Welcome
Welcome to <strong>Fiction Factory (Open Beta)</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

[F] THE CIRCLE OF DESTINY{วงล้อแห่งชะตากรรม}

นักแต่งฟิคทั้งหลาย สามารถมาลง fiction ของตัวเองที่นี่
<br>
<font size=2 color=red>*ก่อนลงนิยายขอให้ศึกษากฏกันให้ดีก่อนนะครับ...</font>

Moderators: Crimsonwing, 青 お姉さん, Zinc

[F] THE CIRCLE OF DESTINY{วงล้อแห่งชะตากรรม}

Postby DJ_pond on Sat Feb 16, 2008 10:17 pm

นิยายเรื่องนี้ผมได้แต่งมาตั้งแต่อยู่ป.6 และได้ปรับปรุง ดัดแปลงจนเหนื่อยมาก -*- {น่าจะหอบด้วย} ไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น นอกจากความบันเทิงส่วนตัว กับมอบความสุข[หรือเครียดกันแน่??]แก่คนอ่าน

เคยโดนวิจารณ์แล้วหนึ่งครึ้ง โดยคุณspockผู้แต่ง เนอร์วาน่า{ไม่แน่ว่าอ่านถูกรึป่าว ถ้าอ่านผิดก็ขออภัยอย่างสูง}

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=898666

นี้คือลึงค์ของการวิจารณ์ และผมจะให้วิจารณ์อีกครั้งเมื่อลงครบสิบตอน ^^

ขอยืนยัน นอนยัน ตีลังกายัน ตะแคงยัน และทุกอย่างยัน นิยายที่ผมแต่งไม่มีอีโมครับ ไม่มีรักร่วมเพศ ไม่มีฉากอิโรติก[สงสัยไม่มีคนอ่านแน่เลยถ้าไม่มีฉากนี้] ไม่มีการแต่งตัวแบบนุ่งน้อยห่มน้อย[แล้วใครจะอ่านนี่] ความรักค่อนข้างน้อย ความเครียดต่างหากคือทุกสิ่งของเรื่องนี้

ข้อผูกมัดตัวเอง[ไม่ใช้คนอ่านนะครับ]

ลงวันละตอนเท่านั้น [ตาลายครับ เนื้อหาเยอะ]

ก่อนลงนิยายต้องเล่นDotaก่อนหนึ่งตา [น่าจะไม่เกี่ยวกันเลย แต่ทำทุกวัน-*-]

หลังลงนิยายเสร็จก็ต่อด้วยcabal [ไม่เกี่ยวอีกเช่นเคย-*-]


อีกอย่างนะครับ เรปที่ห้าเกิดความผิดพลาดและแก้ไขไม่ได้[เรปที่ตัวอักษรแปลกเพื่อน]-*- ขอให้ข้ามไปเลยนะครับ
Last edited by DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 10:29 pm, edited 1 time in total.
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Sat Feb 16, 2008 10:18 pm

ประวัติแบบย่อ

ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านไปไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ความเป็นธรรมชาติเริ่มสวยงามตามยุคสมัยของเวลาที่ผ่านพ้น ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นแต่ก็นำพาหายนะที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน

จักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตมีสิ่งต่างๆก่อกำเนิดมากมายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดาวเคราะห์หรือสิ่งมีชีวิตที่เริ่มวิวัฒนาการสู่ความเจริญก้าวหน้า ความรุ่งเรืองอย่างไม่หยุดหยั่ง และมนุษย์คือผู้นำความเจริญในทุกๆด้านเข้ามาในจักรวาลตั้งแต่มนุษย์เพิ่งกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ความคิดค้นทดลองของมนุษย์ได้นำพาจักรวาลสู่ความรุ่งเรืองเป็นอย่างสูง แต่เบื้องหลังของความเจริญนี้คือเหล่าเทพเจ้าที่คอยให้คำแนะนำที่ดีๆแก่มวลมนุษย์ซึ่งพวกเทพเจ้าทั้งหลายได้อาศัยอยู่ในอีกมิติที่ไม่ใช่จักรวาลแต่ก็มีความกว้างขวางไม่แพ้กัน ชัชวาล และมีเทพเจ้าองค์หนึ่งที่มีนามว่า ลูซิเฟอร์ เป็นผู้กุมอำนาจแห่งชัชวาลทั้งหมดพร้อมพลังอำนาจที่สูงส่ง และพวกปิศาจที่ใครๆหลายคนคิดว่าต้องเป็นพวกที่ชั่วร้าย ไม่ใช่เลย พวกปิศาจได้ให้ความช่วยเหลือจักรวาลมากมายยิ่งความพวกเทพเจ้าเสียอีก โดยมีจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจอย่างคาเซอร์ปกครองและคอยบัญชาเหล่าปิศาจที่อยู่ในมิติที่เรียกว่า รัตติกาล ทั้งจักรวาลรัตติกาล และชัชวาล ได้สงบสุขรื่นรมมาเป็นเวลานั้นล้านปีจนผู้คนทั้งหลายได้ขนานนามดินแดนทั้งสามนี้ว่า ไตรมิติ
ประตูมิติที่เชื่อมทั้งสามมิตินั้นมีเพียงเทพเจ้าลูซิเฟอร์กับจักรพรรดิคาเซอร์เท่านั้นที่จะเปิดหรือปิดได้ โดยที่ประตูทางเข้าของชัชวาลอยู่ที่กึ่งกลางระหว่างกาแล็กซี่เวอร์เจริกกับดาวเคราะห์ที่มีชื่อว่ากิพพิ้งอาร์ค ในจักรวาล ส่วนประตูทางเข้ารัตติกาลก็อยู่ในจักรวาลเช่นกัน ที่ดาวเนเสนิกอันไกลโพล้ที่มนุษย์ยังไม่พบเจอ แต่ประตูที่เชื่อมระหว่างชัชวาลกับรัตติกาลนั้นรึ ยังไม่มีข้อมูล


ความสงบสุขของไตรมิติถูกทำลายลงโดยพวกปิศาจใจร้ายได้จัดตั้งกองทัพใหญ่ทำการยึดอำนาจของจักรพรรดิคาเซอร์และสังหารพวกปิศาจที่ไม่ยอมเป็นพวกด้วยอย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็น ผู้นำที่ทำการยึดอำนาจนี้คือดีโนซอร์ด ปิศาจที่มีพลังสูงส่งที่สุดในรัตติกาล ในระหว่างที่สงครามภายในมิติของปิศาจกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จักรพพรรดิคาเซอร์ได้ประกาศต่อไตรมิติว่าตั้งแต่บัดนี้มิติรัตติกาลจะหยุดการติดต่อสื่อสารกับทุกมิติอย่างไม่มีกำหนด และกาลเวลาผ่านมาเป็นแสนปี มิติแห่งรัตติกาลได้ถูกลืมเลือนหมดสิ้น แต่เหล่าเทพเจ้าไม่เคยลืมเลย พวกเขาแทบจะเข้าไปช่วยด้วยซ้ำ แต่จักรพรรดิคาเซอร์หวังดีต่อทุกคนและเพื่อไม่ให้ใครต้องลำบากจึงได้ทำเช่นนี้


ก็ใช่ว่าความสงบจะหยุดกับทุกคนตลอดไป เมื่อพวกเทพเจ้าได้ทำการทดลองสร้างเทพเจ้าองค์ใหม่โดยใช้เสี้ยววิญญาณของลูซิเฟอร์เป็นวัตถุดิบ แต่ผลการทดลองกลับตาลปัดตามความคาดคิด สิ่งมีชีวิตที่เทพเจ้าสร้างมาได้มีความทำลายและกระหายการต่อสู้อย่างล้นพ้น มีพลังธาตุทั้งเก้า( ดิน,สายฟ้า,ไฟ,น้ำแข็ง,กาลเวลา,ความมืด,แสงสว่าง,น้ำ,ลม) และดาบเทพทมิฬ(เป็นดาบที่จะดูดพลังจากผู้ที่แพ้จากการต่อสู้) ในนามของดาร์ดลูซิเฟอร์ผู้กำเนิดจากการทดลองอันผิดพลาดได้ประกาศต่อหน้าเทพเจ้าทุกองค์ว่าจะทำลายทุกสิ่งจนกว่าทุกอย่างจะเข้าสู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ แล้วเทพดาร์ดลูซิเฟอร์ก็ได้เข้าไปในมิติจักรวาลโดยใช้เวทมนต์แห่งกาลเวลาเป็นตัวเชื่อมมิติ

และแล้วมหาสงครามจักรวาลครั้งที่หนึ่งของจักรวาลก็เกิดขึ้น เมื่อเทพดาร์ดลูซิเฟอร์ได้ใช้ความสามารถที่ได้จากการทดลองคือ การสร้างกองทัพอสูรทั้งสี่ มีมังกร,ราชสีห์,นกยักษ์,งูยักษ์(ในอสูรแต่ละชนิดจะมีพลังที่แตกต่างกัน มังกร:พ่นลำแสง ราชสีห์:กรงเล็บที่ยืดยาวได้ นกยักษ์:การม่านพลังได้ งูยักษ์:.ปล่อยพิษจากหาง ) พร้อมเอาอสูรทั้งสี่มารวมร่างเป็นเทพอสูรสงครามซึ่งมีหัวเป็นมังกร คอกับหางเป็นงู ตัวกับขาเป็นราชสีห์ และมีปีกเป็นนก ไม่ใช่มีแค่ตัวเดียว มันมีมากมายจนกลายเป็นกองทัพที่ทรงพลังยิ่งเกินกว่ามิติจักรวาลจะรับมือได้

นี้เป็นครั้งแรกที่เป็นสงครามที่เกี่ยวโยงถึงมนุษย์และเทพเจ้า ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมมือกันทำสงครามกับดาร์ดลูซิเฟอร์อย่างเต็มรูปแบบ และเทพเจ้าลูซิเฟอรืได้คัดเลือกเทพเจ้าที่มีพลังสูงมากพอที่จะต่อกรกับฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งมีเทพเจ้าสิบสองนักษัตร ราฟาเอล อูริเอล มิคาเอล กาบรีเอล เคโคเรเมมีคอน อัลฟีเน่ เธอร์ โอดีน ฟินิกส์ บาร์มุส พญานาคราช และตัวเขาเอง ได้ต่อสู้กับดาร์ดลูซิเฟอร์อย่างดุเดือด แต่กลับเป็นฝ่ายเทพเจ้าที่เสียชีวิตกันมากมายจนเหลือแค่เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอน เทพเจ้าอัลฟีเน่ เทพเจ้าเธอร์ และลูซิเฟอร์ แผนการผิดพลาดไปหมด จนเทพเจ้าลูซิเฟอร์ต้องใช้วิธีสุดท้าย คือการผนึกในร่างตัวเอง และทำสำเร็จด้วย นี้คือจุดจบของมหาสงครามจักรวาลครั้งที่หนึ่ง แต่ดูเหมือนจะยังไม่จบเพียงเท่านี้ ก่อนดาร์ดลูซิเฟอร์จะถูกผนึก เขาได้ให้คำสาปบางอย่างแก่เทพเจ้าอัลฟีเน่กับเทพเจ้าเธอร์โดยที่ไม่มีใครรู้ เพราะคำสาปไม่ได้แสดงผลออกมาทั้งที
ต่อมาเทพเจ้าลูซิเฟอร์ต้องปิดผนึกตัวเองเนื่องจากโดนดาร์ดลูซิเฟอร์ครอบงำจิตใจ เขาได้ทำสองสิ่งสุดท้ายก่อนผนึกตัวเอง สิ่งแรกคือมอบพลังมิติที่สามารถเปิดประตูระหว่างมิติชัชวาลและจักรวาลกับเทพเจ้าสององค์ คือ เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนกับเทพเจ้าอัลฟีเน่ สิ่งที่สอง ได้แยกดาบเทพศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นอาวุธเป็นกายออกเป็นดาบศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าแล้วมอบให้เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนพร้อมตำแหน่งผู้ปกครองมิติชัชวาล ต่อมามีสิ่งที่แปลกประหลาดเกิดขึ้น ร่างของเทพเจ้าลูซิเฟอร์ที่หลับใหลอยู่ให้ผลึกคริสตัลแตกสลายเป็นผุยผง และดวงวิญญาณทั้งสองได้ลงไปมิติจักรวาลอย่างปริศนา


เทพเจ้าเธอร์ได้สร้างผู้พิทักษ์เป็นครั้งแรกไว้ช่วยสอดส่องหาดวงวิญญาณของเทพเจ้าทั้งสอง ซึ่งผู้พิทักษ์นี้สร้างได้จากวิญญาณของทหารเวทมนต์คนหนึ่งที่กำลังจะสิ้นใจเพราะป่วยเป็นโรคติดต่อ แต่ก็คว้าน้ำเหลวและผู้พิทักษ์ได้จำศีลอยู่ในวิหารแห่งนกใน(ไดไซ)โลก





***************************************************************************


เข้าสู่ยุคเทคโนโลยีซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน


ในจักรวาลมีกองทหารกองหนึ่งซึ่งไม่ใช่คนธรรมดา มีนามว่า กองพันทหารเวทมนต์ แต่ละคนในกองทัพนี้คำว่ามีพลังอยู่ในตัว แต่พวกเขามีความสามารถใช้พลังได้น้อยนิด พวกเขาทำได้แค่ ยิงพลังจากฝ่ามือ กางบาเรียพลัง เท่านั้นเอง….ราวกับว่ามีพลังอันยิ่งใหญ่บางอย่างซ้อนเร้นในตัวพวกเขาเล่านั้น


ในอดีตมีผู้มีพลังมากมายได้ใช้พลังที่ซ้อนเร้นเหล่านั้นปกป้องมวลมนุษย์จากสิ่งชั่วร้ายมากมาย พวกเขาเหล่านั้นได้ถูกขนานนามว่า นักรบผู้พิทักษ์(Paladin Guardian ) พวกเขาทุกคนมีพลังธาตุ ใช้เวทมนต์ได้ และมีอาวุธประจำตัวคนละหนึ่งอย่าง และนักรบผู้พิทักษ์ทุกคนนั้นต้องเปิดผนึกพลังก่อนเท่านั้นจึงจะสามารถใช้พลังที่แท้จริงได้ ด้วยการใช้วงแหวนเวทย์แห่งราศีเป็นตัวเปิด แต่เมื่อกาลเวลาผ่านมา ทุกคนลืมเรื่องนี้ ประกอบด้วยนักรบผู้พิทักษ์ได้สิ้นชีวิตหมดเพราะมหาสงครามจักรวาลครั้งที่หนึ่ง ปัจจุบัน ใครที่มีพลังก็ใช้ได้เพียงน้อยนิด แต่พวกเขาหารู้ไม่ ในตัวพวกเขาเองได้มีพลังอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่

เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนผู้มีอำนาจเหนือเทพเจ้าทั้งปวงได้เชิญทหารเวทมนต์แปดคนมายังมิติแห่งเทพเจ้าและเปิดผนึกโดยที่ใช้วงแหวนเวทย์สุริยาหมื่นทิวาจันทราสิบสามราตรีเป็นตัวเปิด ทำให้บุคคลเหล่านั้นใช้พลังได้อย่างไม่เต็มที่ ม่มีอาวุธประจำตัวพร้อมมีความสามารถพิเศษที่ได้จากเทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนมา โดยที่คนพวกนั้นไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งก่อนที่พวกเขาจะกลับ เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนได้มอบผ้าไหมสีขาว เข้าในมีวงแหวนเวทย์ที่ผ้าแต่ละผืนนั้นไม่เหมือนกันแก่คนทั้งแปด (มีคนผู้ชายคนหนึ่งได้ผ้าสองผืน) พร้อมบอกว่าถ้าทั้งแปดคนนี้มีลูก ให้ใช้ผ้าเหล่านี้เปิดพลังลูกตัวเองและห้ามบอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอันขาด ถ้าใช้ผ้านี้แล้วขอให้ทำลายทิ้งโดยเร็วที่สุด……


อัลฟรีด ลินลูโต แห่งราชวงศ์ลินลูโต เป็นผู้ปกครองเอกภพรุ่นที่ 83 และสมุหนายก ดิเลอุ คอเรีย บริหารจักรวาล ทั้งสองคนได้พบบุคคลทั้ง 8 ซึ่งมีพลังเหนือกว่าทหารเวทมนต์ทั้งไป พวกเขาสามารถใช้เวทมนต์ได้เหมือนเทพเจ้า และมีพลังเป็นธาตุ (เป็นผู้ชายหมดทั้งแปดคน)

โรดัน ลาริสซา ธาตุ อัสนี
รูทีโก เจไบรตั้น ธาตุ วารี
มินท์แว ดาโทนีโอ ธาตุ พสุธา
ซาอาเรีย มิแรนดา ธาตุ วายุ
เอเซเอล ทีดิส ธาตุ ผลึกเยือกเย็น
เดลิต้า คัสลิสโต ธาตุ แสงสว่าง
เลโอ เบโอลูฟ ธาตุ อัคคี
ออกัส เบโอลูฟ ธาตุ อัคคี

*เลโอกับออกัสเป็นพี่น้องกัน


ทั้งแปดคนมีความสามารถพิเศษไม่ซ้ำกัน แต่ไม่มีข้อมูล เพราะพวกเขาไม่เคยแสดงให้เห็น(พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่าความสามารถพิเศษของตนคืออะไร) ยกเว้น เลโอ เบโอลูฟ ซึ่งมีความสามารถในการดูดพลัง เป็นความสามารถพิเศษ เลโอเป็นคนที่เก่งกาจมากในเรื่องพลังและการรบ เขาได้สร้างผลงานมากมายเกี่ยวกับการทำสงคราม จึงได้รับการแต่งตั้งจากสมุหนายก เป็นผู้บัญชาการกองทัพทหารเวทมนต์แห่งจักรวาล และด้วยคำแนะนำจากเทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนที่ว่า หากพวกเขาทั้งแปดคนมีลูก ลูกของพวกเขาจะมีพลังธาตุเหมือนผู้เป็นบิดา และจะมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันออกไป พวกเขาทั้งแปดจึงได้รับการสถาปนาจากอัลฟรีดให้เป็นต้นตระกูลธาตุทั้งเจ็ด และเทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนได้ให้คำทำนายแห่งพลังกับอัลฟรีดมากมาย ซึ่งอัลฟรีดได้บอกเพียงคำทำนายเดียวกับเหล่าทหารเวทมนต์ว่า “ มนุษย์คือผู้หยุดสงครามครั้งนี้ ” ซึ่งบิดเบือนไปจากคำทำนายจริงที่ว่า “ ผู้ที่สามารถใช้พลังจากดาบศักดิ์สิทธิ์ได้ คือผู้ที่ยุติสงครามครั้งนี้ ”




ในจักรวาลมีมิติอีกสองมิติคือ มิติจำลอง เป็นมิติที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง และมิติแห่งเทพเจ้า ในมิตินี้มีเทพเจ้าอาศัยอยู่มากมาย และไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สามารถเปิดประตูมิติที่เชื่อมระหว่างเอกภพกับมิติแห่งเทพเจ้าได้ เว้นแต่ เทพเจ้าเคโคเรเมีคอนกับเทพเจ้าอัลฟีเน่



ต่อมาเทพเจ้าอัลฟีเน่กับเทพเจ้าเธอร์เกิดความมืดในจิตใจ ต้องการทำลายจักรวาลทั้งหมดแล้วสร้างใหม่ตามอุคติของตน เทพเจ้าทั้งสองได้เข้าไปในจักรวาลเพื่อสร้างกองทัพที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพ โดยกองทัพนี้มีชื่อว่า กองทัพเด็ธทรอย(destroy) และได้ใช้พลังของตน สร้างอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ ดาบแห่งเทพเจ้า หรือเรียกอีกชื่อว่า ดาบศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอาวุธชนิดนี้ไม่มีวันแตกหัก ไม่มีวันสึกกร่อน ความคมของมันขึ้นอยู่กับพลังของผู้ถืออาวุธชิ้นนี้ แน่นอน ถ้าไม่ใช่เทพเจ้าก็ไม่สามารถทำได้ ด้วยพลังของเทพเจ้าทั้งสองมีเพียงพอสำหรับการสร้างดาบศักดิ์สิทธิ์แค่สามเล่มเท่านั้น เทพเจ้าเธอร์เป็นผู้สร้างดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มแรก คือ ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งไฟ ส่วนเทพเจ้าอัลฟีเน่สร้างดาบศักดิ์สิทธิ์อีกสองเล่ม คือ ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดสองเล่ม



ฝ่ายเทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนซึ่งเป็นผู้ปกครองมิติแห่งเทพเจ้า ได้ใช้อัญมณีแห่งเอกภพที่สร้างดาบศักดิ์สิทธิ์ตามพลังธาตุที่มีอย่างละเล่ม ดังนี้

ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งวารี ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งพสุธา ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งอัสนี

ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งวายุ ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งอัคคี ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืด

ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งผลึกเยือกเย็น ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงสว่าง และดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งกาลเวลา


เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนมอบดาบศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าเล่มให้กับตระกูลธาตุทั้งเจ็ดตามธาตุขอดาบศักดิ์สิทธิ์ ส่วนดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดถูกเก็บไว้ที่วิหารแห่งวิหค(วิหารไดไซ)ในโลก และดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งกาลเวลา เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนได้ทิ้งไว้ที่ถ้ำมรกต เรดคูดดี้ ในดาวโซร่า เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ซึ่งไม่มีใครรู้



ศึกสงครามได้อุบัติขึ้น ต่างฝ่ายต่างมีพลังอันแข็งแกร่งกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าล้ำยุคมาก ทำให้สงครามยืดเยืองเป็นเวลาเกือบสิบปี ต่อมาฝ่ายกองทัพเด็ธทรอยพ่ายแพ้ และเกิดศึกเทพเจ้าระหว่างเทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนกับเทพเจ้าอัลฟีเน่ ส่งผลให้ดาวโนเบิร์ลซึ่งเป็นที่ที่เทพเจ้าทั้งสองสู้กันนั้นแตกสลาย เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนสิ้นชีวิตพร้อมกับเทพเจ้าอัลฟีเน่ ส่วนเทพเจ้าเธอร์สูญหาย


จักรวาลผ่านภาวะแห่งสงครามมาสองปี ในตระกูลธาตุทั้งเจ็ดมีบุตรในปีเดียวกันและดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งกาลเวลากลายร่างเป็นเด็กทารกตัวเล็กๆ ด้วยความบังเอิญ เซโน วินเซ็นต์ มาพบเห็นจึงรับเลี้ยงไว้

แต่เหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดหวังก็เกิดขึ้น ยานโดยสารอวกาศกำลังเดินทางไปยังโลกอย่างราบรื่นโดนวางระเบิด หนึ่งในผู้โดยสารนั้นคือ ฟราวเดีย เบโอลูฟ ผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์และภรรยาของเลโอ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครรอดชีวิดเลยสักคน ส่งผลให้ความรู้สึกของเลโอเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและโกรธแค้น จิตใจของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความมืดทำให้เลโอตัดสินใจทิ้งลูกฝาแฝดชายหญิงของตนแล้งหนีหายไปโดยไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน


ออกัส เบโอลูฟ น้องของเลโอ ได้อุปถัมภ์ฝาแฝดชายหญิงและตั้งชื่อทารกเพศชายว่า ริซาร์ด เบโอลูฟ ส่วนทารกหญิงมีชื่อว
Last edited by DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 9:22 pm, edited 1 time in total.
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Sat Feb 16, 2008 10:19 pm

ออกัส เบโอลูฟ น้องของเลโอ ได้อุปถัมภ์ฝาแฝดชายหญิงและตั้งชื่อทารกเพศชายว่า ริซาร์ด เบโอลูฟ ส่วนทารกหญิงมีชื่อว่า นีน่า เบโอลูฟ



ผู้บัญชาการกาแล็กซี่ เซโน วินเซ็นต์ ซึ่งอาศัยอยู่ในดาวเดียวกับตระกูลไฟ(ตระกูลเบโอลูฟ) ได้ตั้งชื่อทารกเพศชายที่ตนรับเลี้ยงว่า เอโอเนีย ไวเปอร์เทอมิน่า ในเวลาต่อมา ริซาร์ด นีน่า เอโอเนียทั้งสามคนนี้เป็นเพื่อนรักกัน



แต่แล้วก็เกิดสงครามขึ้นครั้งใหญ่ กองทัพเด็ธทรอยได้ยกกองกำลังอันมหาศาลบุกทำลายจักรวาลอย่างบ้าคลั่ง โดยทางกองทัพเด็ธทรอยได้จัดตั้งผู้บัญชาการสูงสุดคนใหม่ มีนามว่า เลโอ เบโอลูฟ ที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและพลังเป็นผู้รับตำแหน่งนี้ ทำให้ทุกคนรู้ว่า ผู้ที่เก่งกาจที่สุดในจักรวาลได้ทรยศต่อพวกเขาแล้ว และศึกครั้งนี้ได้ทำลายชีวิตผู้คนได้มากมาย สร้างความเสียหายกับจักรวาลได้รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์


ในที่สุดสงครามก็จบลงแบบปริศนา ทั้งทางจักรวาลและกองทัพเด็ธทรอยได้สูญเสียกองกำลังเป็นจำนวนมาก ทำให้สงครามยุติมาเป็นเวลาสองปีเต็ม จึงเกิดความสงบสุขในระยะหนึ่ง แต่ยังไม่มีใครรู้เลยว่า ในท่ามกลางความสงบนั้น มีบางสิ่งที่จะนำความโชคร้ายมาสู่จักรวาลในไม่ช้านี้
Last edited by DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 9:23 pm, edited 1 time in total.
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Sat Feb 16, 2008 10:28 pm

รู้สึกว่าจะมีปัญหานะครับ -*- กำลังแก้ไขอยู่ครับ

และเรปล่างไม่ต้องอ่านนะครับ ข้ามไปเลย เนื่องจากแก้ไขไม่ได้ -*-
Last edited by DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 9:27 pm, edited 1 time in total.
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Sat Feb 16, 2008 10:34 pm

ข้ามๆ
Last edited by DJ_pond on Fri Sep 05, 2008 8:55 am, edited 1 time in total.
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby -[F]reeStyleLes[S]- on Sun Feb 17, 2008 5:15 pm

ขอ อ่านก่อนนะ >w<)/ ยาวได้ใจสไตค์บอร์ดนี้
ขอให้ระวังในการพิม สี่คำอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

" นี่ นี้ นั่น นั้น " แค่นิดเดียวมันก็ทำให้อ่านแ้ล้วขัดลูกตาได้นะ


Image
User avatar
-[F]reeStyleLes[S]-
F.F. DragonKnight
F.F. DragonKnight
 
Posts: 49
Joined: Sun Feb 10, 2008 8:08 pm
Location: ประเทศแห่งราชาภาษา

Postby Zamma on Mon Feb 18, 2008 10:12 am

ตัวหนังสือเยอะมากเลยงับ ผมได้เข้าไปอ่านบทวิจารของคุณ Spock แล้วก็คิดใกล้เคียงกัน

คิดว่า เนื้อหาเริ่มต้นนั้นเยอะมากจนพอเริ่มอ่านจะรู้สึกสับสนข้อมูลมากเลยอ่ะงับ+มีชื่อตัวละครและชื่อสิ่งสำคัญๆเยอะมากในบทนำอาจทำให้ผู้อ่านไม่สามารถจำได้

เมื่อมีการเอ่ยอ้างชื่อที่นำเสนอมาข้างต้นอาจทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกว่าเป็นชื่อที่มีความสำคัญและไม่ผูกพันธ์กับตัวละคร/สถานที่นั้นๆ


ส่วนที่เหลือเดวขออ่านตอนที่ 1 ก่อนนะงับ

ปล.ไปและ แค่คำคอมเม้นของมือสมัครเล่นคับ
ปวดตับ เมื่อยไต ใจสั่น ฉันรักเธอ
Image
User avatar
Zamma
หน่วยรบพิเศษ
หน่วยรบพิเศษ
 
Posts: 214
Joined: Thu Feb 14, 2008 10:14 pm
Location: ตื่นเมื่อไหร่ก็รู้เมื่อนั้น

Postby DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 9:29 pm

ภาค 1:จุดจบและปฐมบท

จักรวาลกว้างแค่ไหน? นี้คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และสามารถทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนถึงกับชิดซ้ายเมื่อเจอคำถามนี้ ปริศนาข้อนี้ไม่อาจมีคำตอบได้ หรือจะเป็นจริงที่ว่า “ จักรวาลไม่มีขอบเขต ” นั้นคือคำสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง แต่หลายคนเชื่อในคำสันนิษฐานนี้

เทคโนโลยีอันก้าวหน้าสามารถอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านไหนๆโดยเฉพาะด้านการเดินทาง ยานโดยสารทุกลำสามารถแล่นไปด้วยความเร็วความเหนือแสง เพราะฉะนั้นการเดินทางข้ามกาแล็กซี่ เป็นเรื่องที่สบายมาก จริงสิ!!!ตอนนี้ไม่ใช่มีแค่กาแล็กซี่ทางช้างเผือก,แมนแจลแลนิคใหญ่,แมนแจลแลนิคเล็ก,ดราโค,พาโลมาร์ 3,พาโลมาร์ 1,พาโลมาร์ 4,พาโลมาร์ 14,เออร์ซาไมเนอร์,เอ็นจีซี 2419,เอ็นจีซี 6229,เอ็นจีซี 7006,คารินา,หรือสกัลป์เตอร์(ข้อมูลตามความจริงนะครับ)มันมีเกือบร้อยกาแลกซี่ นี้แค่เกาแลกซี่ที่ถูกค้นพบ ยังมีอีกมากมายนานัพการที่ยังไม่สำรวจ ยิ่งมีความเชื่อที่ว่า “ จักรวาลไม่มีขอบเขต ” เฮอ!!!ทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำงานกันหนักมาก น่าสงสารพวกเขาจริงๆ

ด้านการทหาร มีเทคโนโลยีมากมายเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพ ทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ได้มีพัฒนาอย่างล้ำยุคสุดๆ เช่น ขีปนาวุธ ที่สามารถทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและรุนแรง หรือจรวดนิวเคลียร์ขนาดจิ๋วแต่อำนาจการทำลายนั้นไม่จิ๋วด้วยเลย เป็นต้น แต่เมื่อมีกองทัพทหารเวทมนต์ กองทัพทหารธรรมดาก็ถูกยุบไป

มิติจำลองเป็นผลงานหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ของคนไทย มีนามว่า ดร.จำลอง สุขกุล การทำงานของมันเหมือนการเล่นเกมสามมิติ และตัวเราคือตัวละครในเกม ซึ่งมีประโยชน์ในการฝึกซ้อมการรบ แน่นอนว่า ต้องมีโรงเรียนสำหรับรับผู้มีพลังมาฝึกฝนเพื่อที่จะมาเป็นทหารเวทมนต์ และไม่มีแค่ที่เดียวแน่นอน แหงสิ ถ้ามีโรงเรียนเดียว มีหวังโรงเรียนล่มแน่ๆ


ทหารเวทมนต์ทุกคนจะมีเข็มกลัดรูปด้ามดาบเลเซอร์ไขว่เป็นสัญญาลักษณ์เป็นกองทัพซึ่งจะติดมันไว้ที่ปกเสื้อด้านขวามือ แม้แต่นักเรียนทหารเวทมนต์เองก็ต้องมี และแน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายพยายามทำให้เข็มกลัดตัวนี้มีประโยชน์มากหลาย ในปัจจุบันเข็มกลัดนี้สามารถใช้ประโยชน์ได้สี่อย่าง หนึ่ง สามารถใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์โดยที่กดปุ่มสีขาว จะมีจอคอมพิวเตอร์สามมิติออกมา และมีช่องใส่ชิพข้อมูลเล็กหนึ่งช่อง สอง สามารถบรรจุของใช้ต่างๆได้ แต่ต้องมีน้ำหนักไม่เกินสิบตัน สาม สามารถติดต่อสื่อสารกลับคนอื่นได้เหมือนกันโทรศัพท์มือถือ แต่จะมีรูปคนที่เรากำลังสนทนาเป็นสามมิติราวกับว่าเขากำลังยืนคุยอยู่ตรงหน้าเรา สี่ สามารถโหลดเพลงเข้าในเข็มกลัดและมีช่องเสียบหูฟัง สำหรับฟังเพลงในเวลาว่างๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคนทั่วไปแล้วถือว่ายังล้าสมัย มือถือที่ใช้สอยแทบทุกอย่างคือเครื่องมือที่คนปกติใช้กัน และพัฒนาก้าวหน้าเร็วกว่าเข็มกลัดมาก

แต่ในขณะนี้เกิดสงครามขึ้น ทุกคนที่เป็นทหารเวทมนต์ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่นักเรียนทหารเวทมนต์ และมีเหตุการณ์นักเรียนทหารเวทมนต์เสียชีวิตในสนามรบเป็นประจำ ดังนั้น พวกเขาต้องทำใจไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน..........






ปฐมบทแห่งสงครามที่เต็มไปด้วยปริศนามากมาย ทั้งเวทมนต์ เหตุผลที่เทพเจ้าต้องทำเช่นนี้ หรือการทรยศของผู้บัญชาการสูงสุดของจักรวาล และอีกหลายเรื่องที่กำลังจะคลี่คลายปริศนาไปเรื่อยๆพร้อมมหาสงครามจะดำเนินอย่างเงียบๆราวกับฝูงเสือที่รอกินเหยื่อ และการต่อสู้ครั้งแรกของผู้กุมชะตาจักรวาลทั้งสองจะปรากฏในภาคนี้ทุกคนได้อ่านกัน




****************************
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 9:30 pm

ตอนที่ 1
ก้าวสู่เส้นทาง...


จักรวาลอาจจะมีความกว้างไกลเหนือจินตนาการทุกคน ทุกเหตุการณ์ก็เช่นกัน บางทีมันเกิดขึ้นและจบลงโดยไร้คำอธิบาย ส่วนมากจะเป็นเช่นนั้น แม้นักวิทยาศาสตร์เองก็ให้คำตอบไม่ได้ อย่างเช่น มนุษย์ที่ถือกำเนิดมาด้วยพลังที่แตกต่างจากคนปกติทั่วไป เรื่องนี้มีมานานแล้ว แต่ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ มีอีกมากมายที่ยังหาคำตอบไม่ได้และรอการพิสูจน์ แต่นั้นก็ไม่ทำให้ทุกคนท้อแท้ต่อการทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดให้เป็นรูปร่าง ใช่ เพราะมีคนเหล่านี้จักรวาลจึงได้ก้าวหน้ามากในนามแห่งยุคเทคโนโลยี ซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในจักรวาล

แต่ทำไมล่ะ ทุกคนจึงไม่มีความเสมอภาคในสิ่งที่ต้องการ บางคนได้ในสิ่งที่ตนหวัง บางคนได้ในสิ่งที่เกลียด หรือบางคนไม่ได้อะไรเลย จึงเกิดคำถามขึ้นว่า......



ทุกสิ่งย่อมถูกชะตากรรมเลือกไว้ตั้งแต่ต้นหรือเราสามารถกำหนดทางเดินเองได้กันแน่?






เมืองที่สงบสุขมากนานนับร้อยปีได้ถูกขุมเพลิงแผดเผาทำลายทุกสิ่งจนมอดมลายกลายเป็นนรกที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังมิหลงเหลือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและสิ่งมีชีวิตใดๆทั้งสิ้น เสียงเศษเหล็กละลายหยดลงในกองไฟ เสียงสายลมพัดโชยเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าในมหานครแห่งนี้ถูกทำลายลงแล้ว ในนามของกองทัพเด็ธทรอยที่มีไว้เพื่อกำจัดทุกสิ่งในจักรวาลซึ่งได้ทำเรื่องเลวร้ายที่สุดและได้สร้างบาดแผลในจิตใจให้กับผู้คนที่รอดชีวิตจากสงครามครั้งนี้
ใจกลางเมืองนรกนี้มีเพลิงก่อตัวมากมายไม่มีทีทางจะดับลง ยังคงเผาไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีใครมาดับถูกดาบเลเซอร์สีเขียวฟาดฟันจนกระจายเป็นพายุอัคคี ปรากฏร่างของทหารเวทมนต์คนหนึ่งที่กำลังเดินท่ามกลางกองเพลิง
ด้วยอาภรณ์สีฟ้าสดใสและชุดเกราะสีดำ แววตาเต็มด้วยความพยาบาลดุจปิศาจจากนรกจากอเวจี ผมสีแดง ไว้ผมข้างหูยาวระดับอก แต่เขาคนนี้มีอายุเพียงสิบสี่ปี และในตอนนี้ภาพรอบกายของเด็กหนุ่มมันช่างโหดร้ายเกินกว่าที่เด็กสิบสี่ปีจะได้เห็น

“ เฮ!!! นั้นมัน!!! ”

ทหารเวทมนต์ฝ่ายกองทัพเด็ธทรอยร้อยกว่าคนหันขวับมาทันทีขณะกำลังหาผู้รอดชีวิตเพื่อที่จะสังหาร สายตามากมายมองมาทางเด็กหนุ่มที่เดินตรงมายังที่ๆมีทหารฝ่ายตรงข้ามอย่างกล้าหาญด้วยสายตาที่ไร้ความหวาดกลัว ดาบเลเซอร์จากอีกฝ่ายจำนวนมากเตรียมใช้การ และเด็กหนุ่มก็ชูดาบขึ้นระดับอกพร้อมกระโจนตัวเข้าหาอย่างรวดเร็ว!!!!!




2 ปีผ่านมา......





มีสถาบันแห่งหนึ่งเป็นแหล่งรวมพลของบุคคลที่มีคำว่า พลัง อยู่ในตัว นามของสถาบันนี้คือ บล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งบนโลก มีเนื้อที่ประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบตารางกิโลเมตร ตึกสูงระฟ้าสามร้อยกว่าตึกเปรียบเสมือนเป็นเมืองบนเกาะมากกว่าที่จะเป็นสถาบัน รู้สึกว่า ตึกสีฟ้า ยอดตึกมีหุ่นยนต์รูปทหารเวทมนต์ยืนตรง แขนขวาชูขึ้นเหนือหัว ในมือมีดาบเลเซอร์ของจริงอยู่ สิ่งนั้นคือสัญลักษณ์ของกองทัพทหารเวทมนต์และเป็นอาวุธชิ้นเดียวของทหารเวทมนต์ในปัจจุบัน จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาในละแวกนั้นไม่ว่าจะเดินผ่านหรือบินผ่านก็ตาม โดยตึกนี้มีชื่อว่า ตึกบัญชาการ และชั้นที่ห้าร้อยยี่สิบห้าห้องที่สามศูนย์สอง เป็นห้องทำงานของ อัลฟรีด ลินลูโต ผู้ปกครองจักรวาลคนปัจจุบัน และข้างๆบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ มีชายหาดที่กว้างใหญ่มีนามว่า ชายหาดรีณ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมมากจนติดอันดับหนึ่งในร้อยของสถานที่ท่องเที่ยวในจักรวาลพร้อมด้วยมีร้านอาหารที่เริ่ดหรูนับร้อยยึดพื้นที่บนชายหาดเป็นที่ทำเล โรงแรม บ้านพักตากอากาศเป็นพันๆๆที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบริการนักท่องเที่ยวจากต่างแดน และแน่นอน นักเรียนทหารเวทมนต์ของบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ มาเที่ยวที่ชายหาดรีณบ่อยมาก เพราะบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้เป็นโรงเรียนประจำ ทำให้พวกนักเรียนไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่อื่นๆ

หนุ่มน้อยอายุประมาณสิบหกปี ผมสีแดงกำลังสะบัดไปตามสายลมที่พัดผ่านร่างของเขา จอนของเขายาวถึงหน้าอก ทรงผมค่อนข้างยุ่งๆกระเซิงๆ หนังตาสองชั้น นัยน์ตาสีฟ้า ใส่ชุดยูนิฟอร์มของ บล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ (ผู้ชายจะใส่เสื้อสีดำแขนยาวและเสื้อในสีขาว สวมเข็มขัดเหล็กสีดำ กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าหนังสีน้ำเงินเข้ม นี้คือชุดทหารเวทมนต์ยศแรกซึ่งหนุ่มน้อยกำลังสวมอยู่ ส่วนผู้หญิงก็เหมือนกับชุดของผู้ชายทุกอย่าง ยกเว้นกางเกงของผู้หญิงจะเป็นแบบรัดรูปและยาวระดับหัวเข่า)ยืนมองโรงเรียนที่อยู่เบื้องหน้าด้วยอารมณ์ที่ปราศจากความดีใจหรือปลื้มปิติ ไม่เหมือนนักเรียนใหม่คนอื่นๆที่ดีใจจนตัวสั่นแทบเดินไม่ได้บ้าง น้ำตาซึมบ้าง บางคนถึงกับเป็นลมคาประตูโรงเรียนไปเลย
ความรู้สึกที่เห็นสิ่งที่ตนรักถูกทำลายและแย่งชิงไปโดยที่ผู้กระทำเช่นนี้มีศักดิ์เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของตนเอง แม้มันเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันเป็นภาพเหตุการณ์ที่เขาไม่อาจลบเลือนจากความทรงจำอันแสนเศร้า ทำให้นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเกินกว่าจะบรรยายได้ ใบหน้าที่นิ่งเฉยของเขาแสดงถึง ความเย็นชาและโหดเหี้ยมอย่างชัดเจน

เด็กหนุ่มอยู่ห่างจากประตูโรงเรียนที่ทำจากสารทีเยอบอนีเมตรกว่าๆ เป็นสารที่ทนความร้อนและความหนาวได้ดีกว่าเหล็กร้อยเท่าและพึ่งถูกค้นพบได้ไม่นานนี้เอง ราวๆสามร้อยปีที่แล้ว ดัดแปลงเป็นประตูกรงสิบห้าชั้น กำแพงที่สูงตระง่านกำลังส่องแสงระยิบระยับซึ่งทำจากคริสตัลรอบพื้นที่ของบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ไว้ กระจกใสหนาห้าเมตรถูกตั้งไว้บนกำแพงคริสตัล ทำให้ความสูงของกำแพงเพิ่มขึ้นอีกเกือบยี่สิบเมตร สปอตร์ไลท์นับไม่ถ้วนได้ติดตั้งไว้บนกระจกอย่างเป็นระเบียบ แต่เมื่อมองไปที่ประตูกรง เด็กหนุ่มถึงกับถอนหายใจ เขาไม่รู้ว่าที่นี้คือสถาบันที่ฝึกทหารเวทมนต์หรือสถานที่รับสัตว์เลี้ยงกันแน่ ระหว่างสองอย่างนี้ทำให้หัวของเขาเริ่มหมุนนิดๆ

ชั้นที่ห้าร้อยยี่สิบห้าห้องที่สามศูนย์สองของตึกบัญชาการ มีคนหนึ่งๆมองผ่านกระจกห้องลงที่หน้าประตูโรงเรียนพร้อมยิ้มเล็กน้อย

“ ท่าทางจะถึงเวลาแล้วสินะ”




“ นี้รึ??บล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ ” เด็กหนุ่มพูดแสดงอารมณ์ว่าเซ็งสุดๆพร้อมกวาดสายตาอันเบื่อหน่ายมองสถาบันนี้ซึ่งมันเปรียบเหมือนบ้านหลังใหม่ของเขา


ปัง!!!ปัง!!!!!!!!!!!

เสียงปะทุของปืนขนาดเล็กดังถึงสองครั้ง กระสุนเลเซอร์เส้นผ่าศูนย์กลางเกือบหนึ่งเซนพุ่งเข้าหาเด็กหนุ่มผมสีแดงอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น!!!! ดาบเลเซอร์ที่เหน็บอยู่บนแข้งข้างขวาของเด็กหนุ่มผมสีแดงลอยละลิ่วมาบนมือของเขา เด็กหนุ่มจับดาบเลเซอร์ไว้แน่น เลเซอร์สีฟ้าพุ่งออกมาจากด้ามถือ

เปรี้ยงงงงงงง!!!!!!!!!!!

เด็กหนุ่มผมสีแดงยกดาบป้องกันอย่างไม่ยากเย็น เสียงปะทะกันระหว่างกระสุนเลเซอร์กับดาบเลเซอร์คล้ายเสียงไฟฟ้าลัดวงจรชั่งขณะ กระสุนเลเซอร์ทั้งสองสะท้อนลงพื้นคอนกรีตเป็นรูเล็กๆ สองรู
สายตาของเขาจับจ้องไปยังชายคนหนึ่งที่ยืนหน้าประตูโรงเรียน มือขวาท้าวสเอว มือซ้ายถือปืนพก จากการสังเกต มีควันสีขาวออกมาจากปลายกระบอกปืน ซึ่งแสดงว่าปืนถูกใช้การได้ไม่นานนัก

“เมื่อกี้ขอโทษที แค่อยากทดสอบ” เขาเอ่ย “แต่...อยากทำหน้าเหมือนมางานศพสิ”

(มันเรื่องของฉัน) เสียงแว่วในจิตใจของเด็กหนุ่มผมสีแดง

เขาหยอกล้อเด็กหนุ่มผมสีแดงด้วยรอยยิ้มที่ใสซื่อ แต่เด็กหนุ่มยังทำหน้าเย็นชาพร้อมจ้องมองเด็กหนุ่มอีกคนที่สวมชุดเหมือนเหมือนกัน ผมสีดำ ทรงผมชี้ไปชี้มาอย่างสวยงาม ส่วนสูงก็เกือบร้อยแปดสิบเซนติเมตร(รู้สึกว่าจะเตี้ยกว่าเด็กหนุ่มผมสีแดงนิดหน่อย) จุดเด่นของเขาที่สังเกตง่าย คือ เขาใส่ที่ปิดตาของซ้ายสีน้ำตาลเข้ม เสมือนตาข้างซ้ายบอด

“ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้นะ ริซาร์ด เบโอลูฟ ” เด็กหนุ่มชี้นิ้วโป้งมาที่ตัวเอง “ ส่วนฉัน โรเมเวิร์ด ดาโทนีโอ ยินดีที่รู้จัก ”

(แหวะ) เสียงสบถในใจของใครบางคน

“ เช่นกัน ” เขาตอบรับการทักทายด้วยน้ำเสียงค่อนข้างโหดและใบหน้าที่นิ่งเฉย เปรียบเหมือนมีตัวน่ารำคาญ ท่าทางใจกับปากไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่....... โรเมเวิร์ดเห็นอีกฝ่ายตอยรัยจึงเดินเข้าหาเด็กหนุ่มกะว่าจะหยอกล้อหน่อย แต่ริซาร์ดกลับกำดาบเลเซอร์ไว้แน่นคล้ายคู่อริกำลังมาหาเรื่อง เล่นเอาอีกฝ่ายสะดุ้งตกใจอย่างไม่รู้ตัว

“ เก็บดาบเลเซอร์ซะสิ” โรเมเวิร์ดเอ่ยแบบกลัวๆกล้าๆ “แล้วตามฉันมา”


ริซาร์ดเก็บดาบเลเซอร์ทันทีอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเชื่อฟังโรเมเวิร์ดหรือเนี่ย? แล้วทั้งสองก้าวเดินผ่านประตูกรงอย่างช้าๆ ก้าวแรกของริซาร์ดที่สัมผัสกับพื้นภายในของบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ที่ทำจากเหล็กอันแวววาวจนสะท้อนภาพของตนได้เหมือนกระจกเงา ยานพาหนะมากมายหลายชนิดหลากสีสันกำลังขนส่งนักเรียนหรือครูอาจารย์ที่กำลังจะย้ายจากอีกตึกไปยังอีกตึกด้วยเวลาอันรวดเร็วทันใจ นักเรียนหลายกลุ่มที่เดินเพ่นพ่านทั่วพื้นที่ของบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ บางกลุ่มก็กำลังติวหนังสือกันอยู่ บางกลุ่มก็กำลังเดินเล่น กิจกรรมมากมายเหมือนถูกรวมไว้ในสถานที่แห่งนี้ มีคนส่วนหนึ่งสวมชุดยูนิฟอร์มเหมือนริซาร์ด และมีคนหลายคนที่กำลังใส่ชุดยูนิฟอร์มไม่เหมือนเขา

“ เฮ! ขึ้นมาสิ มัวมองสาวอยู่ได้ ” โรเมเวิร์ดยื่นมือให้ริซาร์ดเพราะยานเริ่มลอยขึ้นฟ้าแล้วและทำหน้ากวนประสาทนิดๆ
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 9:31 pm

“ อืม ” ริซาร์ดยืนมือจับแขนโรเมเวิร์ด ในที่สุดทั้งคู่ก็ขึ้นยานได้ ซึ่งริซาร์ดเองอยากบอกโรเมเวิร์ดสักพันหนว่าที่เขากำลังมองเมื่อกี้นี้คือบรรยากาศของโรงเรียนนี้ต่างหาก




ตึกสีทองอร่ามที่ไม่ซ้ำแบบกับตึกอื่นๆ ยอดตึกมีอักษรสีดำทมิฬขนาดใหญ่ตั้งตระง่างสะท้อนระยิบระยับกับแสงอาทิตย์ยามเช้า-SSM.II-เป็นตัวย่อมาจาก Student Soldier Magic II (นักเรียนทหารเวทมนต์ปีสอง) ในชั้นที่สามร้อยห้าสิบสอง ห้องวี.ไอ.พี. เป็นห้องเรียนพิเศษสำหรับพวกตระกูลธาตุที่พึ่งสร้างได้ไม่นาน มีเนื้อที่ประมาณหนึ่งร้อยตารางเมตร มีโต๊ะเรียนเหล็กเจ็ดตัวตั้งเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานอย่างมีระเบียบ หน้าห้องมีโต๊ะเหล็กขนาดใหญ่และกระดานที่ทำจากกระจกใสเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างสองเมตร ยาวสี่เมตรกว่าๆ หลังห้องมีห้องเล็กๆคล้ายห้องลิฟต์และมีแผงควบคุมอะไรสักอย่าง ทั้งพื้น เพดาน ผนัง ประกบกระเบื้องหลากสีจนหลายตา มุมห้องมีแอร์ติดอยู่สองตัว หน้าต่างห้าบานกระจกใสสามารถมองเห็นกลุ่มเมฆสีขาวกำลังล่อยลอยท่ามกลางท้องฟ้าสีคราม


“ รู้รึปล่าววันนี้จะมีสมาชิกใหม่มาด้วย ” เสียงอันแหลมเจี้ยะจากเด็กสาวคนหนึ่งที่นั่งโต๊ะกลางห้องวี.ไอ.พี.ที่เย็นช่ำจากวินาศกรรมการเปิดแอร์ผิดวิธีจนอุณหภูมิติดลบสิบสามองศาเซลเซียส หล่อนถามด้วยเสียงที่ใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับว่ามันคือข่าวใหม่สำหรับเช้าวันนี้ …แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น

“ รู้ตั้งนานแล้ว” เด็กหนุ่มผมสีทองชะเง้อหน้าขึ้นมาพูดแล้วก้มหน้าอ่านบทความในจอคอมต่อ

“ เธอนี่รู้ข่าวช้าทุกทีเลยนะ” ผู้หญิงผมสีเขียวถอนหูฟังออกแล้วเอ่ยแบบเซ็งๆ

“ ก็ไม่มีใครบอกฉันก่อนนิ ” หล่อนเชิดหน้าใส่ผู้หญิงผมสีเขียวแสดงว่าเธองอนตุ๊บป่องแล้ว เด็กสาวผมสีฟ้าที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างหันมองพร้อมหัวเราะนิดๆ


ตึงงงงง!!!!!

การสนทนาที่เต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระหยุดชะงักพร้อมกับเสียงประหลาด เสียงนี้น่าจะเหมือนมีอะไรกระแทกบางอย่างแต่ยังไม่ปรากฏให้เห็น ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องวี.ไอ.พี.ต่างอกสั่นขวัญเสีย

“ เสียงอะไรน่ะ ” เด็กหนุ่มผมสีทองถาม

“ จะไปรู้เหรอ ” ผู้หญิงผมสีเขียวสบถดังพอที่ฝ่ายตรงข้ามจะได้ยิน

เปรี้ยงงงง!!!!!

ประตูเหล็กหนาจนกระสุนเลเซอร์ก็ไม่ระคายผิวกลับกระเด็นหมุนเหมือนลูกข่างกระแทกพื้นอย่างรุนแรง บริเวณหน้าประตูมีแสงสีแดงสว่างจ้าจนทุกคนต้องเอามือบังตา และแล้วแสงก็ค่อยๆดับลง ทุกสายตาในห้องวี.ไอ.พี.ต่างยิงไปที่ทางเข้าห้องพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย
โรเมเวิร์ดกำลังยืนแน่นิ่งอย่างเก็บอารมณ์ แต่ไม่ใช่เขา เขาไม่ใช่เป้าหมายของสายตาของทุกคน ที่ทุกคนกำลังมองคือบุคคลคนที่กำลังลดมือที่ใช้การอย่างช้าๆ ผมสีแดงของเขากำลังสะบัดตามแรงลมของการใช้พลังเมื่อครู่นี้ เป็นคนที่ไม่คุ้นหน้าสำหรับคนในห้องวี.ไอ.พี.

“ ไม่ทราบว่าแกจะพังประตูทำพระแสงอะไร!! ” คำพูดของโรเมเวิร์ด มันพุ่งพ่าน รวดเร็ว เสียงดังและทำลายความรู้สึกทั้งสองฝ่ายได้ไม่น้อยเลย

“ ก็มันเปิดไม่ออก ” เด็กหนุ่มหันไปพูดเสียงเย็น สีหน้าของเขาปราศจากอารมณ์ต่างๆโดยสิ้นเชิง

“ แค่กดปุ่มสีดำที่หน้าระเบียงก็ได้แล้ว แต่แกดันไปเลื่อนปะตู ชาติหน้าสิถึงเปิดได้
” โรเมเวิร์ดยังสานการโต้วาทีอย่างต่อเนื่อง

“ งั้นก็โทษที ”เด็กหนุ่มหลับตาและถอยหายใจยกใหญ่เพราะกะอีแค่ประตูบานเดียวจะเอาอะไรกับเขานักหนา

“ ไม่เอาโว้ย!!ซ่อมประตูเดี๋ยวนี้ ”

“ ซ่อมไม่เป็น ” ริซาร์ดเบิกตากว้างอย่างพิศวง ณ ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีน้ำโหขึ้นแล้วเหมือนกัน

“ หยุดทะเลาะกันได้แล้ว ”


มีเสียงสาวน้อยคนหนึ่งห้ามทั้งสองที่กำลังโต้วาทีกันอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน น่าแปลกมาก แค่เสียงเด็กสาวสามารถหยุดทั้งสองได้ราวกับต้องมนต์สะกด ความรู้สึกของโรเมเวิร์ดที่เต็มไปด้วยความโกรธกลับกลายเป็นหวาดกลัวเมื่อสายตาของสาวน้อยที่แสดงถึงความรำคาญจับจ้องเขา แม้ใบหน้าของเธอกำลังยิ้มแย้มอยู่ก็ตาม
แต่เมื่อริซาร์ดหันมามองสาวน้อยแทนที่จะมองไปที่โรเมเวิร์ดทั้งๆที่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอำมหิตอย่างเต็มพิกัด ทุกคนยกเว้นสาวน้อยรู้สึกว่าขนแขนกำลังแสตนอัพ ความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายจนอยากหายตัวแล้วไปให้ไกลที่สุด แต่ร่างกายของพวกเขาต่างสั่นรัวเหมือนถูกเขย่า ขาทั้งสองที่เตรียมวิ่งฉิวกลับไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะยืนก็ไม่ได้ คำพูดทั้งหมดถูกจุกไว้ที่ลำคออย่างมิได้ตั้งใจให้มันเป็นเช่นนี้


โดยเฉพาะโรเมเวิร์ดถึงกับตาค้างไปเลย

“ เธอ……. ”

“ ฉันชื่อทีเอ เจไบรตั้นจ๊ะ ” ริซาร์ดยังพูดไม่จบ สาวน้อยดันตอบขึ้นมาเมื่อรู้ความคิดของเขา


เมื่อเวลาพาไปสักระยะหนึ่ง ความกลัวของทุกคนสลายไปเหมือนถูกลมพัด ขนแขนที่กำลังแสตนอัพก็ซิทดาวน์ลงอย่างรวดเร็วทันตาเห็น ซึ่งทุกคนได้ทำความรู้จักกับริซาร์ด ถ้ารวมริซาร์ดแล้ว สมาชิกในห้องวี.ไอ.พี.มีแค่เจ็ดคนเท่านั้น เป็นห้องที่มีนักเรียนน้อยที่สุดของบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ แต่ละคนเป็นทายาทตระกูลธาตุกันทั้งนั้น
หนุ่มผมสีทอง บาเนส ลาริสซา จากตระกูลสายฟ้า เป็นราชากวนประสาทแห่งห้องวี.ไอ.พี. แกล้ง แซว หรือพฤติกรรมที่คนปกติไม่ทำกัน เขาทำเอง…. หนุ่มผมสีดำ โรเมเวิร์ด ดาโทนีโอ จากตระกูลดิน เป็นคนที่ร่าเริงและสนุกนานตลอดเวลา บางครั้งอาจจะมีอารมณ์ร้อนบ้าง เพื่อนๆในห้องนิยมเรียกเขาเหมือนภาชนะหุ้มต้มชนิดหนึ่ง(หม้อ) เพราะเวลาเขาอยู่ต่อหน้าเหล่าสาวๆ เขาทำเสียงเข้ม ทุกส่วนของร่างกายจะเก็กไว้ก่อน สาวผมสีเขียว โอเวเลีย มิแรนดา หุ่นของเธอเซ็กซี่จนนิตยสารหลายฉบับ ขอร้องให้โพสต์ท่าถ่ายรูปเป็นปกนิตยสาร แต่เธอกลับปฏิเสธหมด…ฉันยังไม่พร้อมค่ะ… นั้นคือคำพูดที่ทำให้หลายคนกินแห้วไปแล้ว และหล่อนเป็นคนปากไวคนหนึ่ง จึงไม่แปลกถ้าชาวบ้านชาวช่องเห็นเธอกับบาเนสโต้วาทีกันเป็นประจำ สาวผมขาว ฟินรี่ คัสลิสโต สาวซาดิสม์ ขี้เล่น จนคนอื่นไม่รู้ว่า ณ เวลานี้เธอกำลังเอาจริงหรือล้อเล่นอยู่กันแน่น แต่เธอเป็นคนที่เข็มแข็งมากจนบางคนคิดว่า เธอเป็นทอม… สาวผมสีฟ้า เลทีน่า ทีดิส เธอเป็นที่ไม่ค่อยจะพูดจากับใครสักเท่าไหร่ ชอบอยู่แบบเงียบๆท่ามกลางเพื่อนๆที่กำลังสนทนากันอยู่ จึงเป็นคนที่เดานิสัยได้ยาก แต่ไมรู้เพราะเหตุใดเธอเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ สุดท้ายสาวผมสีน้ำเงิน ทีเอ เจไบรตัน ความสวยของเธอผสมผสานกับนิสัยที่น่ารัก สามารถมัดใจนักเรียนเกือบทุกคนในอาณาจักรบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้(ยกเว้นพวกในห้องเดียวกัน) หล่อนไม่เคยสนใจผู้ชายคนไหน ไม่เคยมีกิ๊กหรือแฟน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่ารู้จักกันแค่วันเดียวแล้วจะรู้ลึกได้ขนาดนี้ แต่เพราะริซาร์ดได้หาข้อมูลล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว


ไชโย!!!!

โรเมเวิร์ดตะโกนลั่นห้อง หลังจากวิชาคณิตศาสตร์จบลง พราะไอเรื่องเวกเตอร์เล่นเอาทุกคนมึนตึบ ท่าทางจะเป็นครั้งแรกที่ทุกคนมึนงงอย่างหนักแบบนี้และไม่รู้ทำไมไอวิชานี้ต้องมาให้นักเรียนทหารเวทมนต์เรียนด้วย
ทุกคนลุกขึ้นพร้อมบิดตัวไปมาก่อนที่จะย่อนก้นลงบนเก้าอี้อีกครั้ง มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องวี.ไอ.พี. สายตาของทุกคนจับจ้องเขาอย่างอัตโนมัติ ทรงผมของเขาคล้ายผมรองทรง ผมสีเหลืองอมเขียว สูงสองเมตรกว่า อายุราวๆหกสิบ สวมชุดสูทสีน้ำเงิน บนไหล่มีเกราะเหล็กติดอยู่ และผ้าคลุมหลังสีแดง ซึ่งมันไม่ใช่เครื่องแบบของทหารเวทมนต์เท่าไป เขาเป็นถึงผู้ปกครองจักรวาลและในเวลาเดียวกันก็เป็นผู้อำนวยการของบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตต็ด้วย อัลฟรีด ลินลูโต


“ สวัสดีทุกคน ” อัลฟรีดเดินมาที่ทีเอซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่ “ ทำความรู้จักกับสมาชิกใหม่แล้วสินะ ”

“ ค่ะ ” เธอตอบอย่างมั่นใจและยิ้มแก้มปริ แต่มีใครบางคนทำหน้าขยะแขยงเหมือนไม่อยากให้สมาชิกใหม่คนนี้อยู่รวมห้องนั้นเพราะการตอบรับเพื่อนฝูงของริซาร์ดนั้นไม่ได้ดีนัก

“ และพวกเรากำลังจะทำการทดสอบพอดีเลยครับ ” โรเมเวิร์ดเอ่ยเสียงเข้ม “ ท่านจะดูด้วยมั้ยครับ ”

“ ดูสิ ดูสิ ของอย่างอย่างนี้จะพลาดได้ไง ” อัลฟรีดหันหน้ามาที่ริซาร์ด “ใช่ๆ ฉันลืมบอกเธอ ฉันเป็นครูประจำชั้นของห้องนี้ ” และเขาก็หันกลับไปที่โรเมเวิร์ด “ ฝากด้วยนะ รองหัวหน้า ”

“ ครับ ” เขาตอบรับด้วยรอยยิ้มอันใสซื่อ

“ ริซาร์ด ” อัลฟรีดเรียกเขา “ เธอควรรู้สิ่งนี้ ”

อัลฟรีดหยิบชิพขนาดเท่าหัวแม่มือจากกระเป๋ากางเกง สอดมันที่ช่องสีดำบนโต๊ะ กระดานกระจกใสมีตัวอักษรมากมายวิ่งวนไร้จุดหมาย ยิ่งมองก็ยิ่งปวดหัว เท่ากับว่ายิ่งตอกย้ำความมึนให้พวกเขาอีก และตัวอักษรก็หยุดลงจนได้
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 9:32 pm

โอเวเลีย = สลายพลังจากกระบวนท่า
เลทีน่า = สลายพลังจากเวทย์มนต์
ฟินรี่ = อ่านใจ
ทีเอ = รักษาบาดแผล(บาดแผลต้องเกิดในระยะเวลาแค่สามสิบวินาทีเท่านั้นจึงจะรักษาได้)
บาเนส = ดูดพลัง
โรเมเวิร์ด = เนตรสีน้ำเงิน(วิเคราะห์พลัง)

“ ความสามารถพิเศษของทุกคนมีความสำคัญมาก เธอควรจดจำมันให้ติดเส้นสมองเลย ” อัลฟรีดทำท่าเคร่งเครียด

“ ผมจำหมดแล้วครับ ” แม้เสียงจะไม่ดัง แต่มันเรียกสายตาของคนในห้องทุกคนให้ยิงมาที่ริซาร์ด แค่เวลาไม่ถึงครึ่งนาที ก็จดจำความสามารถพิเศษของทุกคนได้อย่างนั้นหรือ? ตอนนี้สิ่งที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุดคือ ไอคิวของริซาร์ดมีเท่าไหร่?

“ เอาแหละ ทุกคนเข้ามิติจำลองได้ ” อัลฟรีดเอ่ยคำสั่ง และริซาร์ดเป็นคนแรกที่เข้าไปในห้องลิฟต์ซึ่งอยู่หลังห้อง “ ทีละคนนะ ”


กริ๊ก.......

ประตูกระจกใสปิดสนิท ลมพัดผ่านร่างของเด็กหนุ่มอย่างเบาๆ ภาพเบื้องหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆจนเป็นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ ที่โอบล้อมไปด้วยสิ่งแวดล้อมของธรรมชาติ ป่าไม้ หุบเขา และอีกมากมายที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่สำหรับฝึกซ้อมการรบเขาพึ่งรู้ตัวว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่ในห้องเรียน มิติจำลอง ตามด้วยเพื่อนๆของเขาที่ทยอยกันมาทีละคน และอัลฟรีดเข้ามาเป็นคนสุดท้าย


“ ริซาร์ด ” ทีเอเรียก “ พวกเราไม่สามารถยอมรับเธอรวมกลุ่มกับพวกเราได้ พวกเราจะทดสอบพลังของเธอ และเธอต้องผ่าน แต่ถ้าเธอไม่ผ่าน เธอก็ต้อง....... “ ทีเอเว้นคำพูดไว้ ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มจะให้ความสนใจนิดหน่อย “ ย้ายไปที่อื่น เพราะมันคือกฎของห้องวี.ไอ.พี.

“ อืม...ก็ดี ไม่ได้ออกแรงนานแล้ว ” ริซาร์ดเหล่ตาไปที่ทีเออย่างมีเล่ห์นัย มือขวาของเขากำลังควงดาบเลเซอร์อย่างสนุกสนาน

“ จะเอายังไงดี รองหัวหน้า ” ทีเอพูดและยิ้มเล็กน้อย

“ สุดท้ายก็มาลงที่ฉันจนได้นะหัวหน้า ” โรเมเวิร์คถอนหายใจยกใหญ่ เขาหลับตาไปชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะเบิกตาอย่างช้าๆ นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำเงิน นั้นคือความสามารถพิเศษของเขา เนตรสีน้ำเงินและกำลังวิเคราะห์พลังของริซาร์ด “ เอาซะสองคน โอเวเลียกับเลทีน่า ทำการทดสอบ ”

“ ริซาร์ด เธอต้องสู้สุดความสามารถกับพวกเรา ” เลทีน่าเอ่ยเสียงเรียบ “ ไม่งั้น เธออาจจะไม่ผ่าน ”

“ อย่าพูดมากให้เสียเวลา เข้ามาซัดกันเลยดีกว่า ” เพื่อไม่ให้เสียเวลา ริซาร์ดจึงต้องพูดแบบนี้ และอีกฝ่ายก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด
ทั้งสองฝ่ายมีดาบเลเซอร์ไว้ในกำมือ เตรียมพร้อมที่จะสู้กันทุกเวลา วิ้งงง!!! เลเซอร์พุ่งออกจากด้ามถือ และเป็นริซาร์ดที่เข้าโจมตีก่อนเป็นคนแรก ขาใช้มือซ้ายที่โอบล้อมไปด้วยแสงออร่าสีแดงชี้ไปยังอีกฝ่าย

ลูกไฟทำลาย!!!!!!!

บอลเพลิงนับสิบพุ่งตรงไปที่โอเวเลียกับเลทีน่าอย่างรวดเร็ว -เลทีน่าชูนิ้วชี้แล้วกระดิกไปมา เธอยิ้มอย่างแสยะ

ฟุ่บ!!!

บอลเพลิงเกือบสามสิบลูกหายวับไปกับตา ริซาร์ดมีสีหน้าตกใจอย่างเก็บอารมณ์ และนั้นคือความสามารถพิเศษของเลทีน่า สลายพลังจากเวทย์มนต์ คุณสมบัติของมันไม่ใช่เล่นๆเลย และมันสามารถทำให้การทดสอบนี้น่าตื่นเต้นขึ้น

ตัดวายุ!!

โอเวเลียสะบัดดาบเบาๆ สายลมรอบตัวเธอรวมตัวกันเป็นคมดาบสุญญากาศมากมายตรงไปที่เด็กหนุ่มผมสีแดง มันพร้อมที่จะทำให้ร่างกายของเด็กหนุ่มแยกเป็นชิ้นๆทันที หากเขาโดนมันเข้า
ริซาร์ดหมุนพลิกตัวไปทางซ้ายแล้วกระโดดหมุนตัวราวกับลูกข่างในขณะเดียวกันก็ตีลังกากลับหลังหนี่งรอบ คมดาบสุญญากาศนับสิบที่หมายจะเฉือนเด็กหนุ่มกับไม่โดนเขาเลย และริซาร์ดลอยตัวลงพื้นอย่างนิ่มนวลหลังจากที่หลบการโจมตีได้หมด เท่านี้ก็ประจักษ์ทุกสายตาแล้วว่างานนี้สนุกแน่ แต่บรรยาศรอบตัวทุกคนเริ่มเปลี่ยนไปอย่างน่าพิศวง มีคนๆเดียวที่รู้สาเหตุ ทีเอ พราะเธอเป็นคนช่างสังเกต จึงรู้ว่านัยน์ตาของริซาร์ดเปลี่ยนเป็นสีทอง แต่หล่อนก็แค่สันนิษฐานเอาไว้

วิหคเพลิง!!!!!

พลังเพลิงก่อตัวห่อหุ้มร่างของริซาร์ดเป็นรูปพญาอินทรีย์ตัวมหึมาพุ่งไปยังเป้าหมาย แค่เสี้ยววินาที พญาอินทรีย์ไฟอยู่ห่างจากโอเวเลียกับเลทีน่าไม่ถึงสามเมตร ทั้งสองสัมผัสได้ถึงความเร่าร้อนของพญาอินทรีย์ไฟตัวมหึมาที่พร้อมจะเผาพวกเธอให้กลายเป็นผงธุลีราวกับมัจจุราช
โอเวเลียยิ้มและส่ายหน้านิดๆอย่างมีความหมาย

ป๊อก……

เด็กสาวผมสีเขียวดีดนิ้วอย่างปริศนา พญาอินทรีย์ไฟหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับลูกไฟเมื่อครู่นี้ไม่มีผิด นั้นคือความสามารถพิเศษของเธอ สลายพลังจากกระบวนท่า สายตาของริซาร์ดมองไปที่อีกฝ่ายเพื่อทำขั้นตอนต่อไป ใช่ ทุกอย่างเป็นไปตามอย่างที่เขาคิด ทั้งคู่ตกหลุมพรางของเด็กหนุ่มเข้าแล้ว


วิหคเพลิง!!!!

เพลิงก่อตัวห่อหุ้มร่างริซาร์ดเป็นพญาอีนทรีย์ไฟอีกครั้ง คราวนี้พวกเธอไร้หนทางสู้ เพราะความสามารถพิเศษไม่สามารถใช้ติดต่อกันได้ และระยะแค่นี้ พวกเธอไม่อาจหลบได้ เหมือนมีความคิดอะไรบางเหมือนเข้ามาในหัวของโอเวเลีย และสั่งการให้มือทั้งสองข้างผลักเลทีน่าอย่างสุดแรงเกิด เด็กสาวผมสีฟ้าซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะแห่งความสิ้นหวังโดนเพื่อนของเธอผลัก เธอกระเด็นล้มอย่างไม่เป็นท่า
พญาอินทรีย์ไฟพุ่งทะลุกลืนร่างของโอเวเลียไว้ ตัวของเธอถูกฟันขาดสองท่อนและถูกเผากลายเป็นผงธุลีอย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกถึงความร้อนของเพลิงที่กำลังเผาไหม้ร่างตัวเองจนแทบจะกรีดร้องออกมา แต่ไม่ทันได้กรีดร้อง ตัวของเด็กสาวก็ถูกดีดออกจากมิติจำลองมาอยู่ที่ห้องลิฟต์ที่อยู่หลังห้องวี.ไอ.พี.
พญาอินทรีย์ไฟสลายตัว ริซาร์ดหันหน้ามามองเด็กสาวที่กำลังลุกขึ้นอย่างโหดเหี้ยม

“ นี้คือผลจากการดูถูก ” ริซาร์ดพูดเสียงเย็น “ และความประมาท ”

เหมือนมีแรงอะไรบางอย่างฉุดให้เธอลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และตั้งท่าเตรียมสู้ ในขณะที่มือซ้ายของริซาร์ดโอบล้อมไปด้วยแสงออร่าสีแดงและชี้ไปที่เป้าหมายอีกครั้ง

ลูกไฟทำลาย!!!!

ลูกไฟร้อยกว่าลูกกำลังพุ่งไปที่เลทีน่า ซึ่งมันมากกว่าตอนแรกซะอีก ทุกดวงตาเหมือนพร้อมใจกันให้เบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก ยกเว้นทีเอที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แค่ได้เห็นการต่อสู้เพียงครั้งเดียวเธอก็สามารถรู้ได้ว่า คุณสมบัติความสามารถพิเศษของริซาร์ดคือ สามารถดึงพลังจนเกินขีดจำกัดได้เพียงครู่เดียว เนตรสีทอง
เด็กสาวผมสีฟ้าเอียงตัวหลบอย่างชำนาญ แต่มีลูกไฟลูกหนึ่งพุ่งเฉียวต้นแขนซ้ายของเธอ และมันก็ระเบิด ตูมม!!! เลทีน่ากระเด็นไถลครูดไปตามพื้นดิน ต้นแขนซ้ายของเธอมีแผลฉกรรจ์ ไม่นานแขนซ้ายก็เต็มไปด้วยเลือด แต่เธอยังลุกขึ้นประจันหน้ากับริซาร์ด แม้ร่างกายจะมีบาดแผล แต่จิตใจยังเข้มแข็งไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย ที่เธอเป็นที่รักใคร่ของทุกคน อาจจะเพราะเหตุนี้ก็ได้
นี้ขนาดโดนแค่เฉียดๆยังได้แผลถึงขนาดนี้ ถ้าโดนเข้าไปเต็มๆ ร่างกายของเธอจะเหลืออะไร เธอไม่อาจจินตนาการได้จริงๆ

เด็กหนุ่มไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนาน เขาพุ่งตัวเข้าประชิดเลทีน่า และ…..

เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!!! เปรี้ยง!!!!!!!

ริซาร์ดหวดดาบเลเซอร์อย่างเต็มที่ เลทีน่าเองก็ใช้ดาบเลเซอร์รับการโจมตีไว้และพยายามรักษาระยะห่าง แต่ริซาร์ดกลับเข้าประชิดตัวราวกับรู้ทันเธอ และเธอเองก็ไม่สามารถโต้ตอบได้เลยเพราะตัวเองมีบาดแผล
เด็กหนุ่มหวาดดาบเข้าที่สะโพกของเลทีน่า อีกฝ่ายป้องกันได้ทัน ริซาร์ดตีลังกากลับหลังหนึ่งรอบก่อนที่จะกระโดดสูงจากพื้นเกือบสิบเมตร มือซ้ายเล็งไปที่เลทีน่าและแสงออร่าสีแดงโอบล้อมอีกครั้ง

ลูกไฟทำลายย!!!!!

บอลเพลิงนับไม่ถ้วนพุ่งลงดิน ลงมายังตำแหน่งที่เด็กสาวยืนอยู่ เธอสูดหายใจอย่างเต็มที่และชูดาบเลเซอร์ขึ้นเหนือหัว บอลเพลิงหายไปในพริบตา เลทีน่ารู้ว่าเด็กหนุ่มต้องใช้เวทมนต์โจมตีเธอแน่ๆ เธอจึงไม่รอช้า เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส หล่อนกระโดดมาที่ริซาร์ดซึ่งกำลังลอยอยู่กลางอากาศ

มังกรทะยานฟ้า!!!!

เพลงดาบอาบไอเย็นนับสิบหมายคร่าชีวิตของเด็กหนุ่มผมสีแดง แต่เขาไม่คิดเช่นนั้น เขารับการโจมตีอันรวดเร็วนี้ได้หมดก่อนที่จะยกเท้าทั้งสองขึ้นสูง แล้วยันลำตัวของเลทีน่าอย่างเต็มกำลัง
เด็กสาวร่วงลงพื้นอย่างรวดเร็ว แต่เธอเสียหลักเพราะโดนริซาร์ดยันลงมา

ริซาร์ดตีลังกากลางอากาศหนึ่งรอบก่อนที่จะพุ่งตัวลงมาที่เด็กสาว
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 9:33 pm

วิหคเพลิงงง!!!!!

พญาอีนทรีย์ตัวเบ้อเร่อพุ่งลงยังตำแหน่งที่เด็กสาวกำลังเสียหลักอยู่ เธอเงยหน้ามองมัน มันค่อยๆใกล้เข้ามา…..ใกล้เข้ามา…..พร้อมพาความหายนะมาสู่เธอ และคราวนี้เด็กสาวไม่อาจหลบได้อีกแล้ว

เปรี้ยงงง!!!!!!!!!

พื้นดินแตกกระจายไปทั้งทึกสารทิศ สะเก็ดเพลิงไฟพุ่งขึ้นฟ้าอย่างบ้าคลั่งพร้อมร่างของเลทีน่าที่หายไป ถึงไม่มีใครบอกทุกคนก็รู้ว่า…..เธอเสร็จเขาแล้ว

รอบริซาร์ดเต็มไปด้วยควันสีขาวและพลังเพลิงที่กำลังหมุนวนไปทั้งตัวเขาจึงยากแก่การมองเห็น

ตึก…ตึก…ตึก…….

เด็กหนุ่มเดินออกจากควันสีขาวมายังที่พวกเพื่อนๆเขายืนอยู่ และในขณะเดียวกันพลังเพลิงที่กำลังหมุนวนรอบตัวริซาร์ดสลายไปหมดสิ้น

เด็กสาวผมสีน้ำเงินสังเกตนัยน์ตาของริซาร์ด มันกลับกลายเป็นสีน้ำเงินเหมือนเดิมแล้ว เท่ากับว่าเป็นการตอกย้ำการสันนิษฐานของเธอเข้าไปอีก

“ เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก ” อัลฟรีดปรบมือยกใหญ่เป็นการชมเชยเด็กหนุ่ม เขามีสิ่งหนึ่งที่อยากจะพูดแต่มิอาจพูดได้ เพราะมันจะกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของเด็กหนุ่ม ช่างเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ เขาอยากคนๆนั้นอยู่ที่นี้ อยากให้เห็นลูกของคนๆนั้นว่าเก่งขนาดไหน แม้แต่อัลฟรีดยังภูมิใจเลย แล้วผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาล่ะจะภูมิใจๆไม่น้อยกว่าอัลฟรีดแน่นอน เฮอ….. แต่อัลฟรีดต้องถอนหายใจเล็กน้อย เพราะปัจจุบันคนๆนั้นไม่อยู่กับเขาซะแล้ว

“ เธอผ่านการทดสอบ ” ทีเอยิ้มแล้วยกนิ้วโป้งขึ้น ทุกคนก็ตกอยู่ในอารมณ์เดียวกันกับทีเอ มันช่างปลื้มปิติขนาดไหนหากรู้ว่าเพื่อนใหม่ของตนมีฝีมือที่เก่งกาจ เหมือนกับได้เป่าเทียนบนเค้กในงานวันเกิดของตัวเอง
แต่เด็กหนุ่มไม่ได้ดีใจอะไรด้วยเลย วัตถุประสงค์ที่แท้จริงไม่ใช่การทดสอบเพื่อเข้าห้องวี.ไอ.พี. แต่เป็นการพิสูจน์พลังของตังเองว่าไปไกลขนาดไหนแล้ว และมันถึงเวลาแล้วรึยังที่เขาจะชำระแค้นทีเก็บกักมาสองปีเต็มๆ….. มันถึงเวลาแล้วรึยัง?….มันถึงเวลาแล้วรึยัง?

ฟินรี่ใช้ความสามารถพิเศษของตน อ่านใจ ล้วงความคิดและความรู้สึกของริซาร์ดโดยที่ไม่มีใครรู้ หล่อนรับรู้ได้ถึงแรงแค้น แรงอาฆาตของเด็กหนุ่มได้รุนแรงมากอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน และมันมากพอที่จะเป็นการเตือนสติของเธอว่า อย่าทำแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง เพราะมันสามารถดึงความหวาดกลัวในจิตใจของเธอออกมาอย่างไม่รู้ตัว แต่ฟินรี่ก็พยายามปั้นหน้ายิ้มราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพื่อที่จะไม่ให้ริซาร์ดสงสัย



“ ไม่ไหว ไม่ไหว พวกเราล้อเล่นมากไป ” โอเวเลียเอ่ยและสายหน้า ตอนนี้หล่อนกำลังสนทนาลับหลังกับเลทีน่าและกำลังนั่งอยู่ในห้องวี.ไอ.พี. หลังจากโดนสมาชิกใหม่เล่นงานจนแพ้หมดรูป

“ เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะ ”เลทีน่าพูดอย่างค่อนข้างเจ็บใจนิดๆ เพราะเธอสู้อย่างสุดความสามารถแล้ว แต่กลับแพ้ และผู้ที่เจ็บกระดองใจมากที่สุดคือโอเวเลีย เพราะหล่อนเล่นมากไป จึงได้ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ดั่งคำที่เด็กหนุ่มพูดไว้ นี้คือผลจากการดูถูก และความประมาท กลุ่มคำเหล่านี้กำลังหลอกหลอนเลทีน่าและหมุนวนในหัวเธอราวกับมันเข้าไปติดในเส้นสมองเลยก็ว่าได้ “ ถ้าพวกเราเอาจริงขึ้นมาคงไม่เป็นแบบนี้หรอกนะ ”

“ นี่ๆ…..ถ้าริซาร์ดสู้กับทีเอล่ะ ” แค่คำพูดของโอเวเลียก็ทำให้เลทีน่าจินตนาการภาพในหัวของเธอ ถ้าทีเอซึ่งเป็นคำที่มีหลังแข็งแกร่งจนได้รับการยกย่องจากอัลฟรีดและครูอาจารย์หลายคนว่า เธอเป็นใช้เวทย์มนต์ที่เก่งที่สุดในจักรวาล มาเจอกับริซาร์ดผู้เป็นสมาชิกใหม่และมีพลังที่แข็งแกร่งเช่นกัน แต่ท่าทางแล้ว ริซาร์ดน่าจะถนัดการใช้กระบวนท่ามากกว่าเวทย์มนต์ เวทย์มนต์ปะทะกระบวนท่า โอ้ย!!!! อย่าให้ต้องอธิบายเลย แค่นึกก็สนุกแล้ว “ ฉันว่าน่าดูกว่าของพวกเราตั้งเยอะ ”

กริ๊ก………

ประตูกระจกใสของห้องลิฟต์เปิดออกแบบอัตโนมัติ เด็กสาวผมสีน้ำเงินเดินยิ้มแก้มปริออกมา ใช่ หล่อนดีใจมากที่เพื่อนใหม่ของเธอเก่งกาจมาก และอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจรู้ได้ว่าเพราะอะไร แต่เสียงประตูเปิดเหมือนเสียงอันน่าเกลียดที่สุดในชีวิต เพราะมันสามารถหยุดการจินตนาการอันไร้สาระของเด็กสาวทั้งสองได้อย่างทันที

“ ไงจ๊ะสาวๆ คุยอะไรกันเหรอ ” ทีเอทักทายโอเวเลียกับเลทีน่าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างผิดปรกติ

“ ปล่าวนิ ” โอเวเลียปฎิเสธ “ น่าจะเป็นเธอมากกว่านะที่ทำการทดสอบ ” ก่อนที่โอเวเลียจะพูดจบ ประตูกระจกใสก็เปิดอีกครั้ง และมันช่างสุดยอดแห่งความโชคดีจริงๆที่คนที่เดินออกมานั้นไม่ใช่ใครคนไหน สมาชิกใหม่ของห้องวี.ไอ.พี. ริซาร์ด เบโอลูฟนั้นเอง
ริมผีปากของโอเวเลียหยุดชะงักทันทีที่สายตาของริซาร์ดตรงมาที่เธออย่างปริศนา ความกลัวเริ่มแผ่ซ่านไปทั้งทุกอณูของร่างกายอีกครั้ง แต่หล่อนพูดอะไรผิดไปเหรอ ทำไมเขาต้องมองเธอด้วยสายตาแบบนี้ ทำไม?..ทำไม?

และแล้วเด็กหนุ่มผมสีแดงก็เดินออกจากห้องวี.ไอ.พี.โดยที่ปล่อยให้โอเวเลียนั่งตัวแข็งทื่ออยู่คนเดียวและทิ้งปริศนาไว้ให้คิดเล่นๆ……….
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Wed Feb 20, 2008 9:36 pm

จบแล้วครับ ตอนที่ 1 -*- พรุ่งนี้จะมาต่อตอนที่2 ให้ครับ^^
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby The Firemind on Thu Feb 21, 2008 11:46 pm

ไม่ต้องรีบครับ อาทิตย์ละตอนก็ได้

ผมอ่านไม่ทันน่ะ = ="
Last edited by The Firemind on Thu Feb 21, 2008 11:46 pm, edited 1 time in total.
Image
สิ่งใดเล่าจะมาเปลี่ยนแปลงพวกเราได้...? ในเมื่อเราเติบโตขึ้นมาพร้อมกับสงครามและความโหดร้าย
เมื่อความรุนแรงและความเห็นแก่ตัวแปดเปื้อนจนชำระล้างไม่ออก... ใครเล่าจะเปลี่ยนแปลงพวกเราได้?
ไม่มีใคร... นี่คือความเป็นมนุษย์... เป็นความเที่ยงแท้ที่แม้แต่เทพเทวดาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง.....
User avatar
The Firemind
WarLord พยัคฆ์สมุทร
WarLord พยัคฆ์สมุทร
 
Posts: 156
Joined: Fri Feb 08, 2008 5:17 pm
Location: นครพยัคฆ์สมุทรแห่งที่ 3

Postby RaCcoon_Man on Thu Feb 21, 2008 11:46 pm

โอ๊ะ !! นิยาย ...

/me อ่านฮับ~
Image

. . . " ~ เพื่อนพ้อง ~ " . . .
User avatar
RaCcoon_Man
หน่วยจู่โจม
หน่วยจู่โจม
 
Posts: 111
Joined: Sun Feb 10, 2008 9:31 pm
Location: ~ บนโลกใบนี้ ~

Postby DJ_pond on Sun Feb 24, 2008 10:05 pm

ตอนที่ 2
ตัดสินใจ

บนตึกบัญชาการยามเช้า ในห้องทำงานของอัลฟรีดที่เต็มไปด้วยรูปถ่ายของผู้ปกครองจักรวาลรุ่นก่อนๆทุกคนที่วางเรียงเรียงกันนอย่างมีระเบียบ หน้าต่างเจ็ดบานที่สามารถมองเห็นพื้นที่ของสถานบันแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน แสงแดดสอดส่องเข้ามาในห้องทางหน้าต่าง ทำให้มีแสงสว่างมากพอที่จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง พื้นที่ปูด้วยพรมสีแดงทั่วห้องดูแล้วช่างสะอาดเหลือเกิน และแน่นอน อัลฟรีดต้องทำงานอยู่ในห้องนี้ ขณะเดียวกันกำลังสนทนากับหัวหน้าห้องวี.ไอ.พี.


จิตใจของริซาร์ดเปี่ยมล้นไปด้วยความแค้นที่มีต่อคนๆนั้น และเหตุนี้มันจึงเป็นแรงผลักดันให้เขาโหยหาพลัง ” ทีเอเอ่ยอย่างมั่นใจ “ ดิฉันคิดว่าเขาต้องหาทุกวิถีทางเพื่อการแก้แค้นแน่นอน ”

“ ฉันกลัวว่าเขาจะเหมือนพ่อตัวเองนะสิ ” อัลฟรีดถอนหายใจยกใหญ่ “ เฮอ….นี้ฉันต้องเสียทหารมือดีไปอีกคนรึเนี่ย? ”

“ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ” ทีเอยิ้มแห้งๆ “ พวกเราจะพยายามไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก ”

“ ขอบคุณมากนะ หัวหน้า ” เมื่อได้คำยืนยันจากทีเอ อัลฟรีดก็พอมีความหวังอยู่บ้าง

“ ดิฉันขอตัวก่อนนะค่ะ ” ทีเอพูดอย่างเร่งรีบราวกับมีธุระสำคัญ และสายตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนอย่างเปี่ยมล้น ซึ่งอัลฟรีดสัมผัสมันได้

“ เชิญ ” อัลฟรีดตอบสนองความต้องการของเธอทันทีเพราะเขาไม่มีความจำเป็นที่ต้องรั้งตัวเธอไว้ สายตาของอัลฟรีดจับจ้องเด็กสาวตั้งแต่เธอโค้งคำนับ จนเดินออกจากห้องไปอย่างไม่กระพริบตา ก่อนที่จะเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างหมดแรง พร้อมหันหน้ามองทะลุกระจกใสไปยังท้องฟ้ายามเช้า แต่มันมิอาจทำให้ความกังวลของเขาลดลงเลย ชายวัยทองกำลังปิดตาของตนอย่างช้าๆ และนึกถึงเรื่องราวในอดีตตอนๆหนึ่งที่เขาจำมันจนฝังใจเป็นอยากมาก


“ ท่านเคโคเรเมมีคอน ท่านล่วงรู้ถึงอนาคต?? ” อัลฟรีดเอ่ยเสียงสั่นอย่างตื่นเต้น

“ ใช่ เรารู้ ” เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนตอบอย่างมั่นใจ “แต่เรามิอาจบอกท่านได้ ”

“ ทำไมล่ะครับ ” อัลฟรีดมีสีหน้าฉงน

“ เพราะมันผิดเกณฑ์ของเทพเจ้า ” แม้มันเป็นคำตอบที่สั้นๆ แต่ก็ทำให้อัลฟรีดเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง “แต่เราบอกได้เพียงเท่านี้ ”



“ เมื่อเกิดการต่อสู้ระหว่างผู้กุมชะตาจักรวาล จะมีเพียงหนึ่งเท่านั้นที่รอด ”

นั้นคือคำพูดของผู้ที่เป็นเทพเจ้าที่สร้างความปวดหัวให้อัลฟรีดมากพอดู จนถึงตอนนี้เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ

ครืน......

ตัวลิฟต์เคลื่อนลงจากชั้นที่ห้าร้อยยี่สิบอย่างไม่เร็วนัก ผนังลิฟต์ทำจากกระจกใสสามารถมองเห็นห้องในตึกบัญชาการเกือบทุกห้อง และเมื่อหันไปอีกด้าน สามารถเห็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ และทะเลรีณที่ประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสงแดด ยานพาหนะมากมายหลายชนิดเริ่มเคลื่อนที่จากอีกตึกไปยังอีกตึก

เด็กสาวผมสีน้ำเงินอยู่ในลิฟต์โดยที่ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง สายตาของเธอมองไปไกลไร้จุดหมายราวกับเธอกำลังมองล่อย ใช่ ตอนนี้ทีเอเองก็กังวลไม่แพ้อัลฟรีดเหมือนกัน มีเพียงสองประการ หนึ่ง ทำไมอัลฟรีดต้องให้หล่อนคอยจับตาดูริซาร์ดทั้งๆที่เขาไม่ใช่คนร้ายสักหน่อย และเรื่องของเพื่อนๆเธอบางคนที่อคติกับริซาร์ด เพราะเพียงแค่เขาไม่ค่อยพูดจาสักเท่าไหร่กับมีดวงตาที่อำมหิตราวกับปิศาจกลับชาติมาเกิด แต่มีใครรู้บ้าง ว่าริซาร์ดเคยเจออะไรบ้างในชีวิต และมีใครรู้บ้าง ว่าดวงตาที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมคู่นั้นยังมีความโศกเศร้าอยู่ไม่น้อยเลย ที่หล่อนกำลังเร่งรีบแบบนี้ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก มันเป็นเรื่องของเพื่อนๆเธอเอง




“ มันต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างที่สำคัญ ” โรเมเวิร์ดพูดเอ่ยเคร่งเครียด “ ถึงขนาดที่ทีเอต้องเรียกพวกเรามาแต่เช้า”

“ แล้วริซาร์ดล่ะ ” ฟินรี่ถาม หลังจากที่ไม่เห็นวี่แววของเด็กหนุ่มจะมา

“ บางที่เรื่องนี้เขาอาจจะไม่เกี่ยว ” บาเนสตอบอย่างไม่แน่ใจ

“ เชอะ!!!! ทำเป็นรู้ ” โอเวเลียเอ่ยแบบหมั่นไส้สุดๆ เท่านี้แหละก็สามารถจุดฉนวนการโต้วาทีได้อย่างเป็นทางการซะด้วย

“ แล้วทำไม ถ้าฉันจะรู้ ”

“ คนอย่างนายเนี่ยนะรู้ วันๆก็ได้แต่นั่งกวนประสาทคนอื่นแค่นั้นแหละ ”

“ ฉันก็คนเหมือนกัน เป็นนักเรียนทหารเวทมนต์เหมือนเธอ แล้วทำไมจะรู้ไม่ได้ ”

“ อ๋อเหรอ ถ้าไม่บอกฉันก็ไม่รู้นะว่าเป็นนักเรียนทหารเวทมนต์ นึกว่าเป็นตลกคาเฟ่ ”

“ เธอเองเหมือนกัน ถ้าเธอไม่ใส่เครื่องแบบของนักเรียนทหารเวทมนต์ ฉันก็นึกว่าเป็นคนทรงที่เชิญวิญญาณสุนัขเข้าปาก ”

“ ก็เหมือนกันนั้นแหละ ”

“ เอ๊ะ.. ลืมบอก ว่าน่าจะเป็นวิญญาณสุนัขที่มีเชื้อบ้าที่อยู่ในปากเธอ ”

จะทะเลาะกันไปถึงไหนกัน!!!!!!!!!


เสียงเด็กสาวผมสีน้ำเงินตะโกนลั่นห้อง หลังจากที่เข้ามาเห็นบาเนสกับโอเวเลียกำลังโต้วาทีกัน เสียงของเธอมีอำนาจพอที่จะหยุดการทะเลาะนี้ได้ และมันต้องเป็นเธอทุกทีที่สามารถหยุดเรื่องวุ่นๆนี้ ทั้งคู่เบนหน้าหนี นั้นคือตอนจบของการโต้วาทีทุกครั้ง
ทีเอเดินตรงไปยังโต๊ะเหล็กใหญ่หน้าห้อง แล้วส่องสายตาปริศนาใส่ทุกคน แม้มันไม่ใช่สายตาของริซาร์ด แต่มันก็ทำให้ทุกคนนิ่งเงียบราวกับต้องมนต์สะกด

“ ฉันมีเรื่องที่จะพูดเพียงเรื่องเดียว ” ทีเอทำหน้าเครียด “ ทุกคนรู้เรื่องในอดีตของริซาร์ดหรือไม่?? ”

ทุกคนมีสีหน้าฉงนพร้อมกัน

“ ฉันจะบอกให้สำหรับบางคนที่ยังไม่รู้ ” ทีเอเอ่ย “ ตอนสงครามสิบสองกาแล็กซี่เมื่อสองปีก่อน..... ”

“ กองทัพเด็ธทรอยได้รวมพละกำลังทั้งหมดบุกกาแล็กซี่สิบสองกาแล็กซี่ ซึ่งมีกาแล็กซี่โทรัสเมีย โรเต้ ริวาเมส มูนโร โปเครี่ ทางช้างเผือก เซลวัน แอ็คเซว่า เวอร์เจริก เครเชียนมาร์ส เลนาเรีย และโซลริกาเดียน ” โรเมเวิร์ดเดินมาอยู่ข้างๆทีเอก่อนที่จะพูดแทรกเธอ เด็กสาวก็เลยยืนกอดอกและปิดปากตัวเอง “ โดยที่กองทัพเด็ธทรอยมุ่งหมายไปที่กาแล็กซี่เลนาเรีย ส่วนกาแล็กซี่ที่เหลือแค่ปิดผนึกการช่วยเหลือกาแล็กซี่เลนาเรียเท่านั้นเอง”

“ ดาวโซร่าคือเป้าหมายของพวกมัน และพวกเธอรู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น?”

หลายคนขมวดคิ้ว และมีบางคนที่เบนหน้าหนีราวกับรู้เรื่องแล้ว

“ พื้นที่ของดาวโซร่ากว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ถูกทำลายจนพินาศหมดสิ้น แล้วพวกเธอคิดว่าตระกูลไฟจะไม่ถูกผลกระทบบ้างเลยรึ? ”

“ ขอโทษนะทีเอ ฉันจำเป็นต้องพูด ” เด็กสาวพยักหน้าเป็นการตอบรับโรเมเวิร์ด “ เสียใจด้วยนะที่บางคนคิดว่าพวกตระกูลไฟไม่ถูกผลกระทบจากสงครามครั้งนั้น ฉันขอบอกได้เลยว่า เพราะไอสงครามครั้งนี้แหละที่ทำให้ริซาร์ดเป็นแบบนี้!!! ”โรเมเวิร์ดขึ้นเสียงอย่างเคียดแค้น สร้างความตกใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก

“ พอเถอะโรเมเวิร์ด ไม่ต้องเล่าแล้ว ถ้านายยิ่งเล่านายก็มีแต่ความเจ็บปวดที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ” เด็กสาวห้ามการอธิบายของโรเมเวิร์ดทันที ที่เขาเป็นแบบนี้ไม่ใช่เขาแค้นแทนริซาร์ดหรอก แต่มันเป็นการแทงแผลในใจของเขาเท่านั้นเอง โรเมเวิร์ดส่ายหัวไปมาอย่างอารมณ์เสียนิดๆ
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Sun Feb 24, 2008 10:06 pm

“ ใช่ กองทัพเด็ธทรอยมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือ ตระกูลไฟ ทุกคนในตระกูลไฟถูกสังหารด้วยน้ำมือของผู้บัญชาการแห่งกองทัพเด็ธทรอยกับองครักษ์ผู้บัญชาการจนหมดสิ้น เหลือแค่ริซาร์ดกับน้องสาวฝาแฝดของเขาที่ชื่อ นีน่า ที่รอดชีวิตมาจากสงครามครั้งนั้น แต่น้องสาวฝาแฝดของริซาร์ดกลับถูกกองทัพเด็ธทรอยลักพาตัวไปพร้อมกับลูกเลี้ยงของผู้บัญชาการกาแล็คซี่เลนาเรีย ที่ชื่อเอโอเนีย ไวเปอเทอมิน่า ซึ่งเขาคือพวกสนิทของริซาร์ด และที่ริซาร์ดเป็นอย่างทุกวันนี้ หวังว่าคงรู้สาเหตุนะ ”

“ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าใครบ้างที่เข้าใจในความรู้สึกของริซาร์ด ” โรเมเวิร์ดพูดเสริม “ แต่ก็มีฉันคนหนึ่งแล้วที่เข้าใจความรู้สึกนี้ ”

“ เขาสูญเสียคนที่รักและห่วงแหนไปจนหมด ทั้งๆที่เขาอายุยังน้อยเกินไปที่จะต้องเจอเรื่องราวแบบนี้ มันกลายเป็นแผลปาดลึกในจิตใจของริซาร์ดจนมาถึงปัจจุบัน ” ทีเอเอ่ยพร้อมกอดอก “ ฉันว่า พวกเราควรเห็นใจริซาร์ดและพยายามช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่ ”

และนั้นคือสิ่งที่ทุกคนเห็นด้วยเป็นที่สุด

“ ไม่ต้องห่วง ทีเอ ” โอเวเลียหันมาที่พวกเพื่อนๆของเธอแล้วยิ้มอย่างมั่นใจ “ พวกเราจะช่วยเหลือริซาร์ดทุกอย่างตามที่เขาตามการ ”

“ ขอขอบคุณทุกคนมาก ” เสียงขอขอบคุณนี้น่าจะเป็นคำที่ออกมาจากปากของทีเอ แต่มันกลับเป็นเสียงของเด็กหนุ่มผมสีแดงที่ดังมาจากประตูห้อง ทุกคนทำหน้าเหวออย่างตื่นตระหนก นี้เขาแอบฟังอยู่รีเนี่ย??? “ ไงๆ ฉันก็ขอร้องทุกคนสักเรื่อง ”

“ พูดมาเลย ไม่ต้องเกรงใจหรอก พวกเราจะทำให้เอง ” ทีเอเอ่ยอย่างยินดี

“ ขอให้ทุกคนฝึกฝนพลังให้มากๆ ในภาวะของสงครามแบบนี้ ไม่รู้เมื่อไหร่ที่พวกเราอาจจะถูกเรียกไปสู่สนามรบ ” ริซาร์ดพูดพลางเดินพลาง “ หวังว่าทุกคนคงเข้าใจในสิ่งที่ฉันต้องการ ”


“ เพราะฉันไม่อยากสูญเสียคนที่สำคัญมากไปกว่านี้ ”

นี้คือจุดเปลี่ยนความรู้สึกของทุกคน จากที่คิดว่าเขาที่มีเพียงแต่ความแค้น ความอาฆาตในจิตใจ เป็นความห่วงใยท่ามกลางความแค้นที่ทีให้ทุกคน หากรู้เรื่องราวในอดีตอันแสนเจ็บปวดของเขาแล้วก็จะรู้ว่าดวงตาที่เต็มไปด้วยความอำมหิตคู่นั้นยังมีความโศกเศร้ามากพอที่จะบีบน้ำตาของเขาให้ไหลเพื่อระบายออกมาตลอดเวลาเสียมากกว่า แต่เด็กหนุ่มกลับไม่ร้องไห้ออกมา ไม่ยอมระบายมันออกมา เขาเก็บมันไว้ในจิตใจ และท่าทางที่หลายคนเคยพูดไว้ว่า ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ มันจะเป็นจริงซะแล้วในตอนนี้
ขณะนี้ เวลานี้ ไม่มีใครที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของเด็กหนุ่ม และเข้าใจมันอย่างสุดซึ้ง แต่พวกเขาจะทำอะไรได้นอกเหนือจากนี้ ที่เหลือก็แล้วแต่โชคชะตาของริซาร์ดที่ทุกคนยังคอยจับตามอง




ตอนบ่ายของวันนี้ หลังจากที่อาหารมื้อเที่ยงผ่านพ้นไป ซึ่งมีแค่โรเมเวิร์ด ริซาร์ด และบาเนสเท่านั้นที่ทานอาหารกลางวัน ที่เหลือก็กำลังรักษาหุ่นด้วยการอดอาหาร เพราะน้ำหนักของพวกเธอเกินกว่ามาตรฐาน(ตั้งกันเอง) แค่ขีดเดียว และมีข่าวเร็วๆนี้ว่าจะมีการตรวจร่างกายเร็วๆนี้ นั้นคือเหตุผลหลักที่พวกเธอต้องลดน้ำหนักอย่างกะทันหัน คาบแรกของช่วงบ่ายวันนี้คือวิชาเวทมนต์ แต่การเรียนการสอนแปลกไปนิด แล้วจะไม่ไห้แปลกได้ไง ก็วิชานี้มีเพียงเฉพาะห้องวี.ไอ.พี.ห้องเดียวในเรียนบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ ที่เรียน และไม่มีครูหรืออาจารย์คนไหนที่สอนเรื่องนี้ได้ พวกเขาจึงต้องเรียนรู้เอาเอง จากผู้ที่มีความรู้มากที่สุดในห้อง -ทีเอ- ตอนนี้ทีเอกำลังอธิบายเรื่องการใช้เวทมนต์อย่างรีบมาก ไม่มีใครรู้ว่าเธอจะรีบไปทำไม ทั้งๆที่เธอก็ไม่มีธุระสักหน่อย หรือเธอกำลังโมโหหิวอยู่ก็เป็นแน่

“ การใช้เวทมนต์มีเพียงสองวิธีเท่านั้น คือ การร่ายมนต์กับการวาดวงแหวน อย่างแรกเป็นสิ่งที่เราเห็นกันอยู่เป็นประจำ เพราะมันสะดวกต่อการใช้งาน ส่วนการวาดวงแหวนนั้น ฉันจะแสดงให้ดูตอนเวลาว่างก็แล้วกัน แต่บางเวทมนต์ก็ไม่ต้องร่ายหรือวาดวงแหวน อย่างเช่น เวทมนต์ลูกไฟทำลายของริซาร์ด ” ต้องการอธิบายอย่างรีบร้อนของเธอก็เป็นการดีสำหรับทุกคน เพราะมันเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้เรื่องแล้ว “ พวกเราทุกคนคือผู้ใช้พลังธาตุรุ่นที่สอง ดังนั้นเวทมนต์จึงต้องคิดค้นและดัดแปลงเอง เพราะ เวทมนต์ในปัจจุบันมีน้อยนิดมาก ”

“ การร่ายเวทมนต์ก็เช่นกันที่ถูกแบ่งออกเป็นสองอย่าง อย่างแรกคือการร่ายด้วยชื่อของสิบสองราศี(มกร กุมภ์ มีน เมษ พฤษภ มิถุน กรกฏ สิงห์ กันย์ ตุลย์ พฤศจิก ธนู) ส่วนอย่างที่คือการร่ายแบบบทกลอน ซึ่งคนที่จะร่ายมนต์แบบนี้ได้จะต้องเคยเห็นแก่นแท้แห่งพลังเท่านั้น

“ อะไรคือแก่นแท้แห่งพลังเหรอ?? ” เลทีน่ารีบยิงคำถามทันที

เหมือนมีของแข็งหล่นใส่หัวเด็กสาวผู้แสนสวยและน่ารักดังก๊อก หัวของเธอหมุนติ้วราวกับพายุ เธอพยายามหาความรู้เท่าที่ตัวเองเคยค้นคว้ามา แต่เรื่องนี้เธอจะรู้ได้ไง ในเมื่อเธอเองก็ไม่เคยเห็นมันสักหน่อย ไอแก่นแท้แห่งพลังที่เธอพูดน่ะไปฟังมาจากคนอื่นต่างหาก


“แก่นแท้แห่งพลัง คือ ประตูที่อยู่ในตัวของทหารเวทมนต์ทุกคน และกำลังรอให้พวกเราเปิดมัน โดยพวกเราจะสามารถเปิดประตูนี้ได้ ทางฝัน ” ริซาร์ดเอ่ยอย่างไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา แต่หารู้ไม่ ทุกคนในห้องต่างตั้งใจฟังที่เขาพูดเป็นอย่างมาก “ แต่ถ้าพลังของเราไม่ถึงขั้น ก็จะไม่มีทางเห็นประตูนั้น ”

“ แล้วเมื่อไหร่พลังของพวกเราจะถึงขั้น ” เลทีน่าถามต่อ และนี้คืออีกอย่างหนึ่งที่เรียกสายตาทุกคน ปกติหล่อนชอบอยู่เงียบ แต่ทำไมวันนี้ถามเอาถามเอง จนผิดไปจากนิสัยของเธอ

“ ตัวเองเท่านั้นที่รู้ ” เด็กหนุ่มผมสีแดงค่อยๆลุกจากที่นั่ง “ ขอตัวครู่เดียว ”

เขาเดินไปโดยที่ทุกสายตายังจับจ้องตัวเขา เก่งขนาดนี้แล้วยังมีความรู้มากอีก ถ้าเขาเคยเห็นแก่นแท้แห่งพลังอีกล่ะ โอ๊ย!!! มันจะเก่งอะไรกันนักกันแน่น แค่นี้ก็พอแล้ว ทีเอยิ้มอย่างมีความสุดนิดๆ มีน้อยคนนักที่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ นอกจากจะเคยเห็นมัน เพราะเรื่องนี้ไม่มีในตำราเรียน


“ ถ้าอย่างนั้น ” โรเมเวิร์คกับบาเนสจ้องตากันเองและยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย

“ พวกเราก็เคยเห็นแล้วสิ ”

ทั้งคู่กระโดดดีใจอย่างผิดปรกติ เต้นแร้งเต้นการาวกับได้ของขวัญชิ้นพิเศษ แต่เท่านี้ก็สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน -นี้ทั้งคู่เคยเห็นแก่นแท้แห่งพลังแล้วรึเนี่ย??- นี้คือคำถามในใจของทุกคน

“ อย่างนายเนี่ยนะเคยเห็น? ถ้าเป็นทีเอหรือริซาร์ดว่าไปอย่าง ” และแล้วก็เป็นโอเวเลียนี้เองที่เป็นคนเริ่มการโต้วาที

“ เพราะในหัวสมองคิดแต่เรื่องแบบนี้นะสิจึงไม่เห็นแก่นแท้แห่งพลัง ” บาเนสทำหน้าล้อเลียนใส่เด็กสาว


มิถุน พฤศจิกา เมษ กุมภ์ สิงห์ ตุลย์
วารีพันธนาการ

สายน้ำหมุนวนรอบตัวทีเอก่อนที่จะพุ่งเป็นทางยาว รัดทุกส่วนของร่างกายบาเนสกับโอเวเลียไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งสองพยายามดิ้นรนเพื่อที่จะหลุดออกจากพันธนาการนี้ แม้รู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไร้ประโยชน์ แต่มันเป็นสัญชาตญาณของพวกเขา เพราะตอนนี้ทั้งคู่อึดอัดมาก เหตุจากน้ำไปกั้นการหายใจของทั้งคู่
เด็กสาวค่อยๆเงยหน้าขึ้น หันหน้าไปยังเพื่อนทั้งสองของเธอที่กำลังทุรนทุรายทรมานราวกับจะจมน้ำตาย มองทั้งคู่ด้วยความเบื่อหน่างนิดๆแล้วส่ายหน้าไปมา
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Sun Feb 24, 2008 10:09 pm

“ หากพวกเธอยังทะเลาะกันอีกครั้ง เตรียมตัวนอนบนเตียงพยาบาลได้เลย ”

น้ำที่กำลังจะทำให้ทั้งคู่ขาดออกซิเจนตายหายวับไปในเสี้ยววินาที ทั้งสองล้มลงพื้นห้องอย่างหมดแรง ร่างกายของพวกเขาเปียกโชกเหมือนกับลูกหมาพึ่งตกน้ำไม่มีผิด และสลบเหมือดไปทันที สร้างความตื่นตระหนกให้เด็กสาวผมสีน้ำเงินเป็นอย่างมาก

ริซาร์ดเดินเข้ามาในห้อง เขารีบวิ่งไปดูทันทีหลังจากที่เห็นโอเวเลียกับบาเนสนอนหมดสติอยู่กลางห้อง มือทั้งสองข้าสัมผัสกับลำคอของทั้งคู่ แล้วไล่สายตาดูร่างกายของทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งเปียกน้ำไปทุกส่วน ก่อนที่จะหันไปที่ทีเอ

“ จมน้ำ??? ” เขาถามทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แล้ว “ กำลังไม่ใช่คำตอบของปัญหาทุกเรื่องเสมอไป ”

“ ฉันขอโทษ ฉันอารมณ์เสียอยู่ ” เด็กสาวไม่เข้าใจอย่างมากว่าตัวเองกำลังทำอะไรลงไป แต่สิ่งที่เธอทำกับกับเพื่อนๆเมื่อครู่นี้มันร้ายแรงเกินไป และเหตุเพียงแค่นี้ทำไมเธอต้องลงไม้ลงมือด้วย เธอไม่เข้าใจจริงๆ ทุกคนรีบเข้าไปดูอาการของทั้งสองคนที่ไม่มีวี่แววว่าจะฟื้น โรเมเวิร์ดดึงเข็มกลัดออกจากปกเสื้อตัวเอง เตรียมกดเรียกหน่วยพยาบาล

“ อย่า โรเมเวิร์ด ” ริซาร์ดเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อเห็นโรเมเวิร์ดกำลังจะเรียกหน่วยพยาบาล “ ฉันจัดการเอง ”

ทุกคนรีบถอยออกจากบริเวณนั้นทันที เด็กหนุ่มผมสีแดงค่อยๆกางมือทั้งสองข้างอย่างสุดตัว รวมสมาธิและพลังไว้บนฝ่ามือทั้งสองก่อนที่จะปิดตาลงช้าๆ แล้วค่อยๆวางบนหน้าอกของบาเนสและโอเวเลียที่นอนหมดสติอย่างนิ่มนวลและเบิกตากว้างทันที!!!!!

ตึง!!!!!!

ร่างกายของทั้งสองคนกระตุกขึ้นอย่างรุนแรงราวกับถูกไฟฟ้าซ็อต และนิ่งไปอีกครั้ง แสงออร่าบนฝ่ามือเริ่มเปล่งแสงขึ้นเรื่อยๆ จนทุกคนต้องหลับตาเหมือนกับคราวก่อนไม่มีผิดที่เคยทำให้ประตูพัง

“ แค่ก......แค่ก..... ”

แสงค่อยๆจางลง ทั้งคู่รู้สึกตัวขึ้นพร้อมสำลักน้ำกันยกใหญ่ ทุกคนช่วยกันพยุงทั้งสองคนให้นั่งแล้วลูบหลังเพื่อให้น้ำออกมาให้หมด เว้นแต่ริซาร์ดที่ลุกขึ้นยืน เขารู้สึกแปลกๆบนฝ่ามือ เด็กหนุ่มรีบแบมือทั้งสองขึ้นมาดู บาดแผล!!!! บาดแผลที่เหมือนกับโดนของมีคมบาดเต็มมือทั้งสองของเขา เลือดที่ไหลออกจากบาดแผลมากมายจนมือทั้งสองท่วมไปด้วยเลือด และหยดลงบนไหล่ของทีเอ เด็กสาวผมสีน้ำเงินหันมองที่หัวไหล่ของตน มันแทบจากทำให้หัวใจเธอหยุดเต้นทันที เลือด!!! เลือดที่เต็มบนหัวไหล่ของเธอ ทั้งๆที่เธอไม่มีบาดแผลสักหน่อย แต่มันเป็นเลือดของใครกัน??? ว่าแล้วทีเอก็เงยหน้าขึ้นทันที

“ ริซาร์ด??? ”

เด็กสาวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จับมือของริซาร์ดแล้วแบดู บาดแผลมากมายบนฝ่ามือของเขา สร้างความงงงวยให้เธอเป็นอย่างมาก

“ อยู่นิ่งๆนะ ”

หลังจากที่เธอพูดจบ เด็กสาวรวมพลังไว้ที่มือทั้งสองข้างและชี้ไปที่บาดแผล แสงสีน้ำเงินส่องสว่างบนบาดแผล ปากแผลเริ่มสมานตัวกลับเป็นอย่างเดิมพร้อมหยุดการไหลของเลือด นั้นคือความสามารถพิเศษของเธอ -รักษาบาดแผล- จนมือของเด็กหนุ่มปราศจากริ้วรอยใดๆทั้งสิ้น

“ เกิดอะไรขึ้น???? ” ความสงสัยบีบบังคับให้เธอต้องถาม

“ ฉันยังไม่สามารถควบคุมพลังให้คงที่ได้ สิ่งที่เธอเห็นนี้คือผลของมัน ” ริซาร์ดเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ แค่นี้ก็ทำให้ทีเอพอเข้าใจ แล้วเธอก็หันมายังเพื่อนทั้งสองที่โดนเวทมนต์ของเธอเมื่อครู่นี้ เพื่อที่จะ........

“ บาเนส โอเวเลีย ฉัน....ขอโทษ ” เธออยากขอโทษทั้งสองสักพันหน แต่เธอพูดได้เพียงแค่นี้ หล่อนช่างบ้าเสียจริงที่ทำร้ายเพื่อนตัวเองได้ลงคอ เด็กสาวก้มหน้ารอการยกโทษและโทษตัวเองอย่างรุนแรง

“ ไม่เป็นไรหรอก ” บาเนสเงยหน้าแล้วยิ้มให้เธอ

“ พวกเราต่างหากที่ต้องขอโทษเธอ ทั้งๆที่รู้ว่าวันนี้เธอเครียดมาก ” โอเวเลียค่อยๆลุกขึ้นยืน และมองหน้าทีเออย่างสำนึกผิด “ แต่พวกเรายังก่อเรื่องอีก ”

เด็กสาวเงยหน้าขึ้นช้าๆหลังจากที่ก้มหน้าอยู่พักหนึ่ง เธอได้เห็นรอยยิ้มของโอเวเลียกับบาเนส เท่ากับว่าพวกเขาอภัยให้เธอแล้ว แต่เธอก็ยังโทษตัวเองอย่างไม่ลดละ ใบหน้าของทีเอมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา ถึงแม้จะเจ็บจะปวดมากเท่าไร แต่คำว่า มิตรภาพ ไม่ขาดกันง่ายๆ และดูเหมือนว่าริซาร์ดกำลังเรียนรู้สิ่งนี้อย่างมิได้ตั้งใจ

และแล้วเวลาของวันนี้ก็มาถึงตอนเย็น นักเรียนทหารเวทมนต์ทุกคนต่างกลับหอพักของตนซึ่งแยกชายหญิง แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่กลับหอพัก พวกเขาอยู่บนชั้นดาดฟ้าของตึกนักเรียนทหารเวทมนต์ปีสอง สมาชิกในห้องวี.ไอ.พี.ทุกคน ยืนจับกลุ่มเพื่อคุยเรื่องบางอย่าง และแน่นอนว่า ต้องไม่มีริซาร์ดอยู่ สายลมพัดอย่างรุนแรงทั้งเสื้อและผมของทุกคนต่างสะบัดแรง ท้องฟ้าสีแสดที่เต็มไปด้วยยวดยานพาหนะนับล้านที่เคลื่อนที่ไปมาพร้อมฝูงนกนานาชนิดที่กำลังบินไปทางทิศตะวันตกราวกับเป็นการบอกลาดวงอาทิตย์ในวันนี้

“ ฉันพึ่งเคยเห็นนะเนี่ย ลูกตามล้างแค้นกับพ่อตัวเอง ” บาเนสเอ่ยแล้วทำหน้าสะอิดสะเอียดแทบจะอ้วก “ ตลกสิ้นดี ”

“ แต่นั้นคือสิ่งที่เขาปรารถนา ” ฟินรี่พูดพร้อมหันหน้าไปที่บาเนส “ ในตอนนี้ ”

“ จิตใจของริซาร์ดอ่อนแอเกินกว่าจะรับสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นได้ ” ทีเอเสริม “ จนความอาฆาตแค้นบดบังทุกสิ่งทุกอย่างในความรู้สึก ”

“ ยิ่งคนที่ทำแบบนั้นกลับเป็นพ่อตัวเองอีก ” โรเมเวิร์ดถอนหายใจ “ ถ้าเป็นฉันคงสับสนมาก ”

“ ตอนนี้เขาพยายามที่จะมีพลังที่แข็งแกร่ง เพื่อไล่ตามหลังผู้เป็นพ่อ ไม่สิ ต้องพูดว่า แซงหน้าเลยดีกว่า ” เลทีน่าหลุดปากพูดออกมา ทำให้ทุกคนสนใจเธอเป็นพิเศษ “ ความแค้นในตอนนี้คือสิ่งที่ทำให้ริซาร์ดพัฒนาพลังได้เป็นอย่างดี แต่ในทางกลับกัน เขาต้องทนทุกข์ทรมานในนรกที่มีชื่อว่าความเดียวดาย ”

“ ในขณะนี้พวกเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงจิตใจของเขาได้ พวกเธอทุกคนอย่าพยายามรั้งหรือขัดขวางความปรารถนาของเขา ขอให้ปล่อยริซาร์ดไปตามชะตากรรม ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานเขาต้องคิดได้ ”

แน่นอน ใครจะกล้าขัดใจริซาร์ด ขืนทำไปล่ะก็มีหวังตายลูกเดียว

“ ถ้ามันเป็นอย่างที่เธอคิดก็ดีสิ ฉันกลัวว่าความแค้นจะครอบงำจนเขาต้องหันหน้าเข้าสู่ความมืด ” และนั้นคือสิ่งที่โอเวเลียกังวลมากที่สุด “ ฉันเชื่อว่าในกลุ่มพวกเราคงไม่มีใครกล้าลงมือแน่ ”

“ หากเป็นเช่นนั้น ฉันจะเป็นคนที่กำจัดริซาร์ดเอง ” แววตากับน้ำเสียงของทีเอเต็มไปด้วยความเข้มแข้ง ความมั่นใจ ทำให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเธอมาก และในกลุ่มนี้ จะมีใครมีพลังมากเท่าริซาร์ด นอกจากทีเอ ซึ่งพลังของเธออาจจะมากกว่าริซาร์ดด้วยซ้ำ

ยามค่ำคืนที่เป็นการนอนหลับของทุกคน แต่มีดาวดาวหนึ่งที่ยังตื่นอยู่ตลอดเวลา เป็นดาวปริศนา ไม่มีใครรู้ว่ามันอย่างที่ไหน อยู่ในกาแล็กซี่อะไร ไม่มีใครรู้ นอกจากคนในกองทัพเด็ธทรอย
คนชุดดำที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใครกำลังเดินอย่างรีบเร่ง ในตึกสูงที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไปยังห้องทดลอง

ฟาป!!!!!!!

ประตูเหล็กเปิดอย่างอัตโนมัติ คนชุดเดินเข้ามา ท่ามกลางสายตาของนักวิทยาศาสตร์นับพันๆที่กำลังทำการทดลองบางสิ่งอยู่ และจ้องมองทุกคนอย่างเยือกเย็น

“ ขอให้ทำการส่งผู้พิทักษ์ไปยังโลกในวันพรุ่งนี้ ”
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Sun Feb 24, 2008 10:14 pm

ตอนที่2 จบแล้วครับ อีกสามวันจะมาลงให้ 2 ตอนรวดเพราะว่าจะเข้าเนื้อหาหลักแล้วจ้า
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Thu Feb 28, 2008 8:26 pm

ตอนที่ 3
การพบพาน


“ ปีหน้านี้พวกเราจะต้องไปประจำการที่กาแล็กซี่รามาเนสนะ ”

คำสั่งล่วงหน้าไปส่งตรงมาในข้อความคอมพิวเตอร์ของหัวหน้าห้องวี.ไอ.พี.หลังจากที่สภาทหารเวทมนต์ได้ลงมติอย่างเอกฉันท์ ซึ่งกาแล็กซี่ที่ว่านี้เป็นกาแล็กซี่ที่ถือว่าอันตรายที่สุด เพราะมีภัยพิบัติที่อันตรายที่สุดที่เคยพบมาอย่างซูเปอร์โนวาของดาวฤกษ์นับล้านพร้อมกันในทุกๆสิบปีจะเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น สงสัยสภาสูงคงอยากให้พวกหล่อนลองสัมผัสกับการเผาผลาญของดาวฤกษ์ดูบ้าง เพื่อจะได้ย้อมสีผิวได้ในพริบตา เผลออาจจะได้ท่องแดนวิญญาณด้วยนะเนี่ย ช่างน่ายินดีเสียเหลือเกิน ทำให้ริซาร์ดต้องเดินวนไปวนมาแทบบ้า-แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังเครียดหนัก ยังมีเด็กหนุ่มคนนึงนอนหลับคาเก้าอี้เหล็กโดยปิดกั้นการรับรู้ใดๆทั้งสิ้น

ออด…..

สัญญาณจบคาบเรียนดังขึ้น เหมือนเป็นเสียงสวรรค์และเสียงไพเราะที่สุดของบาเนส เขาลืมตาตื่นด้วยอารมณ์แจ่มใสพร้อมบิดตัวไปมาราวกับไม่เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ไม่รู้ว่ายังนี้เขาเรียกว่าขี้เซาหรือหลับเป็นตายกันแน่ -ริซาร์ดกลับมานั่งประจำที่แล้วถอนหายใจอย่างหัวเสีย ก่อนที่จะกดเรียกจอคอมฯออกมาเพื่ออัพเดทข่าวรายวัน -และพฤติกรรมของบาเนสเมื่อครู่นี้แปลกไปจากเดิม ทุกคนสงสัยมาก และมีคนคนเดียวที่กำลังเคืองขุ่น(ริซาร์ด) มันเป็นวันแรกที่บาเนสนอนหลับตาห้องเรียน เพราะต่อให้เขาขี้เกียจแค่ไหน เขาก็ไม่ทำเช่นนี้



“ เมื่อคืนนายไปทำอะไรมา บาเนส ” โอเวเลียถาม “ คงนอนดึกแน่ๆ ”

“ ก็..... ” บาเนสเกาหัวนิดหน่อย “ อ่านหนังสือน่ะ ”

หลายคน ไม่สิ ทุกคนเชื่อว่านั้นคือคำโกหกแน่นอน บาเนสต้องปิดบังอะไรสักอย่าง ที่ไม่อยากบอกให้พวกเขารู้ แต่มันจะเป็นเรื่องอะไรกัน ที่เขาต้องเก็บเป็นความลับ -เด็กหนุ่มผมทองเห็นท่าทางว่าจะไม่ดี จึงหาข้อหลีกเลี่ยงว่า

“ เดี๋ยวฉันจะลงไปซื้อน้ำ ใครจะฝากอะไรมั้ย??? ” เขาเอ่ยขึ้นอย่างฉับพลัน

“ เอาน้ำโกโก้กระป๋องมาเจ็ดก็แล้วกัน ” ทีเอพูดและสะบัดมือซ้ายเบาๆ เป็นการบอกว่า -รีบๆไปเหอะ-

เด็กหนุ่มเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็วกับเจ้าเข้าก็ว่าได้ -ริซาร์ดที่กำลังอ่านข่าวอุบัติเหตุยานขนส่งชนกันที่กาแล็กซี่เซลวัน เขาเหล่ตาไปที่บาเนสแล้วส่ายหัวแบบชนิดที่ว่าบ้าคลั่งเพื่อขับไล่อารมณ์ต่างๆไปให้หมดจากหัวของเขา

“ สงสัย...พวกเราต้องเปิดปากเขาซะแล้ว ” โอเวเลียเอ่ย ขณะที่เธอกำลังกดปุ่มที่เข็มกลัดเพื่อเรียกจอคอมพิวเตอร์ออกมา -เลทีน่าพยักหน้าเชิงเห็นด้วย

“ ไม่ต้องหรอก มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรมากมาย ” ฟินรี่พูด แต่ทุกคนก็ไม่คัดค้าน เพราะทุกคนรู้ว่าฟินรี่อ่านใจเขาแล้ว “ เป็นการดีด้วยซ้ำ ”


ไม่ว่าบาเนสจะทำอะไรก็ไม่ใช่สิ่งที่ริซาร์ดสนใจนัก มันจะดีหรือไม่ดีก็ไม่ใช่กงการอะไรของเขา แต่การที่มีนักเรียนทหารเวทมนต์หลับในห้องเรียนน่ะ เป็นการกระทำที่ผิดกฎเกณฑ์อย่างร้ายแรง หากรู้ในหมู่เพื่อนๆมันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเรื่องนี้เข้าหูครูอาจารย์เข้าละก็ โดนทำโทษแบบสุดโหดแน่นอน -ทุกคนในห้องเชื่อว่าคงไม่มีใครคันปากจนเอาเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์ ซึ่งหากมีคนทำแบบนี้ ก็จะมีหลายคนที่คันไม้คันมือที่พร้อมจะทำให้คนที่คันปากคนนั้นหลับสบายไปหลายวันเลย ถึงจะเป็นริซาร์ดก็ริซาร์ดเหอะ ไม่มีการละเว้นแน่นอน -และริซาร์ดเองก็ไม่ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเขา หรือเขาไม่ต้องการถูกรุมประชาทัณฑ์ก็เป็นไปได้


ถึงแม้จะไม่มีคนบอกก็ใช่ว่าความผิดจะถูกปกปิดเสมอไป อย่าลืมว่านี้คือยุคอนาคต ไม่ใช่ยุคสุโขทัยหรืออยุธยา แน่นอน ต้องไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งในห้องเรียน แต่!!! มันไฮเทคกว่านั้นมาก ถึงไม่มีกล้องวงจรปิดก็มองเห็นได้ โดยดาวเทียมคูเรียซิกที่กำลังเคลื่อนที่ไปตามการหมุนตัวของโลก นั้นหมายถึง ดาวเทียมดวงนี้กำลังลอยอยู่บนหัวนักเรียนทหารเวทมนต์ทุกคนในบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ มันสามารถฉายภาพสามมิติแล้วส่งลงมายังห้องสังเกตการณ์ของบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ที่มีครูอาจารย์มากมายคอยจับตาดูพฤติกรรมของนักเรียนทหารเวทมนต์ทุกคน ดังนั้น สิ่งที่บาเนสทำไปก็ไม่น่ารอดพ้นสายตาองพวกครูอาจารย์ไปได้ ยกเว้น พวกครูละเลยหน้าที่ ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมาก





“ น้ำเมลอนหนึ่งกระป๋อง น้ำโกโก้เจ็ดกระป๋อง ทั้งหมอสี่สิบเกตค่ะ ”

เสียงตู้เก็บน้ำกระป๋องรายงานราคา หลังจากที่บาเนสเลือกรายการที่ต้องการเสร็จสิ้น -บาเนสะกดปุ่มเรียกบัตรประจำตัวออกมา แล้วรูดที่คีย์การ์ด ก่อนที่จะเก็บบัตรไว้ในเข็มกลัดที่เดิม

“ ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ ”

แผ่นเหล็กเปิดออก ไอเย็นระเหยขึ้นหน้าบาเนสพร้อมน้ำกระป๋องที่สั่งไว้ยื่นมาที่ตัวเขา บาเนสเก็บน้ำกระป๋องไว้ในเข็มกลัด แล้วเดินเข้าตึกนักเรียนทหารเวทมนต์ปีสอง เพื่อขึ้นลิฟต์





“ หลังจากคาบนี้ก็ว่างตลอดสินะ ” ริซาร์ดเอ่ยลอยๆไม่เจาะจงว่าใครจะเป็นคนตอบ และดวงตาที่กำลังจ้องไปยังที่จอคอมฯที่กำลังดาวน์โหลดข้อมูลบางอย่าง ในขณะเดียวกันที่คนอื่นๆกำลังสนทนาเรื่องงูๆปลาๆกันอยู่ แต่ต้องหยุดชะงัก เมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยถามขึ้นมา

“ ใช่แล้วจ๊ะ ” ฟินรี่ตอบหน้าระรื่น แล้วพวกเขาก็สนทนากันต่อ โดยไม่สนใจว่าริซาร์ดทำอะไรอยู่ -แต่ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มก็ไม่ค่อยให้ความสนใจกับคำตอบมากนัก

LOAD 100%

การดาวน์โหลดเป็นผลสำเร็จ ตอนนี้คอมพิวเตอร์ทำการแปลข้อมูลสักพัก ก่อนที่จะปรากฏสิ่งที่ริซาร์ดดาวน์โหลดมา

“ จากเหตุการณ์สงครามสิบสองกาแล็กซี่ในมหาสงครามจักรวาลครั้งที่สอง พบผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่มียอดสูงถึงหมื่นล้านคน ส่วนความเสียหากในพื้นที่ต่างๆรวมแล้วทั้งจักรวาลนี้มีความเสียหายประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์......... ”

เด็กหนุ่มเลื่อนหน้าข้อมูลมาเรื่อยๆ และเขาก็พบบางสิ่งจนทำให้เหยุดเลื่อน

“ ออกัส เบโอลูฟ และราฟิโร่ เบโอลูฟ จากตระกูลอัคคี คือหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้.................... ”

เขาปิดจอคอมพิวเตอร์แล้วเอนหลังผิงเก้าอี้ก่อนที่จะถอนหายใจ ไม่รู้ว่าเขาจะดูไอข้อมูลพวกนี้ทำไมทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอก มันก็มีแต่จะทำให้เขาปวดแผลในใจเท่านั้น แต่คิดถึงทุกคนที่จากไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น บางคนจากไปแล้วไม่หวนกลับมา บางคนก็ไปแล้วมาท่าทีว่าจะกลับมา มันทำให้เด็กหนุ่มที่มีอายุเพียงสิบหกปีคิดหนักราวกับเป็นสมุหนายกเลยก็ว่าได้ - ตอนนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าริซาร์ดกำลังคิดหนัก ต่อให้เป็นฟินรี่ก็ยังไม่รู้ เพราะการสนทนาที่กำลังส่งเสียงเจี้ยวจาวนั้นแหละคือสาเหตุ



“ มาแล้วจ้า มาแล้ว ”

บาเนสเปิดประตูก่อนที่จะทักทายทุกคน กิจกรรมของทุกคนจึงเปลี่ยนไปเป็นการจ้องมองเด็กหนุ่มผมทองอย่างฉับพลัน ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกๆ(ยกเว้นริซาร์ดที่กำลังนั่งพิงเก้าอี้อย่างเงียบๆ) -บาเนสแจกน้ำโกโก้กระป๋องให้ทุกคน และเขาเพิ่งรู้ว่า มีน้ำกระป๋องเกินมาหนึ่ง

“ เอามาให้ฉัน ” ทีเอเอ่ยขึ้นเหมือนรู้ก่อนแล้ว -บาเนสก็ไม่คิดกังวลอะไรมากมาย เขาให้น้ำกระป๋องที่เหลือกับทีเอ “ นี้คืออาหารกลางวันของทุกคน ”

“ หา!!!! ” เสียงฉงนดันขึ้นพร้อมกัน

“ น้ำกระป๋องนี้แหละคืออาหารกลางวันของทุกคน ” ทีเอขยายความ “ เพื่อรักษาหุ่น ”

“ แล้วพวกผู้ชายอย่างฉันหล่ะ จำเป็นต้องลดหุ่นด้วยรึไง?? ” โรเมเวิร์ดถามอย่างอารมณ์เสีย “ หรือว่าเธอจะให้พวกเราไปประกวดดาวด้วย ”

“ ใครเค้าจะให้ผู้ชายประกวดดาวกันย่ะ ” ทีเอตอบเชิงบังคับ “ เอาเป็นว่า ทำตามที่ฉันบอกก็แล้วกัน ”
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Thu Feb 28, 2008 8:27 pm

นั้นคือคำชี้ขาดของหัวหน้าห้องวี.ไอ.พี.ที่ทำให้พวกผู้ชายหัวเสียอย่างหนัก ทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นต้องลดหุ่น แต่ก็ต้องทำ เพราะมันคือคำสั่งจากหัวหน้า -ริซาร์ดเองก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกไป นอกจากจะเปิดกระป๋องโกโก้แล้วดื่มมันจนหมดในเวลาอันรวดเร็ว -เสียงอึก อึก ดังออกจากลำคอทุกคนที่เต็มใจหรือไม่เต็มใจที่จะดื่มมัน แล้วทุกคนก็เดินไปหลังห้อง ทิ้งโกโก้กระป๋องนั้นในช่องขยะมุมห้อง แต่ริซาร์ดอาศัยจังหวะนี้ หยิบดาบเลเซอร์ขึ้นมา!!!!!


วิ้งงงง!!!!!!!

เลเซอร์พุ่งออกจากด้ามถืออย่างรวดเร็วโดยที่เลเซอร์นั้นอยู่ห่างจากคอหอยบาเนสไม่ถึงนิ้ว เด็กหนุ่มผมทองยื่นตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตระหนกอย่างรุนแรง ไม่เพียงแค่นั้น สายตาฉงนงงๆจากทุกคนกำลังจับจ้องการกระทำของเด็กหนุ่มผมสีแดงทันใด แต่พวกเขาก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพระการที่ริซาร์ดจะทำอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องนั้น อาจจะเป็นเรื่องปกติแล้วก็ได้

“ อย่าทำแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง ” ริซาร์ดเอ่ยเสียงเรียบ “ เข้าใจมั้ย?? ”

“ ก็..... ” บาเนสพูดไม่ค่อยออก นั้นคือเขากลัวริซาร์ดมากในเวลานี้

“ ฉันถามว่าเข้าใจมั้ย!!!! ” ริซาร์ดตะเสียงดังในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ตอบ -บาเนสสะดุ้งตกใจอย่างแรงจนหัวใจหล่นตุบลงไปที่ตาตุ่มแล้ว

“ ก็เข้าใจ ” เขาตอบในฉับพลันทั้งๆที่ยังไม่เข้าใจในคำถาม

ริซาร์ดเก็บดาบเลเซอร์ไว้ที่เดิม แล้วหันหน้าออกไปทางนอกหน้าต่าง สายตาทั้งคู่ของเขามองไปไกลกว่าหน้าต่าง ไกลกว่าท้องฟ้า ซึ่งมันอาจไร้จุดหมายปลายทาง ก่อนที่เขาจะปิดตาลงพร้อมถอนหายใจยกใหญ่ -เด็กหนุ่มผมทองที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความกลัวรู้สึกตัวได้ และเข้าใจสิ่งที่ริซาร์ดทำเมื่อครู่นี้อย่างชัดเจน

ปิ๊บ....ปิ๊บ...ปิ๊บ......

เข็มกลัดของเด็กหนุ่มผมทองดังขึ้น เขากดปุ่มตอบรับทันที -มีรูปสามมิติของชายคนหนึ่งออกมาจากในเข็มกลัดในสัดส่วนตามปกติ หน้าตาออกจะจีนนิดๆ กับทรงผมลานบินสุดโอเว่อร์ที่ไม่มีใครเทียบได้ และเป็นคนที่พวกเขารู้จักกันดี -ร้อยโท โทร่า เมเยอร์ เป็นครูประจำวิชาพลังของนักเรียนทหารเวทมนต์ปีสอง ที่อยู่ในเสื้อโค้ดสีขาว แขนเสื่อสีทองเหลือง ซึ่งเป็นเครื่องแบบของอาจารย์

“ มาพบฉันที่หน้าประตูใหญ่ ” ครูโทร่าเอ่ยก่อนที่จะถอนหายใจอย่างเซ็งๆ

“ ครับ ”

บาเนสโค้งคำนับ แล้วสัญญาณก็ถูกตัดไป -สิ่งที่ครูโทร่าบอกนั้นหมายถึงว่าภาพที่บาเนสนอนหลับในห้องเรียนถูกอาจารย์เห็นเข้าแล้ว และที่ครูโทร่าเรียกเขาไปน่ะ คือเรียกไปรับโทษ ฐานผิดกฎระเบียบของบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ .....ทุกคนเชื่ออย่างนั้น

“ ขอตัวก่อนนะ ”มันคงไม่มีอะไรที่จะพูดได้นอกจากนี้

“ แล้วรีบกลับมานะ ” ทีเอสั่งเสีย

เด็กหนุ่มเดินออกจากห้องเรียนของตัวเองอย่างไม่รีบนัก และเดินฝ่าสายตาปริศนาที่ยิงมาทางเขาอย่างง่ายดาย ทุกฝีก้าวของเขาเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทุกคนสัมผัสได้ -เมื่อบาเนสเดินออกไปจนลับตา ทุกคนยกเว้นริซาร์ดหันหน้ามาที่ฟินรี่พร้อมกัน เล่นเอาเจ้าตัวสะดุ้งเกือบตกเก้าอี้

“ บอกพวกเราเดี๋ยวนี้!!! ” ทุกคนพูดพร้อมกัน และฟินรี่รู้สึกได้ว่า ความสามารถพิเศษของตนไม่ได้มีผลดีอย่างเดียว



ครึก........

ประตูลิฟต์ของชั้นหนึ่งในตึกนักเรียนทหารเวทมนต์ปีสองเปิดออก เด็กหนุ่มผมทองเดินออกมา เขาเดินจ้ำๆเร็วมาก จนเกือบจะวิ่งแล้วนั้นน่ะ ไม่นานเขาก็ออกจากตึกนักเรียนทหารเวทมนต์ มองขวา-ซ้ายอย่างลุกลี้ลุกลน ไม่มียานสักลำเลย เขาตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที รวมพลังไว้ที่ขาส่วนหนึ่ง แล้วก็...........


ฟุ่บ!!!!

บาเนสกระโดดพุ่งตัวไปข้างหน้าโดยที่ตัวสูงจากพื้นเกือบสิบเมตร ทั้งผมและเสื้อผ้าต่างสะบัดแรง สักพัก เขาใช้เท้าทั้งสองยืนบนกระจกของตึกนักเรียนทหารเวทมนต์ปีหนึ่ง -เด็กหนุ่มค่อยๆยืดตัวตรงบนกระจกราวกับเขายืนบนพื้นธรรมดาเสมือนเท้าของเขาสามารถแกะผนังได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติของทหารเวทมนต์ทุกคน -เขารู้สึกแปลกๆใต้ฝ่าเท้า ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ก้มดู

“!!!... ”

สีหน้าตกใจผสมเขินอายปรากฏบนใบหน้าบาเนส ด้วยสายตารุ่นน้องปีหนึ่งนับครึ่งร้อยที่จับจ้องมาทางเขาเป็นเชิงว่า -เสียมารยาทนะเนี่ย- ทำให้บาเนสทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ -บาเนสยิ้มและพยักหน้าเป็นการขอโทษก่อนจะกระโดดจากไป

ท่ามกลางผู้คนที่โดยสารไปกับยานที่เคลื่อนที่ได้รวดเร็วทันใจ แต่มีคนๆหนึ่งกลับไม่พอใจมัน


ฟุ่บ!ฟุ่บ!!!!ฟุ่บ!!!.....

เด็กหนุ่มกระโดดข้ามตึกแล้วไปเกาะอยู่อีกตึกก่อนที่จะกระโดดไปอีกคล้ายปาดที่กระโดดติดหนึบกับฝาผนังและกระโดดไปเกาะฝาผนังอีกฟากนึ่ง สร้างคำถามต่อผู้ที่พบเห็นหลายต่อหลายคนที่มีเพียงคำถามเดียวว่า -นั้นเค้าจะทำแบบนี้ทำไม- เด็กหนุ่มกระโดดซิกแซ็กบ้าง ข้ามตึกบ้าง และเมื่อเขากระโดดไปเกาะตึกไหน ผู้ที่พบเห็นนั้นย่อมตกใจเป็นเรื่องธรรมดา



“ เอ่อ........ ” เด็กสาวเกิดอาการผิดปกติชนิดรุนแรง ซึ่งมีสิทธิ์เข้าขั้นโคม่าได้ ด้วยพิษสายตาจากทั่วสารทิศที่ตรงมายังหล่อนไม่ขาดสาย ทำให้มือไม้เธอสั่นระริกๆ นี้ยังดีนะที่สายตาอำมหิตของริซาร์ดยังไม่หันมา แต่ในใจเธอก็ภาวนาอย่างสุดชีวิต

(ขออย่าให้ริซาร์ดหามานะ อย่าหันมานะ....)

ในที่สุดคำอธิฐานของเด็กสาวก็สำริดผลทันใด เมื่อริซาร์ดหันมาที่เธออย่างเย็นชา ซึ่งจริงๆแล้วเขาแค่แปลกใจที่เห็นฟินรี่มีอาการผิดปกติต่างหากจึงหันดู


ตึก........

บาเนสหยุดยืนอยู่ที่ดาดฟ้าของตึกอำนวยการ แล้วมองดูเบื้องหน้าอย่างตั้งใจ ข้างหน้าคือสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิด เป็นที่พักผ่อนย่อนใจของทุกคนในบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ แต่เวลานี้กลับมีคนน้อย เพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดนั้นเอง -ปราศจากตึกใดๆทั้งสิ้น นั้นหมายถึงว่า นี้คือการกระโดดครั้งสุดท้ายของเขา


ฟุ่บบบ!!!

เขาพุ่งแหวกอากาศได้รวดเร็วมาก ใช่ เขามั่นใจ การกระโดดครั้งนี้ต้องถึงจุดหมายแน่นอน แต่เขากลับแคลงใจ มันไม่ใช่เรื่องนี้ มันคือเรื่องที่เขาทำผิดกฎระเบียบขัดร้ายแรง เป็นการพาโทษฐานสู่ตัวเองอย่างฉับพลัน เขาจะได้รับโทษอะไร นั้นคือสิ่งที่บาเนสคิดไม่ต้องเลย -ไม่รู้ว่าบาเนสคิดอะไรเรื่อยเปื่อยมากไปหรือยานโดยสารลำหนึ่งที่มีลักษณะทรงวงรีสีส้มซึ่งกำลังบินตรงมาทางเขามาผิดทางหรือปล่าว?? และเขาเพิ่งมารู้ตัว เมื่อพบว่าหน้าผากของตนกับตัวยานห่างกันไม่ถึงสองเมตร

โป๊กก!!!!!

หน้าผากของบานเนสชนกับตัวยานอย่างไม่คาดคิด ตัวของเขาหมุนติ้วเป็นกังหันลม ความรู้สึกเหมือนโลกเพิ่มความเร็วในการหมุนตัว แต่จริงๆที่หมุนน่ะ ตัวเขาเองนั้นแหละ ตอนนี้ร่างของเด็กหนุ่มถูกพัดเหวี่ยงจากแรงกระแทกเมื่อครู่นี้ แรงซะจนควบคุมมิได้เลย -มือทั้งสองทำท่าจะคว้าอะไรบางอย่าง แต่ก็คว้าอากาศไปโดยทั้งสิ้น ราวกับเขากำลังแหวกว่ายบนอากาศท่ามกลางวิกฤตนั้นเอง เป็นภาพที่ออกจะพิกลๆหน่อยสำหรับผู้ที่เห็นมัน


หญิงสาวผมสีชมพูอ่อนที่มีส่วนสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซน รูปร่างผอมสวยแต่หาส่วนโค้งวาวได้ยาก เพราะหุ่นของเธอเป็นทรงกระบอก หล่อนสวมชุดเครื่องแบบของครูอาจารย์ ดูรวมๆแล้วผู้หญิงคนนี้อายุไม่ถึงสามสิบ ตอนนี้เธอกำลังเดินเล่นที่สวนดอกไม้หน้าตึกอำนวยการและกำลังตรวจสอบการทำงานของแขนปลอม ที่เธอสวมอยู่ตั้งแต่หัวไหล่ซ้ายจนไปถึงนิ้วมือทั้งห้า โลหะสีเทามันวาวสะอาดเฉียบสะท้อนแสงแดดของแขนปลอมนั้น ดูก็รู้ว่า เธอเพิ่งเปลี่ยนแขนใหม่ แต่ดูเธอจะไม่ค่อยคุ้นกับแขนใหม่เลย -ในระหว่างที่หล่อนกำลังตรวจสอบแขนใหม่อยู่นั้น เธอได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรกระแทกกันบนฟ้า เธอจึงชะเง้อหน้าขึ้นมอง
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Thu Feb 28, 2008 8:29 pm

“ บาเนส ลาริสซา??? ”

เธอพึมพำแบบไม่แน่ใจ ก่อนที่จะรี่ตาให้เล็กลงพร้อมใช้แขนปลอมเสยผมครั้งหนึ่ง เธอย่อตัวลงเล็กน้อย แล้วพุ่งตัวไปที่เด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว!!

ร่างของบาเนสที่หมุนติ้วไร้การควบคุมนั้นกำลังจะโหม่งพื้นในช้า เหตุการณ์นี้อาจจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ได้ว่า -เคยมีนักเรียนทหารเวทมนต์คนหนึ่งงี่เงากระโดดชนยานแล้วตกพื้นตายอนาถ- ไม่รู้ว่าเขาจะดีใจดีหรือไม่ที่กำลังจะถูกบันทึกในประวัติศาสตร์

หมับ........

ในที่สุดประวัติศาสตร์ก็แตกสลายไปพร้อมกับร่างของคนๆหนึ่งที่อุ้มบาเนสไว้แน่นก่อนที่จะถึงพื้นได้อย่างนิ่มนวลและปลอดภัย -เท่ากับว่าบาเนสพ้นวิกฤตพิสดารได้แล้ว -เขาค่อยๆปล่อยให้บาเนสยืนได้คล่องตัว ก่อนที่จะส่งยิ้มให้เด็กหนุ่ม -บาเนสเงยหน้ามองผู้ที่ช่วยตนให้ผ่านพ้นนาทีชีวิตได้ทันทวงทีเพื่อทีจะกล่าวคำขอขอบคุณ แต่เขาก็แปลกใจนิดๆ เมื่อรู้ว่าคนที่ช่วยเขาเมื่อครู่นี้คือครูผู้หญิงที่ตนรู้จักดี -พันตรี โฟเร่ แมคริเน่ หัวหน้าหมวดวิชาพลัง-


“ โอ้โห!!หัวโนเลย ” หล่อนเสยผมบาเนสดู เห็นรอยช้ำเลือดวงใหญ่ “ เจ็บมากมั้ย?? ”

“ ก็.....เจ็บไม่เท่าไหร่ครับ ” บาเนสตอบติดๆขัดๆนิดหน่อย “ เมื่อกี้ขอบคุณมากนะครับ ”

“ ทีหน้าทีหลังหัดดูตาม้าตาเรือบ้างนะ ” โฟเร่ชี้จิ้มที่อกของบาเนส ทำให้เขารู้สึกจักจี้นิดๆ “เดี๋ยวก็ไม่ทันมีแฟนซะก่อนหรอก ”

“ ครับ...ครับ ” เขาเอ่ยอย่างเคอะเขิน และเหลือบเห็นแขนซ้ายของครูสาว“ นี่ครูโฟเร่เปลี่ยนแขนใหม่หรือครับ ”

“ ใช่จ๊ะ แต่ฉันยังใช้ไม่คล่องเลย ” โฟเร่รูดแขนเสื้อให้บาเนสดูอย่างปิดเผย

เขาอดสงสารอาจารย์คนนี้ไม่ได้จริงๆที่ต้องเสียแขนข้างหนึ่งไปในเหตุการณ์สงครามสิบสองกาแล็กซี่ มันเป็นเหตุการณ์ที่ทิ้งความเจ็บปวดได้มากเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว มีอีกหลายชีวิตที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่รู้สึกว่าคนที่เจ็บปวดที่สุดจากเหตุการณ์ครั้งนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเขานี้เอง

ริซาร์ดเกาหัวด้วยความรู้สึกที่แปลกนิดๆ แวบๆเหมือนมีคนนินทาตนอยู่เนืองๆ


“ สนทนากันน่าสนุกดีนะ ”

เสียงชายหนุ่มผู้ที่มีทรงผมสุดโอเวอร์ที่สุดที่บาเนสคิดว่าในชาตินี้คงไม่มีใครเปรียบได้เข้าแทรกการสนทนาอย่างฉับพลัน “ สวัสดีพันตรีโฟเร่ แมคริเน่ ”

“ แหม....นี่เธอทักแฟนตัวเองแบบนี้เลยหรอ ” และแล้วหล่อนก็ตอบรับการทักทายได้หวานมาก -บาเนสรู้สึกคันแข้งคันขาเหมือนมีมดแดงกัดกะทันหัน

“ ฉันล้อเล่นน่า ” โทร่ายิ้มแก้มปริ “ อย่าลืมนะ ที่นัดไว้ ”

“ จ้า!!! ” หล่อนขานรับเสียงยาว

มันคงไม่แปลกมากหรอกหากครูทั้งสองคนนี้จะจีบกันถ้ามีโอกาส ซึ่งเป็นคู่ใหม่ปลามันที่เพิ่งสารภาพรักกันเมื่อสามวันก่อนนี้เอง เล่นเอานักเรียน ครูอาจารย์หลายคนอิจฉาคู่นี้มาก ทำให้เรื่องนี้ถูกตั้งเป็นกระทู้ในเว็บบอร์ดบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ที่ติดอันดับหนึ่งยอดนิยมของสัปดาห์นี้ ในชื่อว่า -ความรักก่อเกิด ครูโทร่า รัก ครูโฟเร่(โอเวเลียเป็นคนตั้งกระทู้)- -แต่จะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ ไงๆทั้งคู่ก็ยังเป็นที่รักใคร่ของทุกคนเหมือนเดิม โดยเฉพาะพวกนักเรียนที่ทั้งคู่เอาใจใส่มากที่สุด -ก็พวกในห้องวี.ไอ.พี.นั้นแหละ- -รู้สึกว่าเด็กหนุ่มจะกลายเป็นส่วนเกินของวงสนทนานี้ไปแล้ว นี้เขามารับโทษนะ ไม่ใช่มาดูอาจารย์จีบกันสักหน่อย แล้วทีเอยังบอกว่าให้รีบกลับอีก โอ๊ย!!! ปวดกบาล

“ ฮะ....แอ่ม ” บาเนสเริ่มทำลายการจีบอย่างมีมารยามนิดๆ “ ผมมีธุระกับครูโทร่า ”

“ อืม....เข้าใจแล้ว ” โฟเร่ยิ้มส่งท้าย “ งั้นขอตัวก่อนนะ ”

“ บาย ”

ทั้งคู่ส่งสายตาในชนิดที่ว่าชาตินี้อาจจะไม่ได้พบกันอีกอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ครูสาวแขนปลอมซ้ายจะหันหลังให้กับหวานใจของตน แล้วเดินไปที่ตึกอำนวยการแบบไม่เร่ารีบ -สีหน้าของโทร่าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขถูกแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด ก่อนที่จะหันมาที่เด็กหนุ่มอย่างช้าๆ

“ เธอคงรู้ตัวแล้วสินะ ” โทร่าเอ่ย “ บอกมาสิว่าทำไมเธอถึงทำเช่นนี้ ”



“ เขาแอบเข้าไปฝึกพลังในมิติจำลองตอนกลางคืนน่ะ ”

หลังจากที่ฟินรี่อยู่ท่ามกลางความกดดันที่กำลังจะทับเธอให้แบนเป็นกล้วยตากแห้ง เธอก็พูดออกมา จริงๆแล้วฟินรี่น่าจะพูดได้เร็วกว่านี้ ถ้าทุกคนไม่กดดันเธอน่ะ -สายตาแห่งความกดดันจากทุกทิศก็จางหายไปพร้อมคำตอบที่มาถึง แล้งเสียงถอนหายใจก็ดังระงมไปทั่ว

แต่นั้นคือสิ่งที่ริซาร์ดรู้อยู่ก่อนแล้ว เพราะเขาเห็นตอนที่บาเนสกำลังย่องเบาเข้าตึกนักเรียนทหารเวทมนต์ เขาก็สันนิษฐานได้ทันทีว่าบาเนสต้องแอบฝึกพลังแน่นอน


“ เธอน่ะเป็นนักเรียนดีเด่น ไม่เคยสร้างประวัติศาสตร์เสียๆให้แก่บล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ ไม่เคยขัดคำสั่งผู้ใหญ่ เธอสร้างแต่ความดี เธอทำภารกิจที่ผ่านมา เธอสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า -ไม่มีอะไรที่ทำไม่สำเร็จ- และนี้คือความครั้งแรก เพราะฉะนั้น เธอไม่ต้องรับโทษใดๆทั้งสิ้น ”


เด็กหนุ่มยืนรับฟังอยู่นานก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา เป็นรอยยิ้มที่สื่อได้หลายอย่าง ซึ่งโทร่ารู้สึกได้ และเขาก็ยิ้มตอบเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกด้วยกัน


“ หากเธอเข้าใจในวีถีแห่งพลัง แล้งเธอจะรู้ว่ายังมีสิ่งอีกมากมายที่ยังรอให้เราเรียนรู้ ”

โทร่าทำตาพริ้มอย่างเอ็นดู ก่อนที่จะเดินจากบาเนสไปอย่างเงียบๆและทิ้งปริศนาไว้ให้เขา -มันเป็นปริศนาที่ยากแก่การเข้าใจ แต่บาเนาก็เต็มใจรับปริศนานี้ไว้ แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้ายามบ่าย เพื่อสร้างความรู้สึกบางอย่างที่หายไป



ริซาร์ดเชื่อแล้วว่าวันนี้คือวันที่เขาเซ็งสุดๆ ในคาบเรียนตอนบ่ายที่ว่างพอจะไปทัวร์รอบบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้สักสิบรอบก็ยังได้ แต่เขาทำได้แค่นั่งเฉยๆอยู่ในห้องที่มีชื่อว่าห้องวี.ไอ.พี.เพื่อเรียกเพื่อนคนหนึ่งที่แอบหลับในห้องเรียนกลับมา ในขณะที่คนอื่นแอบเล่นเกมในคอมพิวเตอร์กันอย่างสนุกสนานจากเมื่อครู่นี้ที่ความกดดันเต็มไปทั่วห้อง กลับกลายเป็นความสุขเหมือนได้ระบายเครียดออกมาในเวลาที่ไม่นานนัก และเขาเองก็ไม่ชอบการรอคอยสักเท่าไหร่ มันอาจทำให้ริซาร์ดเซ็งจนบรรยายไม่ถูกก็ได้


ครืน.....

ประตูห้องวี.ไอ.พี.เปิดออกอย่างช้าๆ และในที่สุดทุกคนก็ไม่ต้องรอคอยอีก เมื่อคนๆนี้เดินเข้ามา -บาเนสนั้นเอง- ความเซ็งของริซาร์ดเหมือนจะหายไปนิดหน่อย และทุกคนก็หยุดกิจกรรรมระบายเครียดทันที

“ ขอโทษนะทุกคน ”

เขาคงไม่กล่าวคำนี้ถ้าไม่เห็นเด็กหนุ่มผมสีแดงทำหน้าเซ็งกะบ๊วยใส่เขา และสายตาคู่นี้แหละที่ไล่ตามหลังบาเนสตั้งแต่เขาเดินจากหน้าห้องจนไปถึงที่นั่ง เป็นเหตุให้บาเนสเสียวหลังวาบ -ทีเอลุกขึ้นหลังจากที่นั่งบนเก้าอี้อยู่นาน เธอเดินไปยังหน้าห้องด้วยท่าทางแปลกๆ แล้วหันหน้ามองทุกคน

“ ในเมื่อมาครบกันทุกคนแล้ว ฉันก็จะบอกทุกคนว่า... ”

ทีเอสูดหายใจจนเต็มปอดเรียกความมั่นใจออกมา

“ ฉันได้ปรึกษากับท่านอัลฟรีดเรื่องการพัฒนาพลังของทุกคน ท่านอัลฟรีดได้จัดเวลาว่างหลังเลิกเรื่องเป็นการฝึกซ้อมพลัง โดยมีพวกตระกูลธาตุรุ่นแรกมาช่วยในการฝึกซ้อมและจะสอนพวกเราได้เรื่องเวทมนต์กับกระบวนท่า เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเราจะฝึกทุกวัน เริ่มจากวันจันทร์ที่จะถึงเป็นต้นไป ”
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Thu Feb 28, 2008 8:31 pm

ไม่รู้ว่าจะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย แต่มันเป็นข่าวดีมากสำหรับริซาร์ด เพราะมันคือหนทางที่เขาจะพัฒนาพลังได้เร็วขึ้น

เพื่อการแก้แค้น..................


“ เอาแหละทุกคน เชิญแยกย้ายไปตามอัธยาศัย ”

“ เดี๋ยวก่อน..... ฉันมีเรื่องที่จะคุยกับทุกคน ”

นั้นคือสาเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องย่อนก้นลงอีกครั้ง -ริซาร์ดเดินมาที่หน้าห้องและสวนทางกันทีเอที่กำลังกลับที่นั่งประจำตัว แน่นอน ทุกคนให้ความสนใจกับสิ่งที่ริซาร์ดกำลังจะบอกเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขาจะพูดในสิ่งที่จำเป็นหรือสิ่งที่ทุกคนยังไม่รู้เท่านั้น -เมื่อริมผีปากของริซาร์ดเริ่มขยับ ทุกสายตาเริ่มมีประกายแวววาวมาทันที

“ ใครมีความรู้เกี่ยวกับเวทมนต์แห่งกาลเวลาบ้าง?? ”

และแล้วเครื่องหมายคำถามก็ลอยเต็มห้อง ใครจะไปรู้เรื่องนี้ได้ไง นี้คือหนึ่งในเวทมนต์ธาตุทั้งสองที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดีนะที่ริซาร์ดไม่ถามเวทมนต์ธาตุมืดอีก รับรองว่าครบสูตรความปวดหัวยิ่งกว่าการแก้สมการสิบชั้นซะอีก

“ ไม่มีใครรู้หรอก ริซาร์ด ” ทีเอพูด “ นายน่าจะรู้คำตอบดีนี่ ”

“ ฉันถามเพื่อมีคนรู้ ” ริซาร์ดวางมือบนโต๊ะเหล็ก แล้วเงยหน้าขึ้น “ ทุกคนจำได้มั้ย?? ดาบศักดิ์สิทธิ์ที่เทพเจ้าเคโคเรเมมีคอนให้มา.....มีกี่เล่ม ”

เลทีน่าชูนิ้วมือเก้านิ้ว เป็นคำตอบว่ามีเก้าเล่ม

“ มีอะไรบ้าง? ” ริซาร์ดถามต่อ

“ ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งวารี,พสุธา,อัสนี,วายุ,อัคคี,ความมืด,แสงสว่าง,กาลเวลา ” โรเมเวิร์ดตอบอย่างฉะฉาน “ ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดถูกเก็บไว้ที่วิหารไดไซ ส่วนดาบแห่งกาลเวลาไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ”

“ ทุกคนยังจำลูกเลี้ยงของผู้บัญชาการแห่งกาแล็กซี่เลนาเรียได้มั้ย? ” ริซาร์ดเอ่ยถามต่ออีก

“ เอโอเนีย ไวเปอร์เทอมิน่า??? ” ทุกคนพูดเป็นน้ำเสียงเดียวกัน

เด็กหนุ่มผมสีแดงละมือที่วางบนโต๊ะเหล็ก แล้วเดินอย่างช้าๆไปที่หน้าต่างที่ใกล้ที่สุด มองดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆสีขาว ก่อนที่จะทำมือแน่นราวกับเก็บความรู้สึกบางอย่างที่กำลังจะระเบิดออกมา และหลับตาตัวเองอย่างแผ่วเบา

“ ใช่ ” ริซาร์ดกัดฟันทนด้วยความเคียดแค้น “ เขาสามารถดึงดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งกาลเวลาจากมือข้างซ้าย และมีพลังธาตุชนิดใหม่ คือ..... ”

“ ธาตุกาลเวลา ”

(!!!!??)

ความตื่นตระหนกปรากฏขึ้นเต็มห้องพร้อมความงงงวยที่เพิ่มอีกสองเท่า

“ นั้นคือเหตุผลที่กองทัพเด็ธทรอยลักพาตัวเอโอเนียไป ส่วนนีน่าฉันไม่รู้ ” ริซาร์ดลืมตาและคลายมือ “ แต่เวทมนต์ธาตุกาลเวลานั้นเป็นสิ่งที่อธิบายได้ยาก มันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับทุกคน และฉันมั่นใจว่าทุกคนต้องไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดแน่นอน ”

“ ฉันเคยเห็นเพียงแต่ก็ฉันจำมันได้ -เอโอเนียใช่เวทมนต์เรียกอุกกาบาตตกลงบนดาวโซร่า ”

ในที่สุดความตกใจของทุกคนสูงชิงพรวดจนหาค่ามิได้ มันเป็นไปได้รึที่จะใช่เวทเรียกอุกกาบาตที่กำลังลอยอยู่ในอวกาศตกลงมา ณ ดาวโซร่า แม้จะดูแปลกๆพิกลๆไปหน่อย หากแต่คำนวณผลที่ตามมา มันเป็นเวทมนต์ที่รุนแรงมากเลยทีเดียว รุนแรงที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยเห็นมา -จะเชื่อหรือไม่ ทุกคนรู้อยู่เต็มอก เพราะริซาร์ดไม่ใช่คนพูดจาไร้สาระหรือสร้างเรื่องบ้าๆแล้วมาเล่าให้พวกเขาฟัง

“ เอโอเนีย นีน่า ทั้งสองคนนี้มีพลังที่แกร่งมาก มากจนฉันไม่เคย...ไม่เคยเลย...ไม่เคยเลยสักครั้งที่เอาชนะสองคนนี้ได้ ” ริซาร์ดก้มหน้าอย่างคนสิ้นหวัง “ เพราะเหตุนี้ฉันจึงต้องการให้ทุกคนฝึกฝนพลังให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ”

“ เดี๋ยวก่อน!! ริซาร์ด ” โอเวเลียแทรกขึ้นทันใด “ นี้นายกำลังบอกว่าพวกเราต้องสู้กับสองคนนั้น และนายกำลังหมายความว่าทั้งนีน่า เอโอเนียโดนล้างสมองจนกลายเป็นทาสรับใช้ของกองทัพเด็ธทรอยงั้นรึ?? ”

“ ใช่..... ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความรู้สึกหลายอย่างผสมกัน

“ นายเชื่ออย่างนั้น?? ” โอเวเลียถามอย่างอึดอันตันใจ สีหน้าของเธอบ่งบอกได้ถึงความสงสัยเจือผิดหวัง “ นั้นน่ะนางสาวและเพื่อนที่นายรักที่สุดนะ ”

“ ใช่.... ” เด็กหนุ่มยืนยันคำตอบเดิม “ ฉันรู้สึกเช่นนั้น ”

“ ความรู้สึก..... ” เด็กสาวผมสีเขียวเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยความโทสะยิ่ง กัดริมฝีปากราวจะให้ขาดในทันที เธอไม่เคยเห็นใครที่ใช่ความรู้สึกเป็นตัวตัดสิน และไม่เคยคิดว่าริซาร์ดจะเป็นคนอย่างนี้ นั้นน่ะ น้องสาวกับเพื่อนรักนะ แทนที่จะหาหลักฐานมาเป็นข้อสรุป เขากลับใช้ความรู้สึกงี่เงาๆมาตัดสิน มันไร้สาระและไร้มันสมองสิ้นดี เธอผิดหวังมนตัวเพื่อนคนนี้จริงๆ

“ ความรู้สึกมันบอกฉันตลอดมา ตอกย้ำทุกเวลา ตั้งแต่สองคนนั้นจากไป ” ริซาร์ดบอก “ ทีแรกฉันเองก็ไม่เชื่อ แต่นานๆเข้า ฉันก็เชื่อมัน ”

คำอธิบายของริซาร์ดคลายโทสะในตัวเด็กสาวได้ระดับหนึ่ง แต่นั้นเขาหมายถึงลางสังหรณ์ มันไม่ใช่เหตุผลที่ริซาร์ดต้องปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังไงๆโอเวเลียก็ยอมรับไม่ได้


ปิ๊บ.....ปิ๊บ....ปิ๊บ......

ช่างเหมือนเสียงที่แปลกใหม่ที่สามารถสะกดทุกดวงตาให้ตรงมาที่ริซาร์ดในบัดดล -เด็กหนุ่มถอนหายใจด้วยความรู้สึกเดิมๆแล้วกดปุ่มตอบรับ

“ ริซาร์ด มาหาฉันที่ห้องทำงาน ด่วน!!! ”

ไม่มีภาพของคนที่สนทนา นั้นเป็นการบันทึกเสียง และเสียงนี้ เขาจำได้ เป็นเสียงของอัลฟรีดแน่นอน -มันแปลกในคำพูดของอัลฟรีดไปนิด ตรงที่ว่า-ด่วน-อันที่จริงไม่มีคำนี้เขาก็ไปตรงเวลาอยู่แล้ว สงสัยเคยมีคนผิดนัดแหงๆ -โดยไม่ต้องมีพิธีกรรมอะไรมาก เขาเดินออกจากห้องแบบไม่เร่ารีบนัก ก่อนจะพูดว่า

“ เจอกันพรุ่งนี้ ”

คำทิ้งท้ายนั้นแสดงได้ถึงว่าในหัวสมองของริซาร์ดไม่สามารถคิดคำพูดอื่นได้อีกแล้ว



หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยรายชื่อโครงการนับพันเรียวตั้งแต่บนลงล่างอย่างมีระเบียบ -อัลฟรีดดูมันแบบละเอียดยิบตั้งแต่ชื่อโครงการ ร่างโครงการ งบประมาณและทุกสิ่งทุกอย่างของโครงการ ไม่น่าเชื่อ!! เขาใช้เวลาพิจารณาโครงการทั้งหมดเพียงสี่ชั่วโมง และดูเหมือนว่าความเครียดจากงานนี้ ไม่ทำให้เส้นสมองของเขาพันกันยุ่งเหยิงเลยสักนิด -อัลฟรีดปิดจอคอม หมุนเก้าอี้หันหลังให้กับประตูห้อง มองทิวทัศน์แห่งบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ด้วยอารมณ์แจ่มใสยิ่งนัก และเขากำลังรอคอยคนๆหนึ่งอยู่
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Thu Feb 28, 2008 8:32 pm

ออด........

เสียงสัญญาณดังขึ้น มันเป็นเสียงที่บอกว่ามีคนต้องการเข้ามาในห้องนี้ อัลฟรีดยิ้มอย่างมีความสุข ใช่ คนที่เขารอคอยมาถึงแล้ว -ชายหนุ่มเอื้อมมือกดปุ่มสีดำโต๊ะทำงาน

ฟาบบ!!!!!

ประตูเหล็กแยกออกเป็นสี่แฉกแล้วเลื่อนออก เพื่อให้เด็กหนุ่มผมสีแดงเดินเข้ามา -อัลฟรีดหมุนเก้าอี้มาในทิศเดียวกันกับประตูห้อง และลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเดินมาหาเด็กหนุ่ม

“ มาเร็วดีนะ ” นั้นคือคำชมของเขาและเป็นการทักทายไปในตัว

“ ครับ ” ริซาร์ดรับคำชมและตอบรับการทักทายได้สั้นมาก “ ไม่ทราบว่ามีอะไรเหรอครับ ”

“ มีสิ มีแน่นอน ” ดูเหมือนว่าอัลฟรีดกำลังหัวเราะในลำคอ “ฉันจะให้เธอไปที่ศูนย์บัญชาการทหารเวทมนต์ของโลก ” ชายหนุ่มยกนิ้วชี้ขึ้นมา “ ผู้บัญชาการแห่งกาแล็กซี่เลนาเรียต้องการพบเธอ ”

“ เหรอครับ?? ” เป็นคำถามที่ตัดบทได้ดีเยี่ยม ทำให้ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วไม่เป็นเช่นนั้น…

“ ใช่ เธอเองก็อยากเจอไม่ใช่เหรอ?? ” อัลฟรีดกอดอกพร้อมยิ้ม “ ไม่เจอกันตั้งสองปี คงคิดถึงกันมากสินะ ”

(เขารู้???)

คำถามพุดขึ้นในหัวริซาร์ดทันที อัลฟรีดรู้ได้ไงทั้งๆที่เขาไม่เคยบอกใครสักคน หรืออัลฟรีดอ่านใจได้ อันนี้เป็นไปไม่ได้ใหญ่ ฟินรี่ ใช่ ต้องเป็นฟินรี่แน่นอน หล่อนแอบอ่านใจเขาแล้วเอามาอ่านอัลฟรีดแหงๆ -ความตื่นตระหนกของริซาร์ดมีมากจนออกมาทางสีหน้าวัยหนุ่มนั้น ทำให้อัลฟรีดอมยิ้มนิดๆ

“ เอาล่ะ เอาบัตรมาให้ฉัน ” ริซาร์ดรู้ว่าอัลฟรีดหมายถึงบัตรอะไร เพราะตอนนี้ทั้งตัวเขามีแต่บัตรใบเดียว -เขากดปุ่มเรียกบัตรออกมา แล้วยื่นให้อัลฟรีด

บัตรทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวทั้งหน้าหลัง ด้านหน้ามีรูปถ่ายของริซาร์ด(ทำหน้าเหมือนกำลังกดดันช่างถ่ายรูปว่าให้ถ่ายเร็วๆ)พร้อมชื่อล่างรูป มันดูเหมือนไม่มีประโยชน์เลย แต่หารู้ไม่ บัตรใบนี้เป็นทั้งบัตรประชาชน บัตรนักเรียนทหารเวทมนต์ บัตรจับจ่ายใช้สอย และอีกหลายๆอย่างมากมาย และที่อัลฟรีดขอบัตรไปนั้น เขาจะทำการยืนยันว่าริซาร์ดได้ขออนุญาตออกนอกสถานที่เป็นการชั่วคราว -อัลฟรีดรูดบัตรที่คีย์การ์ดบนโต๊ะทำงานของตน แล้วส่งคืนเจ้าของ เป็นการเสร็จสิ้นการยืนยัน

“ เอายานอีฟีบีได้นะ ”

“ ครับ ” เด็กหนุ่มโค้งคำนับอย่างสุภาพเป็นการขอขอบคุณและการบอกลา -อัลฟรีดก็ทำเช่นนั้นกัน แล้วส่งยิ้มให้เขา


บล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้เป็นสถานบันที่กว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยตึกสูงระง่านฟ้ามากมาย แต่จุดศูนย์กลางกลับเป็นโดมสีฟ้าไร้หลังคาที่มีความสูงเป็นครึ่งหนึ่งของตึกบัญชาการ มีตึกบริการสี่ตึกล้อมรอบโดมสีฟ้าที่สูงเท่ากับตึกสองร้อยชั้น ท่อขนาดใหญ่สีขาวเป็นตัวเชื่อมต่อตึกทั้งสี่เป็นเส้นทางให้ผู้คนเดินทางข้ามตึกได้อย่างสะดวกสบาย ความห่างของท่อแต่ท่อห่างกันสองชั้นตึก เพื่อมิต้องอ้อมไกลนัก นี้คือสถานที่ริซาร์ดต้องมา -โรงเก็บยาน- -ภายในโดมสีฟ้าเต็มไปด้วยยานนานาชนิดที่จอดเรียงกันอย่างมีระเบียบ แสงจากสปอตร์ไลท์นับพันผสมกับแสงแดดย่ามบ่ายทำให้ที่แห่งนี้สว่างกว่าอยู่ข้างนอกเสียอีก ทั้งพื้น ผนังมีสีน้ำเงินเป็นสีเดียวกันหมด และทุกระเบียบนิ้วนั้นสะอาดสะอ้านมากจนเกือบเป็นกระจกใสไปแล้ว -ผู้คนมากมายที่กำลังเดินไปมา ณ ที่นี้ แต่มันไม่ใช่สถานที่ที่จะเข้าออกกันง่ายๆ บุคคลที่เข้าออกได้ต้องได้รับการยืนยันจากคนในตึกบัญชาการกับตึกอำนวยการเท่านั้น เป็นการบ่งบอกได้ว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่สำหรับคนที่มีกิจหรือธุระเท่านั้น

ริซาร์ดเดินเข้ามาในที่แห่งนี้ มองดูภายในโดมอย่างให้ความสนใจ กลิ่นอายแห่งเครื่องจักรวนเวียนอยู่ทุกตารางนิ้วเตะจมูกเขาเข้าอย่างจัง -เพียงเด็กหนุ่มเดินเข้ามาไม่ถึงห้าเมตร มีสิ่งหนึ่งเข้ามาขวางทางเดินกะทันหัน -มันคือหุ่นยนต์ทรงกลมที่ลอยอยู่เหนือพื้นเพียงครึ่งเมตร มีมือโลหะทั้งสองข้างไว้ทำงานตามคำสั่ง และวงกลมสีดำตรงกลางตัวซึ่งเปรียบดังดวงตาของหุ่นยนต์นั้นเอง นี้คือหุ่นยนต์ที่คอยบริการผู้คนในโรงเก็บยาน และมักพูดเสมอว่า-คุณควรได้รับการยืนยันในการขออนุญาตออกนอกสถานที่ก่อน- สำหรับคนที่ไม่ได้ทำการยืนยัน

“ ขอบัตรครับ ” หุ่นยนต์ทุกตัวในที่นี่จะพูดแบบนี้ทุกครั้งเป็นการทักทาย ริซาร์ดฟังแล้วรู้สึกขัดใจนิดๆเพราะเขาอยากจะสอนการทักทายให้กับหุ่นยนต์ตัวนี้ซะแล้ว -แต่เขาก็ไม่เอ่ยปากอะไรออกไป นอกจากกดปุ่มเรียกบัตร แล้วยื่นให้หุ่นยนต์บริการ -เจ้าหุ่นรับบัตร สอดบัตรของเด็กหนุ่มที่ช่องบนหัวของมัน และทำการตรวจตราชั่วครู่หนึ่ง

“ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ? ” หุ่นยนต์บริการเอ่ยอย่างสุภาพ ก่อนที่บัตรจะถูกดีดออกมาเหมือนขนมปังปิ้งและส่งคืนเด็กหนุ่ม

“ ฉันต้องการยานอีฟีบีหนึ่งลำ ” ริซาร์ดบอก

“ ตามผมมา ” เจ้าหุ่นพูด แล้วลอยไปทางขวามือ

ริซาร์ดเก็บบัตรไว้ในเข็มกลัด ก่อนจะเดินดุยๆตามหลังหุ่นยนต์บริการไปยังประตูอีกฟากหนึ่งที่มีความกว้างเกือบสิบเมตร -ประตูเลื่อนออก เด็กหนุ่มย่างเข้ามา -พื้นห้องรูปวงกลมที่มีรัศมีสามร้อยกว่าเมตร ศูนย์กลางของห้องเป็นลิฟต์ทรงกระบอกที่จุคนได้ร้อยกว่าคน นั้นคือเป้าหมายที่เขาต้องไป


“ โอ้ย!!!! เบาๆหน่อยสิ ” บาเนสอุทานเป็นระยะๆ หลังจากโดนสำลีชุบยาทาแผลฟกช้ำป้ายเข้าหน้าผาก ด้วยมือที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสมน้ำหน้าของโอเวเลียแกล้วเอาอย่างสะใจ แล้วหล่อนก็เผด็จศึกด้วยการกดสำลีที่รอยช้ำอย่างสุดแรงเกิด

โอ้ยยยยยย!!!!!!

เป็นเสียงที่สามารถแยกได้ถูกว่าผู้ที่แหกปากอยู่นี้กำลังมีความสุขหรือความทุกข์กันแน่


ครึก.........

ทั้งเจ้าหุ่นบริการและริซาร์ดอยู่ในตึกบริวารที่สี่ชั้นที่เก้าสิบสาม จากสายตาของเด็กหนุ่ม ระหว่างชั้นล่างกับชั้นนี้ไม่มีความแตกต่างอะไรกันเลย นอกเสียจากประตูแปดเหลี่ยมที่มีอยู่รอบห้อง -หุ่นบริการนำเขามายังประตูแปดเหลี่ยมห้องหนึ่ง แล้วกดปุ่มเปิดประตูให้ริซาร์ดเดินเข้าไป -เขาพบยานที่ต้องการแล้ว

“ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ ” หุ่นยนต์บริการกล่าวคำลา ก่อนที่ประตูทางเข้าจะปิดลง -เด็กหนุ่มหันมามองยานที่จอดอยู่กลางห้อง


ยานอีฟีบีเป็นยานที่มีขนาดเล็ก บรรจุผู้โดยสารได้เพียงคนเดียว ยานลำนี้ยังไม่มีอาวุธใดๆทั้งสิ้นติดตั้งไว้ ปีกสีแสดทั้งสองข้างที่กางอยู่นั้นสามารถพับเก็บได้ตามคำสั่ง -เอี๊ยด...- ประตูยานอีฟีบีเปิดออก ริซาร์ดเดินเข้าไปในตัวยาน เขานั่งประจำตำแหน่ง แล้วมองดูแผงควบคุมและจอคอมพิวเตอร์ที่อยู่ด้านขวามือสักพัก ก่อนจะสำรวจดูกระจกใสที่อยู่เบื้องหน้า -เด็กหนุ่มสักคันโยกที่อยู่ทางขวาและซ้ายพร้อมกัน ทำให้ระบบในตัวยานเริ่มทำงานขึ้น

เซตอัพ ยาน เสร็จสิ้น และพร้อมทำงานทุกเวลาแล้ว

ตัวอักษรวิ่งบนจอคอมพิวเตอร์ แต่ริซาร์ดก็ไม่ได้มองมัน เขากดปุ่มสีฟ้าที่อยู่บนแผงควบคุมนั้น โปรแกรมมากมายอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม เขาเลือกที่มุมซ้ายบนสุด -จุดหมายปลายทาง- ชื่อของสถานนับพันปรากฏขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน กรุงเทพ โตเกียว เป็นต้น ซึ่งเป็นชื่อของสถานที่สำคัญๆทั้งนั้น และแน่นอน ต้องมีชื่อที่เขาต้องไป ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็เลือกเป้าหมาย -ศูนย์บัญชาการทหารเวทมนต์ของโลก-

ครืน......

ผนังห้องด้านตรงข้ามกับประตูทางเข้าเลื่อนออกในขณะที่ตัวยานเริ่มเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ และเพิ่มความเร็วขึ้น -ฟาว!!!- ยานอีฟีบีบินออกจากโรงเก็บยาน ผ่านตึกบัญชาการ ผ่านตึกนักเรียนทหารเวทมนต์ปีสอง ผ่านตึกอีกมากมาย และในที่สุดยานอีฟีบีได้ออกจากบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้แล้ว

ขณะนี้ยานของริซาร์ดกำลังแล่นอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติก แสงแดดยามเที่ยงที่อยู่ตรงหัวส่องลงมาพื้นทะเลสีฟ้าใสสะท้อนเป็นแสงประกายระยิบระยับมากหลาย และเงาของยานอยู่บนพื้นมหาสมุทรอย่างเห็นได้ชัด -เงาดำทมิฬขนาดใหญ่นับสิบอยู่ใต้ทะเลแห่งนี้ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากปลาวาฬ พวกมันกำลังแหวกว่ายเรียงกันเป็นหน้ากระดาน เมื่อยานอีฟีบีบินผ่าน พวกมันทุกตัวลอยขึ้นเหนือน้ำ และปล่อยน้ำพุที่อยู่บนหัวพร้อมกัน ราวกับเป็นการทักทายเด็กหนุ่มที่อยู่ในยาน -สักพัก จากที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำทะเลกับท้องฟ้า เขาเริ่มเห็นสถานที่ที่หนึ่งซึ่งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ใช่ มันคือศูนย์บัญชาการทหารเวทมนต์ของโลกนั้นเอง
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Postby DJ_pond on Thu Feb 28, 2008 8:33 pm

พื้นโลหะสีเทาที่ยกระดับให้ศูนย์บัญชาการแห่งนี้สูงเหนือระดับน้ำทะเลร้อยกว่าเมตร -ทั้งตึกมากหลายที่สูงตระง่านฟ้า หรือยานโดยสารไม่ซ้ำแบบที่กำลังขนย้ายผู้คน ซึ่งหากเปรียบกับบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้แล้วก็ไม่ต่างอะไรกันมากนัก แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่เห็นแล้วรู้ว่า นี้คือศูนย์บัญชาการทหารเวทมนต์ของโลก และตอนนี้ริซาร์ดกำลังมองมันอยู่ -ปืนใหญ่เลเซอร์- ปืนชนิดนี้มีเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาล ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ความใหญ่ยักษ์ของมันกินเนื้อที่ของมหาสมุทรแอตแลนติกไปไม่น้อยเลย รูปากกระบอกปืนที่ความกว้างพอที่จะเอามาครอบบล๊าด ยูนิเวอร์ซิตตี้ก็ยังได้ -นี้คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์รวมหัวกันคิด ทดลอง และใช้เวลาหลายชั่วอายุคน จนได้มาเป็นผลงานที่แสนอลังการชิ้นนี้ และมีประโยชน์มากต่อกองทัพจักรวาล

ยานอีฟีบีลงจอดที่กลางลายจอดยาน รอบอีฟีบีเต็มไปด้วยยานรบนานาชนิด ไล่ตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และโคตรจัมโบ้ จอดเรียงกับเป็นแถวยาว มีช่างซ่อมและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับยานมากมายกำลังตรวจสอบสภาพยานในแต่ละลำให้อยู่ในสภาพที่พร้อมทำงานทุกเวลา -เด็กหนุ่มเดินลงจากยาน เงยหน้าขึ้นมองบางสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ความงงงวยปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขาทันที

“ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ศูนย์บัญชาการทหารเวทมนต์ของโลกครับ ”

หุ่นยนต์ที่มีใบหน้าเป็นทีวีจอแบน ขาทั้งสองเป็นล้อนั้นอยู่ตรงหน้าริซาร์ดพร้อมกล่าวคำทักทาย “ คุณคือ....ริซาร์ด เบโอลูฟ?? ”

“ ใช่ ” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ กรุณาตามผมมา ”

ริซาร์ดรู้สึกทะแหม่งๆแปลกๆพิลึกๆชอบกล เพราะเขาไม่เคยเห็นหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างแบบนี้มาก่อน ในระหว่างที่หุ่นยนต์จอแบนกำลังนำทางเขาไป สายตาของริซาร์ดทำการสแกนสำรวจหุ่นยนต์ตัวนี้อย่างกับตำรวจกำลังจับผิดคนค้ายาบ้า นับว่า หุ่นยนต์ชนิดนี้น่าจะเป็นหุ่นยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดเลยทีเดียว -ทั้งคู่เดินออกจากลานจอดยาน เข้าสู่ถนนหนทางที่มีทางแยกที่แตกสาขาเป็นพันเป็นร้อย ถ้าไม่มีหุ่นยนต์คอยนำทาง การันตีได้เลย หลงทางแน่นอน เพราะดูรอบๆแล้วสถานที่แห่งนี้สลับซับซ้อนยิ่งกว่าเขาวงกตเป็นสิบเท่าซะอีก

“ เชิญขึ้นครับ ”

ยานทรงกลมสีขาวจอดเรียงรายอยู่เต็มถนน -ริซาร์ดขึ้นยานที่อยู่ซ้ายมือสุด นึ่งขนเบาะสีชมพูที่นุ่มราวกับเตียงนอน และโปรแกรมมากมายออกมาให้เขาเลือก -นิ้วชี้ข้างขวาของเด็กหนุ่มชี้ไปที่รายชื่อ แล้วพิมพ์ชื่อของคนๆหนึ่ง ชื่อตึกปรากฏทันใด -ตึกซีซีเอแปดเจ็ดสอง ชั้นบนสุด- เขากดปุ่มยืนยันเป้าหมาย แล้วยานก็พาเขาไป น่าเสียดายที่ยานลำนี้บินต่ำมาก จนมองไม่เห็นทิวทัศน์ของสถานที่แห่งนี้เลย

ยานลำนี้ได้พาริซาร์ดมาถึงเป้าหมาย เด็กหนุ่มรีบลงจากยาน -ตึกซีซีเอแปดเจ็ดสองเป็นตึกสีฟ้าอ่อนที่มีความสูงเพียงร้อยเก้าสิบชั้น แต่ยังไม่เป็นตึกที่เตี้ยสุดหรอกนะ -เด็กหนุ่มรีบมุ่งขึ้นลิฟต์อย่างรวดเร็ว รู้สึกว่าลิฟต์ก็เคลื่อนที่เร็วดี แต่ในความคิดของริซาร์ดกลับคิดว่าช้ามาก ไม่รู้ว่าเขาน่าจะตื่นเต้นเกินเหตุหรือปล่าว?? -ครึก....- ประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมจิตใจที่ว้าวุ้นของริซาร์ดมีมากขึ้น -ห้องโถงที่กว้างเป็นร้อยๆเมตร ดวงไฟนับพันกำลังเพิ่มแสงสว่างให้กับห้องแห่งนี้ ผนังห้องทำด้วยกระจกใสสามารถมองเห็นภาพบางส่วนของศูนย์บัญชาการทหารเวทมนต์ของโลก -ดวงตาของเขาลุกวาว ทั้งปาก ทั้งมือไม้ต่างสั่นระริกๆ เมื่อเห็นคนๆหนึ่งที่ยืนอยู่กลางห้อง ใช่ คนๆนี้คือคนที่ริซาร์ดคิดถึงที่สุด และอยากเจอที่สุดตั้งแต่เหตุการณ์สงครามสิบสองกาแล็กซี่จบลง


-เซโน วินเซ็นต์ ผู้บัญชาการแห่งกาแล็กซี่เลนาเรีย-
User avatar
DJ_pond
พลทหาร
พลทหาร
 
Posts: 30
Joined: Sat Feb 16, 2008 9:56 pm

Next

Return to Novel

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron