Welcome
Welcome to <strong>Fiction Factory (Open Beta)</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

[S] REVIVE : ยังนึกไม่ออกรอแก้ไข

นักแต่งฟิคทั้งหลาย สามารถมาลง fiction ของตัวเองที่นี่
<br>
<font size=2 color=red>*ก่อนลงนิยายขอให้ศึกษากฏกันให้ดีก่อนนะครับ...</font>

Moderators: Crimsonwing, 青 お姉さん, Zinc

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นกับ REVIVE คับ

ดีเยี่ยม
0
No votes
ดี
2
22%
พอใช้
7
78%
คุณพระช่วยเอากลับไปแก้ใหม่ซะ
0
No votes
 
Total votes : 9

Postby Requin_Jinx on Mon Jun 09, 2008 6:50 am

ท่าน Zamma รออ่านตอนต่อไปอยู่นะ
[align=left]Image[/align]
If we seem to be immortal, it's only because you guys are too WEAK!!!

~สอยสาวเผ่าGria สอยสาวเผ่าViera...เกมFFTA2 ช่างเยี่ยมจริงๆ~
User avatar
Requin_Jinx
F.F. Zandalphon
F.F. Zandalphon
 
Posts: 86
Joined: Sun Feb 10, 2008 7:41 pm
Location: Blue Carnation Club

Postby Zamma on Tue Jun 10, 2008 9:33 am

[align=center]หน้าที่ 41[/align]




จนเมื่อฝาของหลอดแก้วเปิดออก เขาก็หยิบผ้าผืนใหญ่ขนาดที่คลุมเตียง ได้จากบริเวณนั้นมาฉีกออกให้มีขนาดไม่ใหญ่เกินไป ในการเอามาคลุมตัวของเด็กสาวเอาไว้ เมื่อมองอย่างใกล้ชิด ดูเธอจะหลับสนิทและไม่มีสีหน้าตื่นตกใจ อย่างที่เขาเห็นเมื่อครู่

“ฉันมาแล้ว เอานี่ไปมัล” เดวิโต้ที่รีบวิ่งกลับมา ถือของหลายๆอย่างตามกลับมาด้วย สิ่งที่เขายื่นให้กับมัลคือ เสื้อโค้ทสีดำยาวเลยเขาลงมาหน่อย ดูคล้ายกับตัวเก่าที่เขาส่งคืนให้จอห์นนี่ไป “รับไปซะ ฉันทำมาเป็นพิเศษเพื่อนายเลยนะ” เมื่อพูดเสร็จเขาก็ยื่นเสื้อโค้ทให้กับมัล “แล้วเสื้อผ้าของเด็กคนนี้ล่ะ เดวิโต้” มัลถามอีกฝ่ายทันทีที่เจอหน้ากัน แต่คำตอบที่ตอบกลับมานั้น ก็ทำให้เขาประหลาดใจ “ชะ..ฉัน...ลืมหาชุดเตรียมเอาไว้ให้เด็กคนนี้ล่ะ” เดวิโต้พูดด้วยสีหน้าแห้งๆเหมือนกับว่า เขาเตรียมการทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่ทางหนีทีไล่ ยานพาหนะ และเส้นทางหลบหนี แต่เขากลับลืมที่จะเตรียมชุดสำหรับเด็กสาวคนนี้

เมื่อผ้าคลุมโต๊ะผืนใหญ่ ที่มัลฉีกออกมาห่มเด็กสาวไว้ ดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เขาก็หยิบเสื้อโค้ทที่เดวิโต้ส่งให้ มาคลุมร่างของเด็กสาวทันที “เอาล่ะเดวิโต้ เรารีบไปกันเถอะ” ชายวัยกลางคน ดูจะพร้อมแล้ว กับการเดินทางอันเป็นจุดเริ่มต้น


“ผู้กองครับ เราตรวจสอบดูแล้ว มีชั้นใต้ดินที่ปิดตายแน่นหนาอยู่ครับ” ทหารนายหนึ่งรายงายความคืบหน้า ในการค้นหาเป้าหมายให้กับผู้กองของเขา ชายคนนั้นคือ เควิน ครอส ชายผู้มีแผลอยู่ที่กลางหลัง เขาคือคนที่ปะทะกับมัลในช่วงตอนบ่ายๆ เมื่อสองวันที่ผ่านมา ในเหตุการณ์ยิงปะทะกันกลางเมือง ขณะนี้ตึกขนาดใหญ่ของวีเทคโนโลยี เต็มไปด้วยทหารหน่วยพิเศษของกองรักษาการณ์ ที่ปิดล้อมและค้นหากันอย่างเร่งรีบ “พวกแกทำการค้นหาให้หมดทุกชั้น อย่าให้มีหลุดรอดไปได้ ส่วนฉันจะคอยสั่งการพวกแกทางวิทยุสื่อสารเอง เอาล่ะพวกแกตามฉันมาห้าคน ที่เหลือค้นหาต่อไปซะ” ครอสสั่งลูกน้องของเขา ก่อนที่จะเดินไปทางลิฟต์ที่ตอนนี้ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากถูกพวกเขาตัดพลังงานไฟฟ้าหลักของตึก เขาเดินเข้าไปและทำการกระโดด ขึ้นไปเตะที่ผนังด้านบนของลิฟต์ ด้วยความรุนแรงจนฝาที่ใช้เปิดเพื่อขึ้นไปด้านบนนั้นกระเด็นหลุดออกไปทันที

เขาปีนขึ้นไปด้านบนของลิฟต์ ด้วยความคล่องแคล่วรวดเร็ว สิ่งที่เขาเห็นตอนนี้คือ ช่องลิฟต์ที่มืดและลึกลงไปจนมองแทบไม่เห็น จะเห็นบางสิ่งลางๆก็คือ ลิฟต์ที่หยุดอยู่กับที่ทั้งด้านบนและล่าง เมื่อมองดูอยู่สักพักหนึ่งเขาก็ทำการกระโดดหย่อนตัวลงไปด้านล่าง ด้วยท่ายืนนิ่งกลางอากาศและปล่อยให้ร่างกาย ตกลงไปตามแรงโน้มถ่วง “คอยฉันก่อนเถอะ สเปียร์” ร่างของเขาค่อยๆดำหายไปในความมืดของช่องลิฟต์ที่สูงสุดลูกหูลูกตา ก่อนที่จะมีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น และมีแสงสว่างฉายออกมาจากหลังของครอส ที่ค่อยๆลอยลงไปตามช่องลิฟต์ที่ลึกและดำมืด


“หึหึ ไม่อยากถูกขัดขวางการล้างแค้นอย่างนั้นหรือ” โคลแมนที่ตอนนี้คอยสั่งการอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ ที่มีรูปร่างทันสมัยและพร้อมไปด้วยอาวุธทำลายล้างแรงสูง ตอนนี้เขาคอบสั่งการณ์อยู่นอกนตึก วีเทคโนโลยี “สั่งให้ทุกคนล้อมตึกเอาไว้ทุกทาง อย่าให้ใครหลุดรอดไปได้” เขาออกคำสั่งผ่านทางเครื่องส่งสัญญาณบนเครื่อง
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby Zamma on Sun Jun 15, 2008 11:50 am

[align=center]หน้าที่ 42[/align]


เฮลิคอปเตอร์ ที่ลอยลำอยู่เหนือตัวตึก ทุกทิศทางนั้นถูกล้อมไว้ด้วย หน่วยพิเศษมากมายกว่าสองร้อยนาย อีกทั้งยังมีเฮลิคอปเตอร์อีกมากกว่า สิบลำบินวนอยู่รอบๆ การที่ใครก็ตามจะหนีออกไปได้นั้นคงยากเย็นแสนเข็ญ

“เดวิโต้คุณยังไม่ได้บอกเลยนะว่า ทำไมเด็กคนนี้ถึงสำคัญมากขนาดนั้น ทำไมถึงไม่โคลนเธอขั้นมาอีกล่ะ” มัลถามกับเดวิโต้ระหว่างที่วิ่งไปตามทางที่ยาวและมืดครึ้ม ซึ้งเป็นทางออกอีกด้านหนึ่งของห้องแลป เพื่อออกไปยังสถานที่เก็บยานพาหนะที่เดวิโต้เตรียมไว้ ถึงแม้ว่าคำถามของมัล ดูจะไม่ควรถาม แต่หากความเป็นจริงที่ต้องหนีกองทหารนับร้อย และยังต้องพาร่างทดลองหนีไปด้วย เป็นอะไรที่ยากลำบากมาก หากจำเป็นต้องกำจัดตัวต้นแบบทิ้งโดยไม่เหลือซาก และจัดเก็บข้อมูลหรือตัวอย่างเพื่อวิจัยงานต่อไป ดูจะทำได้ง่ายกว่ามาก เมื่อเทียบกับที่ต้องพาหนีทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ กับการหนีโดยหิ้วแค่กระเป๋าใบเล็กๆแค่หนึ่งใบ ที่มีตัวอย่างทดลองอยู่ข้างใน

“นายคงไม่รู้สินะว่า ว่าเธอคือตัวต้นแบบ กว่าฉันจะโคลนเด็กคนนี้ได้ต้องใช้เวลามากแค่ไหน ถึงแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีที่ลำหน้า แต่กับเด็กคนนี้มันไม่ง่ายเลย ฉันล้มเหลวในการโคลนเธอขึ้นมามากกว่าสองร้อยครั้ง นั้นหมายความว่ายังมีโคลนที่ไม่สมบูรณ์ อยู่ถึงเกือบสองร้อยคนเชียวนะ” และเมื่อวิ่งมาตามทาง มัลก็เห็นว่าเริ่มจะมีหลอดแก้วต่างๆตามข้างทางมากขึ้น มองดูดีๆก็จะเห็นว่ามีร่างโคลนที่ไม่สมบูรณ์อยู่ภายใน บ้างก็รูปร่างไม่สมประกอบ ไม่ก็มีรูปร่างผิดธรรมชาติอย่างน่ากลัว และที่มัลเห็นแล้วน่าตกใจคือ ทุกร่างที่อยู่ข้างในยังมีชีวิตอยู่ แต่เริ่มที่จะเน่าเปื่อย บ้างมีบาดแผลเต็มตัว เนื้อเยื่อค่อยๆลอกออก ผิวหนังหลุดลุ่ย

“ไม่น่าเชื่อว่าจะมาเห็นภาพอย่างนี้ ในที่ๆไม่ใช่สงคราม” มัลพูดออกมาอย่างสลดใจในสิ่งที่เขาเห็น “ฉันเสียใจนะที่นายต้องมาเห็นสิ่งเหล่านี้ มันมาจากความไม่สมบูรณ์ ของการฝืนธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างไว้ สักวันบาปกรรมที่ฉันทำไว้มันคงจะมาถึง” คำพูดที่ออกมานั้น มัลรับรู้ได้ว่ามันแฝงไปด้วยความเสียใจ ในสิ่งที่เขาจำต้องทำเพราะถูกบังคับโดยกลุ่มผู้ปกครอง ตามทางเดินแคบๆมืด เมื่อทั้งสองคนวิ่งมาได้ไกลพอควร เดวิโต้ก็หยุดพักเพราะความเหนื่อยหอบ หลังจากวิ่งมาเกือบสิบนาทีโดยไม่หยุดพัก มัลไม่ค่อยมีอาการเหนื่อยเท่าไหร่ แม้ว่าเขาจะอุ้มเด็กสาวเอาไว้กับตัวด้วย ผิดกับเดวิโต้ที่ดูหอบหายใจไม่ทัน

“แฮ่ก แฮ่ก ระ...เราใกล้ถึงแล้ว เฮ่อ ” ทางเดินที่ยาวและลึก อีกทั้งยังมืดนี้ จะนำพวกเขาไปยังโรงเก็บที่มียานจอดรออยู่ แต่ไม่นานนักก็มีสิ่งไม่พึงปรารถนาตามมารังควานพวกเขาจนได้

วี้ด !!

เสียงของไอพ่นบางอย่าง ดังตามหลังของพวกเขามา มันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆและเสียงก็ใกล้เข้ามา “พวกมันตามมาได้ยังไงกัน ห้องทดลองน่าจะถูกปิดตายนี่นา” เดวิโต้นึกถึงสิ่งที่เขาทำก่อนออกมา นั้นคือตั้งรหัสสั่งปิดตายห้องทดลองลับของเขา มันทั้งแข็งแรงทนทาน และยากแก่การเจาะทำลาย แม้จะใช้ระเบิดซีโฟร์ ก็ยังต้องใช้ในปริมาณที่มากพอ จะระเบิดตึกทั้งหลัง เสียงของไอพ่นดังตามหลังมาเรื่อยๆ เมื่อมัลรู้สึกว่าจะเกิดการปะทะขึ้นแน่นอน เขาก็ส่งเด็กสาวให้เดวิโต้ทันที

“นำไปก่อนเดียวผมตามไป” เมื่อมัลส่งเด็กสาวให้กับเดวิโต้ อีกฝ่ายก็ส่งเป้ใบหนึ่ง ซึ่งขนมาจากห้องทดลองยืนให้กับมัล “ในนั้นมีของดีๆมากพอ เท่าที่นายอยากใช้เลยล่ะ และนายต้องรีบตามมานะมัล”
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby Zamma on Sat Jun 21, 2008 1:32 am

[align=center]หน้าที่ 43[/align]


เดวิโต้เอ่ยปากออกมาอย่างมั่นใจ ว่ามัลจะต้องช่วยหยุดยั้งศัตรู และตามมาสมทบได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้เขาต้องล่วงหน้านำไปก่อน เพราะอยู่ไปมีแต่จะเป็นตัวถ่วงเท่านั้น เดวิโต้อุ้มเด็กสาวไว้ในท่าแบกขึ้นหลัง เขามองดูมัลด้วยสายตาที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อนจะออกวิ่งไปโดยไม่หันมามอง


มัลเปิดดูภายในเป้และพบว่ามีของที่เขาต้องการอยู่จริงๆ ปืนกลมือขนาดกะทัดรัดรุ่นพิเศษ ปากกระบอกปืนเป็นสี่เหลี่ยมทรงสูง ตัวปืนเป็นพลาสติกแข็งเนื้อพิเศษ เวอร์ชั่นวีเทคฯ ปืนพกขนาดเล็กบรรจุกระสุนเปดนัด กระสุนปืนสำรองอีกสามตลับ ส่วนอีกอย่างที่ถูกใจเขาเป็นพิเศษ คือมีดทหารสีดำขลับความยาวใบมีดประมาณ แปดจุดห้านิ้ว มัลจัดการหยิบจับอาวุธต่างๆ เข้าไว้กับตัวเองและวิ่งเข้าไปยืนชิดกำแพงทันที เพื่อคอยเล็งเป้าหมายเมื่อโผล่พ้นออกมาจากความมืด เขานั่งคุกเข่าลงขาข้างหนึ่งชันขึ้น ในมือซ้ายถือมีดและประคองปืนในมือขวาเอาไว้ เขาสอดนิ้วเข้าไปในโกร่งไก เพื่อเตรียมพร้อมยิงทันทีที่มีศัตรูโผล่ออกมา

เสียงไอพ่นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฟังดูแล้วคาดว่าน่าจะมากันไม่เกินสามถึงสี่คน พื้นที่รอบๆเป็นทางเดินแคบๆ ขนาดคนยืนเรียงหน้ากระดานได้ประมาณสี่คน หากซุ่มรอตรงทางโค้งของอุโมงค์ การลอบโจมตีดูจะมีโอกาสสำเร็จสูง คงตัดกำลังของอีกฝ่ายได้หนึ่งถึงสองคน

มัลนั่งชิดกำแพงพร้อมเล็งปืนไปด้านหน้า เขารอให้อีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในระยะหวังผลของเขา ทันทีที่พ้นทางโค้งมืด และเป้าหมายอยู่ในระยะยิง เขาจะสาดกระสุนไม่ยั้ง แต่ทันใดนั้นก็มีบางอย่างไม่คาดคิดเกิดขึ้น จรวดลูกเล็กๆลูกหนึ่งพุ่งตรงมาทางเขา เป็นจรวดขนาดเล็กที่นำวิถีด้วยการบังคับจากเครื่องยิง เพราะบนลูกจรวดจะถูกติดตั้งกล้องประสิทธิภาพสูงติดตั้งเอาไว้ สำหรับดูภาพของจรวดที่พุ่งไป สามารถบังคับทิศทางได้ไม่ว่าจะหันซ้ายขวาขึ้นลง

ไม่ทันที่ศัตรูจะเข้ามาในระยะยิงของเขา แต่พวกมันกลับเล็งเป้ายิงจรวดขนาดเล็ก ได้แม่นยำและใกล้เคียงกับตัวเขามาก จรวดพุ่งมาด้วยความรวดเร็วและตรงดิ่งมาทางเขา หากปะทะเข้าในรัศมีสองเมตร เขาคงจะเจ็บหนักอย่างแน่นอน จะหาที่กำบังรอบๆก็ไม่มีที่ใดแข็งแกร่งพอจะรับแรงระเบิดได้ หากจะถอยหลังกลับและวิ่งหลบแรงระเบิดก็ดูจะไม่ทัน ในเมื่อไม่มีทางไหนเหลือเขาจึงต้องเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ดีกับตัวเขาเท่าไหร่นัก

แทนที่มัลจะหลบออกไป เขากลับยิงสวนไปด้วยปืนกลมือขนาดเล็กของเขา โดยเป้าหมายของการยิงครั้งนี้คือ จรวดที่กำลังพุ่งเข้ามา - บรึ้มๆ - เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น ระยะจากจุดระเบิดห่างจากเขาไปเพียงสามเมตร มีแรงลมและควันลอยออกมามากมาย ควันเหล่านี้บดบังทัศนวิสัยของเขาจนหมด เมื่อมองไม่เห็นเป้าหมายและไม่รู้ว่าจะมีจรวดมาเพิ่มอีกไหม เขาจึงวิ่งไปตามทางที่เดวิโต้นำไปก่อนหน้านี้ โดยทียังมีเสียงไอพ่นตามไล่หลังมาเรื่อยๆ - แทร็ดๆๆ - เสียงปืนดังขึ้นไล่หลังของมัลมา กระสุนกระทบเข้าตามผนังทั้งสองด้าน เขายังคงวิ่งและเหลือบไปมองด้านหลังตามเสียงปืน ร่องรอยตามผนังบ่งบอกว่าอีกฝ่าย ยิงสาดกระสุนมั่วซั่ว เพราะม่านควันและฝุ่นละอองจากแรงระเบิด แต่ถึงจะเป็นการยิงกราด มัลก็ไม่หันกลับไปมองอีก เขายังคงวิ่งไปเรื่อยๆเพื่อเพิ่มระยะห่างออกไป ระหว่างเขากับศัตรู
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby Zamma on Thu Jun 26, 2008 11:37 am

[align=center]หน้าที่ 44[/align]


- กริ๊ก - ระหว่างที่กำลังวิ่งหนี มัลหยิบระเบิดออกมาและปล่อยมันลงพื้น ลูกระเบิดกลิ้งลงพื้น มันไหลไปเรื่อยๆก่อนที่พวกทหารหน่วยพิเศษจะลอยผ่านไป ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ทหารสองนายในชุดสีดำสวมเสื้อเกราะกันกระสุน และมีอีกสามนายที่ห่างจากสองคนแรกออกไปด้านหลัง พวกเขาติดเครื่องไอพ่นขนาดกลางไว้ที่หลัง มันทำให้ลอยเหนือพื้นได้สูงถึงหนึ่งเมตร อีกทั้งยังเร่งความเร็วได้สูงสุดถึง แปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะห่างของมัลและทหาร ห่างกันเกือบหกเมตร และเมื่อทหารทั้งสองพุ่งผ่านจุดที่มัลทิ้งระเบิดไปได้ ระเบิดที่กลิ้งอยู่ตามพื้นก็เกิดระเบิดขึ้น - ตูม - “อ๊าก โอ๊ย” ทหารไอพ่นสามนายที่ตามมาทีหลัง ถูกระเบิดเข้าอย่างจัง จนร่างเกิดไฟลุกไหม้และล้มลงอยู่ข้างทาง มัลยังคงวิ่งไปเรื่อยๆโดยห่างจากทหาร ที่ลอยตามมาประมาณห้าเมตร

“หนอยแก” - แทร็ดๆ - ทหารที่ลอยตามหลังมัลมา ทำการยิงปืนใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง ลูกกระสุนพุ่งเฉียดหลังของมัล เข้าปะทะกับผนังจนเละเทะไปหมด สำหรับทางเดินอุโมงค์ใต้ดินนี้ เป็นทางเดินยาวแถมยังเป็นทางโค้งซะส่วนใหญ่ หากทิ้งระยะมากพอควร ก็สามารถหลบกระสุนปืนได้สบายๆ

“เดียวแกเสร็จแน่” ทหารคนหนึ่งเอ่ยออกมาด้วยความโมโห เมื่อเห็นคนในทีมของตนถูกระเบิดใส่ จนบาดเจ็บไปแล้วถึงสามคน “สามคนยังงั้นเรอะ”เขาพูดกับตัวเองเมื่อระเบิดที่ปล่อยออกไป ถูกฝ่ายตรงข้ามไปสามคน แต่ก็ยังมีอีกสองที่ตามหลังมาติดๆ มัลยังคงวิ่งต่อไปและหันกลับมายิงตอบโต้บ้างเป็นครั้งคราว - แทร็ดๆๆ - กระสุนพุ่งผ่านไปด้านหลัง ทำให้อีกฝ่ายต้องคอยหลบเข้าชิดตามกำแพงและพนังเป็นระยะๆ

“แกตายแน่” ทหารทั้งสองคนหยิบปืนยิงจรวดขนาดเล็กที่พกติดตัวขึ้นมา ขณะที่ยังลอยตามมัลมาติดๆ พวกเขาพยายามเล็งเป้าหมายให้ได้ เพื่อที่ตัวปืนจะได้ล็อคเป้าของมัลเอาไว้ แม้อีกฝ่ายจะวิ่งหนีพวกเขาที่ลอยตามมาด้วยเครื่องไอพ่น แต่ก็ยังรักษาระยะห่างเอาไว้ได้ สี่ถึงห้าเมตร ทหารทั้งสองคนจึงรู้ว่าด้วยความเร็วขนาด สี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังไม่เร็วพอที่จะตามมัลได้ทัน

- ปี๊บๆ - เสียงของปืนยิงจรวดสามารถล็อคเป้าหมายดังขึ้น ทหารนายนั้นเล็งเป้าอยากมั่นใจก่อนจะเหนียวไกอย่างรวดเร็ว จรวดถูกยิงออกไปอีกครั้ง คราวนี้มันสามารถล็อคเป้ามัลเอาไว้ได้ ลูกจรวดพุ่งตามหลังมัลมาด้วยความเร็ว “บ้าจริง” มัลสบถออกมา เมื่อเขารู้ว่าลูกจรวดถูกยิงออกมาอีกครั้ง เป็นปัญหาที่ทำให้หนักใจอย่างแน่นอน ระยะทางระหว่างเขาและจรวดยังห่างอยู่พอสมควร มัลยกปืนขึ้นเตรียมพร้อม ก่อนที่เขาจะนั่งลงและหันหลังกลับมาเล็งยิงปืนใส่จรวดอีกครั้ง คราวนี้ลูกจรวดที่ถูกยิงด้วยกระสุนปืน ถูกทำให้แฉลบและพุ่งไปอีกทางหนึ่ง จนปะทะเข้ากับกำแพงทางเดินระเบิดขึ้นเสียงดังสั่น

เศษอิฐและฝุ่นบางส่วนกระเด็นเข้าใส่มัล ควันลอยคลุ้งออกมามากมาย มัลตั้งสติอีกครั้งและอาศัยจังหวะนี้ วิ่งฝ่าเข้าไปในกลุ่มควัน พร้อมกับเปลี่ยนกระสุนปืนตลับใหม่ ฝุ่นที่ลอยคลุ้งเบื่องหน้าบดบังทุกสิ่งจากสายตาของ ทหารไอพ่นทั้งสองคน พวกเขาเร่งความเร็วยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่า จรวดที่ยิงออกไปไม่ได้ผลตามที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อพวกทหารเขามาใกล้ยิ่งขึ้น สิ่งที่ทหารทั้งสองคนต้องตกใจคือ มัลที่นอนราบอยู่ในกลุ่มควันกับพื้น ตรงมุมโค้งทางเดิน พร้อมกับยิงปืนใส่พวกเขา
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby -[F]reeStyleLes[S]- on Mon Jun 30, 2008 6:12 pm

ตอนใหม่อีกแล้ว !!

เข้ามากี่รอบ ตอนใหม่ก็งอกออกมาทุกรอบ แพนแพนอิจฉาเฟ้ย !!

ปล. แพนแพนตกมัน
ขอให้ระวังในการพิม สี่คำอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

" นี่ นี้ นั่น นั้น " แค่นิดเดียวมันก็ทำให้อ่านแ้ล้วขัดลูกตาได้นะ


Image
User avatar
-[F]reeStyleLes[S]-
F.F. DragonKnight
F.F. DragonKnight
 
Posts: 49
Joined: Sun Feb 10, 2008 8:08 pm
Location: ประเทศแห่งราชาภาษา

Postby Zamma on Thu Jul 03, 2008 12:25 am

[align=center]หน้าที่ 45-46[/align]


- แทร็ดๆ - เมื่อไม่ทันตั้งตัว ทหารที่เหาะด้วยไอพ่นทั้งสองคน ถูกกระสุนปืนเข้าอย่างจังจนกระเด็นไปคนละทาง คนหนึ่งถูกกระสุนเข้าเต็มร่างกาย เขาเสียการทรงตัวและกระแทกเข้ากับผนังข้างทาง ส่วนอีกคนหนึ่งเมื่อโดนกระสุนปืน เขาก็ทรุดตัวลงลอยผ่านหัวของมัลไป ไอพ่นข้างหลังยังคงทำงานได้อย่างดี มันพาร่างอันไร้วิญญาณของทหารคนนั้น ไถลไปตามทางจนลับตาของมัล ตามทางเดินอันมืดมิดและเงียบสงบ มัลไม่รู้สึกถึงสิ่งใดๆ มันเงียบเชียบราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่สงบลงนานแล้ว ทั้งที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่นาที “ต้องรีบไปหาเดวิโต้แล้ว”

เมื่อไม่มีใครตามมาอีก เขาหันมองรอบๆเงียหูฟังเสียงต่างๆ เมื่อแน่ใจเขาจึงเริ่มวิ่งต่อไปทันที แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงไอพ่นดังลั่นขึ้น ราวกับเสียงท่อรถยนต์ที่ดังระเบิดออกมา เควิน ครอสที่เหาะตามมาด้วยไอพ่น พุ่งเข้าชนมัลอย่างรวดเร็ว จนเขากระเด็นล้มลงกระแทกเข้ากับกำแพงห่างออกไปสองเมตร ส่วนเควินนั้นยังทรงตัวอยู่ได้ด้วยไอพ่นที่หลังของเขา “สเปียร์ วันนี้เป็นวันตายของแก”


มัลรีบลุกขึ้นหลังจากถูกกระแทกจนล้มลง เขาไม่พูดอะไรแต่กลับหยิบปืนพกข้างขาขึ้น กราดยิงใส่ศัตรูตามต้นเสียงที่ดังออกมา แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะอีกฝ่ายหลบกระสุนได้ ด้วยความเร็วสูงจากไอพ่นที่หลังของเขา “คิดจะยิงฉันมันไม่ง่ายหรอกนะ” สิ้นเสียงมัลก็ถูกอีกฝ่ายพุ่งเข้าถีบที่สีข้างอย่างจัง เขาเสถลาจนเกือบจะล้มลง แต่ก็ยังทรงตัวเอาไว้ได้ “ฉันจะจัดการกับแกให้จบลงตรงนี้ล่ะ” เควินร้องตะโกนออกมาอย่างสะใจ เขาชักมีดออกมาและพุ่งเข้าหามัลอย่างรวดเร็ว แต่คราวนี้มัลกลับทิ้งปืนพกลงพื้น และกระโดดม้วนตัวหลบออกด้านข้างไป เขาหลบได้อย่างฉิวเฉียด เมื่อตั้งตัวได้เขาก็ชักปืนพกอีกกระบอกขึ้นมาระดมยิงใส่อีกฝ่ายทันที ลูกกระสุนพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่ออีกฝ่ายหันหลังเอาเครื่องไอพ่นบังไว้ มันปะทะเข้ากับตัวถังไอพ่นด้านหลังจนกระสุนแฉลบไปอีกทาง

“คิดจะยิงด้านหลังของฉัน มันไม่ง่ายนักหรอกนะ” เขาพุ่งย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว และกระแทกเข้ากับมัลจนติดกำแพง “อุ๊ก...” เขาร้องออกมาเมื่อถูกพุ่งเข้าชนอย่างแรง “ฉันจะบอกอะไรให้นะสเปียร์ ว่าแผลที่หลังของฉันมันร่ำร้องว่า จะต้องจัดการกับแกซะ” เควินใช้แขนข้างซ้ายดันคอของมัลเอาไว้จนติดกำแพง เขาเร่งความแรงไอพ่น จนขาของทั้งสองคนลอยขึ้นสูงเหนือพื้น เควินใช้มีดในมือขวาแทงเข้าไปที่ท้องของมัล แต่ก่อนที่มีดจะเข้ามาถึงตัว มัลก็ใช้ขาทั้งสองข้างยันตัวของอีกฝ่าย จนกระเด็นออกไปถึงกำแพงอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อผละจากฝ่ายตรงข้ามแล้ว มัลก็หล่นลงกระทบพื้น เขาสูดอากาศเข้าปอดเป็นการใหญ่ “แฮ่กๆๆ”

เควินเมื่อตั้งหลักได้หลังจากถูกยันออกมา เขาก็พุ่งเข้ามาหามัลอีกครั้ง เมื่อเข้าระยะประชิดได้ เขาทำการจู่โจมทันทีด้วยการเตะและต่อยอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่มัลจะหายใจได้สะดวกดี เขาก็ถูกเตะต่อยเข้าหลายครั้ง หมัดและเท้าของอีกฝ่าย พุ่งเข้าตามช่องว่างที่ท้อง หัว ลำตัว เควินทั้งเตะและต่อยไม่ยั้ง แต่ว่ามัลก็เริ่มที่จะหลบหลีกได้มากขึ้น พร้อมกับโจมตีสวนกลับไปเป็นระยะๆ “กรอด..” เสียงของเควินที่ขบฟันด้วยความหงุดหงิด เพราะว่ายิ่งโจมตีเข้าไปเท่าไหร่ มัลก็ยิ่งหลบได้มากเท่านั้น แถมตัวเขายังโดนมัลเตะสวนกลับมาหลายรอบ


การต่อสู้เริ่มที่จะเสียเปรียบลงเรื่อยๆสำหรับเควิน มัลเริ่มจู่โจมมากขึ้นและหลายครั้งที่ เควินต้องเป็นฝ่ายหลบหลีกและป้องกัน เควินได้แต่ถอยร่น ตอนนี้มัลเริ่มบุกอย่างเต็มตัว เขาวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายพร้อมกับบรรจงเตะเข้าใส่สีข้างอย่างรวดเร็ว เควินยกแขนขึ้นมารับลูกเตะจนเสถลาถอยไป มัลยังไม่หยุดโจมตีเขาวิ่งไปเข้าทางด้านข้างของอีกฝ่าย ก่อนที่จะระดมหมัดชกเข้าใส่ไม่ยั้ง

ไอพ่นที่หลังของเควินถูกถีบเข้าใส่ จนหลุดไถลไปตามพื้น ตามมาด้วยลูกเตะกลับหลังที่พุ่งเข้าปะทะที่คอของเควินอย่างรุนแรง “อ๊อก..!!!” เขาอุทานและล้มลงกับพื้น มือข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้ ส่วนอีกข้างก็กุมไว้ที่ท้องของตน สายตาที่จ้องมองมัล ดูดุดันและเคียดแค้น

“.... เอาล่ะจบเรื่องกันซะทีนะ” มัลพูดพลางเดินไปเก็บปืนพก ที่หล่นอยู่บริเวณนั้น เขาหยิบปืนขึ้นมาก่อนที่จะเล็งไปที่เควิน ซึ่งนั่งบาดเจ็บอยู่กับพื้นข้างหน้าของเขา

“อย่าเพิ่งได้ใจไป” เควินตะโกนเสียงดัง ก่อนที่เขาจะปล่อยลูกพลาสติกกลมๆลูกหนึ่ง ออกมาจากมือของเขาที่กุมท้องอยู่ มันระเบิดขึ้นทันที แสงสว่างจ้าพร้อมกับเสียงที่ดังสนั่น จนทำให้มัลต้องเอนหน้าหลบและยกมือขึ้นมาบังเอาไว้ “ระเบิดแสงอย่างนั้นเรอะ” เมื่อหันกลับมามองอีกครั้ง เขาก็พบว่าอีกฝ่ายวิ่งหนีเข้าไปในกลุ่มควัน ที่ลอยอยู่เต็มไปหมดตามทางเดิน

“เชอะ หนีไวจริงๆ” มัลกดเซฟตี้และเหน็บปืนพกไว้ที่เอว เขาเดินไปหยิบไอพ่นของเควิน ที่หล่นอยู่กับพื้นขึ้นมา และสวมมันเข้ากับตัวเอง ก่อนที่จะเห็นลูกดอกขนาดเล็ก หัวแหลมทรงกระบวย ติดอยู่ที่ลำตัวของเขา มัลจ้องมองอยู่สักครู่พลางคิดในใจว่า ต้องเป็นฝีมือของ เควิน ครอส แน่ๆ เขาดึงมันออกมาอย่างง่ายดาย ก่อนจะเก็บเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงอย่างสงสัยว่า ทำไมถึงโจมตีเขาด้วยอาวุธประเภทนี้ มัลดูจะเข้าใจดีว่าอาวุธประเภทลูกดอกจำพวกนี้ มักจะใช้เพื่อแฝงสิ่งอื่นเอาไว้มากกว่าจะโจมตี แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามากนักจึงไม่ได้สนใจอะไร “เอาล่ะ ต้องรีบตามไปหาเดวิโต้ซะแล้วสิ”
Last edited by Zamma on Sun Jul 13, 2008 10:54 am, edited 1 time in total.
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby Zamma on Sun Jul 13, 2008 10:53 am

[align=center]หน้าที่ 47-50[/align]


[size=117]เขากดสวิทซ์ที่ใช้ควบคุมเครื่องไอพ่น ซึ้งเป็นแท่งทรงกระบอก ห้อยสายยาวออกมาด้านข้างตัวถัง เพื่อเริ่มใช้งานไอพ่น ตัวของเขาลอยขึ้นเหนือพื้น ก่อนที่จะโน้มตัวไปข้างหน้า เขากดปุ่มที่คันบังคับเพื่อเร่งความแรงของไอพ่น - ฟู่ ซู่ม - ตัวของเขาพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็ว ตรงไปตามทางเดินที่มืดสลัวและยาวจนมองไม่เห็นปลายทาง เขายังคงมุ่งหน้าต่อไปเรื่อยๆ รอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อสังเกตตามข้างทาง ทางเดินเริ่มมีแสงไฟมากขึ้น สักพักหนึ่งเขาก็เห็นว่ามีประตูโกดัง ขนาดใหญ่ที่เปิดรอเขาไว้ แต่ว่าภายในนั้นกลับว่างเปล่า และไม่มีพาหนะอะไรซักอย่างรอเขาอยู่ แม้แต่เดวิโต้ที่ควรจะรออยู่ตรงนี้เมื่อเขามาถึง มัลร่อนลงกับพื้นเบาๆก่อนที่จะหยุดยืนมองรอบๆ โรงเก็บยานพาหนะว่างเปล่า มีแต่เครื่องมือที่วางเกะกะไปทั่ว ตู้ชั้นอะไหล่ที่เปื้อนคราบน้ำมันจนดำ และหลังคาโกดังที่เปิดอ้าไว้ ไม่มีวี่แววของกองทหารแม้แต่หนึ่งนาย มาป้วนเปี้ยนแถวนี้เลย

“ดาดฟ้าเปิดอยู่ โรงเก็บนี้อยู่ไกลออกมาถึงฝั่งตรงกันข้ามของเมืองเลยหรือนี้” เขามองดูรอบๆและแหงนหน้าขึ้นมองบนฟ้า สิ่งที่ทำให้เขารู้ว่าโรงเก็บนี้อยู่ห่างไกลกับจุดที่ตั้งของบริษัทคือ ทางฝั่งเหนือนี้จะมีหมอกและควันมากกว่าปกติ และจะเกิดขึ้นแค่ด้านเหนือของเมืองเท่านั้น เขายังยืนมองท้องฟ้าอย่างว่างเปล่า เมื่อตอนนี้ไม่สามารถจะไปทางไหนได้แล้ว ย้อนกลับทางเดิมก็จะต้องเจอกับ หน่วยพิเศษและเควินอีกครั้ง โรงเก็บนี้ก็ไม่มีทางออกอื่นอีก นอกจากทางที่เข้ามา

ระหว่างที่เขาคบคิดเรื่องต่างๆ ก็มีเสียงของเดวิโต้ดังออกมาจากเบื้องหน้าของเขา “มาแล้วหรือมัล รอเดี๋ยวนะ ฉันจะเปิดประตูให้” มัลสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงของเดวิโต้ แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงไหน เขาหันมองไปรอบๆอย่างตื่นตระหนก ทันใดนั้นก็มีช่องว่างเกิดขึ้น บนอากาศข้างหน้าของเขา จากภาพของอากาศที่ลอยเคว้งเบื่องหน้า เกิดเป็นแสงสว่างสีส้มค่อยๆขยายตัวลงมา จนเมื่อเขาเห็นเต็มตาก็ต้องตกใจว่า มีประตูโผล่ออกมาต่อหน้าของเขากลางอากาศ และขั้นบันไดเล็กๆยื่นลงมาจนถึงพื้น “รีบขึ้นมาเร็วก่อนที่พวกนั้นจะตามมาทัน” มัลไม่รอช้า เขาวิ่งเข้าไปในประตูบานนั้นทันที ไม่แม้แต่จะตื่นตกใจกับสิ่งแปลกประหลาดข้างหน้า เวลานี้เขากังวลถึงพวกทหารที่จะตามมามากกว่า การเข้าไปในสิ่งแปลกประหลาดข้างหน้า

เมื่อก้าวพ้นประตูสิ่งที่เขาเห็นคือ ห้องขนาดเล็กที่มีทางเดินแยกออกไปซ้ายและขวา ประตูทางซ้ายปิดสนิทแน่นหนา ส่วนทางขวามีแสงไฟเล็ดลอดออกมา จากช่องว่างใต้ประตู และมีเสียงเรียกอันคุ้นหูดังออกมาว่า

“เข้ามาข้างในเลย มัล” เสียงของเดวิโต้ร้องเรียก มัลเอื้อมมือไปสัมผัสที่บานประตู ก่อนที่มันจะเปิดออกแบบอัตโนมัติ เขาเดินไปนั่งลงตรงข้างคนขับ และพบว่าเดวิโต้กำลังบังคับยานอย่างใจจดใจจ่อ “ยานลำนี้มันคือ...” เขาถามทันทีแต่ยังไม่ทันจะถามจนจบ เดวิโต้ก็พูดสวนออกมาว่า “ยานล่องหน เทคโนโลยีใหม่จากฉันและจอห์นนี่” เขาพูดพลางกดสวิทซ์ต่างๆเพื่อเริ่มออกเดินทาง “เอาล่ะรีบไปกันเถอะ จุดหมายคือแหล่งพลังงาน” เมื่อพูดจบเขาก็ทำการเร่งความเร็วและทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง โดยไม่มีทหารคนใดตามมาทัน

หนึ่งชั่วโมงถัดมาหน่วยพิเศษและพันเอกโคลแมน ก็มาอยู่ในโรงเก็บปลายทาง ที่มัลและเดวิโต้หนีไป “ไม่น่าเชื่อว่าพวกมันจะวางแผนเตรียมการเอาไว้ถึงขนาดนี้” เขาบ่นกับตัวเองก่อนจะเดินดูภายในโรงเก็บ โดยมีเควินนั่งอยู่ภายในห้องนั้นด้วย

“อีกครั้งแล้วสินะที่แกปล่อยเจ้าเด็กนั้น เห็นทีคราวหน้าฉันต้องลงมือเองซะแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คราวหน้าถ้าเจอกัน มันไม่เก่งอย่างวันนี้แน่” เควินพูดพลางชูแท่งเหล็กทรงกระบอกไว้ในมือ เขามองดูมันและยิ้มแสยะออกมา
“อย่ามาพูดดีเลยแกน่ะ กลับไปทำลายตัวโคลนที่ยังเหลืออยู่ให้หมดซะ และอย่าทำให้ฉันผิดหวังอีกล่ะ ” น้ำเสียงที่พูดออกมาเย็นชาและเรียบง่าย แต่ก็แฝงความขนลุกเอาไว้ด้วย เควินได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาเดินย้อนกลับไปด้วยความโกรธและหงุดหงิด สักครู่ก็มีทหารนายหนึ่งวิ่งตรงเข้ามารายงายบางสิ่งให้กับโคลแมน

“รายงานการค้นหาและติดตามเป้าหมาย ไม่พบเป้าหมายในระยะห้ากิโลเมตรรอบๆบริเวณนี้เลยครับ” พลทหารพูดเสียงดังฟังชัดทุกถ้อยคำ เขายืนตัวตรงและนิ่งอย่างที่สุด “เพิ่มกำลังเป็นสองเท่าค้นหาให้ทั่วทั้งในและนอกเมือง บางทีพวกมันอาจจะหนีออกไปที่ไหนสักแห่งแล้วก็ได้” โคลแมนพูดสั่งการอย่างง่ายๆ ทหารนายนั้นเมื่อได้ยินคำสั่ง เขาก็ทำความเคารพก่อนที่จะวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

ยานของเดวิโต้และมัลมุ่งหน้ามาทางออกด้านทิศใต้ของเมือง และกำลังจะออกไปนอกเมือง ผ่านประตูทางทิศใต้ซึ่งมีกองทหารอยู่จำนวนมาก “มัลช่วยไปดูเด็กคนนั้นทีว่าเธอเป็นยังไงบ้าง เพราะตั้งแต่ออกมาจากหลอดแก้ว เธอยังไม่ลืมตาขึ้นมาเลย” เดวิโต้วานให้มัลช่วยไปดูเด็กสาวที่ยังไม่ได้สติ

“เธออยู่ในห้องส่วนกลางของยาน เปิดประตูไปก็จะเจอทางเข้าห้องนอนเลย” ยานลำนี้กว้างใหญ่พอตัว มันสามารถจุคนได้สบายถึงสิบคน ทั้งยังมีห้องว่างอีกห้าห้อง หนึ่งในนั้นคือห้องนอนที่เด็กสาวนอนอยู่ มัลเดินเข้าไปที่ประตูทางออกห้องนักบิน และเปิดประตูออกมายังห้องโถงกลาง ในนั้นมีประตูอยู่ห้าบานแต่ตรงหน้าของมัลมีป้ายติดไว้ว่า “ห้องนอน” ส่วนบานอื่นๆนั้นยังไม่มีป้ายติดไว้ “คงยังสร้างไม่เสร็จทุกอย่างสินะยานลำนี้”เขาพูดกับตัวเองก่อนที่จะเปิดประตูห้องเข้าไปข้างใน

ร่างของเด็กสาวที่ถูกคลุมตัวด้วย ผ้าคลุมโต๊ะผืนใหญ่กับเสื้อโค้ทสีดำของมัล เธอนอนอยู่บนเตียงเล็กๆสีขาวเบื้องหน้า ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่มีแต่เตียงนอนกับชั้นวางของตัวหนึ่งตั้งอยู่ แสงจากหลอดไฟบนเพดานส่องออกมาไม่มากเท่าไหร่ มัลยืนมองดูเด็กสาวสักพักอย่างสงสัย เด็กสาวโคลนนิ่งคนนี้ก็แค่เด็กตัวเล็กๆ ไม่น่าต้องมาเจอเรื่องอย่างนี้ ถึงแม้เธอจะถูกสร้างขึ้นมา และมีชีวิตที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติก็ตามที

มัลยืนคิดเรื่อยเปื่อยพลางมองดูเด็กสาวที่นอนหลับไม่รู้ตัว แต่แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นว่า มีแผ่นพลาสติกใสใบหนึ่งห้อยไว้ที่คอของเธอ “ก่อนหน้านี้ไม่มีนี่นา” มัลนึกในใจ เขาเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดู

“โค้ดเนม รีไวว์” เมื่อมัลเห็นอย่างนั้นเขาก็ทำการดึงมันออกมาทันที โดยไม่สนว่าใครเป็นคนทำ “เธอไม่ควรจะมีของอย่างนี้ติดไว้ที่ตัว” เขาพูดเบาๆ แต่แรงกระชากแผ่นพลาสติกที่คล้องด้วยด้ายเส้นบางๆ ก็ทำให้เด็กสาวจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอกวาดสายตามองไปรอบๆแม้จะยังนอนตะแคงข้างอยู่ เริ่มแรกเธอลืมตาขึ้นมาก็เห็นมัลยืนอยู่ข้างหน้า เธอเพ่งมองอย่างไม่วางตาก่อนที่จะพยายามยันตัวให้ลุกขึ้น เธอส่งเสียงและสายตาที่ไม่เป็นมิตรขู่มัลทันที “แฮ่”

มัลเห็นดังนั้นเขาก็ถอยออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก อย่ากลัวไปเลย" แม้คำพูดของมัลจะฟังดูอ่อนโยน แต่น้ำเสียงและสีหน้าของเขาไม่ค่อยแสดงออกเท่าไหร่นัก และเด็กสาวก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เธอเริ่มส่งเสียงร้องออกมาพลางส่งสายตาดุดันเข้าใส่ “อ๊าๆ” เมื่อมัลเห็นดังนั้นเขาก็คิดในใจว่า

“ไม่เข้าใจคำพูดอย่างนั้นเรอะ” ตอนนี้เขาได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ เด็กสาวยังคงส่งเสียงร้องและถอยหนีไปมุมห้อง แต่สายตาของเธอยังคงจ้องมองมาที่เขาอยู่ตลอดเวลา “งั้นฉันไปก่อนละ แล้วจะเอาอาหารมาให้” มัลถอยออกมาที่ประตูพลางถอนหายใจ เขาเปิดประตูออกมาด้านนอกพลางคิดว่า เด็กคนนี้คงต้องเสียใจที่ได้เกิดมาแน่ หากต้องถูกกลุ่มผู้ปกครองตามล่า เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยตามทางเดินภายในยาน ห้องส่วนกลางและทางเดินไม่ใหญ่มากนัก ขนาดคนเดินเรียงกันไปมาได้สามคน มัลเดินออกจากประตูส่วนกลางและผ่านมาถึงประตูห้องนักบิน เขาก็เห็นเดวิโต้เดินผ่านหน้าของเขา ตรงไปทางห้องส่วนกลางของยานไป

“เฮ้” ถ้าเดวิโต้เดินอยู่ตรงทางเดินแล้วใครกันล่ะที่บังคับยานอยู่ตอนนี้ มัลหันไปมองเดวิโต้ที่กำลังจะผ่านประตูไป พอดีกับที่เขาหันหน้ามา และจู่ๆเขาก็พูดขึ้นว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติแล้ว ยานลำนี้จะบินไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้” เดวิโต้บอกกกับมัลเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ และตอนนี้ก็มีเวลาเหลือเฟือที่มัลจะถามทุกอย่าง เกี่ยวกับเด็กสาวและเรื่องราวระหว่างกลุ่มผู้ปกครองกับกลุ่มต่อต้าน เดวิโต้ที่เดินผ่านเข้าไปในห้องส่วนกลางและเลือกว่าจะหาอะไรในตู้เย็นกิน หันมาเห็นมัลผ่านช่องประตูด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเขาเห็นมัลมองจ้องตอบมาที่เขา

“อยากรู้อะไรล่ะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง” เดวิโต้ถามโดยไม่ต้องรอให้เด็กหนุ่มเอ่ย เขายกมือขึ้นเกาแก้มก่อนจะนั่งลงที่ เบาะนั่งในห้องส่วนกลางตรงมุมทางเดินทั้งสองข้าง

“ทุกๆอย่าง บอกมาให้หมด” มัลตอบกลับไปอย่างง่ายๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย อันเป็นเอกลักษณ์ที่เดวิโต้รู้ดีว่า หากไม่มีกระสุนปืนบินเฉี่ยวไปมา และลูกระเบิดเกลือกกลิ้งอยู่รอบตัว ก็ไม่มีทางเห็นสีหน้าอารมณ์แบบอื่นของมัลได้ง่ายๆแน่

“ถามครอบคลุมเหลือเกินนะ เอาล่ะฉันจะเริ่มตั้งแต่ต้นล่ะกัน” เมื่อเดวิโต้กำลังจะเริ่มเล่าเรื่อง มัลก็เดินไปนั่งตรงที่นั่งด้านตรงข้ามกับเดวิโต้ เขาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างตั้งอกตั้งใจฟัง ราวกับเป็นเรื่องลึกลับที่น่ากลัวและตื่นเต้น

“เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นจากสงครามกลุ่มต่อต้านในช่วงหลังของสงคราม ตอนนั้นในบริเวณที่ติดต่อกับดินแดนต้องห้าม มีทหารกลุ่มหนึ่งของฝ่ายต่อต้านได้พบเข้ากับร่างๆหนึ่งที่บาดเจ็บสาหัสมากแล้ว จากสภาพนั้นมีรอยแผลต่างๆมากกว่าสิบแห่ง และมีรอยแผลไฟไหม้ไปทั่วทั้งตัว จากที่ดูแล้วไม่น่าจะมีชีวิตรอดมาได้ จากคำบอกเล่าของผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ทางฝ่ายเทคโนโลยีของกลุ่มทหาร สามารถลอบดักฟังข้อความวิทยุจากกบฏได้ว่า”

“เธอคนนั้นเดินฝ่าออกมาจากพายุทรายที่รุนแรงนอกรีบอร์น (เมืองที่มนุษย์อาศัยอยู่ในปัจจุบัน) โดยที่เธอยังคงสติได้ครบถ้วนก่อนที่จะล้มลงและเริ่มขาดใจในที่สุด” ข้อความที่สามารถดักฟังได้นั้นเหมือนเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ สิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน อาจมีทั้งความพิเศษและความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกสู่ดินแดนต้องห้ามได้ หากชิงตัวซากศพนั้นมาได้อาจทำให้ชิงความได้เปรียบทางสงคราม สำหรับสิ่งมีชีวิตนอกอาณาเขตรีบอร์น อาจเปลี่ยนแปลงหลายๆสิ่งทางเทคโนโลยีทางด้านพันธุกรรมได้มากขึ้นกว่าเดิม

“เมื่อมีคำสั่งจากกลุ่มผู้ปกครอง ทางกองทัพได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมา โดยมีฉันเป็นหัวหน้าโครงการด้านโคลนนิ่งและวิจัย หลังจากชิงซากศพมาได้ ฉันและทีมงานวิจัยก็ได้ทำการค้นคว้าและโคลนนิ่งตัวอย่าง ช่วงแรกๆงานวิจัยไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร การโคลนก็ทำได้ยาก เรามีร่างทดลองที่ผิดพลาดมากมาย และที่นายเห็นในห้องแลปทดลองส่วนตัวฉันที่บริษัทมันแค่ไม่กี่ส่วนเท่านั้น เรายังคงวิจัยและโคลนนิ่งต่อไป ด้วยเทคโนโลยีของเราแค่มีร่างหรือเศษเนื้อเยื่อ ผิวหนัง เส้นผม แม้แต่ หยดเลือด ก็สามารถโคลนนิ่งออกมาได้ แต่ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่การตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อปรับแต่งบางสิ่งให้กับร่างโคลน มีทั้งการผสมยีนจากสายพันธุ์อื่นๆหลายชนิด”

การตัดแต่งพันธุกรรมคือก็คือการใช้เทคโนโลยีชีวภาพอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่า "พันธุวิศวกรรม" ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในพืช สัตว์และจุลินทรีย์ ทำโดยการนำยีนที่ควบคุมลักษณะที่ต้องการไม่ว่าจากสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกัน มาถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตที่ต้องการปรับปรุงพันธุ์ มีผลทำให้เกิดคุณลักษณะต่างๆ ตามแต่จะได้มีการออกแบบไว้ ในส่วนของตัวโคลนนิ่งซากศพนี้ คือการทำให้ร่างที่โคลนออกมามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลบางประการทำให้การโคลนนิ่งจากซากศพทำได้ยากมากๆโดยไม่ทราบสาเหตุ

“จนเมื่อเริ่มประสบความสำเร็จ ในช่วงที่สงครามจบลงในหน่วยงานวิจัยของฉัน ได้มีการยุบหน่วยงานลง เหลือแค่ฉันเท่านั้นที่สามารถทำการทดลองต่อไปได้ จนเริ่มมีการขนย้ายร่างทดลองและอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาไว้ที่บริษัทของฉัน ภายหลังฉันได้รู้ว่าผู้ร่วมงานทุกคนที่เคยอยู่ในหน่วยงานวิจัยนั้น ได้ถูกกำจัดทิ้งทั้งหมด ข่าวนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับฉันมาก รวมทั้งตอนนั้นมีคู่แข่งทางธุรกิจมากมาย ฉันถึงได้ขอความช่วยเหลือจากนายให้ทำหน้าที่คุ้มกันเชสตลอดสามปีที่ผ่านมา ระหว่างนั้นร่างทดลองก็เริ่มเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ฉันจะใช้เทคโนโลยีเร่งการเจริญเติบโตแล้วก็ตาม ตลอดสามปีที่ผ่านมาเธอมีอายุแค่หกปีเท่านั้น ถ้าเป็นโคลนปกติระยะเวลาเท่ากันก็คงอายุประมาณสิบหกปี สรุปแล้วอายุขัยของเธอยาวนานกว่าพวกเราหนึ่งเท่าตัว”

“จนเร็วๆนี้ฉันได้ข่าวลอยมาว่า กลุ่มผู้ปกครองคิดที่จะยุบโครงการนี้ แล้วนำร่างทดลองหลักไปวิจัยต่อเอง ฉันก็รู้ทันทีว่าจะต้องถูกกำจัดเหมือนกับเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นแน่ๆ รวมทั้งเชสก็อาจจะติดร่างแหไปด้วย ตอนนั้นฉันหมดหนทางจริงๆ จนฉันได้รับการติดต่อจากคนๆหนึ่ง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีข้อเสนอที่ทำให้ฉันตัดสินใจวางแผนการครั้งนี้ขึ้นมา คนๆนั้นก็คือ ลูเซียส เรมยังไงล่ะ” เดวิโต้เงยหน้าขึ้นมองตาของมัล ดวงตาเขาดูเศร้าหมองเมื่อพูดชื่อขอ
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby Zamma on Thu Jul 17, 2008 2:55 pm

[align=center]หน้าที่ 51-53[/align]



“เฮ้” ถ้าเดวิโต้เดินอยู่ตรงทางเดินแล้วใครกันล่ะที่บังคับยานอยู่ตอนนี้ มัลหันไปมองเดวิโต้ที่กำลังจะผ่านประตูไป พอดีกับที่เขาหันหน้ามา และจู่ๆเขาก็พูดขึ้นว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติแล้ว ยานลำนี้จะบินไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้” เดวิโต้บอกกกับมัลเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ และตอนนี้ก็มีเวลาเหลือเฟือที่มัลจะถามทุกอย่าง เกี่ยวกับเด็กสาวและเรื่องราวระหว่างกลุ่มผู้ปกครองกับกลุ่มต่อต้าน เดวิโต้ที่เดินผ่านเข้าไปในห้องส่วนกลางและเลือกว่าจะหาอะไรในตู้เย็นกิน หันมาเห็นมัลผ่านช่องประตูด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเขาเห็นมัลมองจ้องตอบมาที่เขา

“อยากรู้อะไรล่ะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง” เดวิโต้ถามโดยไม่ต้องรอให้เด็กหนุ่มเอ่ย เขายกมือขึ้นเกาแก้มก่อนจะนั่งลงที่ เบาะนั่งในห้องส่วนกลางตรงมุมทางเดินทั้งสองข้าง

“ทุกๆอย่าง บอกมาให้หมด” มัลตอบกลับไปอย่างง่ายๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย อันเป็นเอกลักษณ์ที่เดวิโต้รู้ดีว่า หากไม่มีกระสุนปืนบินเฉี่ยวไปมา และลูกระเบิดเกลือกกลิ้งอยู่รอบตัว ก็ไม่มีทางเห็นสีหน้าอารมณ์แบบอื่นของมัลได้ง่ายๆแน่

“ถามครอบคลุมเหลือเกินนะ เอาล่ะฉันจะเริ่มตั้งแต่ต้นล่ะกัน” เมื่อเดวิโต้กำลังจะเริ่มเล่าเรื่อง มัลก็เดินไปนั่งตรงที่นั่งด้านตรงข้ามกับเดวิโต้ เขาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างตั้งอกตั้งใจฟัง ราวกับเป็นเรื่องลึกลับที่น่ากลัวและตื่นเต้น

“เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นจากสงครามกลุ่มต่อต้านในช่วงหลังของสงคราม ตอนนั้นในบริเวณที่ติดต่อกับดินแดนต้องห้าม มีทหารกลุ่มหนึ่งของฝ่ายต่อต้านได้พบเข้ากับร่างๆหนึ่งที่บาดเจ็บสาหัสมากแล้ว จากสภาพนั้นมีรอยแผลต่างๆมากกว่าสิบแห่ง และมีรอยแผลไฟไหม้ไปทั่วทั้งตัว จากที่ดูแล้วไม่น่าจะมีชีวิตรอดมาได้ จากคำบอกเล่าของผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ทางฝ่ายเทคโนโลยีของกลุ่มทหาร สามารถลอบดักฟังข้อความวิทยุจากกบฏได้ว่า”

“เธอคนนั้นเดินฝ่าออกมาจากพายุทรายที่รุนแรงนอกรีบอร์น (เมืองที่มนุษย์อาศัยอยู่ในปัจจุบัน) โดยที่เธอยังคงสติได้ครบถ้วนก่อนที่จะล้มลงและเริ่มขาดใจในที่สุด” ข้อความที่สามารถดักฟังได้นั้นเหมือนเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ สิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน อาจมีทั้งความพิเศษและความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกสู่ดินแดนต้องห้ามได้ หากชิงตัวซากศพนั้นมาได้อาจทำให้ชิงความได้เปรียบทางสงคราม สำหรับสิ่งมีชีวิตนอกอาณาเขตรีบอร์น อาจเปลี่ยนแปลงหลายๆสิ่งทางเทคโนโลยีทางด้านพันธุกรรมได้มากขึ้นกว่าเดิม

“เมื่อมีคำสั่งจากกลุ่มผู้ปกครอง ทางกองทัพได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมา โดยมีฉันเป็นหัวหน้าโครงการด้านโคลนนิ่งและวิจัย หลังจากชิงซากศพมาได้ ฉันและทีมงานวิจัยก็ได้ทำการค้นคว้าและโคลนนิ่งตัวอย่าง ช่วงแรกๆงานวิจัยไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร การโคลนก็ทำได้ยาก เรามีร่างทดลองที่ผิดพลาดมากมาย และที่นายเห็นในห้องแลปทดลองส่วนตัวฉันที่บริษัทมันแค่ไม่กี่ส่วนเท่านั้น เรายังคงวิจัยและโคลนนิ่งต่อไป ด้วยเทคโนโลยีของเราแค่มีร่างหรือเศษเนื้อเยื่อ ผิวหนัง เส้นผม แม้แต่ หยดเลือด ก็สามารถโคลนนิ่งออกมาได้ แต่ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่การตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อปรับแต่งบางสิ่งให้กับร่างโคลน มีทั้งการผสมยีนจากสายพันธุ์อื่นๆหลายชนิด”

การตัดแต่งพันธุกรรมคือก็คือการใช้เทคโนโลยีชีวภาพอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่า "พันธุวิศวกรรม" ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในพืช สัตว์และจุลินทรีย์ ทำโดยการนำยีนที่ควบคุมลักษณะที่ต้องการไม่ว่าจากสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกัน มาถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตที่ต้องการปรับปรุงพันธุ์ มีผลทำให้เกิดคุณลักษณะต่างๆ ตามแต่จะได้มีการออกแบบไว้ ในส่วนของตัวโคลนนิ่งซากศพนี้ คือการทำให้ร่างที่โคลนออกมามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลบางประการทำให้การโคลนนิ่งจากซากศพทำได้ยากมากๆโดยไม่ทราบสาเหตุ

“จนเมื่อเริ่มประสบความสำเร็จ ในช่วงที่สงครามจบลงในหน่วยงานวิจัยของฉัน ได้มีการยุบหน่วยงานลง เหลือแค่ฉันเท่านั้นที่สามารถทำการทดลองต่อไปได้ จนเริ่มมีการขนย้ายร่างทดลองและอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาไว้ที่บริษัทของฉัน ภายหลังฉันได้รู้ว่าผู้ร่วมงานทุกคนที่เคยอยู่ในหน่วยงานวิจัยนั้น ได้ถูกกำจัดทิ้งทั้งหมด ข่าวนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับฉันมาก รวมทั้งตอนนั้นมีคู่แข่งทางธุรกิจมากมาย ฉันถึงได้ขอความช่วยเหลือจากนายให้ทำหน้าที่คุ้มกันเชสตลอดสามปีที่ผ่านมา ระหว่างนั้นร่างทดลองก็เริ่มเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ฉันจะใช้เทคโนโลยีเร่งการเจริญเติบโตแล้วก็ตาม ตลอดสามปีที่ผ่านมาเธอมีอายุแค่หกปีเท่านั้น ถ้าเป็นโคลนปกติระยะเวลาเท่ากันก็คงอายุประมาณสิบหกปี สรุปแล้วอายุขัยของเธอยาวนานกว่าพวกเราหนึ่งเท่าตัว”

“จนเร็วๆนี้ฉันได้ข่าวลอยมาว่า กลุ่มผู้ปกครองคิดที่จะยุบโครงการนี้ แล้วนำร่างทดลองหลักไปวิจัยต่อเอง ฉันก็รู้ทันทีว่าจะต้องถูกกำจัดเหมือนกับเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นแน่ๆ รวมทั้งเชสก็อาจจะติดร่างแหไปด้วย ตอนนั้นฉันหมดหนทางจริงๆ จนฉันได้รับการติดต่อจากคนๆหนึ่ง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีข้อเสนอที่ทำให้ฉันตัดสินใจวางแผนการครั้งนี้ขึ้นมา คนๆนั้นก็คือ ลูเซียส เรมยังไงล่ะ” เดวิโต้เงยหน้าขึ้นมองตาของมัล ดวงตาเขาดูเศร้าหมองเมื่อพูดชื่อของคนๆนี้ขึ้นมา




สิ่งที่มัลได้ยินนั้นเขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ชื่อของชายที่เดวิโต้พูดออกมาจากปากนั้น ทำให้มัลถึงกับสะดุ้งทันที เป็นอาการแสดงออกทางอารมณ์ที่ต่างจากเดวิโต้อย่างสิ้นเชิง

“เป็นไปไม่ได้ ลูเซียสตายไปแล้วนี่” มัลลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างหน้าเดวิโต้ สายตาของเขาเปลี่ยนไป ดูเศร้าหมองหดหู่ราวกับว่า เกิดสิ่งเลวร้ายมากๆขึ้นกับคนสำคัญของเขา เดวิโต้ถึงกับประหลาดใจ ที่เห็นมัลแสดงอาการออกมามากขนาดนี้ ถึงแม้เขาจะเตรียมใจไว้แล้วว่า มัลอาจจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาบ้าง แต่ไม่นึกว่าจะถึงขนาดนี้ เพราะปกติแล้วมัลจะไม่แสดงอารมณ์เท่าไหร่ เหมือนกับว่าเป็นคนเย็นชาและไม่ใส่ใจสิ่งใด แต่จริงๆแล้วเขาแค่เป็นคนเก็บความรู้สึกส่วนตัวเอาไว้ และแสดงออกมาไม่ดีเท่าไหร่ จนคนทั่วๆไปเห็นว่าเขาเป็นคนเฉยชาไม่แยแสสิ่งใด และไม่มีอะไรมากระทบจิตใจของเขาได้

เมื่อเขาเห็นมัลแสดงอาการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนออกมา เดวิโต้มองดูอีกฝ่ายอย่างเห็นใจก่อนจะเริ่มเล่าต่อทันทีว่า “ลูเซียสติดต่อเข้ามาหาฉันในคืนวันหนึ่ง เขาเสนอข้อตกลงและนัดแนะเรื่องการพบเจอที่แหล่งพลังงาน เขาเล่าว่าโชคดีที่รอดมาได้ แต่ก็ถูกกลุ่มกบฏที่เหลือจับตัวไป ตอนแรกเขาก็พยายามขัดขืนและหาทางหนี แต่นานวันเข้าก็รู้ว่าการที่มีชีวิตอิสระ ดีกว่าอยู่อย่างเผด็จการกับกฎต่างๆของกลุ่มผู้ปกครอง เมื่อเขาเริ่มปรับตัวและเข้าได้กับกลุ่มกบฏแล้ว เขาจึงเริ่มช่วยคนเหล่านั้นฟื้นฟูแหล่งที่พักต่างๆ ช่วยเหลือด้านความเป็นอยู่และความรู้ด้านต่างๆ จนกลายเป็นว่าตอนนี้เขากลายเป็นคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกลุ่มกบฏไปซะแล้ว”

มัลมีสีหน้าวิตกทันทีเมื่อรู้ว่า เขาจะได้พบกับลูเซียสอีกครั้ง เดวิโต้ที่มองดูอยู่ก็รู้ว่าทำไมมัลถึงมีอาการวิตกขึ้นมา เพราะมีข่าวลือในช่วงที่ลูเซียสหายตัวไปว่า มัลเป็นหนึ่งในหน่วยที่ทำภารกิจหนึ่งในสงครามครั้งนั้น โดยที่ต้องแลกกับชีวิตของลูเซียส ข่าวลือขยายตัวออกไปกว้างขวางในช่วงจบภารกิจ มีทั้งผู้เห็นใจและไม่ยอมรับในตัวของมัล ไม่แปลกที่จะเขาตกใจเมื่อรู้ว่าจะได้มีโอกาสพบกับ คนที่เคยคิดว่าตายไปแล้ว
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby MiG-3.59NTF on Mon Jul 21, 2008 9:53 am

เดี๋ยวจะไล่ตามอ่าน ลืมอ่านเลย
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby Zamma on Tue Jul 22, 2008 11:51 pm

ผลงานไม่ค่อยได้ ตรวจทาน พอมานั่งอ่านเอง ทำไมพิมคำว่า ฉัน เยอะจังหว่า

ปล.ไปและ มีคนตามอ่านด้วย งิงิ
ปวดตับ เมื่อยไต ใจสั่น ฉันรักเธอ
Image
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby Zamma on Mon Jul 28, 2008 11:29 pm

[align=center]ตอนที่ 6
หมู่บ้านอัลเมซ่า
หน้าที่ 54-56
[/align]




“แล้วเรื่องเด็กคนนั้นจะเอายังไง...หมายถึงรีไวว์น่ะ” มัลถามเดวิโต้เพราะต้องการคำแนะนำว่าควรทำยังไงต่อดี และเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วย แต่คำตอบที่เขาได้รับนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย

“ฉันยกหน้าที่นี้ให้นายเลยละกัน” อีกฝ่ายยกมือขึ้นส่ายไปมา พลางก้มตัวลงหยิบหาของกินในตู้เย็น
“ว่ายังไงนะ” มัลอุทานออกมาเมื่อได้ยินเดวิโต้พูดคำนั้น “ทำไมคุณไม่ดูแลเธอเองล่ะ” เขาถามอย่างสงสัยก่อนที่คำตอบอันน่าประหลาดใจจะถูกถามกลับมา

“ตลอดสามปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยลืมตาเลยซักครั้ง เท่าที่ฉันได้เห็นตอนที่ปลดล็อคสายยังชีพ เข้าใจว่าเธอได้ลืมตาขึ้นมาและเห็นนายเข้าแล้ว ตามทฤษฏีเธอเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้นเอง และนายคือสิ่งแรกที่เธอมองเห็น ฉะนั้นเป็นไปได้ว่าจะมีเพียงนายคนเดียวเท่านั้นที่เธอจะยอมคลุกคลีด้วยในช่วงนี้” ว่าแล้วเขาก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ และส่งบอลแก้วที่ใช้งานผ่านทางเครื่องเอ็มซีออกมาให้กับมัล

“สิ่งนี้อาจจะช่วยให้เธอผ่อนคลายได้นะ ลองเอาไปให้เธอเล่นดูสิ” มัลรับบอลแก้วจากอีกฝ่ายก่อนที่จะคิดว่า เหตุผลที่เขาอ้างมานั้นเชื่อถือได้จริงหรือ

“เอาล่ะมัล นายลองเอาของกินไปให้เธอสิ ตอนนี้เธออาจจะหิวแล้วก็ได้นะ” เดวิโต้หันมามองเขาก่อนที่จะส่งสายตาประมาณว่า “ไปทำซะสิหน้าที่ของนายนะ แล้วก็ดูแลเธอดีๆล่ะ” ก่อนที่เขาจะผละจากตู้เย็นเดินกลับไปที่ห้องนักบินอีกครั้ง

มัลได้แต่จำยอมทำตามที่เดวิโต้แนะนำ เพราะถึงแม้จะให้เขาอยู่ในห้องนักบินก็ไม่มีประโยชน์อะไร และถึงยังไงเขาก็ไม่ค่อยจะปฏิเสธคำขอต่างๆของเดวิโต้อยู่แล้ว มัลเดินกลับไปที่โถงทางเดินส่วนกลาง แถวๆนั้นมีตู้เย็นขนาดเล็กตั้งอยู่ ภายในมีขนมปังต่างๆ น้ำดื่มและช็อคโกแลตแท่ง

“ทำไมตู้เล็กแค่นี้ถึงได้เย็นจัง” มัลบ่นอุบเบาๆพลางเลือกสิ่งของที่ต้องการ เขาเอื้อมมือหยิบของในตู้ และเลือกที่จะหยิบทุกอย่างออกมาอย่างล่ะหนึ่งชิ้น วางลงบนถาดเล็กๆ มือของเขาสั่นเพราะความเย็นและรู้สึกตัวร้อนๆหนาวๆ “ตู้เล็กแค่นี้ทำไมมันถึงเย็นขนาดนี้นะ” เขาบ่นอีกครั้งก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูห้องของเด็กสาว เขาเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องนอนอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังมากเกินไป

ประตูเปิดออกพร้อมกับมัลที่ก้าวขาผ่านเข้ามา เขาเตรียมตัวที่จะวางอาหารไว้ให้ และออกจากห้องไปก่อนที่เด็กสาวจะกรีดร้อง แต่ครั้งนี้แปลกไปเมื่อเด็กสาวดูจะจ้องมัลไม่วางตา และหนนี้ไม่ยักจะส่งเสียงร้องทำท่าขู่ เธอเอาแต่จ้องมองมัลอย่างจดจ่อด้วยสายตาที่ดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ สายตาที่จ้องมองดูจะลดความหวาดกลัวลงไปมากแล้ว ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่กว้างนัก ชายหนุ่มกับเด็กสาวต่างก็เงียบไม่ส่งเสียงอะไรออกมา มัลจึงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

เขาเริ่มจากการหยิบขนมปังก้อนกลมๆสีขาว ที่ราดด้วยเนยสีเหลืองอ่อนๆ แต่ดูไม่นิ่มเท่าไหร่เพราะเพิ่งออกจากตู้เย็น มัลยื่นขนมปังให้อย่างช้า เพราะกลัวว่าเด็กสาวจะตื่นตกใจ แต่กลับกลายเป็นว่าเธอรีบคลานเข้ามาคว้าขนมปังจากมือของมัล เธอบีบๆจับๆและใช้จมูกดมกลิ่นก่อนหมุนขนมปังก้อนนั้นไปมา เธอมีสีหน้างงๆเหมือนกับว่า เจ้าสิ่งนี้มันกินไม่ได้ ก่อนที่จะขว้างเจ้าขนมปังที่เย็นเฉียบไปที่มุมห้อง


“ไม่ชอบงั้นหรือ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ชอบอาหารชิ้นแรกที่ได้รับ คราวนี้มัลจึงหยิบช็อคโกแลตแท่งขึ้นมาฉีกห่อที่หุ้มไว้ออก มัลยื่นมือไปใกล้เด็กสาว ก่อนที่เธอจะมีท่าทีสนใจขึ้นมาอีกครั้งและทำท่าทางจะมาหยิบไป เด็กสาวคลานเข้ามาจนถึงปลายเตียง และเอื้อมมือออกมาเพื่อชิงเจ้าแท่งสีดำที่ส่งกลิ่นเย้ายวน แต่คราวนี้ไม่ง่ายอย่างครั้งแรก มัลดึงมือกลับมาอย่างรวดเร็วจนทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งจนผงะไป ก่อนจะกัดไปที่ปลายแท่งช็อคโกแลตและเคี้ยวอย่างช้าให้เธอดู - กรุ๊บๆ - ภายในห้องเล็กๆที่ทั้งสองคนนั่งอยู่ไม่มีเสียงใดๆเกิดขึ้น นอกจากเสียงเคี้ยวช็อคโกแลตในปากของมัล คราวนี้เด็กสาวจ้องมองดูอย่างไม่กระพริบตา เธอพยายามคลานเข้ามาใกล้มัลทีละนิดอย่างช้าๆ

“อ๊าๆ” เด็กสาวส่งเสียงร้องเหมือนกับว่า ต้องการขอช็อคโกแลตจากมัล เธอนั่งคุกเข่าสองข้างยืดตัวขึ้นตรง และยื่นมือข้างซ้ายออกมาช้าๆ มือข้างนั้นสั่นเทิมไปด้วยอะไรมัลก็ไม่รู้ แต่เขาก็คาดเดาได้ว่าน่าจะเกิดจากความหวาดกลัว จากตัวเขาเองหรืออาจเพราะแค่เจอสิ่งไม่คุ้นตาเท่านั้น

“อยากได้งั้นหรือ” มัลค่อยๆยื่นมือออกไปที่นิดๆ ส่วนเด็กสาวก็ค่อยๆเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อเข้ามาใกล้กันพอสมควร เด็กสาวก็เอื้อมมือมาคว้าช็อคโกแลตจากมือของมัลไปอย่างรวดเร็ว และคลานถอยหลังกลับไปที่มุมเตียง เธอมองดูช็อคโกแลตเขม็งก่อนที่จะลองทำตามมัล เธอเริ่มจากค่อยๆกินที่ปลายชิ้นเล็กๆและเคี้ยวอย่างช้าๆ สีหน้าของเด็กสาวค่อยๆดูสดใสมากยิ่งขึ้น จากที่เคยทำหน้าบึ้งตึงและไม่เป็นมิตรตลอดเวลา กลับกลายเป็นใบหน้าที่เหมาะสมกับเด็กสาวอายุหกปี เธอกินมันอย่างรวดเร็ว สักพักช็อคโกแลตในมือของเธอก็หมดลง เหลือแต่เศษฟลอยที่ขาดเละเทะเต็มเตียง มัลเดินอ้อมไปที่มุมห้องอีกด้านตรงที่ขนมปังถูกขว้างทิ้งไว้ เขาหยิบมันขึ้นมาก่อนที่จะฉีกขนมปังออกมาชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่ง

“จะลองอันนี้ดูไหม” มัลยื่นขนมปังให้กับเธออีกครั้ง เธอมองอย่างสงสัยก่อนที่จะคลานเข้ามาอย่างช้าๆ คราวนี้เธอเอื้อมมือมาหยิบจากมือของมัล โดยที่ไม่ดึงมือกลับไปทันที ขนมปังชิ้นนี้ดูแล้วนุ่มนิ่มและหอมหวานชิ้นเล็กพอดีคำกับปากของเธอ อาจเป็นเพราะถูกความเย็นที่หมดไป ทำให้ขนมปังนิ่มขึ้นพอที่เด็กตัวน้อยจะกินได้ - หยับๆ - เสียงของเธอเคี้ยวขนมปังอย่างเอร็ดอร่อย

“เอาล่ะ น้ำอยู่ตรงนี้นะฉันจะออกไปแล้ว” มัลพูดพลางบิดเปิดฝาขวดน้ำตั้งไว้ บนถาดวางของข้างหน้าประตู ก่อนที่จะหันหลังเปิดประตูห้องออกไป เด็กสาวได้แต่นั่งมองดูขวดน้ำใสแจ๋วที่วางไว้ กับประตูที่ปิดลงโดยไม่มีมัลอยู่ในห้อง และมัลเดินกลับมานั่งลงตรงที่ผู้ช่วยในห้องนักบิน




“เป็นยังไงบ้างล่ะ” เดวิโต้หันมาถามขณะที่สายตายังจ้องมองไปนอกหน้าต่าง
“ผมหาอะไรให้กินไปแล้วล่ะ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยกลัวผมแล้วด้วย” มัลพูดไปพลางยิ้มเล็กๆที่มุมปากโดยไม่รู้ตัว

“ท่าทางมีความสุขนะ” เดวิโต้ทักมัลทันทีที่แอบเห็นเขาอมยิ้มเล็กๆ แต่ก็สังเกตได้ว่ามัลมีท่าทางอ่อนเพลีย สายตาที่ดูเหมือนคนอดนอน และสภาพร่างกายสั่นๆดูเหมือนไม่สบาย “เป็นอะไรหรือเปล่ามัล”

“ไม่นี่” มัลรีบตีสีหน้าปกติทันทีและหันไปมองหน้าต่างข้างๆกลบเกลื่อน เขายกมือข้างซ้ายของตัวเองขึ้นมาดู มือของเขาสั่นอย่างแปลกประหลาด ถึงแม้เขาจะพยายามทำให้มันหยุดแต่ก็ไม่เป็นผล “สงสัยเราจะไม่สบายแฮะ นอนสักพักก็คงหาย” เขานึกในใจขณะที่นั่งทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง และพยายามเก็บอาการให้พ้นสายตาของเดวิโต้

การเดินทางยังคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยสามวัน ระยะทางไปแหล่งพลังงานไม่ใช่ใกล้ๆ เส้นทางที่ต้องผ่านมีทั้งป่าเขาและพื้นทราย ส่วนยานลำนี้ก็สามารถเร่งความเร็วได้ไม่เกิน ร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซ้ำยังใช้ระบบล่องหนเพื่อหลบการตรวจจับของ กองรักษาการณ์และหน่วยพิเศษที่ออกค้นหาพวกเขากันจ้าละหวั่น ทำให้การเดินทางทำได้ช้ากว่าปกติ

- ปี๊บๆ ปี๊บๆ - มีเสียงสัญญาณติดต่อเข้ามาจากแผงควบคุมที่ห้องนักบิน “เฮ้..มัล จอห์นนี่ติดต่อเข้ามาน่ะ” เดวิโต้บอกกับมัลก่อนที่เขาหันหน้าเข้าหาอีกฝ่ายพลางยืนมือไปกดปุ่มเพื่อตอบรับ ตัวฉายภาพตรงแผงควบคุมเริ่มทำงานทันที มันปรากฏเออกมาเป็นภาพสามมิติ ลอยคว้างอยู่เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคน

“พ่อคะ” นั้นคือคำพูดแรกที่ดังออกมา
“โธ่เชส อย่าดันฉันสิ ถอยออกไปหน่อย” จอห์นนี่ที่ตอนนี้ถูกดันไปติดกับเบาะนักบินของยานร้องบอก
“เชสลูกพ่อ ปลอดภัยดีไหม”
“ค่ะพ่อ” เธอทำหน้าตาใสซื่อ เหมือนกับจากกันนานแสนนาน
“โธ่เชส ถอยไปก่อนขอคุยธุระแปปนึงสิ” จอห์นนี่ที่ถูกดันจนติดเบาะนั่ง ใช้แขนทั้งสองข้างดันหลังของเชสออกไป เมื่อเชสถูกพลักจนเซถลาออกมา เธอก็ถอยหลบออกมายืนด้านหลังกับเนอิด้วยท่าทีไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ส่วนจอห์นนี่ก็เอามือรวบผมของเขาและจัดทรงให้ดูดีก่อนที่จะเริ่มต้นพูดเข้าประเด็น

“ตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว” เขาตีสีหน้าเคร่งเครียดเข้าใส่อีกฝ่าย
“ออกมานอกสหพันธ์ได้ เกือบสิบกิโลเมตรแล้วล่ะ” เดวิโต้ทำสีหน้าหงุดหงิดตอบกลับไป
“อืม งั้นตอนนี้ฉันก็ล่วงหน้านายอยู่ประมาณห้ากิโลเมตร เราจะเอายังไงต่อจากนี้กันดีล่ะ” เดวิโต้ครุ่นคิดว่าควรจะทำยังไงต่อไป หลังจากที่จอห์นนี่ได้ถามความเห็นของเขา ทั้งสองฝ่ายนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะมีเสียงพูดดังขึ้นว่า

“อีกไม่ถึงสามสิบกิโลเมตรมีหมู่บ้านเล็กๆอยู่แห่งหนึ่ง เราควรนัดพบกันที่นั้นก่อน และจะได้จัดเตรียมเสบียงเอาไว้ใช้เดินทางด้วย” มัลพูดแทรกเขามา ซึ่งทั้งเดวิโต้ก็มีท่าทางเห็นด้วยกับความคิดนี้
Last edited by Zamma on Wed Jul 30, 2008 11:16 am, edited 1 time in total.
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby MiG-3.59NTF on Tue Jul 29, 2008 4:15 pm

สอบอยู่ ไม่มีเวลาอ่าน แล้วก้ไม่มีเวลาแต่งของตัวเองด้วย ช่วงนี้แตะคอมได้เฉพาะเสาร์-อาทิตย์

ปล. ส่วนตอนนี้ นั่งทำรายงานอยู่
Image
User avatar
MiG-3.59NTF
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 160
Joined: Sat Feb 16, 2008 3:25 pm
Location: หน้าคอม แต่งนิยายไม่ก็เล่นเกม

Postby Zamma on Sun Aug 10, 2008 12:02 am

[align=center]หน้าที่ 57-62[/align]


[size=117]“ตกลงไหม” เดวิโต้พูดเสริมให้กับความคิดของมัล ส่วนจอห์นนี่ยังคงครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “ตกลง เราจะลงจอดห่างจากหมู่บ้านนั้นห้ากิโลเมตรเพื่อหาที่หลบซ่อน เอาไว้ใกล้ถึงเมืองเมื่อไหร่ ค่อยติดต่อเจอกันที่จุดนัดพบนะ” จอห์นนี่ตอบกลับมาได้ทัน ก่อนที่จะถูกเชสผลักจนตกเก้าอี้

“พ่อคะแล้วเจอกันที่นั่นนะ”
“ตกลงลูก อีกไม่นานเราก็จะได้พบกันแล้ว” ทั้งสองพ่อลูกพูดคุยกันราวกับว่าไม่ได้พบกันเสียนาน
เมื่อพ่อลูกทั้งสองพูดคุยกันจนจบ เนอิก็ถือโอกาสไถ่ถามสารทุกสุขดิบของพี่ชายตัวเองทันที

“พี่คะสบายดีไหม” เนอิถามหามัลด้วยท่าทีสดชื่นที่เห็นเขาปลอดภัยดี “อืมพี่ไม่เป็นอะไร” มัลตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แม้ว่าในใจจะโล่งอกที่เห็นเนอิปลอดภัยดี การสนทนาของมัลและเนอิจบลงโดยการถามไถ่สารทุกสุขดิบเล็กน้อย ก่อนจะบอกลากันอย่างเรียบง่าย ภาพสามมิติค่อยๆเลือนหายไป ทั้งมัลและเดวิโต้ต่างก็รู้สึกผ่อนคลายที่รู้ว่าจะได้เจอกับคนสำคัญของเขาทั้งสองในอีกไม่ช้า

ตอนนี้ยานของเดวิโต้บินผ่านมาถึงส่วนที่เป็นผืนป่าทางใต้ของเมืองสหพันธ์ พวกเขาลงจอดบริเวณพื้นที่ป่าไม้หนาทึบ ซึ่งอยู่ระหว่างทางผ่านที่จะไปยังแหล่งพลังงาน ยานลงจอดค่อนข้างลำบากเพราะมีพื้นที่ว่างไม่มากเท่าไหร่ เดวิโต้ปิดสวิทซ์ต่างๆของเครื่องบิน ก่อนที่เขาจะเช็คข้อมูลการคงสภาพของระบบล่องหนเอาไว้ มัลลุกขึ้นจากเก้าอี้ผู้ช่วยกัปตันก่อนที่จะถามเดวิโต้ว่า

“วันนี้เราจะหยุดพักผ่อนกันตรงนี้หรือ” สีหน้าของมัลดูไม่ดีเท่าไหร่ แม้ว่าเขาจะพยายามทำให้ดูเหมือนปกติ

“ใช่แล้ว นายก็ไปพักผ่อนซะเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วนี่” เดวิโตตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูห่วงใย
“มีห้องที่ยังว่างอีกหลายห้องเลือกเอาละกันนะ ฉันก็ขอตัวไปนอนเหมือนกันละ” เขาพูดพลางเดินออกจากห้องนักบินไปอย่างอ่อนแรง เพราะเดินทางมาทั้งวัน ส่วนมัลก็เดินตามไปติดๆด้วยอาการจะล้มไม่ล้มแหล่ แต่เขาก็ยังคงฝืนตัวเองเอาไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายจับสังเกตได้ มัลเดินมาตามทางก่อนที่จะเห็นเดวิโต้ยืนนิ่งอยู่อีกด้านของประตูส่วนกลาง

“ทำอะไรอยู่น่ะ” มัลถามด้วยความสงสัย ก่อนที่เดวิโต้จะชี้ให้ดูบางอย่างด้านหน้าของเขา เป็นเด็กสาวนั้นเองที่กำลังยืนหมุนไปมา เหมือนรออะไรบางอย่างอยู่ ดูเธอกำลังมองหาใคร แต่เมื่อมัลโผล่หน้าออกมาให้เธอเห็น เธอกลับสะดุ้งโหยงก่อนที่จะวิ่งกลับเข้าไปในห้องของเธอทันที

“แปลกเด็กจริงๆสงสัยจะหิวมั้ง” เดวิโต้พูดพลางเดินไปหยุดยืนที่หน้าห้องที่ติดกับห้องของเด็กสาว

“ผมจะสั่งปิดล็อคระบบประตูทางเข้าออกหลักเอาไว้นะ” มัลบอกกับเดวิโต้โดยที่ไม่นึกแปลกใจกับ ท่าทีประหลาดๆเมื่อครู่ของเด็กสาว ก่อนที่เดวิโต้จะพยักหน้าตอบกลับมาและพูดว่า

“นายก็รีบๆนอนเข้าล่ะอย่าฝืนตัวเองมากนัก ในตู้ริมผนังพอมียาลดไข้อยู่บ้าง กินซะพรุ่งนี้ไข้คงลดลง ราตรีสวัสดิ์” เดวิโต้ชี้นิ้วไปที่ผนังตรงข้ามกับประตูห้องของเขา โดยมีตู้ทรงที่เหลี่ยมขนาดกระทักรัดแขวนอยู่

“ราตรีสวัสดิ์” มัลพยักหน้ารับอย่างเหนื่อยอ่อน ในที่สุดเดวิโต้ก็รู้ว่าเขามีอาการไม่สบาย ทั้งๆที่เขาตั้งใจไว้ว่าจะอยู่เฝ้ายามไปจนถึงตอนเช้า ถ้ากินยาก็คงช่วยบรรเทาอาการไข้ได้บ้าง

“เฮ้.. อีกอย่างนะ” เดวิโต้ยื่นหน้าโผล่ออกมาจากประตูห้อง โดยมีแขนแง้มประตูไว้ “ไม่ต้องอยู่เวรยามล่ะ ยานลำนี้มีระบบเตือนภัยชั้นหนึ่งไม่ต้องกังวล แล้วก็กินยาเข้านอนซะพรุ่งนี้ยังต้องเดินทางอีกไกล” เดวิโต้จ้องหน้ามัลที่ยืนอยู่ห่างตู้ยาอย่างอ่อนโยน “อืม” มัลตอบรับคำอย่างเรียบๆ ก่อนที่เขาจะกดสวิทซ์ติดตั้งระบบต่างๆเอาไว้ เพื่อไม่ให้ใครเข้าและออกนอกยานได้ รวมถึงเด็กสาวด้วย

เมื่อตั้งระบบเสร็จและหยิบยาจากตู้มากินเรียบร้อยแล้ว มัลก็เดินเข้าไปยังห้องว่างห้องหนึ่งที่อยู่ถัดมาจากห้องของเดวิโต้ ภายในห้องนั้นมีขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่ มีพื้นที่กว้างพอที่จะวางเตียงสำหรับหนึ่งคนนอนได้และมีที่ว่างเหลือเอาไว้เดินไปมาได้นิดหน่อย

มัลเอื้อมมือไปปิดไฟและล้มตัวลงนอน ความเหนื่อยล้าทั้งวันที่ผ่านมาบวกกับอาการไข้ ทำให้เขาหลับทันทีเมื่อหัวถึงหมอน เวลาผ่านไปได้ไม่นานเท่าไหร่เมื่อทุกคนนอนหลับสนิทจนหมดแล้ว เด็กสาวตัวน้อยก็เดินออกมาจากห้องนอนอย่างระมัดระวัง เธอเดินสำรวจทุกอย่างในยานอย่างสงสัย เริ่มจากตูสี่เหลี่ยมใบเล็กที่มีไอเย็นลอยออกมา และมีของบางอย่างที่เธอคุ้นตาและจำรสชาติของมันได้ดีคือ ช็อคโกแลตแท่งนั่นเอง

เธอหยิบมันออกมาและพยายามฉีกห่อพลาสติกที่หุ้มเอาไว้อยู่สักพักใหญ่ จนเมื่อแกะห่อได้เธอก็เดินดูสิ่งต่างๆในยานพลางกินช็อคโกแลตไปด้วย เธอดูทุกสิ่งอย่างสงสัยแตะนิดจับหน่อยไปทั่ว จนเมื่อเธอสัมผัสถูกกับสวิตซ์ข้างกำแพงในห้องส่วนกลาง ก็ปรากฏเป็นจอภาพสี่เหลี่ยมขึ้นมาที่ผนังห้อง เธอตกใจอ้าปากหวอและถอยหลังไปชิดกำแพงอีกด้าน เมื่อเห็นสิ่งแปลกประหลาดโผล่ออกมาต่อหน้าต่อตา ภาพยังคงฉายไปเรื่อยๆและสลับสับเปลี่ยนไปมา จนเธอเริ่มที่จะคุ้นเคยกับมัน สิ่งนี้คือรายการทีวีที่ฉายตลอดคืนนั่นเอง

รีไวว์นั่งมองดูอย่างสงสัยในสิ่งที่เธอเห็น มีคำพูดมากมายที่เธอไม่เข้าใจและผู้คนที่อยู่ในภาพนั้นก็ทำกิจกรรมต่างๆตั้งแต่ หัวเราะ ร้องไห้ โกรธ พูดคุยกันอย่างออกรส เล่นกีฬาต่างๆ รีไวว์ลองยื่นมือเข้าไปแตะกับภาพที่ลอยอยู่ จู่ๆมันก็เปลี่ยนไปที่รายการอื่น คราวนี้เป็นละครชีวิตเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ถูกผู้หญิงคนรักบอกลาและจากไป ทิ้งไว้เพียงลูกน้อยให้อยู่กับพ่อโดยลำพัง ดูเหมือนรีไวว์จะชอบรายการนี้มากๆ เธอนั่งจ้องตาไม่กระพริบและไม่มีทีท่าว่าจะเลิกง่ายๆ เวลาผ่านไปเรื่อยๆรีไวว์ก็ยังคงนั่งมองดูละครทีวีอยู่ เธอเริ่มที่จะเรียนรู้คำพูดต่างๆที่ได้ดูและได้ฟังจากละครทีวี จนเวลาล่วงเลยหลายขั่วโมงเธอก็ค่อยๆหลับลงที่กลางห้องโถงนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นพระอาทิตย์ส่องแสงแดดอ่อนๆผ่านเข้ามายังกระจกห้องต่างๆภายในยาน เดวิโต้ลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆและหาววอดใหญ่หนึ่งที “ฮ้าว....” เขาออกจากห้องนอนเพื่อจะตรงไปที่ห้องน้ำ แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ารีไวว์นอนหลับอยู่ที่ห้องโถง โดยที่มีซองขนมวางเกลื่อนพื้นและจอทีวีที่ยังคงฉายละครอยู่แต่กลายเป็นเรื่องใหม่ไปแล้ว

“ออกมาทำอะไรตรงนี้นะ” เขาพูดกับตัวเองก่อนที่จะเดินเข้าไปอุ้มรีไวว์ขึ้นมา และพาไปยังห้องนอนของเธอ “ฟื้ด” เสียงประตูเปิดออกก่อนที่เดวิโต้จะค่อยๆวางรีไวว์ลงอย่างนุ่มนวล เขาเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มมาคลุมร่างของเธอเอาไว้ก่อนที่จะมองดูอย่างอ่อนโยนและพูดว่า “หลับให้สบายนะเด็กน้อย”

จนเมื่อเวลาสายแก่ๆแล้วตอนนี้มัลก็ตื่นขึ้นมาและพร้อมที่จะเดินทางต่อโดยที่เดวิโต้ได้นั่งรออยู่ในห้องนักบินแล้ว

“อรุณสวัสดิ์ หลับสบายไหม” เดวิโต้ถามแต่จากที่เขาหันมามองดูก็รู้ว่ามัลคงจะนอนหลับไม่สบายเท่าไหร่ เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อวานนี้คงจะไม่ทำให้เขาหายเหนื่อยล้าได้ด้วยการนอนหลับเพียงแค่หนึ่งคืนแน่ๆ แต่มัลก็ตอบกลับมาว่า “สบายดี” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆอย่างเช่นเคย และเดินมานั่งที่ผู้ช่วยนักบินทันที

“ขอถามอะไรอย่างสิมัล” เดวิโต้ถามด้วยสีหน้าวิตกกังวลเล็กน้อย
“อะไรหรือ” เขาตอบรับโดยที่ไม่ได้หันหน้ามามองอีกฝ่าย
“การที่ฉันขอร้องให้นายช่วยงานครั้งนี้.... นายเต็มใจไหม” สีหน้าของเดวิโต้เริ่มวิตกมากกว่าเดิม เมื่อคำถามหลุดออกมาจากปากของเขา มัลยังไม่ตอบในทันทีเขามองหน้าอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูสดใสต่างจากที่เคย

“ผมเคยคิดว่าจะเลิกทำงานแบบนี้มาแล้ว ตอนที่เข้าไปหาคุณเมื่อวาน แต่ก็มีบางสิ่งที่ผมยังไม่อาจตัดใจจากไปได้ คือการที่รู้ว่าคุณและเชสถูกปองร้ายจากกลุ่มผู้ปกครอง และขอให้ผมช่วยคุณในการเดินทางไปยังแหล่งพลังงาน ผมคิดว่าสิ่งนั้นคือเหตุผลที่ผมเต็มใจจะช่วยพาคุณและเชส ไปยังแหล่งพลังงานอย่างปลอดภัยเท่าที่ผมจะช่วยได้” เดวิโต้สังเกตเห็นรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากของมัลเวลาเขาเอ่ยชื่อเชสออกมา เดวิโต้นึกในใจเมื่อรู้ว่ามัลยังคงแอบชอบลูกสาวของเขาอยู่ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกันเมื่อสามปีก่อนและยังคงเก็บความรู้สึกเอาไว้เหมือนเคย นี่คงเป็นเหตุผลที่มัลยังยอมช่วยคุ้มกันพวกเขาอยู่

“เอาล่ะ เมื่อหมดคำถามแล้วก็ออกเดินทางกันเถอะ” มัลบอกกับเดวิโต้ก่อนที่เขาจะทำสีหน้าเรียบเฉยอย่างเคยและหันกลับไปคอยกดสวิตซ์ต่างๆ บนแผงควบคุมเพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทาง บทสนทนาจบลงเดวิโต้ก็หันกลับมาเพ่งความสนใจไปที่การบังคับยานเพื่อลอยลำขึ้น เขากดสวิตซ์ต่างๆและกำคันบังคับยานเอาไว้ในมือ ข้อมูลบนจอแสดงผลบ่งบอกว่ายานพร้อมที่จะออกเดินทางได้แล้ว

“เอาล่ะเตรียมพร้อม… ไปได้” เดวิโต้ดึงคันบังคับเข้าหาตัวเพื่อนำยานลอยขึ้นจากพื้นดิน ก่อนที่ยานจะพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง เสียงเครื่องยนต์และไอพ่นดังสนั่นเป็นวงกว้าง และยานก็ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนจะค่อยๆสลายและกลมกลืนไปกับสีฟ้าและสีขาวของก้อนเมฆ



“เอาล่ะ อีกไม่นานพวกเราก็จะถึงหมู่บ้านข้างหน้าแล้ว” จอห์นนี่หันมาบอกกับเชสและเนอิ ขณะที่บังคับยานให้ลอยไปตามทางด้านหน้า ที่เต็มไปด้วยผืนทะเลทรายที่กว้างขวางและแห้งแล้ง

“เฮ้อ... เมื่อวานยังอยู่ในเมืองสบายแท้ๆ วันนี้ต้องระหกระเหินเดินทางมายังที่ห่างไกลแบบนี้” เชสบ่นกับตัวเองอย่างอ่อนใจด้วยสีหน้าเศร้าๆ ขณะที่มือทั้งสองข้างเท้าคางของเธออยู่ กับสายตาที่เหม่อมองไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย “ห้องนอนก็เล็กนิดเดียวเตียงก็ไม่นุ่มห้องน้ำก็ไม่สะอาด ยานลำนี้ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ” เธอบ่นดังพอที่จะให้จอห์นนี่ได้ยินเสียงอันเหนื่อยหน่ายของเธอ

“อุตส่าพาหลบหนีออกมา ยังจะมากัดฉันอีกนะ” จอห์นนี่บ่นเบาๆกับตัวเองด้วยอารมณ์รำคาญนิดหน่อย
“หือ นายว่าไงนะ” เชสหันมาถามกับเขาพร้อมกับทำสีหน้าสงสัยว่าจอห์นนี่พูดอะไรงึมงำ
“ปะ...เปล่านี่ ฉันไม่ได้พูดอะไรซักหน่อย” จอห์นนี่พูดกลบเกลื่อนพลางทำท่าทางตั้งใจบังคับยาน (ฉันไม่ถูกกับยัยนี่จริงๆเลยแฮะ)
“เนอินั่งอยู่อย่างนี้ทั้งวันเมื่อยแย่ไปเดินเล่นกันเถอะ” เชสชวนเนอิที่กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ผู้ช่วยกัปตัน เพื่อออกไปเดินรอบๆยานเล่นกับเธอ

“ขอบใจนะเธอไปเถอะ ฉันต้องอยู่ช่วยจอห์นนี่ก่อน” เนอิยิ้มแย้มให้กับเชสก่อนที่จะบอกว่าเธอต้องอยู่ช่วยจอห์นนี่

“นั่งไปก็ไม่มีอะไรหรอกให้ตานี่ทำไปเถอะ เขาทำคนเดียวได้อยู่แล้ว” พูดเสร็จเชสก็ฉุดแขนเนอิให้ลุกขึ้นเพื่อไปเดินเล่นกับเธอ

“ไปเถอะเนอิ ฉันแค่นั่งตรวจตราเส้นทาง เธอไปเดินยืดเส้นยืดสายเถอะ”
“ใช่แล้วตานี่นะเขานั่งเก้าอี้ทั้งวัน ไม่เมื่อยหรอก” พูดเสร็จเชสก็พาตัวเนอิออกไปจากห้องนักบินทันที โดยทิ้งให้จอห์นนี่นั่งโด่เด่อยู่คนเดียว “เฮ้อ เหนื่อยใจกับยัยนี่จริงๆ ฉันก็ปวดหลังเป็นเหมือนกันนะ” เขาพูดพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่และเอามือทั้งสองข้างบีบๆจับๆที่หลังของตน

เชสพาเนอิเดินวนรอบๆยานอย่างเบื่อหน่าย ยานลำนี้กว้างขวางพอที่จะเดินวนไปมาได้หนึ่งถึงสองรอบภายในสองนาที “โอ๊ยๆคับแคบ ฉันอยากจะไปเดินเล่นๆๆ” เชสบ่นเสียงดังกับตัวเองอย่างหัวเสีย แต่เนอิกลับยิ้มเมื่อเห็นเชสกำลังสติแตก

“ยิ้มทำไมกัน ฉันกำลังหงุดหงิดนะ” เชสหันมองเนอิอย่างอารมณ์ไม่ดี เมื่อเห็นเนอิยิ้มเล็กยิ้มใหญ่อยู่สบายใจ “เธอนี่รู้สึกวันนี้จะอารมณ์ดีจังเลยนะ” เชสถามกับเนอิอย่างแปลกใจ

“ก็อีกไม่นานฉันก็จะได้พบพี่ชายแล้วนี่นา ไม่เจอหน้ากันนานแล้วด้วย” เนอิพูดไปพลางอมยิ้มแก้มตุ่ย “แค่สองวันกว่าๆนี่นะ แล้วเจอหน้าหมอนั่นก็ไม่เห็นน่าดีใจตรงไหนเลย” เชสบ่นอุบเพราะมัลทำให้เนอิอารมณ์ดี แต่สำหรับเธอแล้ว เจอหน้ามัลกลับทำให้อารมณ์เสียมากขึ้น

“นี่ๆเชส พี่ชายก็ไม่ได้ทำหน้าที่คุ้มกันเธอแล้วนี่ เขาคงไม่เข้ามายุ่มย่ามกับเธอหรอก” เนอิพูดปลอบใจอีกฝ่ายพลางเอื่อมมือไปแตะที่หัวไหล่

“ดีสิ จะได้ไม่ต้องมาคอยพูดว่า” เชสใช้มือซ้ายบีบจมูกตัวเองและทำท่าเลียนแบบมัล ด้วยเสียงเรียบๆเย็นชาว่า “อย่าไปทางนั้นอันตราย ทางนี้ก็ไม่ได้ อย่ายืนใกล้กระจก อย่าไปที่โล่ง ห้ามไปไหนมาไหนคนเดียว ก้มลงซะเมื่อมีอะไรเกิดขึ้น โอ๊ยๆๆๆ เซ็งกับคำพูดพวกนี้จริงๆเลย” เธอบ่นอย่างอารมณ์เสียพร้อมกับกระโดดย่ำเท้าลงกับพื้นอย่างรุนแรงเพื่อระบายอารมณ์ แต่สำหรับเนอินั้นคำพูดของมัลกลับทำให้เธอรู้สึกอิจฉาเชสมาก

“สำหรับเธออาจจะรำคาญคำพูดพวกนั้นนะเชส แต่ว่าฉันอิจฉาเธอมากเลยล่ะ” เนอิก้มหน้าลงอย่างอายๆ “น่าอิจฉาตรงไหนกัน น่ารำคาญสิไม่ว่า” เชสยังคงอารมณ์เสียเมื่อพูดถึงเรื่องนี้อยู่

“น่าอิจฉาสิ เพราะพี่ชายไม่เคยพูดคำพวกนี้กับฉันเลย” เนอิพูดอย่างรู้สึกเสียใจหน่อยๆ แต่ก็รู้ดีว่าที่มัลไม่พูดนั้นเพราะเนอิสามารถดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดีโดยที่เขาไม่ต้องคอยบอก

“เจ้านั่นทำให้เธอเสียใจเรอะ เดียวเจอหน้ากันฉันจะจัดการให้เอง” เชสบอกกับเนอิพลางชูแขนซ้ายขึ้นและใช้มือขวาถกเสื้อเชิ้ตแขนสั้นของเธอขึ้นไป เมื่อเห็นว่าเนอิมีท่าทีน้อยใจเพราะเชสเข้าใจว่ามัลไม่ค่อยสนใจใยดีเนอิเท่าที่ควร เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ดูเนอิจะห่วงใยและเอาใจใส่มัลมากกว่า

“ฉันบอกแล้วเนอิ เธอน่ะมาเป็นน้องสาวฉันดีกว่าเป็นน้องสาวเจ้านั่นนะ” เชสอยากให้เนอิและเธอ
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby 青 お姉さん on Mon Aug 11, 2008 12:50 am

ขยันขิงๆ ...

ทั้งๆที่อยู่บ้านเดียวกัน ( ฮา )

/me เผ่น
Image

The Great Archives determine you to have gone by the identity : High Priestess of The Arctic

Known in some parts of the world as : Curse of The Lost

The Great Archives Record : A lonely one who guides the lost - but not to safety, to their doom.
User avatar
青 お姉さん
F.F. Fallen Arch Angel
F.F. Fallen Arch Angel
 
Posts: 151
Joined: Sun Feb 10, 2008 9:53 pm
Location: どこかで孤独な道

Postby Zamma on Sat Aug 23, 2008 11:58 pm

[align=center]หน้าที่ 63-67[/align]



“ฉันบอกแล้วเนอิ เธอน่ะมาเป็นน้องสาวฉันดีกว่าเป็นน้องสาวเจ้านั่นนะ” เชสอยากให้เนอิและเธอเป็นพี่น้องกันมากกว่าที่จะให้เนอิเป็นน้องสาวของมัล ด้วยความน่ารักโอบอ้อมอารีของเธอ ดูจะเป็นที่รักใคร่ของทุกๆคน และดูจะห่างไกลกับคำว่าน้องสาวของนาย มัลลิแกนซ์ สเปียร์ ซะเหลือเกิน ทั้งรูปร่างหน้าตาบุคลิกอุปนิสัยที่ไม่น่าเข้ากันได้เลย

“ขอบใจนะที่ชวน แต่ยังไงฉันก็ยังเป็นน้องสาวของพี่ชายอยู่ดี” เนอิยิ้มตอบรับคำชวนของเชสอย่างอบอุ่น “เอาอย่างนี้ไหม เธอก็เป็นแฟนกับพี่ชายสิเราจะได้เป็นพี่น้องกัน” เนอิพูดแหย่เชสอย่างติดตลก แต่สีหน้าของอีกฝ่ายดูจะตกใจปนขนลุก

“หยุดๆๆ คำพูดเมื่อกี้ถือว่าฉันไม่เคยได้ยิน และต่อไปห้ามพูดอีกนะ ฉันกับเจ้านั่นเราไม่มีวันเป็นอย่างที่ว่าแน่ๆ” เชสอุทานออกมาเสียงดังลั่นพลางชี้นิ้วมือส่ายไปมา เธอทำท่าทางปฏิเสธทุกอย่างเกี่ยวกับมัล

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ เสียงดังลั่นไปทั่วยานเลย” จอห์นนี่ร้องทักออกมาจากห้องนักบินด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เกี่ยวกับนายหรอกน่า ขับยานไปซะ” เชสตวาดกลับไปด้วยเสียงดังกว่าเก่า จอห์นนี่ถึงกับสะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียงเชสร้องบอกกลับมา

“อะไรกันฟ่ะ เราอุตส่าห์ถามด้วยความเป็นห่วง ดันถูกด่าซะนี่” จอห์นนี่บ่นกับตัวเองอย่างหัวเสีย
“บ่นอะไรน่ะ ฉันได้ยินนะ” เชสร้องบอกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เฉียบแหลมกว่าเก่า
“ป่ะ เปล่านะ ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย” จอห์นนี่ตอบกลับอย่างลุกลี้ลุกลนและทำทีเป็นบังคับยานอย่างขมักเขม่น “ทำไมฉันต้องกลัวยัยนี่ด้วยนะ ชาติที่แล้วเคยไปทำกรรมอะไรไว้กับเธอยังงั้นหรือเนี่ย โธ่ๆๆ” เขาบ่น กับตัวเองอย่างอ่อนใจ พลางคิดว่าแพ้ทางเชสจริงๆไม่ขอเป็นศัตรูด้วยจะดีกว่า


จากการเดินทางข้ามวันข้ามคืนผ่านไปเรื่อยๆ จากกลางวันสู่กลางคืนสลับวนไปมาสามวัน วันแรกของการเดินทางค่อนข้างช้า ระยะทางจากประตูทิศใต้ของเมืองสหพันธ์ออกมามีพวกกองรักษาการณ์คอยตรวจตรามากมาย กว่าจอห์นนี่จะหาทางเล็ดลอดออกมาไกลจากประตูเมืองก็ตกดึกแล้ว โดยพวกเขาลงจอดใกล้ๆกับป่าทางใต้ห่างจากเมืองออกมา ส่วนวันที่สองค่อนข้างไปได้เร็วกว่าเดิม กองรักษาการณ์ค่อนข้างจะน้อยเมื่อออกห่างมาจากเมือง สภาพแวดล้อมระหว่างทางจะเป็นพวกทุ่งร้างซะส่วนใหญ่ มีกองหินและพุ่มไม้แห้งๆอยู่ตลอดเส้นทาง การเดินทางทำได้ง่ายกว่าวันแรกมาก พวกเขารีบมุ่งหน้าเดินทางจนดึกจึงค่อยหยุดพักแรม

รุ่งเช้าของวันที่สามจอห์นนี่เร่งเดินทางไกลโดยไม่หยุดพัก เขาบินผ่านทุ่งร้างโดยเร่งความเร็วได้เต็มที่ และเดินทางได้สะดวกเพราะ แทบจะไม่มีกองรักษาการณ์เลยเมื่อออกมาห่างจากเมืองสหพันธ์ มาไกลเกือบเจ็ดสิบกิโลเมตรแล้ว จอห์นนี่เดินทางโดยต้องการไปให้ถึงหมู่บ้านโดยเร็ว เพื่อเตรียมตัวและพักผ่อนรอเดวิโต้และมัลที่จะมาสมทบกันที่หมู่บ้านนี้

ในที่สุดจอห์นนี่ก็พาเชสและเนอิมาถึงจุดนัดพบ ระยะห่างห้ากิโลเมตรจากประตูหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ระหว่างทางไปแหล่งพลังงาน จอห์นนี่นำยานลงจอดบนพื้นอย่างช้าๆ แรงปะทะของไอพ่นทำให้ฝุ่นที่พื้นคลุ้งกระจายไปทั่ว พื้นที่รอบๆนี้เป็นทะเลทรายซะส่วนใหญ่ ต่างจากทางที่ผ่านมาเพราะ มีโขดหินและต้นไม้เมืองร้อนขึ้นบ้างตามทาง และเบื้องหน้าห่างออกไปไกลพอที่สายตาจะมองเห็น ปลายทางดูจะมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า ด้วยมีทั้งต้นไม้หนาแน่นมากขึ้นและดูร่มรื่น จุดที่จอห์นนี่ลงจอดไม่ค่อยจะมีผู้คนสัญจรไปมาซักเท่าไหร่นัก เพราะดูแล้วมีแต่ต้นไม้แห้งๆ กับพุ่มไม้เล็กๆที่ยังพอมีชุ่มชื้นเขียวชอุ่มอยู่บ้าง มีโขดหินกับพื้นทรายที่ฝุ่นลอยคลุ้งไปมาเพราะแรงลม

“เอาล่ะ ฉันจะติดต่อไปที่ยานของเดวิโต้ พวกเธอก็ลงไปเดินยืดเส้นยืดสายก่อนนะ” คำพูดที่ดูหวังดีของจอห์นนี่ ผิดกับสภาพเบื้องล่างที่ไม่ค่อยน่าเดินซักเท่าไหร่นัก ในสายตาของเชส

“ค่ะจอห์นนี่” เนอิตอบรับอย่างสุภาพด้วยรอยยิ้ม “ระวังตัวด้วยล่ะ เราไม่ได้มาปิคนิคนะ” จอห์นนี่ย้ำอีกครั้งกับทั้งสองสาว ก่อนที่จะหันไปติดต่อหาเดวิโต้และมัล

เสียงประตูยานเปิดออกและเคลื่อนตัวลงไปจนถึงพื้นในลักษณะบันได เอาไว้สำหรับใช้เดินขึ้นลงจากตัวยาน แสงแดดอ่อนๆยามเย็นส่องลงมากระทบใบหน้าของเชสและเนอิที่ลงมาเดินเล่น ท่ามกลางทะเลทรายที่มองดูแล้วไกลสุดลูกหูลูกตา กลับพบว่ามันก็ดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่งเมื่อฟ้าเริ่มสิ้นแสงสว่าง เท้าของเนอิที่เดินนำลงมากระทบพื้น จนฝุ่นคลุ้งขึ้นมาเล็กน้อย เนอิเดินนำออกมาตามทาง โดยมีเชสเดินตามหลังมาด้วย

“เห็นหมู่บ้านแล้วห่างออกไปซัก ห้ากิโลเมตรได้” เนอิถือกล้องทรงเหลี่ยมแปลกๆครอบไว้ที่ตาของเธอ ลักษณะดูเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตั้งขึ้นแบบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดและมีแท่งทรงกระบอกติดอยู่ด้านข้าง กล้องส่องทางไกลตัวนี้มีปุ่มอยู่สามสี่ปุ่มเพื่อใช้เลือกโหมดต่างๆ ซึ่งตอนนี้ที่เนอิใช้อยู่คือโหมดกลางคืน

“เฮ้อ ~ น่าเบื่อจริงๆเลย” เชสที่ลงตามมาทีหลัง หันมองไปรอบๆทั้งหน้าหลังซ้ายขวา พลางถอนหายใจอย่างน่าเบื่อหน่าย “ต้องนั่งมาในยานกับจอห์นนี่แล้วยังต้องค้างคืนในยานอีก สามวันแล้วนะฉันอยากอาบน้ำ อยากเดินเล่นอยากช็อปปิ้ง” น้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้แล้วว่าเจ้าตัว หงุดหงิดจนถึงขีดสุดและดูท่าคงจะอาละวาดแน่ๆหากเธอไม่ได้ทำอะไรซักหนึ่งอย่างที่พูดออกมา

“เฮ้ เนอิขึ้นมานี่หน่อยสิ” จอห์นนี่ยืนหน้าโผล่ออกมาจากประตูทางออก พลางกวักมือเรียกเด็กสาวด้วยสีหน้าดูวิตกกังวล “มีอะไรเกิดขึ้นกันนะ” เนอิดูจะสนใจขึ้นมาเมื่อเห็นสีหน้าของจอห์นนี่ที่ดูซีดผิดปกติ เธอวิ่งกลับขึ้นไปในยานอย่างรวดเร็ว โดยที่เชสยังคงเดินเตะฝุ่นแก้เซ็งอยู่ด้านล่าง

“เกิดอะไรขึ้นคะจอห์นนี่” เนอิถามอย่างวิตกกังวล เพราะล่าสุดจอห์นนี่กำลังติดต่อไปที่ยานของเดวิโต้ อาจเกิดเรื่องร้ายๆขึ้นที่ยานลำนั้นก็ได้ “เกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายไหม ยานอีกลำมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เนอิเร่งรีบถามโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบกลับมา

“เปล่าๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าตกใจไปสิ” จอห์นนี่รีบบอกปัดทันที เมื่อเห็นว่าเนอิดูตื่นตระหนกเกินเหตุ “เธอฟุ้งซ่านอะไรกันเนี่ย ใจเย็นๆฟังฉันให้ดีนะ” จอห์นนี่ยกมือขึ้นทั้งสองข้างทำท่าให้อีกฝ่ายใจเย็นๆ
“ฉันแค่จะบอกว่าให้พาเชสเข้าไปในเมืองก็เท่านั้นเอง”
“อ่าว ไหนคุณบอกว่าจะให้รอจนกว่าพวกพี่ชายจะมาไงล่ะ” เนอิมีอาการงงเล็กน้อยกับคำพูดของอีกฝ่าย
“จะบ้าเรอะ ขืนให้ยัยนั่นอยู่รอจนเดวิโต้มาถึง ฉันก็หูหนวกพอดีน่ะสิ” จอห์นนี่ขึ้นเสียงอย่างวิตกกังวล เขาแสดงสีหน้าและอาการออกมาโดยไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย “เธออยากให้ฉันเสียสติใช่ไหม ถ้าไม่ก็พาเชสไปเดินคลายเครียดในเมืองหน่อยละกัน” สีหน้าของจอห์นนี่ดูอ้อนวอนและน่าสงสารอยู่ไม่ใช่น้อย ดูเหมือนเขาจะทนไม่ได้กับเสียงแหลมสูงและอารมณ์อันเกรี่ยวกราดของเชส

“ค่ะ” เนอิตอบรับอย่างแปลกใจ อีกนัยหนึ่งก็รู้สึกว่าจอห์นนี่ดูจะไม่มีสมาธิมากนัก เมื่ออยู่ใกล้ๆกับเชส
“อืมอีกอย่างนะ เธอไปหาซื้อของใช้ตามนี้มาด้วยล่ะ ฉันจดรายการที่จำเป็นเอาไว้ให้แล้ว” จอห์นนี่พูดพลางยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เนอิ “แล้วก็เธอควรจะรู้สถานการณ์คร่าวๆของพวกเราตอนนี้ไว้หน่อยก็ดีนะ” สีหน้าของชายหนุ่มดูจะมีกังลเล็กน้อย เมื่อต้องพูดเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกันมาจาก การปะทะหน้าห้างสรรพสินค้า

เชสที่ยืนมองดูทิวทัศน์ไปเรื่อยเปื่อย พร้อมกับปล่อยให้ผมสีทองยาวประบ่า ปลิวไปตามแรงลมอ่อนๆที่พัดผ่านตัวเธอไป สุดสายตาของเธอคือปลายทางที่ไกลออกไป มองเห็นเป็นเงาดำขนาดไม่ใหญ่มากนัก ตั้งอยู่กลางผืนทะเลทรายอันกว้างขวาง หากเพ่งสายตามองดูให้ดี จะเห็นรั้วหมู่บ้านที่ทำด้วยไม้สีน้ำตาลแก่ๆ กับบ้านทั้งหนึ่งชั้นและสองชั้นหลายหลัง แน่ใจได้ว่าอย่างน้อยก็ต้องมีร้านค้าต่างๆมากมาย โรงแรมค้างคืนเกรดต่างๆ อย่างน้อยๆตอนนี้เธอขอแค่ได้ เข้าไปดูว่ามีอะไรที่ต้องการบ้างก็พอใจแล้ว

ว่าแล้วเชสก็หันไปหาเพื่อนสาวคนสนิท แต่ก็พบกับความว่างเปล่า พื้นที่โล่งกว้างมีแค่เธอกับยานโดยสารลำนี้เท่านั้น ที่ยังคงปรากฏอยู่บนผืนทะเลทรายแห่งนี้

“เนอิ อยู่ด้านบนหรือเปล่า” เชสตะโกนเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมาจากบนยาน “เนอิทำอะไรอยู่ ตอบกลับมาที ฉันไม่อยากเดินขึ้นไปข้างบนอีกรอบ” คราวนี้เชสเปล่งเสียงให้ดังขึ้นกว่าเดิม และแล้วก็ประสพความสำเร็จ เนอิยื่นหน้าโผล่ออกมาจากประตูทางออกหลัก

“รอแปปนึงนะเชส ฉันขอคุยธุระก่อน แล้วเดี๋ยวเราจะเข้าไปในหมู่บ้านกัน” เนอิเอามือป้องปากตอบกลับมา เมื่อเชสได้ยินดังนั้นเธอก็ยิ้มตอบกลับไปด้วยสีหน้ามีความสุขมากขึ้น

“โอเค ฉันรออยู่ด้านล่างนี้นะ อย่านานนักล่ะ” สิ้นเสียงเนอิก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะหายเข้าไปด้านในอีกครู่หนึ่ง เชสนั่งรอบนหินก้อนหนึ่งซึ่งใหญ่ประมาณลูกบาสเก็ตบอลสองลูกวางเรียงกัน เธอรออยู่ด้านล่างเรื่อยเปื่อย เวลาผ่านไปห้านาทีแล้วเชสก็ยังนั่งมองดูวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย แต่เนอิก็ยังไม่ลงมาซักที

“นี่เนอิจะไปกันหรือยัง นี่มันก็เริ่มจะมืดมากขึ้นแล้วนะ” ท้องฟ้าที่มืดลงเรื่อยๆ กับเวลาบนเครื่องเอ็มซี ของเชสที่บ่งบอกเป็นตัวเลข 19.30 ช่างเป็นช่วงเวลาที่แปลกตาสำหรับเธอ ในเวลาเดียวกันหากยังอยู่ในเมืองสหพันธ์ฯ แสงสว่างสีสันเสียงเพลง ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเด็กสาวอย่างยากจะลืมได้ ในเมืองที่มีทุกอย่างให้ซื้อหาจับจ่ายเที่ยวเล่นและกลับบ้านได้ทุกเมื่อ หากเหนื่อยล้ากับการเดินทางในเมืองแห่งสีสัน แต่บัดนี้สิ่งเหล่านั้นได้หายไปจนหมดสิ้น เหลือแต่เพียงคำถามที่ว่า เพราะอะไรเธอจึงต้องระหกระเหิน และหนีออกมาจากเมืองเกิดของเธอ คำตอบเหล่านั้นคงจะได้รู้ในอีกไม่นานนี้ หากพ่อของเธอมาถึงจุดนัดพบ

ครืน

เสียงเครื่องยนต์ขนาดเล็กคำรามดังออกมาจาก ส่วนท้ายของยานโดยสารลำนี้ พร้อมกับที่ประตูบานใหญ่ส่วนท้ายของยานเปิดออก กลายเป็นทางขึ้นลงที่มีความกว้าง สามเมตรและสูงเกือบสี่เมตร โดยมียานพาหนะโดยสารขนาดเล็กค่อยๆเคลื่อนตัวลงมาจากประตูส่วนท้าย เชสค่อยๆก้าวเท้าเดินตรงไปยังท้ายยาน เพื่อมองดูต้นกำเนิดเสียงที่ดังทำลายความเงียบสงบของเธอ

“เชส เราจะไปที่หมู่บ้านด้วยสิ่งนี้ล่ะ” ภาพที่เห็นคือเด็กสาวผมสีดำยาว มีผมปรกหน้าผากยาวเกือบถึงคิ้ว และผมหางม้าที่มัดไว้สูง นั่งอยู่บนพาหนะขนาดใหญ่เท่ากับเจ็ทสกี เครื่องยนตร์สีดำกับความใหญ่ที่ดูจะเกินกำลังของเด็กสาวบอบบางอย่างเนอิ

“นี่มันเครื่องสปีดเจ็ทนี่นา” เชสร้องทักเมื่อเห็นเนอินั่งอยู่บนเครื่องสปีดเจ็ทสีดำ และการแต่งตัวที่ดูเปลี่ยนไปด้วย จากชุดเสื้อผ้าสบายๆกระโปงยาวเลยหัวเข่ากับเสื้อคอปกสีขาวแขนสั้น กลายเป็นชุดหนังสำหรับกันกระแทก กางเกงยาวถึงข้อเท้าและเสื้อหนังแขนยาวที่ดูหนารัดรูปของเธอ กับผมยาวสลวยที่แต่เดิมเคยปล่อยสยายก็รวบมัดเอาไว้

“ขึ้นมาสิเชส เราจะเข้าไปในหมู่บ้านกัน” ภาพของเนอิที่เชสเห็นดูแปลกตาไปจากเดิมมาก ปกติดูเนอิจะเป็นเด็กสาวเรียบร้อยน่ารักมีมารยาท และแต่งตัวเรียบร้อย ถึงแม้จะเคยได้ฟังมาบ้างจากจอห์นนี่และเดวิโต้ว่า เนอิมีดีกว่าที่เห็น แต่ก็ไม่น่าเชื่อสายตาว่าเพื่อนสนิทคนนี้จะมีบุคลิกอีกแบบซ่อนอยู่
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby Zamma on Wed Sep 03, 2008 12:12 pm

[align=center]หน้าที่ 68-71[/align]


“อะ อืม” เชสดูจะอ่ำอึ้งอยู่บ้าง แต่เธอก็ขึ้นไปซ้อนด้านหลังของเนอิอย่างสบายๆ
“โอเค ฉันมีรายการของที่จะต้องซื้อ เราจะรีบไปรีบกลับเธอก็รีบหาซื้อของที่ต้องการล่ะ” เนอิพูดจบเธอก็เร่งความเร็วขึ้น ไอพ่นจากเครื่องยนต์ค่อยๆทำงาน สปีดเจ็ทที่บรรทุกสองสาวค่อยๆลอยขึ้นจากพื้น ฝุ่นละอองและทรายเริ่มคละคลุ้งไปทั่วจากแรงไอพ่นของตัวปล่อยด้านหน้าและด้านล่าง “เอาล่ะไปกันเลยนะ” เนอิเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นอีก คราวนี้เธอบิดคันเร่งอย่างรวดเร็ว ตัวปล่อยด้านหน้าและล่างเร่งแรงดันด้วยความรุนแรง และตัวล่อยด้านหลังก็ทำงานเต็มที่ มันปล่อยแรงไอพ่นอย่างแรงจนสปีดเจ็ทพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง - ฟ้าววว -



ขณะที่ทั้งสองสาวมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้านอัลเมซ่าที่อยู่เบื้องหน้า พวกเขากลับถูกแอบมองดูจากชายคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากพวกเขาออกมาหลายกิโลเมตร ชายคนนี้ยืนอยู่บนโขดหินขนาดใหญ่ที่มีอยู่มากมายห่างออกมา ในมือถือกล้องส่องทางไกลที่มีรูปร่างประหลาด แต่มันสามารถมองเห็นได้ไกลถึงสิบกิโลเมตร เขายืนมองดูสองสาวที่ขับสปีดเจ็ทเข้าไปในเมือง พลางหยิบเครื่องเอ็มซีออกมาติดต่อหาใครบางคน

“ไม่นึกเลยว่าแกจะติดต่อเข้ามาหา มีอะไรเฮดฮันเตอร์” เสียงปลายสายคือ พลเอกโคลแมน ที่ดูจะแปลกใจกับการติดต่อเข้ามาของชายผู้นี้

“หึหึ เหยื่อของแกที่ปล่อยหลุดออกมาได้น่ะ สงสัยฉันต้องขอเขมือบแทนแล้วละนะ” น้ำเสียงที่ฟังดูราวกับหัวเราะเยาะอีกฝ่ายอย่างสนุกสนาน โดยไม่ปกปิดเลยแม้แต่น้อยของชายหัวโล้นผู้นี้

“แกคงรู้นะว่า ใครควรจับเป็นใครควรจับตาย” โคลแมนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความเย็นชาใส่อีกฝ่าย

“ฮ่าๆ แกปล่อยเหยื่อหลุดรอดออกมาได้ ฉันจะคอยสะสางงานและความสับเพร่าของแกให้เองนะ ฮ่าๆ” ชายผู้ที่ถูกเรียกว่าเฮดฮันเตอร์หัวเราะเยาะโคลแมนราวกับผู้ชนะที่อีกฝ่ายทำงานพลาด เขาหัวเราะเยาะโคลแมนโดยไม่เกรงใจ พร้อมกับเอามือลูบหนวดเคราตัวเองไปด้วย

“อย่าได้ใจมากนัก เซโนวิช” น้ำเสียงของโคลแมนดูจะดุดันมากขึ้น หลังจากอีกฝ่ายพูดจาเยาะเย้ยเขามานาน “รอเอาไว้แกจับโค้ดเนม รีไวว์กลับมาได้ก่อนค่อยพูดเถอะ” เขาตอบกลับไปอีกครั้งก่อนจะตัดการสื่อสารทิ้งในทันที

“เจ้าบ้าเอ๊ย แกพลาดซะแล้วละงานนี้ ฉันลงมือเองมันไม่พลาดเหมือนแกหรอกนะ ฮ่าๆ” เขายืนพูดกับตัวเองพลางหัวเราะเยาะโคลแมนที่ตัดการสื่อสารไปแล้ว หลังจากยืนหัวเราะอยู่สักพักหนึ่งเขาก็ยกมือขวาขึ้นมา และกวักมือเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นก็มีทหารนายหนึ่งโผล่ออกมาจากโขดหินข้างๆ ราวกับเขาโผล่ขึ้นมาเฉยๆ

“ผู้กองจัดกำลังหน่วยพิเศษของเราหนึ่งหมู่ และติดตามสาวน้อยทั้งสองคนเข้าไปในหมู่บ้าน จับตาดูให้ดีอย่าให้คลาดสายตา” พูดจบเขาก็ยกกระติกเหล้าอันเล็กสีเงินแวววาว ออกมาจากกระเป๋าคาดเอวใบหนึ่งขึ้นมาดื่มอยู่หลายอึก ก่อนจะเก็บเข้าไปที่เดิมและหันไปมองที่โขดหินด้านข้าง ก็ไม่พบกับลูกน้องที่มารับคำสั่งเมื่อสักครู่แล้ว

“อยากรู้นักว่าในกลุ่มคนพวกนี้ มีใครคนไหนที่ทำให้พวกมัน หนีรอดเงื้อมมือของเจ้าโคลแมนมาได้” คำพูดที่บ่นกับตัวเองและปนเสียงหัวเราะเบาๆ ดูจะไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าเสียงลมพัดผ่านทะเลทรายอันกว้างขวาง ที่ดูว่างเปล่าไปทุกทิศทาง ชายหัวโล้นที่มีหนวดเคราสั้นๆแต่หนาเตอะและรูปร่างกำยำ ยืนทอดสายตามองไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะกระโดดลงจากโขดหิน ที่สูงประมาณสามเมตรและเริ่มออกวิ่งไปตามเส้นทางที่ตรงไปยังหมู่บ้านอัลเมซ่า โดยมีทหารนับสิบที่โผล่ออกมาจากรอบด้าน ด้วยการแฝงตัวตามภูมิประเทศอย่างชำนาญ พวกเขาออกวิ่งตามหลังของ เฮดฮันเตอร์ โดยห่างเกือบห้าเมตร พวกเขาเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบอย่างชำนาญ จุดหมายคือหมู่บ้าน และเป้าหมายก็คงไม่พ้น เด็กสาวที่ชื่อรีไวว์อย่างแน่นอน

บรื้น !!

เครื่องสปีดเจ็ทลอยไปตามทางเดินที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยฝุ่น ก้อนหินขนาดกลางเล็กใหญ่รอบข้าง เริ่มดูบางตาลง พร้อมกับต้นไม้พุ่มหญ้าเริ่มที่จะเห็นได้มากขึ้น เมื่อพวกเธอเข้ามาใกล้หมู่บ้านแล้ว

“เห็นหมู่บ้านแล้ว” น้ำเสียงที่ฟังดูสดใสราวกับเด็กได้เห็นของเล่นที่ชอบ ดังมาจากเชสที่ตอนนี้ยื่นหน้าออกมาด้านข้าง ใกล้ๆกับใบหูด้านซ้ายของเนอิ

“ดูนั่นสิ” เนอิชี้ไปด้านหน้าตรงไปยัง ป้ายขนาดใหญ่ ที่ดูไม่ค่อยสมประกอบเท่าไหร่นัก มันเป็นป้ายเหล็กที่มีสนิมขึ้นตามขอบๆ และมีรอยบุบไปทั่วทั้งแผ่น ตัวอักษรบนป้ายเขียนไว้ว่า หมู่บ้านอัลเมซ่า ขณะที่เชสมองตามไปยังปลายนิ้วของเนอิ ท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงเรื่อยๆ กับสภาพภายในหมู่บ้านที่เห็นได้แต่ไกลก็ไม่ได้โสภาเท่าไหร่นัก ดูจะเป็นชุมชนแออัดและมากไปด้วยนักเดินทางมากมาย

“ฉันไม่ชอบเลยแฮะ ดูสกปรกจังหมู่บ้านนี้” ขณะที่เนอิขับสปีดเจ็ทผ่านป้ายชื่อหมู่บ้านเข้าไปแล้ว รอบข้างดูจะเป็นแหล่งชุมชนมากขึ้น และเริ่มเห็นผู้คนหนาตาไปทั่ว ร้านค้าและบ้านเรือนดูจะติดกันแน่นขนัดไปหมด ผู้คนมากกว่าสิบชีวิตเดินอยู่ตามทาง บ้างก็หาของกินและหาของใช้สอย แต่ที่เด่นสะดุดตาดูเหมือนจะเป็นตึกขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน ที่มีสัญลักษณ์คุ้นตาของเชสและเนอิเป็นอย่างดี

“นั่นมันสาขาย่อยของพ่อนี่นา” เชสอุทานออกมาเมื่อเห็นตึกสาขาย่อยของบริษัทวีเทคฯ อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ตึกทั้งสามตั้งอยู่ใจกลางและอยู่ใกล้กันมาก และทั้งสามตึกยังมีทางเชื่อมต่อกันได้อยู่ที่ชั้นบนสูงขึ้นไปหลายสิบชั้น

“เราหาที่จอดยานก่อนดีกว่านะเชส” เนอิบอกกับเพื่อนสาวของตน ก่อนที่บังคับยานวนหาที่ เพื่อจอดยานสปีดเจ็ททิ้งเอาไว้

เนอิขับยานวนหาที่จอดอยู่ราวสิบนาที เธอก็พบตึกๆหนึ่งเป็นโรงแรมพักค้างคืนที่มีลานจอดยานให้เช่าอยู่ด้านใต้ของตึก ลานจอดมีสภาพเก่าซอมซ่อและไม่สว่างเท่าไหร่นักเพราะอยู่ใต้ตึก หลังจากเนอิพูดคุยตกลงค่าเช่าที่และสอบถามข้อมูลปลีกย่อยหลายๆอย่างอยู่สักพักใหญ่

น่าแปลกใจที่เชสรู้สึกว่าเนอิดูจะทำอะไรหลายๆอย่างแปลกไปจากเดิม แม้ว่าเธอจะยืนห่างออกมาแต่ก็พอได้ยินว่าเนอิถามเรื่องอะไรบ้าง ดูเนอิจะระมัดระวังในหลายๆเรื่อง ทั้งการไม่บอกชื่อจริงในการขอเช่าที่จอดยาน การสอบถามเรื่องต่างๆในหมู่บ้านที่ไม่คุ้นเคย รวมถึงข่าวที่น่าตกใจอย่างเช่น พ่อของเธอ เดวิโต้ วาเลริโอ ลอบก่อความไม่สงบและทดลองอาวุธผิดกฎของกลุ่มผู้ปกครอง ทำให้มีการบุกจับกุมเกิดขึ้นที่บริษัทวีเทคฯ จนเกิดเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อหลายวันก่อน นั่นคงเป็นสาเหตุที่การติดต่อสื่อสารผ่านเครื่องเอ็มซีของเธอและพ่อถูกตัดขาดไป รวมทั้งตอนนี้กลุ่มผู้ปกครองอ้างสิทธิในการเข้าควบคุม บริษัทวีเทคฯอย่างเต็มตัวเนื่องด้วยขาดประธานไปแล้ว และความระส่ำระสายของพนักงานในองกรณ์ อาจส่งผลกระทบในเชิงธุรกิจและการผลิตอาวุธให้กับกองรักษาการณ์ เพื่อใช้ปกป้องประชาชน

“ไร้สาระที่สุด” เชสระเบิดอารมณ์ออกมาขณะที่เนอิและพนักงานของโรงแรมกำลังคุยกัน เธอเดินเข้าไปใกล้คนทั้งสองและเริ่มอ้าปากพูดในสิ่งที่กำลังคิดอยู่ “พ่อฉันนะ ไม่ได้ ดะ........” ก่อนที่เชสจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ เนอิก็เข้ามาคว้าตัวของเธอไว้และเอามือปิดปากได้ทัน

“นี่จ๊ะทิปนะ ขอบใจเธอมากเลย” เนอิกลบเกลื่อนอาการของเชสด้วยคำขอบคุณกับรอยยิ้มแสนหวานพร้อมกับค่าทิปอีกเล็กน้อย

“ขอบคุณที่ใช้บริการคุณผู้หญิง” ชายหนุ่มยิ้มตอบรับแถมด้วยสายตาพิศวาสให้กับเนอิ และเขาก็เดินจากไปโดยที่เหลี่ยวหลังกลับมามองเนอิอยู่หลายครั้ง

“ฮ้า... ฉันเกือบขาดอากาศตายแล้วนะ” เชสที่คว้ามือของเนอิออกมาด้วยอาการของคนขาดอากาศหายใจ
“ขอโทษที แต่ฉันจำเป็น” เนอิยกมือขึ้นไหว้อยู่ระดับกลางอกและยื่นออกไปด้านหน้าเป็นเชิงขอโทษ “เราไม่ควรให้ใครรู้ฐานะของพวกเราตอนนี้นะ อย่างที่ได้ยินเมื่อครู่เธอและพ่อโดนใส่ความแล้วก็ถูกตามล่าอยู่นะ” เนอิชี้แจงพลางบอกเหตุผล

“เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้หรอกนะ” เชสพยายามยิ้มฝืนๆและไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“เชื่อฉันนะ ตอนนี้ทำตามที่ฉันบอกก่อนเถอะ” เนอิพยายามโน้มนาวอีกฝ่ายด้วยวิธีอ่อนโยน
“โอเค แต่ฉันต้องได้ช็อปปิ้งนะ” เชสยื่นข้อตกลงโดยที่เนอิไม่อยากจะปฏิเสธให้อีกฝ่ายเสียใจ แต่เดิมทีเนอิก็ต้องหาซื้อเครื่องแต่งกายใหม่หมดอยู่แล้ว “ตกลงเธอตามฉันมา เราจะรีบซื้อของและรีบกลับไปที่ยานภายในหนึ่งชั่วโมง” สองสาวเดินออกจากลายจอดยานออกมานอกตึก และมุ่งหน้าไปหาซื้อของตามรายการ

ภายในหมู่บ้านเล็กๆที่ดูจะหาของใช้ได้ยาก กลับกลายเป็นมีของทุกอย่างที่เนอิต้องการ รายการของที่จอห์นนี่จดมาให้ก็ได้สิ่งที่ต้องการเกือบครบแล้วขาดอีกไม่กี่อย่าง ในขณะที่เชสเองกลับไม่ได้ของอย่างที่ตั้งใจ เพราะเธอเอาแต่บ่นว่า มีแต่ของเกรดบีและไม่มีขนาดพอดีกับตัวของเธอ แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นเชสก็ยังได้ชุดติดมือกลับมาสองสามชุด ส่วนอีกหลายๆชุดเนอิเป็นคนเลือกให้ เธอเน้นแบบที่ใช้งานทนทานและคล่องตัวมากที่สุด การเดินซื้อของใช้และอาหารใกล้จบลงด้วยดี หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็คงจะกลับยานด้วยความปลอดภัย

“แวะที่นั่นหน่อยสิเนอิ” เชสร้องทักเมื่อเห็นบาร์อยู่ตรงหน้า และไม่ทันที่เนอิจะทักทวง เธอก็ตรงเข้าไปนั่งข้างในซะแล้ว บรรยากาศภายในคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ มีคนนั่งอยู่ประมาณห้าโต๊ะ และที่หน้าเคาเตอร์ก็ยังว่างอยู่หลายที่นั่ง บรรยากาศดูมืดสลัวๆตามแบบผับบาร์ทั่วไป แต่ที่ดูแปลกก็คือหญิงสาวหิ้วของมากกว่าห้าถุง เข้ามานั่งหน้าเคาเตอร์หน้าบาร์ แถมยังสวยสะเด็ดทั้งสองคนเสียด้วย

“บาร์เทนเดอร์ขอเย็นๆหนึ่งแก้ว” ชายหนุ่มอายุตอนปลายเลขสองในชุดบาร์เทนเดอร์เก่าๆ หลังจากได้รายการจากเด็กสาวเขาก็จัดแจงหาเครื่องดื่ม ด้วยท่าทางเหมือนกับไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก

“นี่รอกันด้วยสิ” เนอิที่เดินตามมาทีหลัง อารมณ์ของเธอดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“เชสเราไม่ควรเข้ามาในนี้นะ อีกอย่างนี่ก็เริ่มดึกขึ้นแล้วด้วย มันไม่ค่อยปลอดภัย”
“อย่าซีเรียสไปเลยน่า นั่งดื่มอะไรซักแปปหนึ่งแล้วค่อยกลับก็ยังทัน” เชสในชุดกระโปรงสั้นเหนือเข่า กับกางเกงรัดรูปสีดำภายใต้กระโปรงสีขาวที่มีลายลูกไม้รอบๆ ส่วนด้านบนสวมเสื้อยืดสีดำแขนสั้น ทับด้วยเสื้อยีนสีขาวชายเสื้อสั้น รองเท้าบูทสีดำส้นสูงหนึ่งนิ้วแบบหุ้มข้อขึ้น ดูแล้วคล่องแคล่วเคลื่อนไหวสะดวกอย่างที่เนอิต้องการ แต่ไม่มีความปลอดภัยและดูน้อยชิ้นมาก ชุดที่แน่นพอดีหุ่นและเข้ารูป ดูจะล่อตาล่อใจหนุ่มๆหลายคนในที่นี้ได้ดี
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby Zamma on Wed Oct 22, 2008 11:26 am

ขอแก้ไขว่า จะหยุดผลงานชิ้นนี้ไว้แค่นี้คับ

เนื่องจาก มีปัญหาด้านพล็อตเรื่องที่ไม่ลงตัว เลยต้องทำใหม่ตั้งแต่ต้น ไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมตามทีหลังได้

ปล.ไปและ เศร้าใจ แต่เรื่องเดิม พล็อตใหม่ กำลังจะเอามาลง
ปวดตับ เมื่อยไต ใจสั่น ฉันรักเธอ
Image
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Previous

Return to Novel

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron