Welcome
Welcome to <strong>Fiction Factory (Open Beta)</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

[F] The Chronicle of Zeara : Adventinus

นักแต่งฟิคทั้งหลาย สามารถมาลง fiction ของตัวเองที่นี่
<br>
<font size=2 color=red>*ก่อนลงนิยายขอให้ศึกษากฏกันให้ดีก่อนนะครับ...</font>

Moderators: Crimsonwing, 青 お姉さん, Zinc

[F] The Chronicle of Zeara : Adventinus

Postby AILD on Sun Jun 29, 2008 9:01 pm

[align=center]The Chronicle of Zeara[/align]


นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมแต่งใหม่จากเรื่องเก่าของผมเอง แต่เนื่องจากที่ผมเป็นมือใหม่อยู่

ก็ขอให้ช่วยกันติชม และ เสนอแนะด้วยนะ จะได้แก้ไข ผมจะอัพประมาณสัปดาห์ละครั้งครับ


สารบัญ
ข้าน้อยคือเทวทูตแห่งMetal ถูกส่งมาเพื่อกำจัดEMO!!~~
------------------------------------------------
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~~~~~~!!!!!!!!!!!!!!!

Image
User avatar
AILD
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 134
Joined: Sat Mar 29, 2008 3:12 pm
Location: กลาง Mosh Pit

Postby AILD on Sun Jun 29, 2008 9:07 pm

บทนำ



“บรึ้ม!!ครืนนน........”

กำแพงอิฐสีเทาหม่นของปราสาทคามานัฟถูกทำลายลงโดยคนกลุ่มหนึ่งที่ใส่เสื้อคลุมสีดำกลมกลืนกับราตรี
ในมือของพวกเขาต่างมีไม้ดูเก่าแก่ยาวประมาณหนึ่งเมตรอยู่ในมือซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทลายกำแพงอิฐอันแข็งแกร่งลงมา
เบื้องหน้าของพวกเขาคือปราสาทที่ใหญ่โตโอ่อาทำจากหินอ่อนซึ่งตอนนี้แสงจันทร์ที่สองลงมาทำให้ปราสาทที่ต้องแสงจันทร์
ดูงดงามยิ่งกว่าเดิม ไฟในปราสาทที่ถูกจุดขึ้นมานั้นทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องการมาของพวกเขาแล้ว

“หืม... ปราสาทข้ามีผู้บุกรุกงั้นหรือ?”

ชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างใจเย็น เขามีผมสีทองแซมเทาเล็กน้อยซึ่งบ่งบอกอายุของเขาได้ดี ตาของเขาเป็นสีฟ้าเข้มซึ่งดูลึกล้ำ
น้ำเสียงของเขานั้นมีพลังปลุกความฮึกเหิมในใจคนได้ เขาคือกษัตริย์เดเวี่ยนแห่งซีเอร่า เขาในวัยหนุ่มเป็นผู้ยกทัพปราบกลุ่มผู้มีอำนาจต่างๆ
เพื่อรวมซีเอร่าเป็นหนึ่งเดียว และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่ตอนนี้เขากลับมีศัตรูที่เป็นกลุ่มคนที่เป็นที่เกรงกลัวกันทั่วซีเอร่า
ผู้ใช้เวทนั่นเอง พวกเขาเป็นกลุ่มคนโบราณที่อาศัยอยู่ในส่วนในของซีเอร่าซึ่งไม่ยอมรับการปกครองจากโลกภายนอกพวกเขาจึงเริ่มใช้พลังของพวกเขา
เข่นฆ่าผู้คนเพื่อสร้างความหวาดหวั่น ทุกครั้งที่บุกโจมตีพวกเขาจะเหลือไว้เพียงเศษซากศพและซากปรักหักพังของเมืองนั้นๆ
แม้ว่าความจริงพวกเขาอาจจะแค่หวาดกลัวที่ป่าของพวกเขากำลังถูกรุกล้ำเข้ามาเรื่อยโดยเหล่าชาวซีเอร่ารุ่นใหม่ก็ตามที

สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาทั้งๆที่เมื่อครู่ฟ้ายังโล่งเห็นดวงจันทร์ได้อย่างชัดเจน

“พวกท่านมาช้าจังเลยนะ ข้าคิดว่าพวกเราจะได้เจอกันก่อนหน้านี้ซะอีก” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่เหล่าผู้ใช้เวทจะเข้าไปในปราสาทหินอ่อน
ซึ่งกำลังรองรับน้ำฝนที่โปรยปรายลงมาเรื่อยๆ เบื้องหน้าของพวกเขาคือชายคนที่เป็นทั้งที่หวั่นเกรงและเกลียดชังในหมู่ผู้ใช้เวท กษัตริย์เดเวี่ยนนั่นเอง

“เจ้ารู้อยู่แล้วหรือว่าจุดประสงค์ของพวกข้าคืออะไร?” ผู้ใช้เวทที่ชราที่สุดถามอย่างไม่เชื่อ

“เปล่าหรอก แต่รูขนาดใหญ่บนกำแพงของข้ามันบอกข้าเอง” กษัตริย์เดเวี่ยนตอบอย่างซื่อตรง
“เพราะฉะนั้นเจ้าก็ควรรู้เอาไว้ก่อนที่ข้าจะทำมัน...... สังหารเจ้าซะ!!” ว่าแล้วผู้ใช้เวททุกคนก็ชี้ไม้เท้าไปที่กษัตริย์เดเวี่ยน
พร้อมกับปล่อยเวทมากมายใส่เขา ซึ่งสิ่งที่เขาทำเพื่อพยายามตั้งรับ คือการชูดาบคู่กายขึ้นแล้วเอ่ยพึมพำบางอย่าง เวทต่างที่ถูกปล่อยมาที่เขา
ทั้งลูกไฟ น้ำแข็ง ก้อนหินก้อนยักษ์ และอีกมากมายก็ถูกดูดเข้าไปในดาบที่มีขนาดยาวเพียงหนึ่งเมตรนิดๆที่ประดับตกแต่งด้วยแร่งดงามมากมาย

“ข้าลืมเรื่องดาบนั่นไปได้อย่างไรกันนะ” ผู้ใช้เวทชราเอ่ยกับตัวเอง ก่อนจะร่ายเวทโจมตีกษัตริย์เดเวี่ยนต่อ
ซึ่งเหมือนจะมากเกินไปที่ดาบจะรับไหว องครักษ์ร่างกำยำสองคนก็เข้ามาในร่วมต่อสู้พร้อมกับกษัตริย์เดเวี่ยน

เพียงเวลาแค่ไม่นาน ลานข้างปราสาทก็กลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมเลยทีเดียว เวทมนตร์ปลิวว่อนไปทั่ว
ซึ่งมีหลายครั้งที่พลาดเป้าไปที่ปราสาทแทน คนธรรมดาเพียงสามคนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับผู้ใช้เวทนับสินได้นั้น
ย่อมเป็นศัตรูตัวฉกาจของเหล่าผู้ใช้เวทอย่างแน่นอน แต่ก็อาจจะเป็นเพราะผู้ใช้เวทที่มีร่างกายอ่อนแอซ้ำยังมีจุดอ่อนสำคัญ
ที่ต้องใช้เวลาร่ายเวท ซึ่งแม้ผู้ใช้เวทที่ชำนาญแล้วจะใช้เวลาไม่ถึงวินาทีในการร่ายเวทโจมตีสามัญธรรมดา
แต่คมดาบที่กวัดแกว่งอย่างคล่องแคล่วนั้นทำให้พวกเขาไม่มีเวลาจะร่ายเวทเลยทีเดียว
ยังไม่รวมดาบดูดเวทของกษัตริย์เดเวี่ยนที่มีหน้าที่คอยเป็นโล่ให้เขาและองครักษ์เวลาที่หลบเวทไม่ทัน แม้จะจำเป็นเพียงบางครั้งก็ตาม

ผู้ใช้เวทที่อ่อนฝีมือกว่าก็ตกเป็นเหยื่อของคมดาบไปที่ละคน จนในที่สุดก็เหลือเพียงผู้ใช้เวทชราที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้มากที่สุด
กำลังถูกนักรบทั้งสามไล่ต้อนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เสียทีกษัตริย์ถีบกระเด็นออกไปทำให้ไม้เท้าต้องกระเด็นออกไปใกลเกินเอื้อมถึง

“ข้าเสียทีเจ้าจนได้ จะทำอะไรก็เชิญ” ผู้ใช้เวทชราเอ่ยแล้วจึงหลับตาลงอย่างเชื่องช้า

“ท่านพูดออกมาแล้วนะ” กษัตริย์เดเวี่ยนกล่าวก่อนจะทำในสิ่งที่เขารอมานานเนิ่นนาน

ผู้ปกครองแห่งซีเอร่าก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางสายฝนที่กำลังจะเป็นสักขีพยานในการกระทำที่ต้องถูกจารึกเอาไว้อีกนานเนิ่นนาน
เขาก้มลงไปหยิบคทาไม้เก่าแก่ที่ตกอยู่ขึ้นมาไว้ในมือซ้ายก่อนจะยกดาบแกร่งซึ่งคมกริบที่อยู่ในมือขวาขึ้นก่อนจะให้มันลิ้มรสโลหิตสดๆ .........

โลหิตหลั่งไหลออกมาจากรอยเฉือนบนฝ่ามือข้างซ้ายของกษัตริย์เดเวี่ยน ชายชราที่ล้มอยู่บนพื้นต้องตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าเป้าหมาย
ที่แท้จริงของกษัตริย์เดเวี่ยนคืออะไร แต่มารู้เอาตอนนี้ก็ช้าไปเสียแล้ว ฝ่ามือข้างขวาของชายชราถูกเฉือนเป็นแผล เลือดที่มีเวทมนตร์ไหลเวียนอยู่ก็ทะลักออกมา

กษัตริย์วัยกลางคนเก็บดาบแล้วเอาคทามาถือเอาไว้ในมือข้างขวาแล้วเอามือข้างซ้ายประกบกับมือขวาของพ่อมดชราเอาไว้
ก่อนจะกล่าวทำสัญญาเลือด มือขวาชูคทาขึ้นสูง .....

“ข้ากษัตริย์เดเวี่ยน ขอใช้เลือดอันเป็นตัวแทนของมนุษย์ไร้เวทและเลือดของผู้ใช้เวทเพื่อทำสัญญาแห่งเผ่าพันธุ์
นับจากนี้ ไปจนถึงอีกห้าร้อยปีข้างหน้า ทั้งสองฝ่ายจะไม่รุกล้ำซึ่งกันและกัน!”
วาจาสัตย์ของกษัตริย์เดเวี่ยนนั้นดังกึกก้องดั่งราชสีห์คำราม ฟังแล้วทรงพลังยิ่ง

เลือดที่หยดลงบนพื้นเริ่มเรืองแสงสีแดง ก่อนจะไหลรวมกันแล้วกลายเป็นอักขระโบรานวนรอบตัวทั้งสอง ฟ้าฝนที่คอยเป็นพยานถึงกับหยุดชั่วขณะ
สององครักษ์ต่างต้องอัศจรรย์ที่น้ำฝนทุกหยดหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาซึ่งเป็นอีกสองสักขีพยานของช่วงเวลาที่ต้องถูกจารึกลงบนประวัติศาสตร์

“เปรี้ยง!!”

ฟ้าผ่าลงมาที่ทั้งสองก่อนที่วงแหวนเลือดจะหายไป น่าแปลกที่มันไม่ทำอันตรายและเป็นสีแดงเลือด

“เสร็จแล้วล่ะ” กษัตริย์เดเวี่ยนบอก ก่อนจะคืนคทาให้ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย

“ข้าหมดหน้าที่แล้วใช่ไหม ไว้เจอกันครั้งหน้า.... ไซเลกซ์ อินเซนเดียร์!!”
พ่อมดชราเสกอุกกาบาตลูกใหญ่มาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเกิดแสงจ้าแล้วร่างของพ่อมดก็หายไป

“ตูมมม!!!!!”
ทันทีที่อุกกาบาตก้อนใหญ่กว่าสองเมตรตกกระทบกับเป้าหมาย มันก็ระเบิดอย่างรุนแรงในทันใด

เป้าหมายของมันคือคลังสมบัติของกษัตริย์เดเวี่ยนนั่นเอง ที่นั่นเป็นที่เก็บรวบรวมสมบัติวิเศษที่กษัตริย์เดเวี่ยนได้รับจากการผจญไปทั่วซีเอร่า
ซึ่งมีจำนวนกว่าหมื่นชิ้นด้วยกัน ในตอนนี้สมบัติเหล่านั้นถูกอุกกาบาตซัดกระเด็นไปทั่วซีเอร่าดั่งฝนดาวตกไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

“อย่างน้อยโลกก็สงบไปอีกห้าร้อยปีก็แล้วกัน” กษัตริย์เดเวี่ยนเอ่ยก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
ข้าน้อยคือเทวทูตแห่งMetal ถูกส่งมาเพื่อกำจัดEMO!!~~
------------------------------------------------
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~~~~~~!!!!!!!!!!!!!!!

Image
User avatar
AILD
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 134
Joined: Sat Mar 29, 2008 3:12 pm
Location: กลาง Mosh Pit

Postby Flaya on Sun Jun 29, 2008 9:20 pm

อืม จะติก้อไม่ได้ จะชมก้อไม่ได้

มีบางประโยคนะ ที่ต้องเสริมเพิ่มคำลงไปอีก

แล้วบางประโยค ยังบรรยายได้ไม่ค่อยดี

อืม ติแค่นี้พอ เพราะของตัวเองก้อไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เลย

เอ้อ ถ้าว่าง ลองไปอ่านดูนะ ในที่ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไร ^ ^

"เธอ" สักอย่างที่รอแค่คำติ ^ ^
เป็นงี้!! จะทำมัย!!
Flaya
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 124
Joined: Thu Mar 27, 2008 4:05 pm
Location: ทุกที่ ที่มีนาย?

Postby AILD on Tue Jul 01, 2008 8:56 pm



บทที่ 1



แสงแดดยามบ่ายที่ร้อนอบอ้าวกลับไม่เคยแผดเผาที่เบย์ฟรอนต์ เมืองท่าทางตะวันออกของซีเอร่า ลมที่เย็นสบายของที่นี่ต่างเป็นประโยชน์ต่อทั้งนักเดินเรือและประชาชนของเบย์ฟรอนต์เองเนื่องจากที่เมืองนี้เป็นเมืองอิสระ จึงทำให้ชาวซีเอร่าจากทุกส่วนสามารถเข้ามาติดต่อค้าขายกันอย่างสะดวกทำให้เมืองนี้ครึกครื้นเป็นพิเศษ จุดเด่นของเมืองนี้คือประภาคารสีขาวสะอาดที่สูงเด่นอยู่บนหน้าผาที่ยื่นเข้าไปในทะเล แม้มันจะมีประวัติมานานนับร้อยปีแต่จวบจนวันนี้มันก็ยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่เพื่อนำทางนักเดินเรือในวันที่อากาศไม่ดี



เรือใบไม้ลำเล็กลอยลำอยู่กลางอ่าวเบย์ฟรอนต์อย่างไม่เกรงใจเรือสินค้าที่ต้องเดินทางเข้าออกอ่าวเลยแม้แต่น้อย เจ้าของเรือนั้นเป็นผู้ที่รู้จักกันดีในเหล่าชาวเบย์ฟรอนต์ด้วยกันนั่นเอง
ฟาร์ริส อันนาลิน เด็กหนุ่มอายุ 16 ผู้มีผมสีน้ำเงินเข้มและดวงตาสีคราม ผมที่ปล่อยไว้โดยขาดการดูแลจนถึงคอนั้นเป็นจุดเด่น
ชุดกะลาสีที่เขาใส่นั้นดูค่อนข้างเก่า ผิวที่ค่อนข้างขาวนั้นผิดกับวิถีชีวิตของเขาโดยสิ้นเชิง
ตระกูลของเขานั้นเป็นผู้ครอบครองประภาคารเบย์ฟรอนต์มาตั้งแต่เริ่มแรก ทำให้เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรักในการออกทะเลออกไปจากสายเลือดได้ คันเบ็ดที่ถูกเสียบไว้ข้างเรือนั้นโค้งงออย่างรวดเร็วราวถูกถ่วงด้วยก้อนหิน เด็กหนุ่มที่เฝ้าสังเกตคันเบ็ดอยู่รู้ทันทีว่าสิ่งที่อยู่ปลายเบ็ดนั้นมีขนาดไม่เบาอย่างแน่นอน แรงกระตุกจากข้อมือของเด็กหนุ่มทำให้คมเบ็ดฝังลึกเข้าไปในเหงือกของปลาลองดีโดยฉับพลัน ฟาร์ริสใช้เท้ายันข้างเรือพร้อมออกแรงดึงเต็มที่ เพียงไม่กี่วินาทีก็รู้ผลของการต่อสู้ระหว่างคนและปลา


“เปรี้ยะ!!”


คันเบ็ดที่ฟาร์ริสใช้มาหลายปีนั้นหักสะบั้นลงด้วยแรงของปลาตัวนั้น ทิ้งให้อีกส่วนลงไปว่ายน้ำในทะเล ฟาร์ริสรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก เพราะปลาที่แรงเยอะกว่านั้นมากเขายังใช้คันเบ็ดนี้จับมาแล้วหลายตัว บางทีเขาอาจจะต้องรู้สึกถึงความพ่ายแพ้บ้างก็เป็นไปได้
แต่ยังไม่ทันจะวางคันเบ็ดลง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลังเขา มันเป็นเสียงของนกอินทรีย์ และบางสิ่งก็พุ่งผ่านอากาศมาอย่างรวดเร็ว


“ฉัวะ!”


โลหิตสีแดงสดหยาดเยิ้มออกมาจากบาดแผลที่แก้มของฟาร์ริส วัตถุสีทองวาววับเมื่อต้องแสงตะวันเสียบอยู่ในเนื้อไม้ของเรือใบลำเล็ก เขาหยิบมันขึ้นมาดูอย่างฉงน มันเป็นซองจนหมายทำจากกระดาษแข็งที่ปิดตราประทับไว้เป็นคำว่า AD สีแดงสดตัดกับซองสีเหลืองทอง ฟาร์ริสเปิดซองจดหมายและอ่านมันอย่างตื่นเต้น



ถึงคุณฟาร์ริส อันนาลิน

คุณเป็นผู้ถูกคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนนักผจญภัย แอดเวนตินุส ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนแห่งซีเอร่า หากคุณต้องการเข้าเรียนให้ขึ้นไปอยู่บนที่สูงภายในเที่ยงคืนของวันนี้ มิฉะนั้น เราจะถือว่าคุณสละสิทธิ์
แต่เราขอเตือนไว้ก่อนว่า การตัดสินใจในครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล โปรดไตร่ตรองให้แน่ใจเสียก่อน

ลงนาม

อารามัส เดล
อาจารย์ใหญ่แห่งแอดเวนตินุส



เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นเหตุบังเอิญอย่างแน่นอน เพราะชื่อผู้รับนั้นเป็นชื่อของเขา ทั้งข้อเสนอ จากโรงเรียนอะไรไม่รู้ที่เขาเพิ่งจะเคยได้ยินชื่อในชีวิตของเขา ข้อเสนอนี้จะเปลี่ยนชีวิตเขาได้จริงหรือ ช่างเป็นคำถามที่น่าสนใจยิ่งนัก ฟาร์ริสพับซองจดหมายเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงก่อนจะแล่นเรือเข้าฝั่ง



เบย์ฟรอนต์ยามค่ำคืนนั้นแตกต่างกับตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง ผู้คนต่างแยกย้ายกันเข้าที่พัก ไม่ก็อยู่กันในบาร์ ประภาคารที่สูงเด่นนั้นส่องแสงสว่างเด่นชัดทั่วเบย์ฟรอนต์ แต่ที่ผู้คนมากมายไม่รู้คือมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอยู่บนนั้นด้วย


ฟาร์ริสนั่งอยู่บนขอบของชั้นบนสุดของประภาคารพลางเติมน้ำมันลงไปในตะเกียงขนาดยักษ์ของประภาคาร ทางบ้านไม่สงสัยเลยที่เขาจะมาที่ประภาคารในยามดึกดื่นเพราะเขามีหน้าที่เติมน้ำมันเป็นประจำอยู่แล้ว
นาฬิกากระเป๋าของฟาร์ริสบอกเวลาว่าใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว แต่ฟาร์ริสยังไม่มีแววเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่เขารอตอนนี้คือใครก็ตามที่จะมาพบเขา และถ้าเขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนักผจญภัยจริงมันก็น่าจะเป็นอะไรที่น่าสนใจทีเดียว มีบางสิ่งบางอย่างผิดสังเกตในสายตาของฟาร์ริส จดหมายในมือของเขาเริ่มเรืองแสงสีทองอย่างช้าๆ ขณะที่เขากำลังตกตะลึงอยู่นั้นเอง ลมรุนแรงก็ซัดเข้ามาจนไฟประภาคารแทบมอดดับทำให้จดหมายเรืองแสงถูกซัดหลุดมือของฟาร์ริสไป เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วด้วยการยื่นมือออกไปคว้ามันแต่เขากลับพลาดตกประภาคารไป
เด็กหนุ่มพุ่งผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว เบื่องล่างนั้นเป็นโขดหินแหลมคมเป็นแนวยาว นี่คือทางเลือกของเขาจริงหรือ
ฟาร์ริสคิดก่อนจะหลับตาลงเตรียมรับชะตากรรม เขาตกกระทบกับบางสิ่งบางอย่างที่อ่อนนุ่ม ร่างกายที่อ่อนล้าจนลืมตาไม่ไหว
จึงต้องยอมหมดสติไป และเขาหวังว่าจะได้ตื่นมาพร้อมกับชีวิตใหม่ดั่งที่เขาหวังไว้ จะว่าไปแล้ว เขาขอแค่ได้ตื่นขึ้นมาก็ดีแล้ว



แสงแดดยามเช้าส่องปะทะกับหน้าของเด็กหนุ่มเจ้าของผมสีน้ำเงิน เพื่อปลุกเขาจากนิทรา ความรู้สึกนี้แปลกไปจากเดิม แดดที่เบย์ฟรอนต์ไม่บางเบาขนาดนี้ อากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นเริมทำให้ตัวหนาวสั่น ร่างกายที่รู้สึกเบาลงทำให้รู้ว่าเขาไปได้ใส่ชุดเดิมอยู่ ว่าแต่นี่เขาอยู่ที่ไหนกันนะ ความใคร่รู้สลัดความง่วงไปเสียสิ้น ทำให้ตาที่ลืมขึ้นมาต้องใช้เวลาสักนิดเพื่อให้ชินกับแสง


เขาอยู่ในห้องสีแดงมีชีวิตชีวา เตียงอ่อนนุ่มที่ปูผ้าสีทองตัดกับสีห้องนั้นอุ่นสบายชักชวนเขาให้นอนต่อ ตู้เสื้อผ้าทำจากไม้ดูโบราณนั้นอยู่ที่มุมห้อง โต๊ะทำงานที่ทำจากไม้นั้นมีสภาพไม่ต่างจากตู้เสื้อผ้าเลยสักนิด ฟาร์ริสเคลื่อนตัวลงจากเตียงอย่างเชื่องช้า สัมผัสแรกที่เขารู้สึกคือความอ่อนนุ่มจากพื้นพรมสีทองของห้อง หน้าต่างทั้งสองบานที่อยู่คนละด้านของเตียงชักจูงให้ฟาร์ริสเข้าหาโดยเร็วไว ภาพเบื่องหน้าทำให้เขาตะลึงไปเลยทีเดียว


“ที่นี่ไม่มีทางใกล้เบย์ฟรอนต์แน่”


นั่นเป็นคำแรกที่ฟาร์ริสเอ่ยตั้งแต่ตื่นขึ้นมาอยู่ในดินแดนแห่งใหม่ ป่าสนที่ทึบหนานั้นไม่สามารถมีอยู่ในทางตะวันออกของซีเอร่าอย่างแน่นอน บางที่เขาอาจจะอยู่ในส่วนลึกของซีเอร่าตะวันตกก็เป็นได้ ฟาร์ริสจึงมุ่งหน้าไปที่ประตูในชุดนอนที่เป็นสีน้ำเงินเข้มพอพอกับผมเขาเลยที่เดียว เขาบิดกลอนทองเหลืองที่ค่อนข้างลื่นผิดกับรูปลักษณ์ที่เหมือนว่าอยู่มาหลายร้อยปีก็ตาม


พื้นหินอ่อนที่หนาวเหน็บทำให้ฟาร์ริสต้องรีบย่ำไปในโถงหินที่ค่อนข้างมืดมิดเนื่องจากมีหน้าต่างเพียงสองบานที่ปลายทั้งสองด้าน เขาสามารถเห็นบันไดหินที่อยู่สุดทางได้อย่างสลัว บางทีเขาอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียวก็ได้ เพราะว่ามันมีประตูอยู่ริมทางเดินนับหลายสิบบานเลยทีเดียว ห้องเขาอยู่สุดทางเดินนี่นับว่าไกลจากบันไดพอสมควร เพื่อพิสูจน์สมมุติฐานที่เขาตั้งไว้ ฟาร์ริสจับลูกบิดของประตูห้องข้างเขาไว้แน่น ก่อนจะตัดสินใจเปิดเข้าไป


Last edited by AILD on Tue Jul 01, 2008 9:02 pm, edited 1 time in total.
ข้าน้อยคือเทวทูตแห่งMetal ถูกส่งมาเพื่อกำจัดEMO!!~~
------------------------------------------------
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~~~~~~!!!!!!!!!!!!!!!

Image
User avatar
AILD
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 134
Joined: Sat Mar 29, 2008 3:12 pm
Location: กลาง Mosh Pit

Postby AILD on Tue Jul 01, 2008 9:00 pm




“โครม!”


เหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นเมื่อคนที่คาดว่าเป็นเจ้าของห้องได้เปิดประตูก่อนเขา ทำให้ฟาร์ริสล้มลงไปกองกับพื้น เบื่องหน้าของเขาคือเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีผมดำราวค่ำคืนไร้ดาว ดวงตาที่เป็นสีดำดำราวกับนิล ผิวที่ขาวกว่าฟาร์ริสเล็กน้อย ผมที่ค่อนข้างยาวลงมาปิดหน้าทำให้สังเกตอารมณ์ได้ยาก แต่คงเดาได้ไม่ยากว่าเขาคงตกใจพอสมควร แต่ยังไม่ทันที่ฟาร์ริสจะได้ทันพูดอะไรก็ถูกแย่งพูดเสียก่อน


“เอ่อ ขอโทษนะ ความจริงฉันไม่คิดว่าจะมีใครอยู่แถวนี้น่ะ”

น้ำเสียงที่ฟังดูร่าเริงแจ่มใส สามารถบอกได้ว่าหมอนี่ต้องรักความสนุกอย่างแน่นอน เด็กหนุ่มคนนั้นช่วยดึงฟาร์ริสขึ้นมา ก่อนที่จะแนะนำตัวเอง


“หวัดดีนะ ฉันชื่อซินนิสเตอร์ เกต เรียกว่าซินก็แล้วกัน”

เด็กหนุ่มนามซินตอบแล้วยิ้ม รอยยิ้มเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เห็นได้ชัดภายใต้เส้นผมสีดำ


“อื้ม ฉันชื่อฟาร์ริส อันนาลิน ว่าแต่นายมาจากไหนหรือ?”

ทั้งคู่ที่แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกันและกันได้สักพักก็ต้องหยุดที่คำถามเดียว


“พวกเราอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย?”

ทั้งฟาร์ริสที่ไม่เคยมาซีเอร่าตะวันตกและซินที่อยู่ที่คาร์เวอร์นอนที่เป็นเมืองช่างหลอมต่างสงสัย


“หมดเวลาพักแล้ว!!”


เสียงตะคอกที่ดุดันดังมาจากนอกห้อง ทั้งสองรีบเปิดประตูชะโงกหน้าออกไปมองหาต้นเสียงในทันใด
ถ้ายังไม่รวมใบหน้ามากมายที่โผล่ออกมาจากประตูแล้วนั้น บุกคลที่โดดเด่นที่สุดคือชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ใส่ชุดเกราะอ่อนทำจากหนัง ผมสีดำเข้มและนัยน์ตาสีแดงราวเลือด ผิวที่ขาวซีดและหน้าตาดุดันยิ่งทำให้เขายิ่งดูน่ากลัวเข้าไปใหญ่ ดาบสั้นที่ใส่ปลอกหนังถูกพกไว้และยังมีมีดสั้นพกอยู่ที่ปลอกชั้นนอกอีกเล่ม จุดที่โดดเด่นที่สุดคือรูปโล่สีทองและมีตัวอักษร AD
สีแดงอยู่ที่เกราะหนังของเขา แค่แรกพบเด็กหนุ่มทั้งโถงก็รู้สึกไม่ค่อยจะถูกชะตากับผู้ชายคนนี้เสียแล้ว


“ห้องน้ำรวมอยู่ชั้นล่าง เสื้อผ้าอยู่ในตู้ เสร็จแล้วมาพบฉันหน้าหอ!”

เขาสั่งด้วยน้ำเสียงที่ใครได้ยินก็ต้องทำตามก่อนที่จะเดินหันหลังลงบันไดไป


“เฮ้อ~”

คนเกือบทั้งหอแทบจะถอนหายใจออกมาเป็นเสียงเดียวกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้าห้องไป


ฟาร์ริสที่ใส่ชุดใหม่แล้วก็มายืนอยู่ที่หน้ากระจกพลางจัดทรงผม ชุดที่เขาใส่อยู่นี่คาดว่าน่าจะเป็นเครื่องแบบนักเรียนของแอดเวนตินุสนั่นเอง เสื้อแขนยาวที่ค่อนข้างกระชับกับร่างกายทำให้เคลื่อนไหวสะดวก เสือมีปกที่มีสีแดงลวดลายสีทอง พร้อมตราโรงเรียนที่น่าจะเป็นโล่ที่มีอักษร AD ปักอยู่ที่หน้าอกข้างซ้าย และกางเกงที่เข้าชุดกัน รวมๆแล้วถือว่าดูดีเลยทีเดียว ฟาร์ริสปัดผมไปทางตาด้านขวาก่อนจะยิ้มให้ตัวเอง ฟาร์ริสเชื่อมานานแล้วว่าตาข้างซ้ายของเขามีสายตาที่ดีกว่าข้างขวาทั้งๆที่ตาข้างขวานั้นไม่ได้มีปัญหาใดๆทั้งสิ้น จากนั้นซินก็มาลากเขาออกไปเพื่อชี้ให้ดูคนๆหนึ่ง


“นายดูนั่นดิ” ซินกระซิบเข้าหูพลางชี้นิ้วไปทางโถง


เป้าหมายของซินคงจะไม่เว้นบุคคลที่ดูโดดเด่นที่สุดในทางเดินอย่างแน่นอน เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่มีหน้าตาดี แต่นั่นไม่ใช่จุดเด่นของเขา ผมสีเงินราวโลหะชนิดพิเศษและนัยน์ตาสีเดียวกันและผิวที่ขาวดั่งหิมะ รวมทั้งสมุดโน้ตปกแข็งเล่มหนาที่อยู่ในมือ เขาควรจะพอใจในรูปลักษณ์ของตัวเองแต่สีหน้าของเขาช่างดูประหม่าเหมือนคนที่ไม่เคยเผชิญโลกภายนอกอย่างไรอย่างนั้น


“ฉันว่าจะไปผูกมิตรคงไม่เสียหายนะ”

ฟาร์ริสเอ่ยก่อนที่จะเป็นฝ่ายลากซินไปบ้าง

“หวัดดี ฉันชื่อฟาร์ริส และนี่ ซิน นายชื่ออะไรหรอ?”


เขาเข้าไปทักทายอย่างเป็นธรรมชาติท่าสุด แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย จะว่าหยิ่งก็ไม่ได้เพราะสีหน้าของนายนั่นมันออกจะเรียกได้ว่างงเสียมากกว่า ผ่านไปวินาทีกว่าหมอนั่นจึงแสดงกิริยาตอบโต้บ้าง ซึ่งคือการเปิดสมุดไปที่หน้าแรกก่อนจะเขียนอะไรบางอย่าง อย่างรวดเร็วก่อนจะชูหนังสือให้พวกเขาดู


“อาร์ทัส สโนวาเรน” ลายมือที่ประณีตที่แม้จะเขียนในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็ยังสวยกว่าลายมือบรรจงของฟาร์ริสเสียอีก

หลังจากนั้นเด็กหนุ่มผมเงินก็ชี้ไปที่ตัวเอง ซึ่งน่าจะหมายความว่านั่นเป็นชื่อของมัน จากนั้นมันก็พลิกไปอีกหน้าก่อนที่จะลงมือเขียนอีกครั้ง

“ใบ้” คำนี้มีขนาดใหญ่เต็มหน้ากระดาษเลยที่เดียว จากนั้นมันก็ชี้เข้าตัวเองก่อนจะเดินผ่านพวกเขาไป

“ฉันล่ะเสียดายแทนมันจริงๆ เกิดมาหน้าตาดีแต่ดันเป็นใบ้ซะงั้น” ซินเริ่มเอ่ยปากก่อน

“เอาเถอะน่า รีบๆลงไปได้แล้วก่อนที่จะโดยนายคนนั้นสังหารโหดนะ”

ฟาร์ริสกล่าวก่อนจะรีบเดินลงบันไดไปพร้อมซิน



ข้าน้อยคือเทวทูตแห่งMetal ถูกส่งมาเพื่อกำจัดEMO!!~~
------------------------------------------------
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~~~~~~!!!!!!!!!!!!!!!

Image
User avatar
AILD
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 134
Joined: Sat Mar 29, 2008 3:12 pm
Location: กลาง Mosh Pit

Postby AILD on Wed Jul 09, 2008 7:56 pm




บทที่ 2



เด็กหนุ่มมากมายหลายสิบคนที่ใส่เครื่องแบบนักเรียนสีแดงทอง กำลังยืนอยู่หน้าหอพักหินที่ดูเก่าแก่
หน้าต่างที่แสนน้อยของที่นี่ก็เป็นต้นเหตุของบรรยากาศมืดมนของที่นี่นั่นเอง โถงห้องพักอยู่ที่ชั้นบนสุด ห้องน้ำรวมอยู่ที่ชั้นสอง
และห้องนั่งเล่นรวมที่มีเตาผิงขนาดใหญ่เข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็นของที่นี่อยู่ชั้นล่างสุด ประตูทางเข้าทำจากเหล็กที่เย็นเฉียบและหนักอึ้ง
แต่กลไกที่ออกแบบมาอย่างดีทำให้ประตูนี้สามารถเปิดปิดได้คล่อง เบื้องหน้าของกลุ่มเด็กหนุ่มคือชายฉกรรจ์ที่ดูไม่เป็นมิตร
ยิ่งรวมกับผมที่ดำเข้มที่ค่อนข้างยาวกับนัยน์ตาสีแดงเลือดแล้วยิ่งทำให้ชายคนนี้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม


“เดินตามฉันมา”

นั่นคำแรกที่เขาพูดในบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ น้ำเสียงของเขาเหมือนจะย้ำให้เดินอย่างเป็นระเบียบและเงียบเชียบด้วย


ฟาร์ริสและซินที่อยู่แถวหลังของแถวที่กำลังเดินบนพื้นหินฝ่าป่าสนทึบไปเรื่อยๆ พื้นดินของที่นี่ถูกปกคลุมด้วยพืชมอสสีเขียวแก่เช่นเดียวกับต้นสนที่นี่
หมอกบางที่ปกคลุมที่นี่ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มแทบทุกคนต้องเดินห่อตัว บุคคลที่เด่นที่สุดในแถวก็ยิ่งโดดเด่นกว่าเดิม อาร์ทัส สโนวาเรน
เด็กหนุ่มผู้มีผมสีเงินเงางามเดินฝ่าหมอกอันหนาวเหน็บอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ราวกับว่าความหนาวเย็นนั้นไม่ใช่ปัญหาต่อเขาเลย
เพียงไม่นานพวกเขาก็สามารถเห็นบางสิ่งที่ใหญ่โตและโดดเด่นในสายตา


คฤหาสน์สีทองขนาดใหญ่โตตั้งโดดเด่นอย่างกลางป่าสนทึบ มันกลับดูไม่เก่าแก่เท่าที่ควร ไม่เหมือนกับหอพักหินของพวกเขาเลย
ทั้งๆที่น่าจะสร้างในช่วงเวลาเดียวกัน สิ่งที่ขาดหายไปอย่างเดียวคือหน้าต่าง เพราะนอกจากประตูขนาดใหญ่ข้างหน้าพวกเขาและหลังคาทรงสูงแล้ว
ไม่มีหน้าต่างอยู่เลย ฟาร์ริสเดาว่าข้างในนั้นจะต้องมืดมากๆอย่างแน่นอน ชายหนุ่มนัยน์ตาสีแดงก็เดินไปเปิดประตูสีทองตรงหน้า
ก่อนจะเปิดมันออกจนสุดให้นักเรียนเข้าไปด้านใน


ภาพด้านในช่างแตกต่างจากภายนอกเสียนี่กระไร โถงสีแดงกว้างขวางสว่างไสวด้วยโคมระย้าที่ห้อยลงมาจากแพดานที่อยู่สูงขึ้นไป
ไฟในโคมระย้านี้ไม่เหมือนกับไฟปกติเลย เนื่องจากมันไม่มีเปลวและดูเหมือนก้อนแสงสว่างในขวดแก้วเสียมากกว่า พรมสีแดงยาวพาดจากฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่ง
สีของมันตัดกับพื้นหินอ่อนสีทองเรือง ชายหนุ่มผู้ดูไม่สนใจในความอลังการของโถงนี้รีบเดินไปทางอีกฝั่งอย่างเร่งรีบทำให้เด็กหนุ่มที่กำลังอ้ำอึ้งกันอยู่ต้องรีบเร่งฝีเท้าตามเขาให้ทัน บันใดที่ทอดยาวเข้าไปในพื้นเบื้องล่างอันมืดมิด เด็กหนุ่มทั้งหลายเดินตามเขาไปอย่างไม่บ่นอะไรเพราะถึงบ่นไปก็คงจะไม่เกิดผลดีเป็นแน่แท้ หลังจากที่ก้าวเพียงไม่กี่ก้าวเข้าไปในทางอันมืดมิด ภาพที่ปรากฏเด่นชัดก็คือเก้าอี้มากมายหลายสิบที่รายล้อมเวทีสีทองเด่นเป็นสง่าที่ยกขึ้นสูงจากพื้นเล็กน้อย ถ้าที่นี่ไม่ใช่ที่ประชุมก็อาจจะเป็นเวทีร้องเพลงก็เป็นไปได้ เหล่านักเรียนใหม่ก็ทยอยกันเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่บุ กำมะหยี่สีแดงที่นุ่มราวกับฟูก ฟาร์ริสและซินที่อยู่ท้ายแถวก็ได้นั่งอยู่ตรงส่วนปลายแถวซึ่งสามารถสังเกตได้ว่ายังมีที่เหลืออีกนับสิบที่ อาจจะเป็นคนจากหออื่นก็เป็นไปได้ ฟาร์ริสคิด


เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของเขา แต่เขากลับเห็นเพียงความมืด จากนั้นความมืดก็เริ่มกลายเป็นโครงร่าง ก่อนจะเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันปรากฏตัวขึ้นเธอมีผิวที่ขาวผุดผ่องดูมีชีวิตชีวา โครงหน้าได้รูป เส้นผมยาวสลวยสีทองสยายไปถึงกลางหลัง นัยย์ตาสีเดียวกันดูสดใสน่ารัก
เธอนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเขาทำให้กลิ่นหอมฟุ้งซัดเข้าเต็มจมูกฟาร์ริส ส่วนซินที่เพิ่งจะหันมานั้นดูอึ้งไปเลย ทันทีที่หายอึ้งซินก็รีบกระซิบเข้าหูฟาร์ริสทันที


“เฮ้ย นั่นมันลูกพ่อค้าใหญ่นี่นา” ซึ่งฟาร์ริสตอบกลับด้วยการพยักหน้าหนึ่งครั้ง


ฟาร์ริสนั้นเคยเห็นเธอหลายครั้งแล้ว นานๆครั้งเขาจะได้เห็นเด็กสาวคนหนึ่งขึ้นเรือติดตามพ่อค้าร่างท้วมมาเจรจาค้าขายที่เบย์ฟรอนท์
เธอเป็นคนตระกูล เซลาริน ซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าที่เก่าแก่ซึ่งว่ากันว่าร่ำรวยจนทองไหลเข้าไปในสายเลือดทำให้ผมและตาเป็นสีทอง
ช่างเป็นความเชื่อที่เหลวไหลดีแท้ นักเรียนหญิงในเครื่องแบบเดียวกันแต่การที่เป็นชุดรัดรูปทำให้เห็นสัดส่วนได้เด่นชัด ได้นั่งลงครบหมดจนเต็มหมดทุกที่นั่งแล้ว


“สวัสดี นักเรียนใหม่ทุกคน” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากบนเวที

ชายวัยกลางคนที่ไม่มีใครทราบว่าไปอยู่บนนั้นตั้งแต่เมื่อใหร่ ผิวที่มีสีแทนเข้มบ่งบอกถึงความสมบุกสมบัน
ส่วนใบหน้าที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นนั้นดูเข้มแข็งจริงจัง เส้นผมสีดำที่เริ่มมีสีเทาแทรกบ่งบอกถึงอายุของชายคนนี้ได้ดี
ชุดที่เขาใส่นั้นเป็นชุดเดียวกันกับที่ชายฉกรรณ์คนนั้นใส่


“ฉัน อารามัส เดล อาจารย์ใหญ่ของแอดเวนตินุส หนึ่งในห้าโรงเรียนแห่งซีเอร่า”

น้ำเสียงเขาดังกึกก้องเข้าไปในโสตประสาตของเด็กวัยรุ่นทุกคนในห้องแห่งนี้






ข้าน้อยคือเทวทูตแห่งMetal ถูกส่งมาเพื่อกำจัดEMO!!~~
------------------------------------------------
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~~~~~~!!!!!!!!!!!!!!!

Image
User avatar
AILD
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 134
Joined: Sat Mar 29, 2008 3:12 pm
Location: กลาง Mosh Pit

Postby AILD on Wed Jul 09, 2008 8:03 pm






“โรงเรียนแห่งซีเอร่านั้นถูกสร้างขึ้นอย่างลับๆโดยกษัตริย์เดเวี่ยนหลังจากสงครามเมื่อห้าร้อยปีที่แล้ว
แต่ละโรงเรียนนั้นมีหน้าที่แตกต่างกันไป ซเวนเดลล์เป็นโรงเรียนเจ้าชาย อีเลเชียสเป็นโรงเรียนนักปราชญ์
เอริสดีลาวอนเป็นโรงเรียนเจ้าหญิง รีลินคัสเป็นโรงเรียนนักรบ และสุดท้ายแอดเวนตินุสโรงเรียนนักผจญภัย”

หลังจากที่ อารามัส เดล พูดจบก็มีมือหนึ่งชูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว


“อาจารย์ใหญ่ครับ เราจะมาที่นี่เพื่ออะไรกันครับ”


“ความจริงที่นี่ก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอกนะ กษัตริย์เดเวี่ยนท่านสร้างขึ้นมาเพื่อให้มันครบเท่านั้นล่ะ หลักๆก็จะให้เป็นกองหนุนให้กับกองทหารของรีลินคัสเนื่องจากพวกเราคล่องแคล่วกว่า จุดประสงข์จริงๆของที่นี่คือเพื่อสร้างนักผจญภัยออกเดินทางเปิดแผนที่ใหม่ๆและก็ตามหาสมบัติวิเศษที่สูญหายด้วย”

ณ ตอนนี้นักเรียนใหม่หลายคนเริ่มที่จะงงงวยกับเป้าหมายของโรงเรียนนี้เป็นอย่างยิ่ง
นี่ความจริงพวกเขาต้องมานั่งหาของหรอกเรอะ ส่วนอาจารย์ใหญ่ที่เห็นดังนี้แล้วก็พูดแทรกออกมาทันที


“อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปไปเลยน่า อ้า! ลืมให้เหล่าอาจารย์แนะนำตัวเลย”

ชายฉกรรย์ผู้ดูหน้ากลัวคนเดิมที่ขึ้นไปอยู่ที่หลังเวทีตั้งแต่เมื่อใหร่มิทราบก็ได้ก้าวออกมาหลังฉากก่อนจะกล่าวแนะนำตัว


“สวัสดีเด็กใหม่ ฉัน อคันซัส เดล เป็นครูฝึกสอนหน่อยพิเศษของที่นี่”

อาจารย์อคัสซัส พูดเสร็จแล้วก็เดินผ่านฉากไปอย่างไม่ใยดี ทิ้งให้เหล่านักเรียนต้องคิดหนักว่าถ้าเกิดเขาต้องเรียนกับอาจารย์คนนี้
เห็นว่าคงจะไม่ได้มีคาบเรียนแสนสุขอย่างแน่นอน ก่อนจะมีอาจารย์สาวนางหนึ่งก้าวออกมาจากหลังฉาก


“สวัสดีค่ะ ครูชื่อ เอราริส เดล เป็นครูฝึกสอนการใช้ดาบจ้ะ”

เธอเป็นหญิงสาวผู้มีสีผมและนัยย์ตาสีเดียวกับอาจารย์อารามัส ผมที่ไว้สั้นเพียงบ่า และมีนิสัยใจดี
ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่น่าจาเป็นพี่ชายโดยสิ้นเชิง น้ำเสียงของเธอนั้นยิ่งได้ฟังแล้วยิ่งทำให้ต้องการฟังอีก


“เอ้า พวกเธอรีบกลับหอกันได้แล้ว พวกเราได้เตรียบอาวุธประจำตัวของแต่ละคนไว้ที่ห้องแล้ว ไว้พบกันใหม่ในครั้งหน้า”

อาจารย์ใหญ่วัยกลางคนได้กลับมาอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวปิดปฐมนิเทศครั้งนี้



ฟาร์ริสที่เดินกลับห้องด้วยความตื่นเต้น พลางคิดถึงอาวุธที่ตนจะได้รับ ตอนนี้เขาขอเพียงแค่ได้ดาบงามๆสักเล่มเป็นดี
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเรียนกับอาจารย์อคันซัสผู้มีท่าทางโหดเหี้ยม

“โอ้ว พระเจ้า”

ฟาร์ริสที่กำลังเดินไปตามห้องโถงต้องถึงกับหยุดเดิน ภาพที่อยู่เบี้ยงหน้าเขาคือเจ้าใบ้ที่เดินฝ่าความหนาวมาก่อนใครเพื่อนถือดาบเล่มโตที่ยาวกว่าตัวเขาเสียอีกด้วยมือเพียงข้างเดียว น่าแปลกที่ทั้งๆที่มันมีหุ่นพอๆกับเขาแต่มันกลับดูเหมือนมีแรงมากกว่าชายฉกรรย์ร่างโตหลายเท่าเลยทีเดียว ส่วนซินที่แทบจะกระโดดเหยียบหัวคนที่ขวางทางเพื่อจะมาถึงที่นี่เป็นคนแรก ได้มีปลอกแขนเหล็กที่มีใบมีดคมกริบยื่นออกมาสองอันสวมอยู่ที่มือข้างขวา เมื่อเห็นฟาร์ริสเขาก็รีบกระโจนเข้ามาหาในฉับพลัน

“ฉันรู้นะฟาร์ริสว่ามันดูเท่ แต่ฉันว่าฉันคงจะไม่รอดครูของสายนี้เป็นแน่แท้”

ซินเอ่ยเสียงสลดก่อนจะเดินคอตกเข้าห้องไป

ฟาร์ริสรู้สึกระทึกที่กำลังจะได้รู้ชะตากรรมของตัวเอง มือที่เริ่มชื้นเหงื่อจับลูกบินประตูเข้าไปในห้อง อย่างที่ควรจะเป็น มันมีบางสิ่งบางอย่างชี้มาทางเขา มันคือเหล็กเนื้อดีที่คมกริบ มีดสั้นด้ามสีน้ำตาลแก่พร้อมปลอกสีเดียวกันถูกวางทับกระดาษแผ่นหนึ่ง เด็กหนุ่มคว้ามันขึ้นมาอ่าน

ถึงคุณฟาร์ริส อันนาลิน

คุณได้ถูกบรรจุในหลักสูตรของหน่วยพิเศษ อาวุธของคุณคือมีดสั้น ซึ่งเป็นอาวุธแห่งการลอบสังหาร
ต่อไปนี้อาจารย์ของคุณคืออาจารย์อคันซัส เดล เราจะเริ่มคาบแรกในช่วงบ่ายหลังอาหาร

เพียงแค่ฟาร์ริสอ่านถึงคำว่าหน่วยพิเศษเขาก็รู้สึกว่านิ้วเย็นเฉียบจนเกีอบชา บางทีวิชานี้อาจจะไม่แย่อย่างที่เขาคิดก็ได้
เขาดูแผนที่ที่จดหมายฉบับนี้ให้มาก่อนจะหยิบของทั้งหลายออกจากเตียงแล้วจึงขึ้นไปหลับเสียงีบหนึ่ง
ข้าน้อยคือเทวทูตแห่งMetal ถูกส่งมาเพื่อกำจัดEMO!!~~
------------------------------------------------
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~~~~~~!!!!!!!!!!!!!!!

Image
User avatar
AILD
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 134
Joined: Sat Mar 29, 2008 3:12 pm
Location: กลาง Mosh Pit

Postby AILD on Sat Nov 01, 2008 9:51 pm

Project Status : Suspended
ข้าน้อยคือเทวทูตแห่งMetal ถูกส่งมาเพื่อกำจัดEMO!!~~
------------------------------------------------
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~~~~~~!!!!!!!!!!!!!!!

Image
User avatar
AILD
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 134
Joined: Sat Mar 29, 2008 3:12 pm
Location: กลาง Mosh Pit

Postby Zamma on Wed Nov 05, 2008 12:33 am

มาเจิมสัก 1 จึ๊ก

PS. จึ๊กๆๆๆ
ปวดตับ เมื่อยไต ใจสั่น ฉันรักเธอ
Image
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น


Return to Novel

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron