Welcome
Welcome to <strong>Fiction Factory (Open Beta)</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

[F][C]The Guardian:season1 4 guardians - Prologue

นักแต่งฟิคทั้งหลาย สามารถมาลง fiction ของตัวเองที่นี่
<br>
<font size=2 color=red>*ก่อนลงนิยายขอให้ศึกษากฏกันให้ดีก่อนนะครับ...</font>

Moderators: Crimsonwing, 青 お姉さん, Zinc

[F][C]The Guardian:season1 4 guardians - Prologue

Postby ChicKen on Sat Jul 11, 2009 10:17 am

[font=Angsana New]The Guardian

Written By > ChicKen


Prologue

โลกประกอบด้วยทรัพยากรที่มีมาก และแตกต่างกันหลายชนิด แล้วเมื่อเวลาผ่านไปทรัพยากรบางอย่างก็เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่างที่รุนแรงกว่าและบางอย่างก็เปลี่ยนไปเป็นบางสิ่งที่สามารถหยุดยั้งพลังในตัวของมันเองได้


ถ้าเราเปรียบเทียบทรัพยากรกับความรู้สึกของมนุษย์ล่ะ?


คำถามที่แล้วฉันขอถามให้ใครบางคนเก็บไปคิดละกัน แต่ส่วนตัวฉันคิดว่าบางทีคำถามนี้อาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีไม่ก็ล้มเหลวเร็วกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้

เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ดี ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ความสงสัย”


ความสงสัยของมนุษย์น่ะเหรอ?


มนุษย์ทุกคนก็มีความขี้สงสัยอยู่ในตัวเองกันทั้งนั้น เว้นแต่สิ่งที่สงสัยจะสร้างประโยชน์ให้กับบุคคลอื่นได้ไหม

เมื่อเกิดความสงสัยขึ้นมาแล้วก็แล้วแต่บุคคลที่สงสัยนั้นจะกระทำอย่างไรต่อไป จะนิ่งเฉย หรือ ค้นหาสาเหตุของมัน

ถ้าตัดสินใจว่าจะนิ่งเฉย ก็คงได้แต่เพียงนั่งคิดสงสัยต่อไป โดยไม่มีการโน้มตัวลงต่ำสัมผัสสิ่งนั้น


และถ้าตัดสินใจที่จะสัมผัสมันล่ะ?


สัมผัสเพื่อที่จะหาคำตอบ คำตอบจากคำถามที่เราสงสัย แต่มันคงจะต้องแลกกับความกล้า ความลำบาก ไม่ใช่น้อย


แล้วอะไรคือสิ่งที่ได้ตอบแทนจากสิ่งนั้น?


การที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในอารยธรรม การที่ชื่อของตนถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์

และถ้าเราคิดว่า ชื่อเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปล่ะ เราคงจะไม่ใช้ความกล้า เพื่อความลำบากนั้น ให้เสียเวลาเปล่าๆเป็นแน่

แต่ถ้าคิดว่าชื่อมันก็มีรูปเหมือนกัน รูปที่ปรากฏในหนังสือ คงจะน่าสนุก น่าท้าทาย ในการใช้ความกล้าเพื่อมัน

เมื่อเราได้ใช้ความกล้า เพื่อแลกกับคำตอบที่ได้มาแล้ว เราคงต้องการรูปของชื่อในหนังสือใช่ไหม

คำตอบมันคงใช่ แต่สิ่งนี้ต้องแลกเปลี่ยนกับอีกอย่าง นั่นคือ ข้อมูล คำตอบ จากข้อสงสัยนั้น จะถูกบันทึกลงไปด้วย แล้วจะยอมไหมที่จะบอกให้กับผู้อื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสงสัยครั้งนี้


และคิดที่จะบอกใช่ไหมล่ะ?


เพื่อที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรม

พอคำตอบจากความสงสัยได้บันทึกสู่หนังสือ หนังสือดังกล่าวก็จะถูกนำไปเผยแพร่ให้กับบุคคลที่สนใจที่จะอ่านมัน


แล้วอ่านมันไปทำไม?


อ่าน เพราะคิดว่าจะได้ประโยชน์ของมัน และนั่นคือ คำตอบของการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบ

แต่บางคนอ่านเพราะคิดว่ามันจะสามารถนำพาเราไปรู้จักกับคนอื่น และก่อเกิดเป็นสังคมได้


แล้วคุณเลือกที่จะคิดแบบไหน?


แต่ไม่ดีกว่าให้เอาเก็บไปคิดนั่นแหละ

และสิ่งที่น่าคิดต่อไป นั่นก็คือ ความสงสัยที่ไม่มีคำตอบ หรือ คำตอบของมันเกินขีดความสามารถของมนุษย์คนหนึ่งที่จะหามันเจอ

แต่สิ่งที่ฉันกำลังสงสัยคงเป็นสิ่งที่ฉันตัวคนเดียวหาคำตอบไม่ได้

และนั่นก็คือ...


ทำไมฉันต้องทำหน้าที่เป็นผู้ถือหนังสือให้กับผู้พิทักษ์?


[align=right]Saruwatari Yui[/align][/font]
ChicKen
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 4
Joined: Sat Jul 11, 2009 8:39 am

The Guardian : season1 4 guardian - Chapter I

Postby ChicKen on Sun Jul 12, 2009 11:50 am

[font=Angsana New]The Guardian
written by> ChicKen

Chapter I : Kazuma

“ทีคนอื่น แกยื่นให้อย่างดีเลย แต่ทำไมถึงมีแต่ฉันฟะ? ที่แกเขวี้ยงให้แบบนี้หา!!!!”

เสียงนี้ดังออกจากปากที่เปรียบเสมือนลำโพงคอมพิวเตอร์ซึ่งเปิดเสียงดังสุดเอาไว้ มันดังจนแต่ละคนที่อยู่รอบข้างมองจ้องเข้ามาเป็นสายตาเดียวกัน แน่นอนว่าห้องข้างๆต้องได้ยินเป็นแน่ ก็เนื่องจากห้องๆนี้ไม่มีหน้าต่าง แต่ส่วนที่เป็นหน้าต่างก็เป็นแค่ลวดเส้นใหญ่ๆสานกันเป็นร่างแห มันเป็นเสียงเด็กสาวที่ทุกคนในห้องย่อมรู้จักกันดี มันออกจะห้าวและแหลมแบบวัยรุ่นสาวทั่วไป แล้วเด็กหนุ่มที่รับมันเข้าไปต่อหน้า ได้แต่ยิ้มแหย่และวางท่าอย่างไม่เกรงกลัวอะไรที่จะเกิดขึ้นต่อไป มันช่างกวนตีนมาก ถ้าใครได้พบเช่นนั้นก็คงจะโมโห อารมณ์ร้ายออกมาอย่างแน่นอน และเธอก็เหมือนกับคนปกติทั่วไปที่จะมีสีหน้าแดงก่ำยิ่งกว่ามะเขือเทศ มันคล้ายกับไฟที่ลุกขึ้นมาทันทีทันใด และพร้อมที่จะเผาสิ่งรอบข้างได้ทุกเวลา

ตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังอยู่ในท่ายืน ถือชีทกองโตด้วยมือสองข้าง อย่างที่พูดนั่นแหละเขานี้โง่จริงๆที่ทำหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคนที่กำลังลุกยืนประชันอยู่ตรงหน้าที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เด็กหนุ่มคนนั้นมีสายตาน้ำตาลอ่อนๆที่แสนทะเล้น ขี้เล่นขี้ซน จมูกที่โด่งเป็นสัน รับกับปากสีแดง ชมพูที่เข้ากันได้พอดี โดยเฉพาะกับแก้มที่คนไหนเห็นก็อยากจับกันทั้งนั้น เขาจัดว่าเป็นบุคคลที่สูงมากเลยทีเดียว แต่รูปร่างสันทัดที่ให้นั้น มันทำให้เขาเป็นที่ดึงดูดผู้คนที่ได้พบเขา จนถึงขนาดที่ว่า ปลื้ม ไปจน หลงรัก เลยทีเดียว และเพราะหน้าของเขาด้วยที่เป็นจุดสนใจได้ง่ายถึงขนาดนี้

“แล้วจะทำไม.”

เสียงตอบกลับของเขา มันแหลมปรี๊ด ขนาดผู้หญิงบางคนก็ยังแหลมไม่เท่า เสียงนั้นขัดกับใบหน้าและรูปร่างของเขาอย่างสิ้นเชิง มันแหลมเหมือนนกหวีด เมื่อมันดังเข้าสู่โสตประสาทของบุคคลที่อยู่ข้างหน้า ทั้งลักษณะเสียงและคำพูด รวมกันทำให้เด็กสาวโกรธยิ่งๆขึ้นไปอีก จนโรคประสาทจะกินเข้าไปเต็มร้อยอยู่ทุกวินาทีแล้ว

“ฉัน.....เริ่มจะอารมณ์เสียกับแกแล้ววว.....”
“ก็เรื่องของแกสิ ไม่เกี่ยวกับฉัน” เขาตอบอย่างไม่ใยดี
“มันน่านักนะ.”

เธอหมดสภาพการควบคุมจิตใจของตัวเองถึงขีดสุดแล้ว เธอกำหมัดแน่นมากสุดกำลังน้อยๆของเธอแล้วต่อยเข้าไปรับกับแก้มของเขาตรงๆ แต่ยังไงเขาก็ไม่สะทกสะท้านอะไร หน้าซื่อๆ กวนๆของเขาก็ยังอยู่เหมือนเดิมทุกประการ แต่แล้วมันก็จบลงไปหลังจากนั้นไม่นานนัก เสียงต่างๆเริ่มเบาบางลง แต่ก็ยังไม่สามารถระบุเจ้าของเสียงได้ แล้วกระไรที่จะระบุสารทิศของเสียง และมันก็ดังครึกครื้นอีกครั้ง

“เกิดเรื่องขึ้นแล้วล่ะสิๆ”

เสียงที่หลายๆคนพูดพร้อมกันเป็นประโยคเดียวที่เด่นชัดที่สุด
จากนั้นเธอก็เริ่มใช้มือที่เต็มไปด้วยสีแดงที่ได้มาจากการต่อยเขาคนนั้น มันแดงและค่อยๆจางไปอย่างช้าๆ เธอยันมือสองข้างของเธอกับโต๊ะอย่างแรง แต่ดูเหมือนการกระทำนี้ก็ไม่ทำให้เธอหายจากอารมณ์ร้ายที่ผ่านมาได้อยู่ดี แต่แล้วเขาคนนั้นก็ทำหน้าฉลาดขึ้นมาบ้าง เหมือนว่าน่าจะเข้าใจอะไรซักอย่าง และเขาก็ตัดสินใจที่จะเดินหลีกห่างจากที่แห่งนี้ในที่สุด

“เสียงแกทำให้ฉันตื่นขึ้นมาเลยรู้มั้ย กำลังหลับได้ดีอยู่”

บุคคลที่นั่งอยู่ข้างๆเด็กสาวพูดออกมาด้วยเสียงที่เหมือนว่าถูกปลุกให้ตื่นยังไงยังงั้น แต่เสียงของเธอก็คงสภาพความแหลมและเล็กออกมาอยู่ดี รับกับโครงหน้าเรียวเล็ก นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มดวงเล็กๆที่มีน้ำมาหล่อเลี้ยงภายใน จมูกที่โด่งเป็นสัน ริมฝีปากที่ชมพูบางๆ และผิวที่ไม่คล้ำมาก เธอขยี้นัยน์ตาเล็กๆของเธอแล้วยื่นมือทั้งสองข้างขึ้นไปข้างบน และหาวออกมายาวๆ

“ขอโทษนะอากาเนะ อะชีทอังกฤษ”

ผู้ที่เหมือนจะเป็นคนปลุกให้คนที่อยู่ข้างๆตื่นขึ้นมากล่าวขอโทษทันทีทันใด และเธอก็ยื่นชีทที่ได้มาจากเด็กหนุ่มที่เธอเพิ่งจะตะวาดใส่เมื่อตะกี้ให้กับบุคคลที่นั่งข้างๆเธอ

“ขอบใจนะ ยูอิ”

เด็กสาวที่ชื่อว่า อากาเนะ พูดขอบใจเด็กสาวที่ยื่นชีทให้เธอ

เด็กสาวที่ชื่อว่า ยูอิ ค่อยๆนั่งลงไปบนเก้าอี้ที่นั่งของเธอ และมันก็ทำให้ความกดดันที่เธอเพิ่งจะได้รับเมื่อไม่นานมานี้ได้ค่อยๆหยุดลง ใบหน้าและมือของเธอลดความแดงก่ำลง ค่อยๆกลายเป็นสีเหลืองดังเดิม เธอนั่งทำแบบฝึกหัดในชีทที่ได้รับมานั้น และไม่ถึง30วิเธอก็ทำมันเสร็จ

“ยูอิทำชีทเสร็จยัง.”

เสียงของอากาเนะอันแผ่วเบาดังเข้าสู่โสตประสาทของยูอิ

“เสร็จแล้ว” ยูอิตอบ
“ลอกหน่อยดิ” อากาเนะพูดต่อ

ยูอิยื่นชีทที่เธอเพิ่งทำเสร็จให้กับอากาเนะ แล้วไม่ถึง10วิหลังจากนั้น อากาเนะก็ลอกเสร็จ เธอถือชีท2แผ่นไปส่งที่โต๊ะที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้อง ซึ่งติดกับประตู

กริ๊งๆๆๆ 4โมง5นาที
“ยูอิโว้ย”

เสียงทุ้มห้าวอย่างเยี่ยงชาย เมื่อทุกคนที่ได้ฟังมันครั้งแรกคงจะคิดอย่างงั้น มันคล้ายกับเสียงเด็กผู้ชายตัวๆเล็ก แต่แท้ที่จริงแล้วเธอคือเด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่พอดูหน้าก็บอกได้เลยว่า เธอน่าจะเป็นทอม แต่ที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่เลย เธอน่ะผู้หญิงชัดๆ และตอนนี้เธอกำลังยืนจังก้าอยู่หน้าห้องของยูอิ

สำหรับยูอิ เธอคิดว่าคนๆนี้จริงจังเรื่องการแต่งตัว ความสวยความงามมากกว่าเธอซะอีก เพราะเธอคนนั้นมีใบหน้าที่ใสไร้สิว โครงหน้าออกจะบานนิดๆ จมูกที่โด่งเป็นสัน ริมฝีปากที่ชุ่มฉ่ำดูเป็นธรรมชาติ นัยน์ตาดำที่ไม่โตจนเกินไปแต่สายตาของเธอพอได้จับจ้อง มันเป็นสายตาที่ทะเยอทะยานมุ่งมั่น และมันก็ทำให้เธอได้เป็นหัวหน้ากลุ่มแทบทุกครั้ง แล้วเธอก็ไม่ทำให้เพื่อนๆผิดหวัง ถึงแม้มันจะเป็นสายตาที่ซ่อนภายในแว่นตากรอบเหลี่ยมสีดำหนาๆของเธอก็ตาม แล้วตลอดจนรูปร่างที่ดูเหมือนจะซ่อนรูปเอาไว้ เพราะถ้าดูในภาพรวมเธอจะดูอ้วน แต่ที่จริงเธอก็ผอมพอๆกับยูอินั่นแหละ

ส่วนยูอิเพื่อนของเธอนั้น ใบหน้าของเธอไม่ค่อยจะมีสิวเท่าไหร่นัก โดรงหน้าของเธอเล็ก รับกับรูปร่างของเธอที่ผอม นัยน์ตาดำโต ตลอดจนริมฝีปากที่แดงฉ่ำอย่างลูกมะเขือเทศที่เพิ่งจะสุกใหม่ๆ แต่ที่เธอรับไม่ได้คือ จมูกที่อยู่ในสภาพโด่งก็ไม่โด่ง แบนก็ไม่แบน

เสียงๆนั้นทำให้ยูอิหันขวับไปที่ประตูพริบตาหนึ่ง บุคคลที่ยืนตรงนั้นทำให้เธอรีบเก็บของใต้โต๊ะอย่างรีบเร่ง ในขณะที่เธอกำลังเก็บของนั่นเอง สิ่งของสิ่งหนึ่งซึ่งเดาก็ได้ว่าเป็นหนังสือ เนื่องจากความแบนราบของมันที่สามารถรู้สึกได้เมื่อมันได้กระแทกกับศีรษะอย่างแรง และมันก็ตกตามกฎระเบียบของโลกจากทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเซอร์ ไอแซค นิวตัน ที่คิดได้จากการที่พบเห็นลูกแอบเปิ้ลตกจากต้นไม้โดยบังเอิญในขณะที่กำลังมองวิวทิวทัศน์โดยรอบอย่างสงบ แล้วเขาก็ทดลองจนเราได้สูตรมากมาย หลักๆก็คือ g(แรงโน้มถ่วงของโลก)=9.8m/s^2

ยูอิลุกลี้ลุกลน เธอหันขวับไปที่นั่งข้างหลังของเธอ แล้วมันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนๆนั้นก็คือ เจ้าคาสึมะ รายเดิมที่ทำให้เธอถึงกับฉุนเฉียวเมื่อไม่นานมานี้เอง

“นายใช่มั้ย...ที่ทำของตกใส่หัวฉัน” เธอถาม

แต่แล้วเธอก็ได้รับคำตอบที่เธอไม่คาดคิดคาดฝัน

“ใช่แล้วไง”
“ขอโทษฉันซะ เดี๋ยวนี้เลย” เธอพูดตอบกลับทันใด
“คนอย่างเธอไม่คู่ควรกับคำว่าขอโทษหรอก” เขาโต้กลับอย่ากวนๆ และมันก็ทำให้เรื่องนี้แดงขึ้นมา
“ไอ่....อ่าย” เธอด่าเขา

ใบหน้าของยูอิเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีแดงขึ้นเรื่อยๆด้วยความโมโห สติของเธอเธอเองแทบจะควบคุมมันได้ไม่อยู่มือ แต่เธอก็ใช้ความพยายามที่มีอยู่บังคับสติของเธอให้หยิบกระเป๋าที่ไร้ซึ่งการรูดซิบ เดินอย่างรวดเร็วถ่อมาหาเพื่อนของเธอที่ยืนจังก้าอยู่หน้าห้อง แล้วเพื่อนของเธอที่ดูเหมือนจะรู้ถึงอาการของเธอในตอนนี้ก็มีสภาพจำยอมที่จะโดนฉุดลากไปตามระเบียบ ทั้งสองมุ่งหน้าไปที่สนามบาส แหล่งเดิม ณ ที่นั่งม้าหินอ่อนเล็กๆหลายๆอันถูกจัดวางอยู่ใต้ต้นไม้ที่ดูมีอายุมาก จากรากที่ใหญ่ มันสูงกว่าพื้นถนนประมาณรองเท้าข้างหนึ่ง ข้างหลังของม้าหินอ่อนเป็นตึกสีโทนฟ้าสูงตระหง่านความงามของมันสู่สายตาประชาชีโดยเฉพาะนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ โดยที่ข้างหน้าของม้านั่งจะมีถนนลาดผ่านยาว มันกั้นระหว่างม้านั่งกับสนามบาสที่กว้างใหญ่ไร้ซึ่งคนเล่นในขณะนี้

เพื่อนของยูอิที่โดนยูอิฉุดมาได้ลากเธอไปนั่งที่ม้านั่งตัวที่อยู่ติดกับต้นไม้ที่สุด ใบหน้าของเธอมันก็คงสภาพแบบตอนที่เดินออกมาจากห้อง แต่สายตาของเธอมันเมื่อยล้าไปหมดแล้ว

“มิซึกิ”

ยูอิเรียกชื่อเพื่อนของเธอที่นั่งอยู่ตรงหน้าของเธอ แล้วมันก็ทำให้เพื่อนของเธอที่ชื่อว่า มิซึกิ ยิงคำถามที่เธอสงสัยที่เพิ่งคิดได้ในขณะที่โดนยูอิลาก แล้วเธอก็พูดออกมาต่อจากนั้นทันที

“เออแกเครียดไรกับแค่ไอ้คาสึมะ”
“วันนี้มันกวนตีนฉันไว้เยอะมากมายเลย” ยูอิพูดด้วยสีหน้าที่เหมือนแค้นอะไรมาสิบสิบปี
“มีไรบ้างล่ะ” มิซึกิยิงคำถามชุดต่อมา
“ข้อที่1เลย คนอื่นมันยื่นชีทให้ดีๆ ทีเราโยนให้อย่างส่งๆ ข้อที่2 ก็เมื่อกี้ไง” ยูอิปลดปล่อยโทสะ
“มันก็พูดพล่อยๆไปงั้นแหละ มันไม่อะไรมากหรอก” มิซึกิพูดปลอบยูอิ
……………….
[/font]
ChicKen
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 4
Joined: Sat Jul 11, 2009 8:39 am

The Guardian : season1 4 guardian - Chapter II

Postby ChicKen on Sun Jul 12, 2009 11:57 am

[font=Angsana New]The Guardian

Written by> ChicKen

Chapter II

ห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือที่ถูกจัดวางไว้บนชั้นอย่างเรียบร้อยและค่อนข้างอยู่ชิดเบียดเสียดกัน จนต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก กว่าจะดึงมันออกมาโดยไม่ให้ปกหนังสือเล่มข้างๆถูกพับเข้ามา ซึ่งเป็นผลให้หนังสือเล่มที่ว่าดูไม่งาม หน้าปกดูยับเยิน ไม่น่าอ่านอีกต่อไปสำหรับคนที่ดูหนังสือจากเปลือกนอกเท่านั้น ชั้นวางแต่ละอันถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบตามรายการหมวดหมู่ของหนังสือ ตั้งแต่หมวด000-900 หนังสือแต่ละหมวดจะถูกจัดวางบนชั้นหนังสือในหมวดที่ถูกกำหนดไว้นั้น แต่ก็ยังมีหมวดที่ถูกจัดไว้ต่างหากซึ่งนั่นก็คือ หมวดของหนังสืออ้างอิง หนังสือทุกๆหมวดของห้องสมุดแห่งนี้สามารถยืมกลับไปอ่านที่บ้านได้ ยกเว้นแต่หนังสืออ้างอิงที่ยืมไปไม่ได้ เนื่องจากบางเล่มมีราคาแพงมาก กว่าที่โรงเรียนจะเจียดเงินมาจ่ายเพื่อซื้อสิ่งนี้โดยเฉพาะ มันก็กินเวลาไปหลายวาระของผู้อำนวยการเช่นกัน และบางเล่มก็มีเพียงเล่มเดียวในโลก หาซื้ออีกไม่ได้อีกแล้ว นอกจากจะหาซื้อฉบับปรับปรุง ซึ่งแน่นอนมันไม่มีคุณค่าเท่าเล่มที่ตีพิมพ์ครั้งแรกแน่ๆเพราะฉะนั้นโรงเรียนจึงหวงหนังสือหมวดนี้เป็นพิเศษ จึงมีการนำกล้องวงจรปิดถูกติดทุกซอกลืบของหนังสือหมวดนี้ ทำให้เห็นหน้าคนที่เดินเข้าออกในหมวดนี้ พร้อมกับทุกการกระทำได้อย่างชัดเจนจากโทรทัศน์จอแบนที่ตั้งอยู่ข้างหน้าโต๊ะของบรรณารักษ์

ในตอนนี้ ณ เวลาปัจจุบันนี้ มีนักเรียนทั้งม.ปลายและม.ต้นอยู่ปะปนกัน แต่ก็ยังแยกออกถึงความแตกต่าง เพราะชุดเครื่องแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยทั้งม.ปลายและม.ต้นจะสวมชุดเครื่องแบบในฤดูหนาว ผู้หญิง ม.ต้นจะเป็น เสื้อคอปกกะลาสี โดยตรงคอปกจะเป็นแถบสีขาวสลับกับสีน้ำเงินเข้ม โดยสีขาวกินพื้นที่มากกว่า และ เนคไทต์สีน้ำเงินเข้มที่ถูกผูกยาวลงมาสั้นกว่าขอบกระโปรงครึ่งคืบ ตลอดจนเสื้อที่มีสีน้ำเงินเข้ม มีขอบตามขวางที่เป็นแถบสีขาวตัดกับสีน้ำเงินเข้มและกระโปรงที่มีสีขาวล้วนแล้วม.ปลายจะต่างก็ตรงที่เนคไทต์ที่จะเป็นสีขาว ส่วนของผู้ชายทั้งม.ต้นและม.ปลาย จะเป็นชุดเครื่องแบบทหารสีน้ำเงินเข้มตามแบบของโรงเรียนมัธยม

นักเรียนในห้องสมุดนี้มีมากมายเหลือเกิน แบบที่นับกันแทบไม่ไหวในบรรดานักเรียนที่มามีกลุ่มเด็กๆม.ต้นห้องเรียนหนึ่งที่มาสืบค้นภายใต้วิชาประวัติศาสตร์ โดยที่ไม่มีคุณครูประจำวิชามาควบคุมพวกเขา เนื่องจากคุณครูท่านนั้นติดธุระมาสอนไม่ได้ แต่ก็ยังมีบรรณารักษ์ของทางห้องสมุดที่ต้องทำหน้าที่ควบคุมทั้งห้องสมุดอยู่แล้ว

ยูอิที่นั่งอยู่ในหมวดหนังสืออ้างอิงที่อยู่มุมหลังสุดของห้องสมุดที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา ยูอิกำลังนั่งเหม่อมองออกนอกหน้าต่างที่อยู่ถัดจากชั้นหนังสือไปไม่ถึงวา มันเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่อยู่สูงจากพื้นคืบหนึ่ง และสูงขึ้นไปอีก ถ้ากะด้วยสายตา ขอบหน้าต่างก็คงอยู่ห่างจากเพดานห้องคืบหนึ่งเหมือนกัน ยูอิยืดขาทั้งสองของเธอเหยียดออกไปจากตัวเธอ นอกหน้าต่างเต็มไปด้วยหิมะร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ขาดสายบนพื้นถนน จนบนพื้นถนนเต็มไปด้วยหิมะที่กองขึ้นมามากชั้นได้ มันหนาเป็นคืบจนนักเรียนที่เดินไปเดินมาข้างล่างนั้นต้องสวมบูทที่สูงถึงเข่า รอยของรองเท้าที่ติดเต็มพื้นหิมะ แต่ไม่ช้ามันก็ค่อยๆถูกปิดทับโดยหิมะระลอกหลัง และปรากฏการณ์นี้เป็นไปเรื่อยๆจนกว่าหิมะจะหยุดตกซักวันหนึ่งที่ไม่สามารถรู้ว่าวันไหน นอกจากนักอุตุนิยมวิทยาที่รู้ได้โดยวิธีการทางอุตุนิยมวิทยาที่ต้องอาศัยการคำนวณและการคาดการณ์ที่ต้องใช้ความชำนาญสูงที่จะทำให้เราได้ล่วงรู้อากาศในแต่ละวัน ตลอดจนในอนาคตได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

สภาพอากาศ เป็นสิ่งที่แปรปรวนในตอนนี้ ความจริงของทุกๆปีเดือนนี้ต้องอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่หิมะนั่นมาจากไหน มาแทนที่ใบไม้ มาแทนที่ความสนุกกับฤดูใบไม้ร่วงของเด็กบางคนจางหายไป เพราะขนาดนักอุตุนิยมวิทยายังไม่สามารถคาดการณ์อากาศของวันถัดไปได้ มันช่างเป็นสิ่งที่ดูขุ่นมัวของผู้คนที่เจออากาศแบบนี้จริง และผู้คนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น นั่นก็คือ คนญี่ปุ่น เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่เจอสภาพอากาศแบบนี้ และในตอนนี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้เป็นจุดสนใจจากชาวโลก อย่างที่ไม่ต่างกับประเทศไทยที่เกิดปัญหาการเมืองที่ยากเกินแก้ ประเทศสหรัฐอเมริกาที่เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจที่มืดมนไปหมด

แต่แล้วความมืดมนยามค่ำคืนก็เพิ่งหายไปเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมานี้เอง พระอาทิตย์ที่ควรจะให้แสงยามรุ่งอรุณได้แผ่อำนาจขยายวงกว้างขึ้น มันกินขอบเขตของเวลากลางคืนและตั้งอยู่ตรงกลางของผืนฟ้ามาตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว แต่แสงของมันก็ไม่สามารถช่วยให้หิมะละลายลงได้

ยูอิที่กำลังคิดอะไรเพลินๆอย่างสันโดษ ก็ถูกเสียงๆหนึ่งเข้าแทรกสูโสตประสาททำให้เธอตื่นขึ้นรับกับความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า

“แกโดนจับปล้ำตอนนี้แน่”

เสียงอันแหลมปรี๊ดดังทั่วห้องสมุด ซึ่งถ้าให้เดาก็เดาถูก นั่นก็คือเสียงของเจ้าคาสึมะ และตามติดมาด้วยเสียงฝีเท้าของคนหลายคน ที่ดูเหมือนกำลังหนีอะไรอยู่ แน่นอนว่าต้องเป็นคาสึมะแน่ เขาถูกหาว่าเป็นเกย์ เพราะชอบสีม่วงเข้มและเขาก็ชอบเข้าไปลอบทำร้ายเพื่อนๆ โดยเฉพาะพวกผู้ชายในห้องเป็นประจำ

“อย่านะ”

เสียงบุคคลหลายๆคนที่กำลังโดนคาสึมะไล่ล่า พวกเขาเปล่งร้องอย่างสุดเสียง แต่ก็ดูเหมือนว่ามันแค่ขำๆเท่านั้น

แต่การไล่ล่าก็ไม่ได้จบเพียงแค่นี้ มันมีต่อไปเรื่อยๆ จนยูอิชักจะเบื่อเข้าเนื้อในแล้ว เพราะมันซ้ำไปเรื่อยๆจนไม่น่าจะสนใจ มันดูไร้สาระมากสำหรับยูอิ จากใบหน้าของเธอที่ดูเซื่องซึม ดูเบื่อโลก และในไม่ช้าเธอก็เอื้อมมือน้อยๆข้างนั้นไปหาชั้นวางหนังสือ เพื่อไล่หาหนังสือที่อยากจะอ่าน เธอใช้สายตาและนิ้วมือไล่ชื่อหนังสือไปเรื่อยๆจนเธอพบหนังสือเล่มหนึ่งที่ไม่มีชื่อติดอยู่ แล้วเธอก็ใช้สมาธิของเธอดึงหนังสือเล่มนั้นออกมา เพื่อไม่ให้หนังสือเล่มข้างๆชำรุดตามไปด้วย

หนังสือเล่มนี้มันมีฝุ่นติดตามส่วนต่างของมัน แต่ก็ไม่ถึงกับปกปิดสีที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้ได้ ซึ่งสีที่แท้จริงมันก็คือสีดำ มันเป็นสีดำ และหนังสือเล่มนี้ไร้ซึ่งชื่อนามของมัน ด้วยความไร้ชื่อไร้นามนั่นทำให้สายตาของเธอสุกสะกายแวววาว แล้วเธอก็เริ่มใช้ขอบเสื้อของเธอปัดฝุ่นหนังสือเล่มนั้น

“ฮัดชิ้ว!!!!!!!”

แล้วอาการแพ้ฝุ่นของยูอิก็กำเริบขึ้น ส่งผลให้เธอไอออกมาสองสามครั้งติดต่อกัน

เธอพลิกข้างหนังสือก็แล้ว หน้าแรกก็แล้ว หน้าหลังก็แล้ว เพื่อหารหัสหนังสือ แต่มันก็ปรากฏหน้ากระดาษปอนด์หนาๆเหมือนหน้าที่ผ่านมา และมันก็มีแต่ความว่างเปล่า พอเธอพลิกกลับมาที่หน้าปกที่ตอนแรกเคยว่างเปล่า มันกลับจารึกชื่อเป็นอักษรสีดำเข้มมากกว่าสีของปกหนังสือของมันเล็กน้อย ขนาดที่ว่ามองจากที่ไกลก็จะไม่เห็นชื่อของหนังสือเล่มนี้เลย และมันก็ทำให้เธอเริ่มสงสัยความเป็นไปของหนังสือเล่มนี้ เธอมีความคิดที่จะเก็บเอามันไปดูต่อที่หอพัก

“ครูขอเธอเงียบได้มั้ย อีกไม่กี่นาทีก็จะเลิกเรียนแล้ว”

เสียงของครูที่นุ่ม แหลม แบบผู้หญิงวัยกลางคนธรรมดาดังออกมา แล้วมันก็เป็นโอกาสเหมาะเจาะกับสิ่งที่ยูอิคิด เธอเดินผ่านครูที่กำลังลงโทษคาสึมะอยู่ อย่างสบายๆ ไม่มีใครซักคนสังเกตเห็นเธอ เธอวิ่งลงบันไดไปเพื่อมุ่งตรงไปที่หอพักที่เธออาศัยอยู่ชั่วคราว

“คราวนี้ฉันรู้สึกขอบใจแกนิดๆนะคาสึมะ”

ยูอิพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบาในขณะที่เธอมาถึงตรงหน้าห้องของเธอที่ติดป้ายเล็กๆแทนป้ายเลขที่ห้องของห้องอื่นๆที่เหมือนกันแทบทุกห้อง มันรอบข้างด้วยรูปการ์ตูนโดเรมอนน่ารักกำลังกินโดริยากิ และโนบิตะพยายามจะแย่งสุดแรง ป้ายชื่อแตกต่างต่างกับห้องอื่นและเลขที่ห้องนี้มันก็ช่างดูลึกลับจริง“1303” แต่แล้ว...เธอก็ไม่รีรอที่จะเปิดประตูห้องของเธอเข้าไป

บรรยากาศของห้องที่เต็มไปด้วยสีม่วงเข้มมันช่างน่าประหลาดใจ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับหน้าตาของเจ้าของห้องที่อ่อนหวานจนไม่มีใครจะคิดว่าเธอเป็นคนที่ชอบสีอะไรแบบนี้ ห้องนี้เต็มไปด้วยฉากสีม่วงเข้ม มีแถบยาวตามขวางสีแดงเข้มความสูงเท่าตาตุ่ม และชั้นวางของไม้เรียงกันเป็นรูปเครื่องหมายบวกสีสันต่างๆอีกมุมหนึ่งของห้อง มันอยู่ติดกับหน้าต่างบานเลื่อนขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวภายนอกอย่างเห็นได้ชัด ถัดจากด้านหลังของหน้าต่างเล็กน้อยรายล้อมไปด้วยโซฟาหนังสีชมพู มันตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์จอplasma และโปสเตอร์การ์ตูน อาทิเช่น Doraemon , Code Geass, L Change the world, Inuyasha และอื่นๆอีกมากมาย กระจัดกระจายเต็มห้อง เมื่อมองในภาพรวมมันเป็นห้องแบบ3LDK มี3ห้องนอน ห้องรับแขก และห้องครัว แล้วเธอก็เดินเข้ามาในห้องนอน

ห้องนอน มันแคบเล็ก เนื่องจากของที่วางกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบเต็มห้อง เธอวางกระเป๋าบนเตียงที่เป็นเตียงเดี่ยว ชุดเครื่องนอนเป็นรูปฮารุฮิ แล้วเธอเดินออกจากห้องโดยไม่แยแสอะไร เธอเดินตรงไปนั่งที่โซฟา และในขณะนั้นเองที่เธอเปิดโทรทัศน์ โทรทัศน์กลับเปิดไม่ได้ สิ่งต่างๆในห้องโย้เย้ เอียงไปทางประตูราวกับแผ่นดินไหว และมันก็เป็นแผ่นดินไหวจริงๆที่เธอไม่คาดคิดคาดฝัน ในโทรทัศน์ไม่เคยบอกว่าจะเกิดแผ่นดินไหว ทั้งๆที่ในโทรทัศน์แม่นเรื่องการคำนวณการเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ เธอเริ่มโน้มเอียงไปตามสิ่งของ เธอเห็นความพังพินาศที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วิ มันเกิดขึ้นไม่ถึงนาทีแล้วหยุดไป และเธอก็ติดตามผลที่เกิดตามมา นั่นก็คือการลุกดูความพังพินาศของห้องของเธอ ของที่กระจัดกระจาย แก้วน้ำที่เหลือแต่เศษซากกระจายเป็นเสี่ยงๆ แต่เธอก็ไม่รอช้าที่จะเก็บกวาดมัน

“ขี้เกียจกวาดนะเนี่ย รกวุ้ย” ยูอิบ่น

เธอเก็บกวาด จัดเก็บของในแต่ละห้องไปเรื่อยๆ เหงื่ออันมหาศาลท่วมไหล่ที่แคบของเธอ และแล้วมันก็ท่วมอาบหลังของเธอราวกับสายน้ำ จนมาถึงห้องสุดท้าย เธอเริ่มมีกำลังยึดขึ้น และสายตาที่มุ่งมั่น

“ในที่สุดก็ห้องสุดท้ายแล้ว สู้นะยูอิ fighting” เธอพูด

ห้องสุดท้ายนี้เป็นห้องนอนที่อยู่ใกล้ที่สุดและมีขนาดเล็กที่สุดที่เธอเรียกมันว่า ห้องเก็บของ และเธอก็เปิดประตูเข้าไป แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดคาดฝันก็ได้เกิดขึ้นคือเธอพบเด็กหนุ่มที่เหมือนจะเป็นเด็กมัธยมปลาย คิ้วเข้ม นัยน์ตาสีแดงคมกริบดั่งเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสัน รับกับใบหน้าที่ไม่บานจนเกินไป และริมฝีปากของเขาที่น่าพิศวงมากกว่าที่อื่นใด มันเป็นสีแดงราวๆกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย ตอนนี้เขาอยู่ในชุดคลุมสีดำและผ้าพันคอสีแดง เขาซึ่งอยู่ในท่านอน ได้ลุกยืนขึ้นปะทะกับหน้าของเด็กสาวที่รู้สึกตกใจในการมาของตน ตาของเธอเบิกโพลง ตัวของเธอสั่นระริกอย่างกับว่าผีหลอกฉัน ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย

“ขอโทษนะ จอดtime machineเฉียดพื้นไปหน่อย”

คำทักทายแรก เสียงอันทุ้มนุ่มลึกของเขา ไม่สามารถคลายความตกใจให้กับเธอแม้แต่น้อย แต่มันกลับทำให้เธอตกใจยิ่งขึ้นไปอีก สุดท้ายเธอก็นอนสลบลงไปนอนกองกับพื้นทันทีทันใดที่เขาพูดประโยคแรกจบ
[/font]
ChicKen
ร.ด. หัวเกรียน
ร.ด. หัวเกรียน
 
Posts: 4
Joined: Sat Jul 11, 2009 8:39 am


Return to Novel

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron