by ChicKen on Sun Jul 12, 2009 11:57 am
[font=Angsana New]The Guardian
Written by> ChicKen
Chapter II
ห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือที่ถูกจัดวางไว้บนชั้นอย่างเรียบร้อยและค่อนข้างอยู่ชิดเบียดเสียดกัน จนต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก กว่าจะดึงมันออกมาโดยไม่ให้ปกหนังสือเล่มข้างๆถูกพับเข้ามา ซึ่งเป็นผลให้หนังสือเล่มที่ว่าดูไม่งาม หน้าปกดูยับเยิน ไม่น่าอ่านอีกต่อไปสำหรับคนที่ดูหนังสือจากเปลือกนอกเท่านั้น ชั้นวางแต่ละอันถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบตามรายการหมวดหมู่ของหนังสือ ตั้งแต่หมวด000-900 หนังสือแต่ละหมวดจะถูกจัดวางบนชั้นหนังสือในหมวดที่ถูกกำหนดไว้นั้น แต่ก็ยังมีหมวดที่ถูกจัดไว้ต่างหากซึ่งนั่นก็คือ หมวดของหนังสืออ้างอิง หนังสือทุกๆหมวดของห้องสมุดแห่งนี้สามารถยืมกลับไปอ่านที่บ้านได้ ยกเว้นแต่หนังสืออ้างอิงที่ยืมไปไม่ได้ เนื่องจากบางเล่มมีราคาแพงมาก กว่าที่โรงเรียนจะเจียดเงินมาจ่ายเพื่อซื้อสิ่งนี้โดยเฉพาะ มันก็กินเวลาไปหลายวาระของผู้อำนวยการเช่นกัน และบางเล่มก็มีเพียงเล่มเดียวในโลก หาซื้ออีกไม่ได้อีกแล้ว นอกจากจะหาซื้อฉบับปรับปรุง ซึ่งแน่นอนมันไม่มีคุณค่าเท่าเล่มที่ตีพิมพ์ครั้งแรกแน่ๆเพราะฉะนั้นโรงเรียนจึงหวงหนังสือหมวดนี้เป็นพิเศษ จึงมีการนำกล้องวงจรปิดถูกติดทุกซอกลืบของหนังสือหมวดนี้ ทำให้เห็นหน้าคนที่เดินเข้าออกในหมวดนี้ พร้อมกับทุกการกระทำได้อย่างชัดเจนจากโทรทัศน์จอแบนที่ตั้งอยู่ข้างหน้าโต๊ะของบรรณารักษ์
ในตอนนี้ ณ เวลาปัจจุบันนี้ มีนักเรียนทั้งม.ปลายและม.ต้นอยู่ปะปนกัน แต่ก็ยังแยกออกถึงความแตกต่าง เพราะชุดเครื่องแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยทั้งม.ปลายและม.ต้นจะสวมชุดเครื่องแบบในฤดูหนาว ผู้หญิง ม.ต้นจะเป็น เสื้อคอปกกะลาสี โดยตรงคอปกจะเป็นแถบสีขาวสลับกับสีน้ำเงินเข้ม โดยสีขาวกินพื้นที่มากกว่า และ เนคไทต์สีน้ำเงินเข้มที่ถูกผูกยาวลงมาสั้นกว่าขอบกระโปรงครึ่งคืบ ตลอดจนเสื้อที่มีสีน้ำเงินเข้ม มีขอบตามขวางที่เป็นแถบสีขาวตัดกับสีน้ำเงินเข้มและกระโปรงที่มีสีขาวล้วนแล้วม.ปลายจะต่างก็ตรงที่เนคไทต์ที่จะเป็นสีขาว ส่วนของผู้ชายทั้งม.ต้นและม.ปลาย จะเป็นชุดเครื่องแบบทหารสีน้ำเงินเข้มตามแบบของโรงเรียนมัธยม
นักเรียนในห้องสมุดนี้มีมากมายเหลือเกิน แบบที่นับกันแทบไม่ไหวในบรรดานักเรียนที่มามีกลุ่มเด็กๆม.ต้นห้องเรียนหนึ่งที่มาสืบค้นภายใต้วิชาประวัติศาสตร์ โดยที่ไม่มีคุณครูประจำวิชามาควบคุมพวกเขา เนื่องจากคุณครูท่านนั้นติดธุระมาสอนไม่ได้ แต่ก็ยังมีบรรณารักษ์ของทางห้องสมุดที่ต้องทำหน้าที่ควบคุมทั้งห้องสมุดอยู่แล้ว
ยูอิที่นั่งอยู่ในหมวดหนังสืออ้างอิงที่อยู่มุมหลังสุดของห้องสมุดที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา ยูอิกำลังนั่งเหม่อมองออกนอกหน้าต่างที่อยู่ถัดจากชั้นหนังสือไปไม่ถึงวา มันเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่อยู่สูงจากพื้นคืบหนึ่ง และสูงขึ้นไปอีก ถ้ากะด้วยสายตา ขอบหน้าต่างก็คงอยู่ห่างจากเพดานห้องคืบหนึ่งเหมือนกัน ยูอิยืดขาทั้งสองของเธอเหยียดออกไปจากตัวเธอ นอกหน้าต่างเต็มไปด้วยหิมะร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ขาดสายบนพื้นถนน จนบนพื้นถนนเต็มไปด้วยหิมะที่กองขึ้นมามากชั้นได้ มันหนาเป็นคืบจนนักเรียนที่เดินไปเดินมาข้างล่างนั้นต้องสวมบูทที่สูงถึงเข่า รอยของรองเท้าที่ติดเต็มพื้นหิมะ แต่ไม่ช้ามันก็ค่อยๆถูกปิดทับโดยหิมะระลอกหลัง และปรากฏการณ์นี้เป็นไปเรื่อยๆจนกว่าหิมะจะหยุดตกซักวันหนึ่งที่ไม่สามารถรู้ว่าวันไหน นอกจากนักอุตุนิยมวิทยาที่รู้ได้โดยวิธีการทางอุตุนิยมวิทยาที่ต้องอาศัยการคำนวณและการคาดการณ์ที่ต้องใช้ความชำนาญสูงที่จะทำให้เราได้ล่วงรู้อากาศในแต่ละวัน ตลอดจนในอนาคตได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
สภาพอากาศ เป็นสิ่งที่แปรปรวนในตอนนี้ ความจริงของทุกๆปีเดือนนี้ต้องอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่หิมะนั่นมาจากไหน มาแทนที่ใบไม้ มาแทนที่ความสนุกกับฤดูใบไม้ร่วงของเด็กบางคนจางหายไป เพราะขนาดนักอุตุนิยมวิทยายังไม่สามารถคาดการณ์อากาศของวันถัดไปได้ มันช่างเป็นสิ่งที่ดูขุ่นมัวของผู้คนที่เจออากาศแบบนี้จริง และผู้คนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น นั่นก็คือ คนญี่ปุ่น เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่เจอสภาพอากาศแบบนี้ และในตอนนี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้เป็นจุดสนใจจากชาวโลก อย่างที่ไม่ต่างกับประเทศไทยที่เกิดปัญหาการเมืองที่ยากเกินแก้ ประเทศสหรัฐอเมริกาที่เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจที่มืดมนไปหมด
แต่แล้วความมืดมนยามค่ำคืนก็เพิ่งหายไปเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมานี้เอง พระอาทิตย์ที่ควรจะให้แสงยามรุ่งอรุณได้แผ่อำนาจขยายวงกว้างขึ้น มันกินขอบเขตของเวลากลางคืนและตั้งอยู่ตรงกลางของผืนฟ้ามาตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว แต่แสงของมันก็ไม่สามารถช่วยให้หิมะละลายลงได้
ยูอิที่กำลังคิดอะไรเพลินๆอย่างสันโดษ ก็ถูกเสียงๆหนึ่งเข้าแทรกสูโสตประสาททำให้เธอตื่นขึ้นรับกับความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า
“แกโดนจับปล้ำตอนนี้แน่”
เสียงอันแหลมปรี๊ดดังทั่วห้องสมุด ซึ่งถ้าให้เดาก็เดาถูก นั่นก็คือเสียงของเจ้าคาสึมะ และตามติดมาด้วยเสียงฝีเท้าของคนหลายคน ที่ดูเหมือนกำลังหนีอะไรอยู่ แน่นอนว่าต้องเป็นคาสึมะแน่ เขาถูกหาว่าเป็นเกย์ เพราะชอบสีม่วงเข้มและเขาก็ชอบเข้าไปลอบทำร้ายเพื่อนๆ โดยเฉพาะพวกผู้ชายในห้องเป็นประจำ
“อย่านะ”
เสียงบุคคลหลายๆคนที่กำลังโดนคาสึมะไล่ล่า พวกเขาเปล่งร้องอย่างสุดเสียง แต่ก็ดูเหมือนว่ามันแค่ขำๆเท่านั้น
แต่การไล่ล่าก็ไม่ได้จบเพียงแค่นี้ มันมีต่อไปเรื่อยๆ จนยูอิชักจะเบื่อเข้าเนื้อในแล้ว เพราะมันซ้ำไปเรื่อยๆจนไม่น่าจะสนใจ มันดูไร้สาระมากสำหรับยูอิ จากใบหน้าของเธอที่ดูเซื่องซึม ดูเบื่อโลก และในไม่ช้าเธอก็เอื้อมมือน้อยๆข้างนั้นไปหาชั้นวางหนังสือ เพื่อไล่หาหนังสือที่อยากจะอ่าน เธอใช้สายตาและนิ้วมือไล่ชื่อหนังสือไปเรื่อยๆจนเธอพบหนังสือเล่มหนึ่งที่ไม่มีชื่อติดอยู่ แล้วเธอก็ใช้สมาธิของเธอดึงหนังสือเล่มนั้นออกมา เพื่อไม่ให้หนังสือเล่มข้างๆชำรุดตามไปด้วย
หนังสือเล่มนี้มันมีฝุ่นติดตามส่วนต่างของมัน แต่ก็ไม่ถึงกับปกปิดสีที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้ได้ ซึ่งสีที่แท้จริงมันก็คือสีดำ มันเป็นสีดำ และหนังสือเล่มนี้ไร้ซึ่งชื่อนามของมัน ด้วยความไร้ชื่อไร้นามนั่นทำให้สายตาของเธอสุกสะกายแวววาว แล้วเธอก็เริ่มใช้ขอบเสื้อของเธอปัดฝุ่นหนังสือเล่มนั้น
“ฮัดชิ้ว!!!!!!!”
แล้วอาการแพ้ฝุ่นของยูอิก็กำเริบขึ้น ส่งผลให้เธอไอออกมาสองสามครั้งติดต่อกัน
เธอพลิกข้างหนังสือก็แล้ว หน้าแรกก็แล้ว หน้าหลังก็แล้ว เพื่อหารหัสหนังสือ แต่มันก็ปรากฏหน้ากระดาษปอนด์หนาๆเหมือนหน้าที่ผ่านมา และมันก็มีแต่ความว่างเปล่า พอเธอพลิกกลับมาที่หน้าปกที่ตอนแรกเคยว่างเปล่า มันกลับจารึกชื่อเป็นอักษรสีดำเข้มมากกว่าสีของปกหนังสือของมันเล็กน้อย ขนาดที่ว่ามองจากที่ไกลก็จะไม่เห็นชื่อของหนังสือเล่มนี้เลย และมันก็ทำให้เธอเริ่มสงสัยความเป็นไปของหนังสือเล่มนี้ เธอมีความคิดที่จะเก็บเอามันไปดูต่อที่หอพัก
“ครูขอเธอเงียบได้มั้ย อีกไม่กี่นาทีก็จะเลิกเรียนแล้ว”
เสียงของครูที่นุ่ม แหลม แบบผู้หญิงวัยกลางคนธรรมดาดังออกมา แล้วมันก็เป็นโอกาสเหมาะเจาะกับสิ่งที่ยูอิคิด เธอเดินผ่านครูที่กำลังลงโทษคาสึมะอยู่ อย่างสบายๆ ไม่มีใครซักคนสังเกตเห็นเธอ เธอวิ่งลงบันไดไปเพื่อมุ่งตรงไปที่หอพักที่เธออาศัยอยู่ชั่วคราว
“คราวนี้ฉันรู้สึกขอบใจแกนิดๆนะคาสึมะ”
ยูอิพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาในขณะที่เธอมาถึงตรงหน้าห้องของเธอที่ติดป้ายเล็กๆแทนป้ายเลขที่ห้องของห้องอื่นๆที่เหมือนกันแทบทุกห้อง มันรอบข้างด้วยรูปการ์ตูนโดเรมอนน่ารักกำลังกินโดริยากิ และโนบิตะพยายามจะแย่งสุดแรง ป้ายชื่อแตกต่างต่างกับห้องอื่นและเลขที่ห้องนี้มันก็ช่างดูลึกลับจริง“1303” แต่แล้ว...เธอก็ไม่รีรอที่จะเปิดประตูห้องของเธอเข้าไป
บรรยากาศของห้องที่เต็มไปด้วยสีม่วงเข้มมันช่างน่าประหลาดใจ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับหน้าตาของเจ้าของห้องที่อ่อนหวานจนไม่มีใครจะคิดว่าเธอเป็นคนที่ชอบสีอะไรแบบนี้ ห้องนี้เต็มไปด้วยฉากสีม่วงเข้ม มีแถบยาวตามขวางสีแดงเข้มความสูงเท่าตาตุ่ม และชั้นวางของไม้เรียงกันเป็นรูปเครื่องหมายบวกสีสันต่างๆอีกมุมหนึ่งของห้อง มันอยู่ติดกับหน้าต่างบานเลื่อนขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวภายนอกอย่างเห็นได้ชัด ถัดจากด้านหลังของหน้าต่างเล็กน้อยรายล้อมไปด้วยโซฟาหนังสีชมพู มันตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์จอplasma และโปสเตอร์การ์ตูน อาทิเช่น Doraemon , Code Geass, L Change the world, Inuyasha และอื่นๆอีกมากมาย กระจัดกระจายเต็มห้อง เมื่อมองในภาพรวมมันเป็นห้องแบบ3LDK มี3ห้องนอน ห้องรับแขก และห้องครัว แล้วเธอก็เดินเข้ามาในห้องนอน
ห้องนอน มันแคบเล็ก เนื่องจากของที่วางกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบเต็มห้อง เธอวางกระเป๋าบนเตียงที่เป็นเตียงเดี่ยว ชุดเครื่องนอนเป็นรูปฮารุฮิ แล้วเธอเดินออกจากห้องโดยไม่แยแสอะไร เธอเดินตรงไปนั่งที่โซฟา และในขณะนั้นเองที่เธอเปิดโทรทัศน์ โทรทัศน์กลับเปิดไม่ได้ สิ่งต่างๆในห้องโย้เย้ เอียงไปทางประตูราวกับแผ่นดินไหว และมันก็เป็นแผ่นดินไหวจริงๆที่เธอไม่คาดคิดคาดฝัน ในโทรทัศน์ไม่เคยบอกว่าจะเกิดแผ่นดินไหว ทั้งๆที่ในโทรทัศน์แม่นเรื่องการคำนวณการเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ เธอเริ่มโน้มเอียงไปตามสิ่งของ เธอเห็นความพังพินาศที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วิ มันเกิดขึ้นไม่ถึงนาทีแล้วหยุดไป และเธอก็ติดตามผลที่เกิดตามมา นั่นก็คือการลุกดูความพังพินาศของห้องของเธอ ของที่กระจัดกระจาย แก้วน้ำที่เหลือแต่เศษซากกระจายเป็นเสี่ยงๆ แต่เธอก็ไม่รอช้าที่จะเก็บกวาดมัน
“ขี้เกียจกวาดนะเนี่ย รกวุ้ย” ยูอิบ่น
เธอเก็บกวาด จัดเก็บของในแต่ละห้องไปเรื่อยๆ เหงื่ออันมหาศาลท่วมไหล่ที่แคบของเธอ และแล้วมันก็ท่วมอาบหลังของเธอราวกับสายน้ำ จนมาถึงห้องสุดท้าย เธอเริ่มมีกำลังยึดขึ้น และสายตาที่มุ่งมั่น
“ในที่สุดก็ห้องสุดท้ายแล้ว สู้นะยูอิ fighting” เธอพูด
ห้องสุดท้ายนี้เป็นห้องนอนที่อยู่ใกล้ที่สุดและมีขนาดเล็กที่สุดที่เธอเรียกมันว่า ห้องเก็บของ และเธอก็เปิดประตูเข้าไป แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดคาดฝันก็ได้เกิดขึ้นคือเธอพบเด็กหนุ่มที่เหมือนจะเป็นเด็กมัธยมปลาย คิ้วเข้ม นัยน์ตาสีแดงคมกริบดั่งเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสัน รับกับใบหน้าที่ไม่บานจนเกินไป และริมฝีปากของเขาที่น่าพิศวงมากกว่าที่อื่นใด มันเป็นสีแดงราวๆกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย ตอนนี้เขาอยู่ในชุดคลุมสีดำและผ้าพันคอสีแดง เขาซึ่งอยู่ในท่านอน ได้ลุกยืนขึ้นปะทะกับหน้าของเด็กสาวที่รู้สึกตกใจในการมาของตน ตาของเธอเบิกโพลง ตัวของเธอสั่นระริกอย่างกับว่าผีหลอกฉัน ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย
“ขอโทษนะ จอดtime machineเฉียดพื้นไปหน่อย”
คำทักทายแรก เสียงอันทุ้มนุ่มลึกของเขา ไม่สามารถคลายความตกใจให้กับเธอแม้แต่น้อย แต่มันกลับทำให้เธอตกใจยิ่งขึ้นไปอีก สุดท้ายเธอก็นอนสลบลงไปนอนกองกับพื้นทันทีทันใดที่เขาพูดประโยคแรกจบ [/font]