by Zamma on Mon Jul 28, 2008 11:29 pm
[align=center]ตอนที่ 6
หมู่บ้านอัลเมซ่า
หน้าที่ 54-56[/align]
“แล้วเรื่องเด็กคนนั้นจะเอายังไง...หมายถึงรีไวว์น่ะ” มัลถามเดวิโต้เพราะต้องการคำแนะนำว่าควรทำยังไงต่อดี และเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วย แต่คำตอบที่เขาได้รับนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย
“ฉันยกหน้าที่นี้ให้นายเลยละกัน” อีกฝ่ายยกมือขึ้นส่ายไปมา พลางก้มตัวลงหยิบหาของกินในตู้เย็น
“ว่ายังไงนะ” มัลอุทานออกมาเมื่อได้ยินเดวิโต้พูดคำนั้น “ทำไมคุณไม่ดูแลเธอเองล่ะ” เขาถามอย่างสงสัยก่อนที่คำตอบอันน่าประหลาดใจจะถูกถามกลับมา
“ตลอดสามปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยลืมตาเลยซักครั้ง เท่าที่ฉันได้เห็นตอนที่ปลดล็อคสายยังชีพ เข้าใจว่าเธอได้ลืมตาขึ้นมาและเห็นนายเข้าแล้ว ตามทฤษฏีเธอเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้นเอง และนายคือสิ่งแรกที่เธอมองเห็น ฉะนั้นเป็นไปได้ว่าจะมีเพียงนายคนเดียวเท่านั้นที่เธอจะยอมคลุกคลีด้วยในช่วงนี้” ว่าแล้วเขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ และส่งบอลแก้วที่ใช้งานผ่านทางเครื่องเอ็มซีออกมาให้กับมัล
“สิ่งนี้อาจจะช่วยให้เธอผ่อนคลายได้นะ ลองเอาไปให้เธอเล่นดูสิ” มัลรับบอลแก้วจากอีกฝ่ายก่อนที่จะคิดว่า เหตุผลที่เขาอ้างมานั้นเชื่อถือได้จริงหรือ
“เอาล่ะมัล นายลองเอาของกินไปให้เธอสิ ตอนนี้เธออาจจะหิวแล้วก็ได้นะ” เดวิโต้หันมามองเขาก่อนที่จะส่งสายตาประมาณว่า “ไปทำซะสิหน้าที่ของนายนะ แล้วก็ดูแลเธอดีๆล่ะ” ก่อนที่เขาจะผละจากตู้เย็นเดินกลับไปที่ห้องนักบินอีกครั้ง
มัลได้แต่จำยอมทำตามที่เดวิโต้แนะนำ เพราะถึงแม้จะให้เขาอยู่ในห้องนักบินก็ไม่มีประโยชน์อะไร และถึงยังไงเขาก็ไม่ค่อยจะปฏิเสธคำขอต่างๆของเดวิโต้อยู่แล้ว มัลเดินกลับไปที่โถงทางเดินส่วนกลาง แถวๆนั้นมีตู้เย็นขนาดเล็กตั้งอยู่ ภายในมีขนมปังต่างๆ น้ำดื่มและช็อคโกแลตแท่ง
“ทำไมตู้เล็กแค่นี้ถึงได้เย็นจัง” มัลบ่นอุบเบาๆพลางเลือกสิ่งของที่ต้องการ เขาเอื้อมมือหยิบของในตู้ และเลือกที่จะหยิบทุกอย่างออกมาอย่างล่ะหนึ่งชิ้น วางลงบนถาดเล็กๆ มือของเขาสั่นเพราะความเย็นและรู้สึกตัวร้อนๆหนาวๆ “ตู้เล็กแค่นี้ทำไมมันถึงเย็นขนาดนี้นะ” เขาบ่นอีกครั้งก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูห้องของเด็กสาว เขาเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องนอนอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังมากเกินไป
ประตูเปิดออกพร้อมกับมัลที่ก้าวขาผ่านเข้ามา เขาเตรียมตัวที่จะวางอาหารไว้ให้ และออกจากห้องไปก่อนที่เด็กสาวจะกรีดร้อง แต่ครั้งนี้แปลกไปเมื่อเด็กสาวดูจะจ้องมัลไม่วางตา และหนนี้ไม่ยักจะส่งเสียงร้องทำท่าขู่ เธอเอาแต่จ้องมองมัลอย่างจดจ่อด้วยสายตาที่ดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ สายตาที่จ้องมองดูจะลดความหวาดกลัวลงไปมากแล้ว ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่กว้างนัก ชายหนุ่มกับเด็กสาวต่างก็เงียบไม่ส่งเสียงอะไรออกมา มัลจึงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
เขาเริ่มจากการหยิบขนมปังก้อนกลมๆสีขาว ที่ราดด้วยเนยสีเหลืองอ่อนๆ แต่ดูไม่นิ่มเท่าไหร่เพราะเพิ่งออกจากตู้เย็น มัลยื่นขนมปังให้อย่างช้า เพราะกลัวว่าเด็กสาวจะตื่นตกใจ แต่กลับกลายเป็นว่าเธอรีบคลานเข้ามาคว้าขนมปังจากมือของมัล เธอบีบๆจับๆและใช้จมูกดมกลิ่นก่อนหมุนขนมปังก้อนนั้นไปมา เธอมีสีหน้างงๆเหมือนกับว่า เจ้าสิ่งนี้มันกินไม่ได้ ก่อนที่จะขว้างเจ้าขนมปังที่เย็นเฉียบไปที่มุมห้อง
“ไม่ชอบงั้นหรือ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ชอบอาหารชิ้นแรกที่ได้รับ คราวนี้มัลจึงหยิบช็อคโกแลตแท่งขึ้นมาฉีกห่อที่หุ้มไว้ออก มัลยื่นมือไปใกล้เด็กสาว ก่อนที่เธอจะมีท่าทีสนใจขึ้นมาอีกครั้งและทำท่าทางจะมาหยิบไป เด็กสาวคลานเข้ามาจนถึงปลายเตียง และเอื้อมมือออกมาเพื่อชิงเจ้าแท่งสีดำที่ส่งกลิ่นเย้ายวน แต่คราวนี้ไม่ง่ายอย่างครั้งแรก มัลดึงมือกลับมาอย่างรวดเร็วจนทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งจนผงะไป ก่อนจะกัดไปที่ปลายแท่งช็อคโกแลตและเคี้ยวอย่างช้าให้เธอดู - กรุ๊บๆ - ภายในห้องเล็กๆที่ทั้งสองคนนั่งอยู่ไม่มีเสียงใดๆเกิดขึ้น นอกจากเสียงเคี้ยวช็อคโกแลตในปากของมัล คราวนี้เด็กสาวจ้องมองดูอย่างไม่กระพริบตา เธอพยายามคลานเข้ามาใกล้มัลทีละนิดอย่างช้าๆ
“อ๊าๆ” เด็กสาวส่งเสียงร้องเหมือนกับว่า ต้องการขอช็อคโกแลตจากมัล เธอนั่งคุกเข่าสองข้างยืดตัวขึ้นตรง และยื่นมือข้างซ้ายออกมาช้าๆ มือข้างนั้นสั่นเทิมไปด้วยอะไรมัลก็ไม่รู้ แต่เขาก็คาดเดาได้ว่าน่าจะเกิดจากความหวาดกลัว จากตัวเขาเองหรืออาจเพราะแค่เจอสิ่งไม่คุ้นตาเท่านั้น
“อยากได้งั้นหรือ” มัลค่อยๆยื่นมือออกไปที่นิดๆ ส่วนเด็กสาวก็ค่อยๆเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อเข้ามาใกล้กันพอสมควร เด็กสาวก็เอื้อมมือมาคว้าช็อคโกแลตจากมือของมัลไปอย่างรวดเร็ว และคลานถอยหลังกลับไปที่มุมเตียง เธอมองดูช็อคโกแลตเขม็งก่อนที่จะลองทำตามมัล เธอเริ่มจากค่อยๆกินที่ปลายชิ้นเล็กๆและเคี้ยวอย่างช้าๆ สีหน้าของเด็กสาวค่อยๆดูสดใสมากยิ่งขึ้น จากที่เคยทำหน้าบึ้งตึงและไม่เป็นมิตรตลอดเวลา กลับกลายเป็นใบหน้าที่เหมาะสมกับเด็กสาวอายุหกปี เธอกินมันอย่างรวดเร็ว สักพักช็อคโกแลตในมือของเธอก็หมดลง เหลือแต่เศษฟลอยที่ขาดเละเทะเต็มเตียง มัลเดินอ้อมไปที่มุมห้องอีกด้านตรงที่ขนมปังถูกขว้างทิ้งไว้ เขาหยิบมันขึ้นมาก่อนที่จะฉีกขนมปังออกมาชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่ง
“จะลองอันนี้ดูไหม” มัลยื่นขนมปังให้กับเธออีกครั้ง เธอมองอย่างสงสัยก่อนที่จะคลานเข้ามาอย่างช้าๆ คราวนี้เธอเอื้อมมือมาหยิบจากมือของมัล โดยที่ไม่ดึงมือกลับไปทันที ขนมปังชิ้นนี้ดูแล้วนุ่มนิ่มและหอมหวานชิ้นเล็กพอดีคำกับปากของเธอ อาจเป็นเพราะถูกความเย็นที่หมดไป ทำให้ขนมปังนิ่มขึ้นพอที่เด็กตัวน้อยจะกินได้ - หยับๆ - เสียงของเธอเคี้ยวขนมปังอย่างเอร็ดอร่อย
“เอาล่ะ น้ำอยู่ตรงนี้นะฉันจะออกไปแล้ว” มัลพูดพลางบิดเปิดฝาขวดน้ำตั้งไว้ บนถาดวางของข้างหน้าประตู ก่อนที่จะหันหลังเปิดประตูห้องออกไป เด็กสาวได้แต่นั่งมองดูขวดน้ำใสแจ๋วที่วางไว้ กับประตูที่ปิดลงโดยไม่มีมัลอยู่ในห้อง และมัลเดินกลับมานั่งลงตรงที่ผู้ช่วยในห้องนักบิน
“เป็นยังไงบ้างล่ะ” เดวิโต้หันมาถามขณะที่สายตายังจ้องมองไปนอกหน้าต่าง
“ผมหาอะไรให้กินไปแล้วล่ะ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยกลัวผมแล้วด้วย” มัลพูดไปพลางยิ้มเล็กๆที่มุมปากโดยไม่รู้ตัว
“ท่าทางมีความสุขนะ” เดวิโต้ทักมัลทันทีที่แอบเห็นเขาอมยิ้มเล็กๆ แต่ก็สังเกตได้ว่ามัลมีท่าทางอ่อนเพลีย สายตาที่ดูเหมือนคนอดนอน และสภาพร่างกายสั่นๆดูเหมือนไม่สบาย “เป็นอะไรหรือเปล่ามัล”
“ไม่นี่” มัลรีบตีสีหน้าปกติทันทีและหันไปมองหน้าต่างข้างๆกลบเกลื่อน เขายกมือข้างซ้ายของตัวเองขึ้นมาดู มือของเขาสั่นอย่างแปลกประหลาด ถึงแม้เขาจะพยายามทำให้มันหยุดแต่ก็ไม่เป็นผล “สงสัยเราจะไม่สบายแฮะ นอนสักพักก็คงหาย” เขานึกในใจขณะที่นั่งทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง และพยายามเก็บอาการให้พ้นสายตาของเดวิโต้
การเดินทางยังคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยสามวัน ระยะทางไปแหล่งพลังงานไม่ใช่ใกล้ๆ เส้นทางที่ต้องผ่านมีทั้งป่าเขาและพื้นทราย ส่วนยานลำนี้ก็สามารถเร่งความเร็วได้ไม่เกิน ร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซ้ำยังใช้ระบบล่องหนเพื่อหลบการตรวจจับของ กองรักษาการณ์และหน่วยพิเศษที่ออกค้นหาพวกเขากันจ้าละหวั่น ทำให้การเดินทางทำได้ช้ากว่าปกติ
- ปี๊บๆ ปี๊บๆ - มีเสียงสัญญาณติดต่อเข้ามาจากแผงควบคุมที่ห้องนักบิน “เฮ้..มัล จอห์นนี่ติดต่อเข้ามาน่ะ” เดวิโต้บอกกับมัลก่อนที่เขาหันหน้าเข้าหาอีกฝ่ายพลางยืนมือไปกดปุ่มเพื่อตอบรับ ตัวฉายภาพตรงแผงควบคุมเริ่มทำงานทันที มันปรากฏเออกมาเป็นภาพสามมิติ ลอยคว้างอยู่เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคน
“พ่อคะ” นั้นคือคำพูดแรกที่ดังออกมา
“โธ่เชส อย่าดันฉันสิ ถอยออกไปหน่อย” จอห์นนี่ที่ตอนนี้ถูกดันไปติดกับเบาะนักบินของยานร้องบอก
“เชสลูกพ่อ ปลอดภัยดีไหม”
“ค่ะพ่อ” เธอทำหน้าตาใสซื่อ เหมือนกับจากกันนานแสนนาน
“โธ่เชส ถอยไปก่อนขอคุยธุระแปปนึงสิ” จอห์นนี่ที่ถูกดันจนติดเบาะนั่ง ใช้แขนทั้งสองข้างดันหลังของเชสออกไป เมื่อเชสถูกพลักจนเซถลาออกมา เธอก็ถอยหลบออกมายืนด้านหลังกับเนอิด้วยท่าทีไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ส่วนจอห์นนี่ก็เอามือรวบผมของเขาและจัดทรงให้ดูดีก่อนที่จะเริ่มต้นพูดเข้าประเด็น
“ตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว” เขาตีสีหน้าเคร่งเครียดเข้าใส่อีกฝ่าย
“ออกมานอกสหพันธ์ได้ เกือบสิบกิโลเมตรแล้วล่ะ” เดวิโต้ทำสีหน้าหงุดหงิดตอบกลับไป
“อืม งั้นตอนนี้ฉันก็ล่วงหน้านายอยู่ประมาณห้ากิโลเมตร เราจะเอายังไงต่อจากนี้กันดีล่ะ” เดวิโต้ครุ่นคิดว่าควรจะทำยังไงต่อไป หลังจากที่จอห์นนี่ได้ถามความเห็นของเขา ทั้งสองฝ่ายนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะมีเสียงพูดดังขึ้นว่า
“อีกไม่ถึงสามสิบกิโลเมตรมีหมู่บ้านเล็กๆอยู่แห่งหนึ่ง เราควรนัดพบกันที่นั้นก่อน และจะได้จัดเตรียมเสบียงเอาไว้ใช้เดินทางด้วย” มัลพูดแทรกเขามา ซึ่งทั้งเดวิโต้ก็มีท่าทางเห็นด้วยกับความคิดนี้
Last edited by
Zamma on Wed Jul 30, 2008 11:16 am, edited 1 time in total.