูขัดตา แต่สำหรับผู้ช่วยของเธอแล้วมันเป็นสิ่งที่ได้เห็นจนชินไปแล้ว โจนาธานเดินไปหยิบคลิบบอร์ดจากฝากระโปรงรถตำรวจมาอ่านอย่างคร่าวๆก่อนจะเดินกลับมาหาแคลร์


“ตามรายงาน รู้สึกว่ารถไฟขบวนนี้มีคนเดินทางแค่สองคนเท่านั้นครับคือโครเวอร์ ซี ครูว์ กับ วินเดีย แวลนซ์ แต่จากที่ตรวจสอบทุกศพแล้ว ไม่พบบุคคลทั้งสองเลยครับ”โจนาธานใช้ปากกาวงชื่อและรูปภาพของบุคคลทั้งสองพร้อมกับยื่นให้แคลร์


“ที่เหลือเป็นพนักงาน กับรปภ.แล้วก็ภารโรงสินะ?”เธอเปิดดูรายละเอียดอื่นๆอย่างลวกๆ นายตำรวจค่อยๆเดินกลับไปที่รถของตัวเอง ดูท่าเขาคงไม่มีประโยชน์ในที่นี้เท่าไหร่


ปล.ที่เหลือกรุณารอไปก่อน...ผมยังไม่มีไฟ...
User avatar
crover
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 159
Joined: Sat Feb 16, 2008 1:03 am
Location: กรมสรรพาวุธเคลื่อนที่

Postby -[F]reeStyleLes[S]- on Tue Nov 18, 2008 5:23 pm

ในที่สุดมันก็มา แพนด้ามี่ *0*
ขอให้ระวังในการพิม สี่คำอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

" นี่ นี้ นั่น นั้น " แค่นิดเดียวมันก็ทำให้อ่านแ้ล้วขัดลูกตาได้นะ


Image
User avatar
-[F]reeStyleLes[S]-
F.F. DragonKnight
F.F. DragonKnight
 
Posts: 49
Joined: Sun Feb 10, 2008 8:08 pm
Location: ประเทศแห่งราชาภาษา

Postby crover on Wed Mar 04, 2009 10:47 pm

ตอนที่ 23 – เกรเทล กับ แฮนเซล


เบื้องหน้าคือเศษซากกองมหึมาของสิ่งที่เคยเป็นรถไฟที่นอนตะแคงเต็มเต็มรางพร้อมกับส่งควันขโมง ร่างของผู้เสียชีวิตถูกนำใส่ถุงดำถูกทยอยนำออกมาวางเรียงกันบนพื้นหิมะทีละคนเจ้าหญิงสาวผู้หนึ่งในเสื้อสเว็ตเตอร์สีดำค่อยๆเปิดดูถุงดำทีละใบ ทุกครั้งที่เธอเปิดออกเธอจะถอดแว่นเลนส์สีเหลืองออกเพื่อมองดูสภาพศพให้ชัด ในขณะที่ชายผิวดำอีกผู้หนึ่งจะคอยทำหน้าที่จดรายละเอียดต่างๆจะคอยเดินตามเธอเสมือนเป็นผู้ช่วย รถไฟขบวนนี้เคยเป็นรถไฟที่มีอายุการใช้งานอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50 ปีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งถูกนำกลับมาเดินเครื่องใหม่อีกครั้งในช่วงสงบศึกกันระหว่างอเมริกาและรัสเซียเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าเนื่องจากงบประมาณในการนำรถไฟรุ่นใหม่มาใช้งานนั้นไม่คุ้มค่าต่องบประมาณจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกนักที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นได้ แต่การที่เจ้าหน้าที่สองคนนี้มาสำรวจงานด้วยตัวเอง ต้องไม่ใช่แค่อุบัติเหตุธรรมดาอย่างแน่นอน

“เราจะบอกข่าวนี้กับสื่อมวนชลกันยังไงดี?”ชายที่คอยจดบันทึกเก็บเอาสมุดโน้ตเข้ากระเป๋าสะพาย ก่อนจะนำปากกาขึ้นมากัดเล่น

เจ้าหน้าที่หญิงเลื่อนแว่นให้พอดีกับสายตาพร้อมกับปิดศพที่มีสภาพไหม้เกรียมให้พ้นสายตา“อากาศแปรปรวนที่แคดเคสฟอลส์ทำให้การควบคุมรถไฟผิดพลาด...สื่อก็เหมือนหมานั่นแหละ ถ้าข่าวชิ้นใหญ่ ต่อให้จะเป็นรสชาติแบบไหนก็แทะได้หมดนั่นแหละ”

“เธอเนี่ยเข้าใจพูดหาจุดเจ็บของชาวบ้านดีนะ...”ฝ่ายชายพูดเบาๆพร้อมกับดึงกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับเล็งไปที่ซากรถไฟ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถ่ายภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งรีบวิ่งมาห้ามเขา

“ขอโทษครับ! แต่นี่เป็นเขตหวงห้ามคนนอกเราไม่อนุญาตครับ”สายตาของตำรวจหนุ่มค่อยๆกวาดมองบุคคลภายนอกทั้งสองคนอย่างละเอียด เขาคิดว่าทั้งคู่คงจะเป็นนักข่าวที่ต้องการหัวข้อข่าวสำหรับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแถวนี้ แต่ฝ่ายหญิงกลับถอดแว่นออกและหยิบเอาป้ายห้อยคอในเสื้อสเว็ตเตอร์ออกมาให้นายตำรวจดู

“เจ้าหน้าที่ แคลร์ ออสวอร์ด CIA”เจ้าหน้าที่หญิงโชว์ให้นายตำรวจดูแค่แว่บเดียวก่อนจะยัดกลับเข้าเสื้อของตนเอง พร้อมกันนั้นฝ่ายชายจึงได้ส่งป้ายของตัวเองให้นายตำรวจ

“และเจ้าหน้าที่ โจนาธาน อีเทอร์...ตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้วกี่ราย?”ฝ่ายชายถามพร้อมกับหันกลับไปถ่ายรูปต่อ นายตำรวจหยิบป้ายของฝ่ายชายมาดูอย่างไม่มั่นใจ แต่เมื่อเห็นว่ารายละเอียดถูกต้องเขาก็จำเป็นที่จะต้องให้ความร่วมมือ

“ที่นับได้จนถึงตอนนี้มีทั้งหมดหกคนครับ และที่แจ้งมาเพิ่มที่ซีแอตเติ้ลก็เป็น สิบ......สิบห้ารายพอดี”ฝ่ายนายตำรวจฉะงักไปเล็กน้อยเมื่อมีถุงดำใบใหม่มาวางเพิ่มความยาวของแถว แคลร์นำแว่นตาเสียบไว้ที่คอเสื้อพร้อมกับเปิดดูศพล่าสุด ใบหน้าครึ่งแถบของศพสุดท้ายนี้ถูกฉีกกระฉากออกจนเห็นกล้ามเนื้อภายใน และยังมีร้อยช้ำที่คอเหมือนกับถูกบิดอย่างรุนแรง

“เฮ้อ นี่ไม่ไช่แผนวันหยุดท้ายปีที่ฉันวางไว้เลยนะให้ตายสิ”แคลร์นำแว่นตากลับมาสวมอีกรอบจนนายตำรวจเริ่มขัดหูขัดตา แต่สำหรับผู้ช่วยของเธอแล้วมันเป็นสิ่งที่ได้เห็นจนชินไปแล้ว โจนาธานเดินไปหยิบคลิบบอร์ดจากฝากระโปรงรถตำรวจมาอ่านอย่างคร่าวๆก่อนจะเดินกลับมาหาแคลร์

“ตามรายงาน รู้สึกว่ารถไฟขบวนนี้มีคนเดินทางแค่สองคนเท่านั้นครับคือโครเวอร์ ซี ครูว์ กับ วินเดีย แวลนซ์ แต่จากที่ตรวจสอบทุกศพแล้ว ไม่พบบุคคลทั้งสองเลยครับ”โจนาธานใช้ปากกาวงชื่อและรูปภาพของบุคคลทั้งสองพร้อมกับยื่นให้แคลร์

“ที่เหลือเป็นพนักงาน กับรปภ.แล้วก็ภารโรงสินะ?”เธอเปิดดูรายละเอียดอื่นๆอย่างลวกๆ นายตำรวจค่อยๆเดินกลับไปที่รถของตัวเอง ดูท่าเขาคงไม่มีประโยชน์ในที่นี้เท่าไหร่

“แล้วสาเหตุที่รถไฟตกรางล่ะ?”เธอเอ่ยถามอีกครั้งทำให้เขาต้องเดินกลับที่อีกครั้ง

“เรา....ไม่พบสาเหตุครับ”

“.......พูดอีกทีซิ?”

“จาก...คำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ควบคุม...เขาบอกว่ารถไฟต้องหยุดวิ่งเพราะเสาไฟฟ้าล้มขวางทางครับ แต่หลังจากนั้นเราก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”โจนาธานดึงปากกาออกจากปากพร้อมกับรีบจดตามทุกคำ แคลร์พยักหน้า

“....ตามเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมา สำหรับพวกคุณเราต้องขอยึดเอาหลักฐานทุกอย่างที่ค้นพบทั้งศพและ...”

“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของพวกคุณ...”เสียงพูดแทรกเข้ามา โจนาธานหยุดจดบันทึกพร้อมกับเดินเข้าไปหาคนที่เพิ่มเข้ามาในวงสนทนา เขาเป็นชายร่างผอมในชุดสูทสีดำตามแบบฉบับเจ้าหน้าที่พิเศษ หน้าตาหล่อเหลาคมคายแต่ก็ดูซีดเซียวแก้มตอด ผมสีทองของเขาดูยุ่งเหยิงเหมือนกับยุ่งจนไม่เคยได้หวี

“ซามัวเอล แม็คไกวร์....นี่เป็นงานของ FBI นี่เป็นงานภายในของพวกเรา”ซามัวเอลกวักมือเรียกเจ้าหน้าที่สามคนที่เดินตามมาพร้อมกับตรงเข้าไปแย่งคลิปบอร์ดออกจากมือของโจนาธาน

“งานเหรอ?....นอกจากใส่สูทดำทำท่ห์กินเงินภาษีพวกนายได้ทำอะไรบ้าง? ไล่จับผู้ก่อการร้ายรึไง?”แคลร์เดินเข้าไปแย่งคลิปบอร์ดออกจากมือเจ้าหน้าที่ก่อนจะยัดคืนใส่มือของโจนาธานซามัวเอลปัดเสื้อนอกของเขาเผยให้เห็นซองเก็บปืนของเขาแทนคำขู่

“นี่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ เราไม่ต้องการหน่วยงานกิ๊กก๋อกอย่างคุณ”
โจนาธานไม่อยากทนฟังอีกต่อไป เขาชักปืนชี้ไปที่ซามัลเอล“นี่ ผมไม่สนต่อให้คุณเป็นชัค นอริส แต่นี่มันงานของผม และผมมั่นใจว่าในรายงานไม่มีชื่อพวกคุณเข้ามาสอดแน่!”แคลร์ยกมือขึ้นกดปืนของโจนาธานลงช้าๆ เพราะเจ้าหน้าที่สองคนด้านหลังก็ชักปืนเล็งมาที่พวกเขาสองคนเช่นกัน ซามัลเอลได้แต่ยิ้มเยาะ

“มาดคลินต์ อีสต์วู๊ดของแกก็ใช้ไม่ได้ผลหรอก คดีนี้เกี่ยวพันกับความมั่นคงระหว่างประเทศและเรา....”

“ขอโทษครับ!”

“อะไร!!!”ทั้งสามคนตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับสะดุ้ง เขาขยับคอเสื้อออกให้พอมีอากาศหายใจและลดอุณหภูมิที่เกิดจากความตื่นเต้นลง แต่ละคนต่างเก็บปืนลงแต่สายตายังคงแสดงความไม่พอใจ

“พวกเราเจอรอยเท้าครับ.......คาดว่าเป็นของผู้ที่หลบหนทั้งสามคนครับ”

“โอเค รีบจัดตั้งทีมค้นหาส่งออกไปและ.....”ซามัลเอลเริ่มสั่งการ แต่ไม่สนใจซามัวเอลพล่ามแล้ว เธอเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ในขณะที่ซามัลเอลมัวแต่สั่งการ...ดูท่าเขาต้องการฮุบเอาคดีนี้เพื่อเป็นการเพิ่มเงินเดือนของเขามากกว่าจะสนใจเรื่องของคดีซะอีก

“เดียวก่อนนะเมื่อครู่นายบอกว่าสามงั้นเหรอ?”เจ้าหน้าที่พยักหน้าพร้อมกับส่งกล้องดิจิตอลที่เขาถ่ายภาพไว้ให้

“แต่ตามข้อมูล......เรามีแค่สอง.....แล้วอีกคนเป็นใคร?”โจนาธานหันไปมองแคลร์ เธอได้แต่ส่งสายตาที่ครุ่นคิดเป้นคำตอบ




หนทางรอบตัวพวกเขามืดสนิท มีเพียงแต่แสงดาวน้อยนิดที่ยังพอเผยให้เห็นถนนเส้นเล็กๆ ถนนดินร่วนสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนปกคลุมจนดูเหมือนกำแพงสีดำที่ตั้งตระหง่าน วินเดียกอดแขนเขาแน่น ตลอดทางที่พวกเขาเดินมาเธอยังคงหลับตา ร่างกายสั่นเทาไปด้วยความกลัว

“ไม่มีอะไรต้องกลัวน่าวินเดีย ลืมตาได้แล้ว”เธอส่ายหน้าอยู่ในความมืด แรงกอดรัดแน่นขึ้นอีก วินเดียไม่พูดกับเขาเลยตั้งแต่ที่เดินเข้าป่ามา เสียงสายลมหวีดหวิวผ่านกิ่งไม้แห้งๆ หิมะไม่มีวี่แววท่าจะตกและท้องฟ้าเปิด โครเวอร์ยังไม่เห็นแสงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าตอนนี้คงประมาณ ตีสองหรือสามได้

“คะ...คุณโครฯจะไปไหน?....”เธอถามเบาๆมือของเธอขยำแขนเสื้อแน่น เธอสะดุ้งเล็กน้อยที่มีเสียงแมลงร้อง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องมาเดินบนถนนที่มืดสนิทขนาดนี้ ปรกติเธอไม่ใช่คนที่กลัวความมืด แต่เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาบวกเข้ากับความเหนื่อยล้าและสับสน มันทำให้จิตใจของเธอสั่นคลอน ก็เหมือนกับเวลาที่เราเจออุบัติเหตุรถชนและทหให้เรากลัวการขับรถนั่นแหละ บางครั้งเวลาก็จะทำให้ความกลัวค่อยๆหายไปแต่สำหรับบางคนมันจะกลายเป็นความกลัวทางจิตใจ

“ผมยังไม่รู้....ถ้าเราโชคดีอาจมีรถผ่านมา อย่างน้อยๆแถวนี้ก็ต้องมีปั้มน้ำมันหรือบ้านคนบ้างล่ะน่า” โครเวอร์แกะแขนของเธอออกและโอบไหล่ของเธอไว้ วินเดียสวมกอดเขาอย่างรวดเร็วพลางค่อยๆก้าวเดินพร้อมกับเขา เสียงก้อนกรวดดังเป็นจังหวะในความมืด เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน ดวงดาวต่างส่องประกายอยู่บนผืนฟ้าเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ในแคดเคสฟอล์สไม่มีผิด เขาถอนหายใจก่อนจะก้มลงมองถนนข้างหน้าเขา มันมืดมิด ทุกอย่างเป็นสีดำเหมือนกับอุโมงค์มืดๆ เขาเฝ้าคิดให้ถึงตอนเช้าเร็วๆหรือไม่งั้นก็ขอให้มีรถผ่านมาซักคันก็ยังดี

ตัวของเขาถูกกระชากเข่ากระแทกพื้น ในตอนแรกเขานึกว่ามีรถขับเฉี่ยวเขาไป แต่เมื่อเขาตั้งสติมองดูในความมืดดีๆก็พบว่าวินเดียเกิดสะดุดหินล้มเข้าพร้อมกับลากเขาลงไปด้วย เขาได้ยินเสียงเธอโอดคราญดังมาในความมืด

“เป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

“ค...แค่ ขาถลอกนิดเดียวเองค่ะ”เธอพูดน้ำเสียงตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่เท่าที่ฟังดูเธอคงได้แผลมาบ้าง
เขาคลำที่ข้อเท้าของเธอ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังออกมา ข้อเท้าเธอคงผลิกด้วย แต่ดูท่าจะยังไม่ถึงหัก

“ดูท่าคงต้องหาที่นั่งพักริดทางไปก่อน” โครเวอร์ค่อยๆอุ้มร่างวินเดียขึ้นจากพื้น เธอไม่ขัดขืนแต่อย่างใดเพราะความกลัว เขาเดินออกจากถนนมองหาพื้นที่ที่พอจะให้วินเดียได้นั่งพัก แล้วเขาก็เหลือไปเห็นท่อนซุงที่ถูกตัดวางนอนไว้ไม่ไกลจากถนนมากนัก เขาตัดสินใจอุ้มเธอไปไว้ที่นั่นก่อนที่เขาจะควานหาของที่อยู่ในเสื้อโค้ตของเขา หวังให้พอมีไฟแช็ก หรือไม้ขีดไฟบ้าง แต่เนื่องด้วยเขาไม่สูบบุหรี่เขาก็เลยไม่คาดหวังว่าจะมีของพรรนั้นอยู่ด้วย แต่โชคยังดีที่เขาพก PDA ไว้ตลอดเวลา เขาหยิบมันขึ้นมาพลางคลำหาปุ่มเปิดเครื่องหวังจะให้แสงไฟจากหน้าจอช่วยส่องให้มองอะไรเห็นบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าเครื่องเปิดไม่ติด...นั่นสินะ มันคงพังไปตอนโดนไอ้หมอนั่นช็อตไฟฟ้าใส่

“ช่างมันเถอะ.......วินเดียโอเคไหม?”เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกัยเก็บเครื่อง PDA พังๆเข้ากระเป๋าเสื้อ

“ค่ะ.....”เธอตอบกลับเสียงอ่อนๆ เธอคงทั้งเหนื่อยทั้งเสียขวัญ เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเธอในความมืดพร้อมกับลดตัวลงนั่งบนพื้นเอนหลังพิงท่อนซุง ขาที่เริ่มปวดเมื่อเริ่มบรรเทาลงบ้าง

กร็อบ!

โครเวอร์หันไปมองตามเสียงนั้น พร้อมกับยกมือปิดปากวินเดียที่ทำท่าจะร้อง เขาค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับพยามยามมองหาต้นเสียง แต่รอบข้างนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากเงาลางๆของต้นไม้ เขาอาจจะหูแว่วไปเองก็ได้ หรือไม่งั้นอาจเป็นเสียงสัตว์เล็กๆ

เสียงซ่อกแซ่งเหมือนกับมีบางอย่างกำลังย่ำเดินบนใบไม้แห้งทำให้เขาหูพึ่ง เขาเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้วินเดียพร้อมกับเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากเบาๆเป็นเชิงบอกให้เงียบ เธอพยักหน้าช้าๆก่อนจะหลับตาแน่น เขาใช้มือคลำไปตามพื้นเบาๆก่อนจะฉวยหยิบเอาก้อนหินเล็กๆก้อนหยึ่งไว้ในมือ

“นั่นใคร!”เขาตะโกนเบาๆ เสียงของเขาสะท้อนไปทั่วบริเวณ เสียงซ่อกแซ่กที่เขาได้ยินเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆและเขามั่นใจว่ามันกำลังตรงมาทางพวกเขา โครเวอร์ตั้งสมาธิฟังเสียงก่อนจะสุ่มข้าวก้อนหินไปในความมืด

เสียงก้อนหินกระทบกับต้นไม้เบาๆ พร้อมกับเสียงซ่อกแซ่กอีกครั้งใกล้ๆกับต้นไม้ที่เขาขว้างหินไป คราวนี้เขากำเศษดินบนพื้นพร้อมกับขว้างสุดแรงไปทางนั้นอีกครั้ง

“ว้าย!! หยุดนะ! นั่นใคร!? ต้องการอะไรจากชั้น!?”เสียงผู้หญิง? โครเวอร์ชะงักชั่วครู่เมื่อแสงไฟสีส้มฉายมาทางเขา โครเวอร์ยกมือขึ้นบังแสง”เราแค่ผ่านมา...ภรรยาผมบาดเจ็บ เราเลยต้องนั่งพักอยู่ที่นี่!”

“บาดเจ็บ?! ตอนกลางดึกแบบนี้นะเหรอ?”เสียงของผู้หญิงมีท่าทางแข็งกร้าวน้อยลงบ้าง แต่ก็ยังมีความสงสัยอยู่

“ลดไฟฉายลงหน่อยได้มั้ย!”

“เราแค่ต้องการที่พักน่ะค่ะ!!”วินเดียพูดแทรกเข้ามา แสงไฟหันไปทางวินเดียทำให้โครเวอร์พอเห็นร่างของผู้หญิงที่ฉายไฟมาทางพวกเขาได้ลางๆ เป็นผู้หญิงผมทองมัดเปีย สูงประมาณ 180 ซม. ในชุดขนสัตว์หนาๆเมื่อสังเกตดีๆเขาพบว่าเธอใส่รองเท้าผ้าใบ และชุดนอน ในมือถือปืนลูกซองแฝดหนึ่งกระบอกซึ่งเขานึกดีใจที่เธอไม่ยิงใส่เขาตอนที่ขว้างหินไปที่เธอ

“......หลงทางเหรอ?”

“รถไฟเกิดอุบัติเหตุกำลังจะระเบิด...พวกรีบหนีมาแล้วก็มาหลงอยู่ในถนนสายนี้”โครเวอร์อธิบายคร่าวๆให้เธอฟัง ไฟฉายสาดแสงมาที่เขาอีกครั้งจนต้องยกมือบังไว้....“อย่างน้อยๆขอแค่อย่ายิงเราก็พอ”

“บ้านฉันอยู่ไม่ไกล.....พวกคุณรอยู่ได้จนถึงสว่าง...”แสงไฟหันไปทางอื่นพร้อมกับเสียงเดินของผู้หญิงคนนั้น โครเวอร์ถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะรีบตรงไปอุ้มวินเดียและเดินตามเธอไปเงียบๆ
User avatar
crover
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 159
Joined: Sat Feb 16, 2008 1:03 am
Location: กรมสรรพาวุธเคลื่อนที่

Postby Requin_Jinx on Tue Mar 31, 2009 10:33 am

รอตอนใหม่อยู่นะโคร
[align=left]Image[/align]
If we seem to be immortal, it's only because you guys are too WEAK!!!

~สอยสาวเผ่าGria สอยสาวเผ่าViera...เกมFFTA2 ช่างเยี่ยมจริงๆ~
User avatar
Requin_Jinx
F.F. Zandalphon
F.F. Zandalphon
 
Posts: 86
Joined: Sun Feb 10, 2008 7:41 pm
Location: Blue Carnation Club

Postby crover on Sun May 03, 2009 5:32 pm

ตอนที่ 24 – V.I.P.

“นายคิดว่าไงกับงานวันนี้...”เทอรรี่เอ่ยปากออกมาเป็นคนแรก หลังต้องทนเมาอยู่ในรถตู้พิเศษของหน่วยสวาทซึ่งนอกจากจะคับแคบแล้วก็ยังอึดอัดเหลือทน เพราะหน่วยพิเศษในชุดเต็มยศต้องมานั่งเบียดกันเป็นปลากระป๋องหกคน

“ไร้สาระเหมือนทุกๆวัน...นั่งรถกระป๋อง สองมือถือปืน แล้วก็ไอ้ชุดกันกระสุนสุดคันนี่...ลงท้ายเราก็แค่ยกปืนขึ้นขู่คนร้าย แล้วก็หมดไปอีกวัน...”แคร็กสเตอร์ หรือแครงค์ เขาเป็นคนที่อาวุโสรองลงมาจากหัวหน้าทำหน้าที่เป็นหน่วยบุกคนแรก ถึงอายุเขาจะมากแต่ผมก็ได้เห็นเขายกขาถีบประตูพังมาแล้วนับไม่ถ้วน ชายที่นั่งข้างๆเขาถอดหมวกเหล็กออกพร้อมกับเปิดปากบ่นบ้าง

“แล้วงานคราวนี้มันอะไรกันล่ะเนี่ย ต้องใช้รถตั้ง 4 คัน ยิ่งกว่างานคุ้มปันนายกเมื่อปีกลายแน่ะ”

“ถ้าเป็นตอนกลางวันฉันจะไม่บ่นหรอกนะซิกซ์ แต่นี่มันตีสามแล้วนะโว้ย แล้วไอ้งานคราวนี้เสือกเป็นการคุ้มกันพวก V.I.P.”แคร็กบ่นกับชายที่อยู่ข้างๆซึ่งมีชื่อเล่นว่าซิกซ์ ผมยาวหางม้าสีดำ ผมไม่รู้หรอกว่าทำไมแต่ที่ต้นคอของเขาก็มีรอบสักเป็นเลขหกอยู่ด้วย ในหมู่พวกเราซิกซ์เป็นคนสุดท้ายที่เข้ากลุ่ม นั่นอาจเป็นที่มาของชื่อก็ได้

“Very Idiot Person....ถ้าไม่ติดที่ว่าได้ถือปืนกับชุดเท่ห์ๆแบบนี้ ฉันไปโบกรถอยู่สี่แยกดีกว่าว่ะ..”อีกคนที่นั่งข้างผมเริ่มพูดบ้าง ลัมเบอร์ หรือชื่อจริง แจ็ค แม็คอลิสเตอร์ เขามีเชื้อสายเคเนเดี้ยนเลยมักจะถูกล้อบวกเข้ากับร่างกายใหญ่โต เขาเลยได้ชื่อเล่นแดกดันอย่างที่เห็นนั่นแหละ แต่แจ็คไม่เคยถือสา

“แล้วไอ้รถบรรทุกที่อยู่ข้างหน้าเรานี่มันอะไร”เทอรรี่ถามขึ้นมาอีกครั้ง เขามักจะเป็นคนแรกที่ถามถึงเรื่องต่างๆ กีฬา งาน ผู้หญิง ข่าวหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรคำพูดของเขาก็มักจะมีคำว่าง’อะไร’แถมมาด้วยทุกครั้ง เลยได้ฉายาที่ไม่ค่อยมีคนใช้กันอย่างริดเลอร์ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นเด็กดีที่ขีเสงสัยเท่านั้นแหละ

“ระเบิดนิวเคลียร์มั้ง? ไม่งั้นเราคงไม่ต้องตามมาแบบนี้หรอก”แคร็กเสนอโดยมีแจ็คแดกดันตามมาติดๆ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า.....ตลกตายล่ะ....อยากกลับบ้านแล้วว่ะ นี่นั่งมาตั้งนานแล้วแถมไอ้ถนนสายนี้แม่งก็ชวนเมารถฉิปหายเลย”หลายคนเริ่มหัวเราะตามนั่นก็รวมถึงผมที่หัวเราะใบๆอยู่บ้าง แต่ยังไม่ทันที่จะพูดต่อหัวหน้าของเราก็ลุกขึ้นแล้วเริ่มเตือนแบบทุกครั้งที่เราเล่นมุขใต้สะดือมากจนเกินไปจนเขาต้องออกปากห้าม เขาเป็นคนผิวดำคนเดียวในกลุ่ม แต่ก็เป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุดด้วย ตำแหน่งหัวหน้าที่เขาได้นั้นไม่ได้จากแค่ใบประกาศเกีรติคุณคุณหรือการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลมาหลายครั้ง แต่ทั้งอำนาจในการตัดสินใจและความเฉียบขาดในการออกคำสั่งทำให้พวกเราทั้งห้าคนเชื่อใจเขาอย่างเต็มที่

“หุบปากแล้วเตรียมตัวให้พร้อมเถอะน่า แล้วจะได้กลับไปนอนกันต่อ....หรือไม่งั้น...”

“หรือไม่งั้นก็นอนในโลง...”แคร็กพูดเสริมโดยมีผมพูดปิดท้ายประโยคอย่างเช่นทุกที

“เอเมนบอส...”


เรานั่งรถกันต่ออยู่อีกพักใหญ่ก่อนที่แจ็คจะกลิ้งลงไปนอนที่พื้นรถ พวกเราต้องเริ่มหาที่จับกันเพราะทุกๆเมตรที่รถเคลื่อนตัวไปก็ต้องกระดกหัวทิ่มกันทั้งคัน เราคงต้องมาไกลเอามากๆแน่เพราะถนนแบบนี้หาได้ยากอยู่ในซีแอตเติ้ล เราไปมาแล้วทั่วทุกหัวมุมของเมือง บุกจับพวกค้ายามาก็มาก ช่วยตัวประกันมาก็ไม่น้อย แต่งานคราวนี้กลับเป็นการคุ้มกันใครก็ไม่รู้ที่ไม่เคยลงข่าวหนังสือพิมพ์และไม่ได้มีประวัติอาชยากร ผมได้เห็นหน้าเขาเพียงแค่แว่บเดียวตอนไปรับตัว ซึ่งบอกได้เลยว่าถ้าเขาไม่เสียคนสำคัญในอุบัติเหตุหรือเรื่องร้ายๆอะไรมาเขาคงทำสีหน้าแบบนั้นไม่ได้แน่ ผมเห็นมานักต่อนักแล้ว ผมไม่โทษเขาหรอกที่มองหน้าพวกเราด้วยสีหน้าเหมือนคนใกล้ตายแบบนั้น

แต่ความรู้สึกที่เหมือนกับเขามองทะลุเข้าไปในหัวผมเนี่ยเป็นเพราะผมคิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรอยู่นั้นเอง ซิกซ์ก็เริ่มเอ่ยปากบ่น

“ขืนเรายังไม่ถึงที่หมายอีกฉันจะ......”ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค เสียงของคนขับก็ดังมาจากลำโพง

“ลงจากรถ เราเจออุบัติเหตุ พวกนายลงไปช่วยหน่อยก็ดี”

“แม่งเอ๊ย....เสร็จงานนี้ไปดื่มกันต่อไหม? คืนนี้เราคงไม่ได้นอนกันแล้วล่ะ”แจ็คออกความเห็นแต่ก็ได้รับคำตอบจากหัวหน้าทันที

“หุบปากแล้วรีบลงไปเลย”ความเฉียบขาดกับความห้าวหาญแบบดุดันของหัวหน้าฟังกี่ทีก็ขัดไป่ได้เลยแฮะ...

“มีอะไรหรือ?”หัวหน้าเอ่ยปากถามกับคนขับซึ่งพยายามบิดกุญแจรถอย่างเอาเป็นเอาตาย

“อยู่ดีๆเครื่องยนต์ก็ดับ ขอผมเช็คดูก่อน”คนขับพูดเสียงอ่อยพร้อมกับเปิดประตูลงจากรถ

ผมมองดูความมืดที่อยู่รอบตัว ดูท่าพวกเราจะมาเครื่องเสียเอากลางป่า สองข้างทางที่แต่เงาของต้นไม้สูงทะมึนจนเกือบมิดหัวมีแต่แสงไฟหน้ารถเท่านั้นที่พอให้เราเห็นถนนดินร่วนสีน้ำตาลแดงและรถคันข้างหน้าจากทั้งหมดสามคัน แต่จู่ๆคนขับรถคันข้างหน้าก็เดินลงมาหาพวกเรา

“เฮ้ย! นำไปก่อนก็ได้รถฉันดับว่ะ! สงสัยหม้อน้ำรั่ว!”พวกเรามองหน้ากันแบบงงงัน

“รถเราก็ดับเหมือนกัน!”เทอรรี่พูดขึ้น พร้อมกับนั้นเองที่ชายใส่ชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเหมือนนายหน้าธนาคารเดินเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดอีกสองคน แต่นี่ไม่ใช่คนที่เราต้องคุ้มกัน ชายคนนี้ชื่อวอลเตอร์ กรีนน์ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงความมั่นคงที่มาติดตามและความความช่วยเหลือกับบุคคล V.I.P. ที่เราต้องคุ้มกันในคราวนี้

“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมอยู่ดีๆจอดก่อนล่ะ?”วอลเตอร์เดินเข้าไปถามกับหัวหน้าของพวกเราโดยตรง แต่ในแง่ของสายบังคับบัญชาแล้ววอลเตอร์เหนือกว่าหัวหน้าของพวกเรา แต่เขาก็พอใจที่จะให้หัวหน้าของพวกเราดูแลและวางแผนการทั้งหมดในคราวนี้โดยวอลเตอร์จะเป็นแค่คนชี้แจงคำสั่งการเบื้องบนเท่านั้น ส่วนวิธีปฏิบัติจะขึ้นอยู่กับหัวหน้าของเรา“เครื่องดับครับ คันกลางก็ด้วย”

“ขอโทษครับม่านอยู่ดีๆรถก็หยุดไปซะงั้นพวกคุณรีบไปก่อนก็ได้”คราวนี้วอลเตอร์เป็นฝ่ายที่ทำหน้าสงสัยบ้างเมื่อคนคับรถของเขาเดินมาบอกกับปากตัวเอง

“รถดับพร้อมกันทั้งขบวนเนี่ยนะ? ผีเข้ารถหรือไงวะเนี่ย? ”ซิกซ์พูดพร้อมกับเก้าหัว พวกเราหลายคนเริ่มมองหน้ากันอย่างสับสนและวิตกกังวล นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญอย่างแน่นอน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะหาสาเหตุไหนมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ และในขณะนั้นเองที่ชายคนนั้นปรากฏตัวขึ้น

“ไม่ใช่หรอก....ข้างทางนั้นมีรถชนต้นไม้อยู่ พวกคุณลองไปเช็คดูดีกว่า”ชายที่ชื่อว่าจิงซ์ปรากฏตัวขึ้น ตาทั้งสองข้างบวมช้ำและยังดูชื้นแฉะ สีหน้าอันเหนื่อยอ่อนระกับความวิตกกังวลนั้นทำให้ผมคิดถึงสีหน้าของคนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน...ต่างกันแค่ว่าเขาดูไม่มีความหวาดกลัวแค่นั้นเอง

“แล้วไอ้หมอนี่ใครครับ?”เทอรรี่เอ่ยปากถาม

“ไม่ใช่เรื่องที่พวกคุณต้องรู้...แต่ผมว่าเราควรไปดูตามที่เขาบอกนะ”วอลเตอร์เสนอ และแน่นอน...หัวหน้าของเราพยักหน้าพร้อมกับชี้นิ้วแล้วหมุนเป็นวง พวกเราทั้งหมดถือปืนขึ้นกระชับอก

“.....ครับผม....ไปกันเถอะ....”ผมตอบรับพร้อมกับพยักหน้าให้พวกพ้องที่เตรียมพร้อมอยู่ข้างหลังผม แต่ละคนเริ่มเปิดไฟฉายติดปืนพร้อมกับก้าวเท้าลงไปที่ผืนหญ้าแห้งๆริมทาง ที่พื้นมีรอยล้อรถอย่างชัดเจน จากขนาดแล้วน่าจะเป็นรถกระบะหรือไม่ก็รถบรรทุกขนาดเล็ก ผมเดินนำหัวหน้าไปพร้อมกับชูสัญญาณมือให้กระจายกำลัง ความจริงแล้วหน้าที่นี้ต้องเป็นของหัวหน้าแต่เนื่องจากความไว้วางใจและการที่ผมไม่เคยตั้งคำถามต่อคำสั่งและหน้าที่ ผมจึงเป็นคนประสานงานหลักทั้งหมดชี้แจงและแนะนำรายละเอียดทุกอย่าง และนำทีมในบางครั้งโดยที่ทุกคนต่างไม่ขัดข้อง เสียงเครื่องยนต์ดังแทรกผ่านความมืดเข้ามา ผมชูมือส่งสัญญาณให้ทุกคนอยู่กับที่ก่อนที่ผมจะสาวเท้าไปข้างหน้า

รถบรรทุกขนาดเล็กชนอยู่กับต้นไม้ เครื่องยนต์ยังติดอยู่คาดว่ารถคันนี้คงไม่ได้ขับเร็วมากเท่าไหร่ ผมกวักมือ เทอรรี่และซิกซ์เดินเข้าไปหารถพร้อมกับกระชับปืนเล็งไปข้างหน้า ซิกซ์ตบบ่าของเทอรรี่ให้เข้าไปดูคนขับก่อนที่จะคอยสอดส่องรอบๆตัว เทอรรี่ปีนขึ้นรถก่อนที่จะเปิดประตู เทอรรี่เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะกระโดดลงมาพร้อมกับสำรอกน้ำย่อยออกมาจนหมด

“เคลียร์......ให้ตายสิ....”เทอรรี่พูด พวกเราลดปืนลงส่วนซิกซ์ก็ต้องช่วยตบหลังให้เขา “โอเคไหมพวก?”

“ฉิปเอ๊ย.....นี่แม่งยิ่งกว่าตอนที่เราบุกจับไอ้โคตรโหดดอน โบโลนี่ที่โรงฆ่าสัตว์อีก!”แครงค์พูดพร้อมกับพยายามจะดึงร่างลงมา

“ดอน โบโลนี่?”เทอรรี่ถามอีกครั้ง

“ดอน โบรอนโต้ คาโรนี่...มาเฟียโหดแห่งซีแอตเติ้ล ไอ้หมอนั่นค้ามนุษย์กับแรงงานต่างด้านที่เข้ามาทางท่าเรือ แล้วมันชอบใช้ที่แขวนเนื้อเสียเข้ากับหลังหัว เหล็กทิ่มออกปากแล้วแขวนประจานขยายอิทธิพล...มันฆ่าคนแล้วแขวนแบบนั้นประจานที่ท่าเรือตอนที่เราบุกเข้าไปจับมัน แต่กลายเป็นคว้านน้ำเหลว...ส่วนมันก็คงหนีออกทะเลไปแล้วล่ะมั้ง”แจ็คพูดพร้อมกับเข้าไปช่วยดึงร่างที่อยู่ในรถออกมาให้ หัวหน้าส่องไฟไปที่ร่างนั้น เป็นชายแก่อายุน่าจะ 50-60 ปี มีแผลขนาดใหญ่ที่ลำคอเลือดไหลออกจากหู จมูก ปาก ตา แจ็ตคลำที่ประเป๋ากางเกงของศพก่อนจะดึงเอากระเป๋าสตางค์ออกมา ข้างในยังคงมีเงินและบัตรประจำตัวประชาชนอยู่

“ไม่รู้สิ แต่ลุงคนนี้ยิ่งกว่าคราวนั้นเยอะ....เห็นแก่พระเจ้า...”แครงค์วาดมือเป็นรูปกางเขน

“เราจะเรียกรถพยาบาลที่ช่วยเหลือทางด้านอุบัติเหตุรถไฟตกรางมา กลับไปขึ้นรถ เราจะไปกันต่อ...”

“คิดว่าไง?”ซิกซ์ถามผม

“หมีไม่ก็หมาป่าแต่เหยื่อยังขับรถอยู่ก็ตัดไป ..รอยกระสุนก็ไม่มี มีดมันก็ไม่น่าจะเล่นเอาเนื้อหายไปเกือบหมด...ไม่ใช่ฆ่าชิงทรัพย์ แค้นส่วนตัวก็ไม่พบเหตุจูงใจ...เดายากเหมือนกัน”ผมลองเดาเรื่องจากหลักฐานทั้งหมดที่เจอแบบมั่วๆซั่วๆ เพราะยังไงมันก็ไม่ใช่งานของผมอยู่แล้ว ผมหันกลับไปมองที่รถคันนั้นอีกครั้ง และพบว่าชายคนนั้น....จิงซ์กำลังยืนคร่อมศพชายแก่อยู่

“เฮ้ๆๆ คุณนะกลับเข้ารถไปดีกว่า เราจะไปกันต่อแล้ว!”ผมตะโกนพร้อมกับวิ่งเข้าไปหาจิงซ์ คนอื่นๆหันกลับไปดู

“เขามตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”เทอรรี่ถามอีก...

“เฮ้ย! อย่าคิดว่าที่เราต้องมาเป็นพี่เลี้ยงให้นะโว้ย กลับขึ้นรถไปซะ!”แครงค์ตะโกนเสียงดังพร้อมกับเดินไปหาจิงซ์ แต่เขาไม่ขยับ เขาค่อยๆก้มลงชันเข่าข้างๆศพนั้นพร้อมกับใช้มือแตะลงไปที่ลำคอเหวอะหวะท่วมเลือด

“ทำบ้าอะไรของมันวะ....?”

“คุณครับรีบกลับไปก่อนที่เราต้องลากคุณขึ้นรถเถอะครับ”หัวหน้าเดินสาวเท้าเข้าไปหาจิงซ์ แต่ด้วยเหตุใดไม่รู้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก

“จิงซ์! ทำอะไรอยู่เราต้องรีบนะไม่งั้น...”ผมลองเรียกเขาด้วยชื่อดู เพื่อจะดึงความสนใจจากเขาได้ เขายังคงนั่งชันเข่าอยู่ข้างศพของชายแก่อยู่พักใหญ่ก่อนที่อยู่ดีๆเขาจะลุกพรวดพร้อมกับเดินกลับไปทางเดิมด้วยท่าทีที่รีบร้อน

“เราต้องรีบแล้ว....”เขาพูดเบาๆกับหัวหน้าเมื่อเดินสวนไป ผมกับแครงค์หลีกทางพร้อมกับจับจ้องไปที่มือเปื้อนเลือดของเขา

“ห่าอะไรน่ะ?”แครงค์ถามจิงซ์ซึ่งเดินนำหน้า เขาไม่หันมาแต่พวกเราก็ได้ยินเขาพูดว่า

“เราไม่มีเวลามาเสียเวลาแล้ว”

“กวนประสาทว่ะ ก็เป็นคนไปดูศพเองแท้ๆยังมีหน้าบอกว่าเราทำเสียเวลา”แครงค์พูดพร้อมกับหัวเราะในลำคอแบบประชดประชัน
แต่ผมไม่ได้สนใจคำพูดของแครงค์นักหรอก....เพราะมือที่เปื้อนเลือดของจิงซ์และแววตาเหมือนกับพร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อมันกลับทำให้ผมเสียวสันหลังวูบเลย....
User avatar
crover
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 159
Joined: Sat Feb 16, 2008 1:03 am
Location: กรมสรรพาวุธเคลื่อนที่

Postby crover on Fri May 22, 2009 1:13 pm

ตอนที่ 25 Red Letter Day


“คุณอยู่คนเดียวเหรอคะ?”วินเดียได้เอ่ยปากถามเป็นคนแรกหลังจากที่ก้าวเท้าเข้ามาในกระท่อมไม้หลังเล็กๆ โครเวอร์รู้สึกอึดอัดเล็กๆแบบขายหน้า เพราะกระท่อมนี้อยู่ห่างจากจุดที่พวกเขาถูกเจอแค่ไม่กี่เมตร ถ้าหากวินเดียไม่ขาแผลงเขาคงได้เดินเลยไปนานแล้ว กระท่อมไม้หลังนี้มีขนาดกว้างไปไม่มากกว่า ห้องนอนราคาประหยัดตามโรงแรมจิ้งหรีดเลย มีแค่โต๊ะอาหารเก้าอี้เพียงแค่สองตัว และเตียงคู่อีกเตียงหนึ่ง

“ฉันอยู่กับพ่อฉัน....ห้องน้ำอยู่ด้านนอก”เจ้าของบ้านบอกในสิ่งที่โครฯกำลังคิด ซึ่งทีแรกก็คิดว่าเป็นสามี เธอเขย่งขาพร้อมกับเอาปืนลูกซองแฝดวางไว้บนชั้นเหนือหิ้ง เธอไว้ผมเปียสีน้ำตาลอ่อน ร่างกายผอมบางแต่ก็ดูมีกล้ามเนื้อตามแบบฉบับสาวบ้านนา แต่สีหน้าที่ดูเคร่งขรึมและเอาจริงเอาจังก็ทำให้เขารู้สึกเกร็งๆอยู่บ้าง เธอหันกลับมาพร้อมกับจ้องหน้าพวกเขาที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว“จะว่าไปฉันยังไม่แนะนำตัวเลยนี่นะ....พวกเธอก็ด้วย...”

“อ้ะ ขอโทษค่ะฉันชื่อวินเดีย แวลนซ์ ส่วนนี่ก็......สามีฉันโครเวอร์ค่ะ..”โครฯรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูกทุกทีเวลาวินเดียเรียกเขาว่าสามี ฝ่ายเจ้าของบ้านมองดูพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง”เชลยสงครามสิท่าถึงได้ใช้ชื่อแปลกๆแบบนั้น?”

“แล้วคุณชื่ออะไรล่ะครับ?”โครเวอร์หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม เจ้าของบ้านมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ เธอเดินไปที่ตู้ข้างหลังวินเดียพร้อมกับหยิบเอากาน้ำชาออกมา โครเวอร์ทำท่าจะห้าม แต่มาเรียก็ยังชักสีหน้ายืนยันก่อนจะวางถ้วยน้ำชาลงตรงหน้าวินเดีย

“มาเรีย....เรียกฉันแค่นั้นก็พอ”เธอพูดเสียงห้วนๆก่อนจะส่งถ้วยอีกใบให้เขา”พ่อฉันคงจะกลับมาไม่ช้านี่แหละ หลังจากนั้นพวกเธอก็ขอติดรถเข้าไปที่ตัวเมืองก็แล้วกัน”

“คุณพ่อขอคุณมีอาชีพอะไรเหรอคะ?”วินเดียเอ่ยปากถามทันที แต่มาเรียก็ไม่มีท่าทีรำคาญที่จะตอบคำถาม”ช่างไม้ กับช่างตัดไม้”

“แล้ว...แล้วทำไมถึงได้มาอยู่กับกลางป่าเหรอคะ?”มาเรียวางกาน้ำชาลงพร้อมกับมองหน้าวินเดียอย่างประหลาดใจบางทีโครเวอร์ก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงชอบตั้งคำถามกับทุกเรื่องทั้งๆที่บางเรื่องเธอก็คิดเองได้อยู่แล้ว “.....ก็ฉันกับพ่อเป็นช่างไม้ แล้จะให้พวกฉันไปอยู่ที่ริมชายหาดรึไงล่ะ?”

วินเดียหัวเราะคิกคักนิดๆส่วนมาเรียก็ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม โครเวอร์มองดูสองสาวสนทนากันไป ส่วนตัวเขานั้นก็ได้แต่คอยชำเลืองมองดูที่นาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ก็ใกล้จะตีสี่เข้าไปทุกที ความเหนื่อยล้ากับความง่วงนั้นยังไม่มากนักเพราะพวกเขาก็นอนกันบนรถไฟมานานแล้วเหมือนกัน...พูดถึงรถไฟ มันก็คำให้สมองของโครเวอร์ได้ทำงานอีกครั้ง....

เขาไม่รู้จะหาคำบรรยายใดมาเรียกสิ่งที่โจมตีรถไฟดี สิ่งนั้นไล่ฆ่าคนทั้งขบวน แต่สิ่งที่เขามั่นใจได้ก็คือ สิ่งนั้นต้องการชีวิตของพวกเขา...และความสามารถที่ผิดมนุษย์แบบนั้นต้องไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากความสามารถที่ได้รับเฉกเช่นเดียวกับเขาและวินเดีย แต่ที่ยังคาใจของเขาอยู่ก็คือ สิ่งนั้นเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นในวันนั้นเหมือนกับวินเดียหรือเป็นมนุษย์ธรรมดาแบบเขากันแน่...แขนจักรกลแบบนั้นก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน อีกทั้งคำอำมหิตและความดุร้ายก็ยิ่งกว่าสัตว์ที่กำลังคลุ้มคลั่งเสียอีก

ฉับพลันนั้นเองเขาก็คิดว่าทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเพราะงานที่แวนแดนเบริกมอบให้เพื่อที่จะได้ตามล่าสิ่งนั้น งานอันตรายที่ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนที่จะทำสำเร็จแต่ด้วยพลังของเขาและวินเดีย เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จก็ยิ่งเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องส่งทหารหรือสร้างความตื่นตระหนกแก่คนในประเทศ แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้มันหนักหนาเกินกว่าที่เขาจะรับได้แล้ว หลังจากพรุ่งนี้เป็นต้นไปเขาจะเผ่นกลับนิวยอร์ก และสะสางเรื่องบ้าๆนี้กับแวนแดนเบริกให้จบๆไปซะแล้วเขาจะได้กลับไปอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์ของเขา พิมพ์งานส่งสำนักพิมพ์และกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาๆเหมือนเดิม

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังค้างคาใจเขาอยู่ก็คือ.....ถ้าสิ่งนั้นถูกส่งมาโดยพวกรัสเซียเพื่อที่จะปิดปากทุกคนที่รอดชีวิตออกมาจากโดมแห่งนั้นล่ะ?

“เอาล่ะพอได้แล้วล่ะ ฉันว่าพวกเธอนอนเตียงไปก่อนจนกว่าพ่อของฉันจะ...”ในขณะที่โครเวอร์กับลังจะหันไปบอกว่า’ไม่เป็นไร’แววตาและฟันสีขาวที่เขาเห็นอยู่นอกหน้าต่างก็กระโจนเข้ามาในห้องพร้อมกับใช้มือจักรกลฉีกลำคอของมาเรียออกในทันที เลือดสีแดงฉานสาดกระจายไปทั่วพื้นห้อง ชั่ววินาทีก่อนที่วินเดียจะกรีดร้อง โครเวอร์รีบวิ่งกระโจนไปที่หิ้งเหนือหัวเตียงพร้อมกับคว้าเอาลูกซองแฝด แต่เม่อเขาหันกลับไปเพื่อที่จะยิ่งสัตว์ร้ายนั้น มันก็กระโจนคร่อมร่างของเขาพร้อมกับง้างมือที่โชกเลือดนั้นขึ้น

เสียงกรัดร้องดังลั่น วินาทีนั้นเองบ้านทั้งหลังก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง บานประตูรวมทั้งบ้านด้านหน้าทั้งส่วนถูกฉีกกระฉาก เศษไม้และข้าวของเครื่องใช้ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บ้านครึ่งหลังกลายเป็นเศษไม้ที่ลอยกระจายไปรอบด้านและในตำแหน่งที่ควรจะเป็นประตูนั้น จิงซ์ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาที่โครเวอร์ไม่เคยเห็นมาก่อนร่างของมาเรียนอนอยู่บนพื้นเบื้องหน้าของจิงซ์ เลือดไหลเจิ่งนองไปทั่วดวงตายังเบิกกว้าง แต่แววตาไร้ซึ่งแววของชีวิต แต่จิงซืไม่ได้มองที่เธอ สัตว์ร้ายซึ่งถูกแรงมหาศาลซัดกระเด็นกระแทกกับพนังบ้านส่วนที่เหลือนอนดิ้นคราญครางอย่างเจ็บปวด

“หลบไปโครเวอร์.....”โครเวอร์ลุยขึ้นจากพื้น มือทั้งสองยังคงกำปืนลูกซองไว้แน่น ส่วนวินเดียก็ได้แต่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างๆเขา โครเวอร์จับมือเธอพร้อมกับเดินข้ามกองเศษไม้ออกไปให้พ้นรัศมีของจิงซ์ “มันเป็นของฉัน...”

โปรดติดตามต่อเพราะยังพิมพ์ไม่เสร็จ....
User avatar
crover
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 159
Joined: Sat Feb 16, 2008 1:03 am
Location: กรมสรรพาวุธเคลื่อนที่

Previous

Return to Novel

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron