Page 14 of 14

Posted:
Sun Aug 17, 2008 8:30 pm
by RaCcoon_Man
ว้าววว !!~ นิยายมาแบ้วว

Posted:
Sun Aug 17, 2008 8:47 pm
by Nekotsuki_Ren
เรน - "อ่านจบและ... เหมือนจะมีคำนึงที่พิมพ์ผิดไป แต่จำไม่ได้แล้วว่ามันอยู่ตรงไหน =w= (ขี้เกียจหาใหม่ด้วย) ส่วนเรื่องบอร์ดร้างนั้น ถ้ามันไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยหรือไม่มีอัพเดตใดๆ เป็นใครมันก็เบื่อทั้งนั้นแหละ =w= ถ้าอยากให้มันไม่ร้างก็ต้องปั่นกระแสเป็นพักๆ ไม่ก็หาอะไรที่จะดึงให้คนมันเข้ามาเล่นเข้ามาทำกันบ้าง (พูดตรงๆ บอร์ดเราตอนนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยล่ะ --w-- )"

Posted:
Mon Aug 25, 2008 12:04 pm
by ronphon
ไม่ได้เข้านาน
เข้ามาอ่านนิยายซะหน่อย
ว่าแต่มันคือตัวอะไรหว่า และท่าทางจะไม่เสร์จง่ายๆซะด้วย

Posted:
Mon Aug 25, 2008 4:31 pm
by 青 お姉さん
Nekotsuki_Ren wrote:เรน - " (พูดตรงๆ บอร์ดเราตอนนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยล่ะ --w-- )"
มันเป็นเรื่องปกติค่ะ
/me เผ่น

Posted:
Sun Aug 31, 2008 6:11 am
by Requin_Jinx
เท่าที่เราเข้าบอร์ดนี้ ก็.....
นิยายของโคร กับ นิยายของเรน เท่านั้นเอง
เพราะ โรล ล่มชิมิ?

Posted:
Fri Sep 12, 2008 5:19 am
by crover
ตอนที่ 22 – เป็นหรือตาย
“ขอร้องล่ะเทียร่า ฉันยังไม่ตายซะหน่อย......เลิกร้องไห้ซะทีเถอะ!”อัลไทน์ตะคอกใส่เธอเบาๆแต่ก็ทำให้เทียร่าได้สติ เธอใช้แขนเสื้อปาดคราบน้ำตาจนตาแดงช้ำอัลไทน์ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ น่าขายหน้าสำหรับเขาที่ต้องมานอนในโรงพยาบาลพร้อมกับการการชาและกล้ามเนื้อกระตุกอยู่ตลอดเวลา คิดๆไปแล้วมันคงเป็นกรรมสนองที่เขาใช้เทียร่าเป็นเหยื่อยล่อนอนเป็นอัมพาตในโรงพยาบาลก่อนหน้านี้ล่ะมั้ง แต่ก็ถือว่าโชคดีแล้วที่เทียร่าไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนอกจากข้อเท้าผลิกกับรอยถลอกนิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นยังคงทำให้เธอตั้งสติไม่ค่อยได้อยู่ ไม่น่าแปลกใจหรอก คนที่เคยเอ่ยปากจะปกป้องกลับโดนเล่นงานแบบไม่รู้ตัวแถมยังแค่ทีเดียวอีก.....พอมานึกๆดูแล้วสิ่งสุดท้ายที่นึกได้คือมือหรืออุ้งเล็บอะไรซักอย่างแข็งๆจิกเข้าไปที่คอด้านหลังตอนเขาเผลอ หลังจากนั้นเขาก็มาตื่นอยู่ที่โรงพยาบาลนี่แหละ“เช็ดน้ำตาซะที ฉัน...หาย...ดี”
“นายนี่มันบ้าที่สุดเลย!!”คราวนี้หลับไทน์เป็นฝ่ายสะดุ้งโหยงแทน เทียร่าใช้มือปาดน้ำตาอีกครั้งแต่กลับทำให้น้ำตายิ่งไหลออกมาอีก อัลไทน์จ้องมองหน้าเธออย่างคาดไม่ถึง
“อะ....อะไรของเธอน่ะอยู่ดีๆก็ตะคอกซะแบบนั้น”มันดาล่าลอยออกมาจากเตียงฝั่งตรงข้าม พร้อมกับราเชลที่โผล่ออกมาจากผ้าม่านแค่ครึ่งหน้า
“ฉัน...ฉันบ้าอะไร?”อัลไทน์ถามกลับด้วยสีหน้าเหมือนกับเทียร่ากำลังเอามีดจ่อคอ เธอหลบสายตากัดริมฝีปาก เป็นครั้งแรกที่อัลไทน์ได้เห็นสีหน้าแบบนี้ และเขากล้าเอาดาบเป็นประกันได้ว่าเธอคงต้องโกรธแบบสุดๆแน่
“นายไม่รู้ตัวเลยเหรอไง?”มันดาล่านอนผลิกตัวอยู่บนควันยาสูบของเธอ ในปากยังคงคาบไปป์อันยาว
“คุณ....คุณอัลไทน์ช่วยพวกเราไว้นะคะ...”ราเชลพูดเบาๆก่อนจะหลบหน้าไว้หลังม่านเมื่ออัลไทน์หันไปมองเธอ
“นายไม่จำเป็น........ต้องรักษาสัญญาขนาดนั้นก็ได้....”เทียร่ากัดริมฝีปากหลังพูดพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาอีกครั้ง“นายนี่มันบ้าที่สุด!!” เธอทวนประโยคนั้นซ้ำให้เขาสะดุ้งอีกครั้งก่อนจะเดินปึงปังออกจากพยาบาลไป ทิ้งให้อัลไทน์ยังสับสนกับเรื่องที่เขาไม่รู้
“นี่นายไม่รู้เรื่องจริงๆเหรอ.......?”มันดาล่าถอนหายใจเมื่อเห็นสีหน้าที่ยังสับสนของอัลไทน์
“ฉัน....ฉันไม่รู้อะไรเลยนะ อย่างสุดท้ายที่ฉันจำได้คือกำลังวิ่งหนีไปกับยัยนั่นก่อนที่จะถูกซัด......หมดสติระหว่างทาง”เสียของอัลไทน์แผ่วเบาลงในประโยคหลัง มันดาล่ามองดูเขาอย่างสงสัย”นายจะบ้าเหรอ?”
“เลิกพูดคำว่าบ้าใส่ฉันซะทีเถอะ....”
“หลัง...หลังจากเทียร่าพาคุณที่หมดสติเข้ามาในร้านฉัน......มัน....มันก็.....ฆะ.....”เสียงของราเชลขาดห้วงไป แต่อัลไทน์ก็เดาออกได้ว่าเธอจะพูดว่าอะไร แต่คำถามที่เขาอยากจะถามคือใคร
“อย่าใส่ใจกับราเชลเลย ไม่ได้ฆ่าหรอก......”มันดาล่าหยุดพักก่อนจะอัดควันเข้าไปในปอดเฮือกใหญ่ “นายน่าจะรู้จักนะ...ไนร่า?”
“ไนร่า....เด็กที่อยู่กับจิงซ์คนนั้นนะเหรอ?”เขานึกถึงชายใส่แว่นกับเด็กไร้อารมณ์ที่อยู่ข้างๆ ครั้งสุดท้ายที่ได้พบมันก็นานมาแล้วนับตั้งแต่แยกทางกันไปหลังจากอพยพออกมาจากรัสเซีย
“เธอถูกเล่นงาน......คือ.......ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคนที่โจมตีน่ะเป็นตัวอะไร แต่ฉันมั่นใจได้เลยมามันน่ะต้องการฆ่าคนที่เป็นเหยื่อของมันให้ได้”
“......แล้วไนร่าอาการเป็นยังไงบ้าง.....?”อัลไทน์ก้มหน้ามองผ้าห่มบนตักตัวเอง ในใจรู้สึกผิด ถ้าเขาปักหลักสู้กันมันคงไม่ต้องมีใครโดนลูกหลงไปด้วย
“........หลังจากที่มันเล่นงานไนร่า มันก็กระโจนเข้ามาในร้าน....แยกเขี้ยวเหมือนหมาบ้า ส่งเสียงครางในลำคอ พูดไม่เป็นภาษาคนจิงซ์สติแตกพยายามเข้าสู้...........แขนขวาตั้งแต่มือจนถึงศอก เกรียมไปเลย”
“ไนร่าเป็นยังไง!!”เขาตะคอกใส่มันดาล่า เธอแหล่สายตามองอัลไทน์อย่างไม่ระหยี่ก่อนจะอัดไปป์อย่างไม่สนใจพลางเล่าต่อ
“แล้วในตอนนั้นแหละที่จู่ๆนายก็ลุกขึ้นจากพื้นเหมือนผีถูกน้ำมนต์ กระโดดเข้าไปใช้ดาบฟันใส่มันไม่หยุด แต่มันก็หลบได้หมดแถมยังช็อตนายไปตั้งสามสี่รอบ....สาบานได้เลยว่าตอนนั้นนายควันออกหูออกปากเลย แต่นายก็ยังบ้าเลือดอาละวาดไล่มันไปได้....หลักจากนั้นนายก็ล้มพับเหมือนกับหุ่นชักใยที่ถูกตัดเชือกเลยแหละ”มันดาร่าทำท่าทางประกอบเข้าไปด้วยระหว่างเล่า แต่อัลไทน์ไม่ได้มองดู เขาพยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออกว่าทำไปตอนไหน
“ตอนนั้น........เทียร่า.......เธอแทบจะวิ่งเข้าไปดึงคุณออกมาเลยด้วยซ้ำ แต่ฉันรั้งเธอไว้......”
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายเกิดผีเข้าหรืออะไร แต่เทียร่านะกลัวแทบตายตอนที่พวกทหารพาพวกเรามาส่งโรงบาล.....ครั้งแรกเลยแหละที่ได้คนคนที่ร้องไห้ฝูมฝายยิ่งกว่าคนทั้งงานศพร้องรวมกันซะอีก”มันดาล่ายิ้มแหยๆมีไปป์อยู่ที่มุมปาก
“สัญญา........ตอนนั้น.......”
-งั้นฉันสัญญาเลยว่าจะไม่แพ้...-
- อย่าสัญญาอะไรกับผู้หญิงถ้ารู้ว่าตัวเองรักษาไว้ไม่ได้นะ-
- ฉันไม่มีทางแพ้แน่ถ้าต้องปกป้องเธอ.....สัญญาเลย-
“ฮึก....ฮึก....บ้า....บ้าที่สุดเลย....”เสียงสะอื้นของเทียร่าที่นั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องนั้นสร้างแผลบางอย่างในใจของเขายิ่งกว่าแผลใดๆที่เขาเคยได้รวมกันซะอีก
“ไม่ต้องยุ่งกับผม!!!”
“ขอร้องครับคุณจิงซ์ ถ้าปล่อยไว้แขนของคุณอาจต้องตัดทิ้งนะครับ!!”
“ผมไม่สน!บอกมาว่าไนร่าอยู่ที่ไหน!!”
เคร้งๆๆ!!
“คุณจิงซ์คะกรุณาสงบสติก่อนเถอะค่ะ!”
“หลบไป!!”
ปึ้ง!
จิงซ์เดินโซซัดโซเซออกมาจากห้องฉุกเฉินพร้อมกับกระฉากผ้าผันแผลออกจากแขนขวา เขาแทบจะทนกับกลิ่นไหม้น่าสะอิดสะเอียนที่ออกมาจากแขนขวาของตัวเองไม่ได้ แค่หันไปดูเขาก็ยังไม่อยากเลย
“ตามรปภ.มา!”เสียงตะโกนของหมอที่อยู่ด้านหลังยิ่งเร่งให้เขาเดินเร็วขึ้นอีก แต่ความปวดแสบของแขนขวาก็ทำให้เขาหน้ามืดตายเดินดูเหมือนจะเอียงซ้ายเอียงขวาอยู่ตลอดเวลาจนเขาต้องเดินไถไปกับพนัง ถึงเขาจะไม่รู้ว่าไนร่าอยู่ไหน แค่ความรู้สึกบางอย่างกำลังชี้เขาไป มันเป็นเหมือนกับเข็มทิศที่ชี้ไปหาทิศเหนือตลอดเวลา แต่ในกรณีของเขามันเหมือนกับเข็มทิศที่ชี้ไปหาบางสิ่ง....เขาไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่ามันคืออะไร แต่เขาสัมผัสได้ว่าเข็มทิศในหัวของเขาชี้ไปหาเป้าหมายหลายๆจุดที่อยู่ใกล้ๆตัวเขา มันมีอยู่ประมาณสามหรือสี่จุดในหัวแต่จุดที่เขารู้สึกคุ้นเคยมากที่สุดอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ เขาหันไปมองป้ายบอกทางที่อยู่บนพนัง ห้องผ่าตัด......เขาคงอยู่ไม่ไกลจากไนร่าแล้ว
“ไปลากคนไข้คนนั้นมาเร็วเข้า!”
เสียงฝีเท้าดังระรัวอยู่ในหัวของจิงซ์ เขารู้สึกได้ว่ารปภ.สองคนกำลังวิ่งมาหาเขา
“คุณจิงซ์ กรุณาไปกับเราเถอะครับ คุณบาดเจ็บหนักเราไม่อยาก......”
“ไปให้พ้น!!!”เขาตะโกนสุดเสียงอารมณ์ที่พุ่งพลานอยู่ในหัวถูกระเบิดออกมา เขาเริ่มตาลายหนักยิ่งกว่าเดิม จนเข่าทรุด
“คงไม่ไหว ลากไปเลยดีกว่า”
“บอกว่าอย่ายุ่ง!!!”เขาตะโกนอีกครั้งพร้อมกับดันตัวลุกขึ้นและก้าวเดินต่อไป รปภ.ทั้งสองชะงักอย่างไม่รู้สาเหตุ ทั้งคู่ต่างมองกันเมหือนรู้สึกถึงบางอย่างที่แปลกไป
“คุณครับ....ถ้าคุณไม่....”
“หุบปาก!!!!”เสียงของจิงซ์กึกก้องกัมปนาทอย่างรุนแรงจนยามทั้งสองคนปลิวกระเด็น ร่างของรปภ.ทั้งสองไถลไปตามทางเดินจนกระแทกอย่างแรงตรงสุดท้างเดิน ทั้งคู่หมดสติไปทันที
จิงซ์ได้ยินเสียงหมอที่พยายามจะรักษาเขาร้องโหวกเหวกไม่เป็นภาษามนุษย์ แต่เขาก็ยังคงเดินต่อไป เขารู้สึกได้แล้ว ไนร่าอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น
ไฟสีแดงฉายแสงอยู่ใต้ตัวอักษรที่เขียนว่าฉุกเฉิน จิงซ์จ้องมองผ่านกระจกกลมๆ...
ชายและหญิงในชุดกาวน์สีเขียวยืนล้อมรอบ ร่างกายเล็กๆที่ดูบอบบางของไนร่า....จิงซ์ไม่สามารถหาคำพูดใดๆมาอธิบาย’สิ่งที่อยู่ตรงหน้า’ได้เลย เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอมีหน้าตาเป็นอย่างไร ร่างที่กำลังนอนอยู่บนเตียงนั้นไม่มีเค้าเดินที่เคยเป็นไนร่าที่เขารู้จัก....นอนนิ่ง ไม่รู้สึกถึงเขาที่กำลังมองผ่านกระจก
เขาทิ้งตัวลงบนพื้น ความเจ็บปวดบนแขนขวาก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ มันเจ็บจนเขารู้สึกอยากจะฉีกมันทิ้งไปซะ เจ็บจนเขาต้องร้องไห้ แต่ถ้าเป็นไปได้ เขาก็ได้แต่กรีดร้องในใจ....ถ้ายังไม่สายเกินไป เขาควรจะเป็นคนที่นอนอยู่บนนั้น....เขาควรที่จะจ็บปวดยิ่งกว่าไนร่า.....เขาควรจะตายเพื่อเธอด้วยซ้ำ....แต่ทุกอย่างมันสายไปแล้ว
“คุณจิงซ์....”ชายคนหนึ่งก้มลงแตะไหล่เขาอย่างแผ่วเบา
“เราต้องการความร่วมมือจากคุณ……ถ้าคุณยังอยากช่วยไนร่าล่ะก็”
ความเจ็บปวดบนแขนขวาเหมือนจะหายไปได้ในชั่ววินาทีนั้นเอง....จิงซ์รู้สึกแบบนั้น

Posted:
Fri Sep 12, 2008 5:20 am
by crover
สนทนากันซักนิด...
ปั่นตอนเวลา...ตี 3.09....เสร็จเมื่อ ตี 5.15....รวดเดียวหนึ่งตอนไม่พักไม่คิดไม่ต้องนอน
เวลากำลังจะง่วงเนี่ยหัวมันเเล่นดีเนอะ?
ตอนหน้า....เอ่อ...หลังสอบวันที่ 17 ละกัน!!!

Posted:
Fri Sep 12, 2008 9:56 am
by Chimechotie
ดูท่าจะใกล้สอบเหมือนกันเหอะๆ(แต่ตูก็ยังสูบโดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน- -*)

Posted:
Fri Sep 12, 2008 2:04 pm
by Nekotsuki_Ren
เรน - "โฮ่... สงกะสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น =w= ... อัลไทน์ทำไปตามสัญชาติญาณหรือว่าถูกใครควบคุมอยู่กันแน่? (เพราะไม่มีสติรับรู้เลยนี่นา?)"
ปล.อ่านตอนนี้ไปเนี่ย รู้สึกว่าบทจิงซ์จะเด่นสุดเลยนะ~ หุๆ

Posted:
Fri Sep 12, 2008 6:20 pm
by Requin_Jinx
เละ ถึงขนาดจำหน้าไม่ได้เชียวเรอะ ? สยอง~
ไนร่า มีพลังจิตรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า (พรีโคนิก) แสดงว่าเธอก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าจะโดนยิงน่ะสิ ? อืมมม
ปล. คำผิดเยอะนะบทนี้ (ฮา)

Posted:
Mon Sep 15, 2008 6:50 pm
by ronphon
เข้มข้นลุ้นระทึก

Posted:
Mon Sep 22, 2008 8:05 am
by RaCcoon_Man
ไนร่าย่าง สิน่ะ น่าอร่อย ~

Posted:
Fri Sep 26, 2008 8:29 pm
by RaCcoon_Man
รู้สึกว่าจะเกินวันที่ 17 มานานแล้ว ..
ที่ไม่ใส่เดือนก็เพื่อจะได้อ้างว่าเดือนหน้า และหน้าและหน้าสิน่ะ ..
เอานิยายม๊า !!!!!!!~

Posted:
Sat Nov 08, 2008 12:32 am
by ronphon
มารอนิยายอีกคนครับ

Posted:
Sun Nov 16, 2008 12:33 am
by crover
ตอนที่ 23 – เกรเทล กับ แฮนเซล
เบื้องหน้าคือเศษซากกองมหึมาของสิ่งที่เคยเป็นรถไฟที่นอนตะแคงเต็มเต็มรางพร้อมกับส่งควันขโมง
ร่างของผู้เสียชีวิตถูกนำใส่ถุงดำถูกทยอยนำออกมาวางเรียงกันบนพื้นหิมะทีละคนเจ้าหญิงสาวผู้หนึ่งในเสื้อสเว็ตเตอร์สีดำค่อยๆเปิดดูถุงดำทีละใบ
ทุกครั้งที่เธอเปิดออกเธอจะถอดแว่นเลนส์สีเหลืองออกเพื่อมองดูสภาพศพให้ชัด ในขณะที่ชายผิวดำอีกผู้หนึ่งจะคอยทำหน้าที่จดรายละเอียดต่างๆจะคอยเดินตาม
เธอเสมือนเป็นผู้ช่วย รถไฟขบวนนี้เคยเป็นรถไฟที่มีอายุการใช้งานอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50 ปีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งถูกนำกลับมาเดินเครื่องใหม่อีกครั้งในช่วงสงบศึกกัน
ระหว่างอเมริกาและรัสเซียเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าเนื่องจากงบประมาณในการนำรถไฟรุ่นใหม่มาใช้งานนั้นไม่คุ้มค่าต่องบประมาณจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกนักที่
จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นได้ แต่การที่เจ้าหน้าที่สองคนนี้มาสำรวจงานด้วยตัวเอง ต้องไม่ใช่แค่อุบัติเหตุธรรมดาอย่างแน่นอน
“เราจะบอกข่าวนี้กับสื่อมวนชลกันยังไงดี?”ชายที่คอยจดบันทึกเก็บเอาสมุดโน้ตเข้ากระเป๋าสะพาย ก่อนจะนำปากกาขึ้นมากัดเล่น
เจ้าหน้าที่หญิงเลื่อนแว่นให้พอดีกับสายตาพร้อมกับปิดศพที่มีสภาพไหม้เกรียมให้พ้นสายตา“อากาศแปรปรวนที่แคดเคสฟอลส์ทำให้การควบคุมรถไฟผิดพลาด...สื่อก็เหมือนหมานั่นแหละ ถ้าข่าวชิ้นใหญ่ ต่อให้จะเป็นรสชาติแบบไหนก็แทะได้หมดนั่นแหละ”
“เธอเนี่ยเข้าใจพูดหาจุดเจ็บของชาวบ้านดีนะ...”ฝ่ายชายพูดเบาๆพร้อมกับดึงกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับเล็งไปที่ซากรถไฟ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถ่ายภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งรีบวิ่งมาห้ามเขา
“ขอโทษครับ! แต่นี่เป็นเขตหวงห้ามคนนอกเราไม่อนุญาตครับ”สายตาของตำรวจหนุ่มค่อยๆกวาดมองบุคคลภายนอกทั้งสองคนอย่างละเอียด เขาคิดว่าทั้งคู่คงจะเป็นนักข่าวที่ต้องการหัวข้อข่าวสำหรับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแถวนี้ แต่ฝ่ายหญิงกลับถอดแว่นออกและหยิบเอาป้ายห้อยคอในเสื้อสเว็ตเตอร์ออกมาให้นายตำรวจดู
“เจ้าหน้าที่ แคลร์ ออสวอร์ด CIA”เจ้าหน้าที่หญิงโชว์ให้นายตำรวจดูแค่แว่บเดียวก่อนจะยัดกลับเข้าเสื้อของตนเอง พร้อมกันนั้นฝ่ายชายจึงได้ส่งป้ายของตัวเองให้นายตำรวจ
“และเจ้าหน้าที่ โจนาธาน อีเทอร์...ตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้วกี่ราย?”ฝ่ายชายถามพร้อมกับหันกลับไปถ่ายรูปต่อ นายตำรวจหยิบป้ายของฝ่ายชายมาดูอย่างไม่มั่นใจ แต่เมื่อเห็นว่ารายละเอียดถูกต้องเขาก็จำเป็นที่จะต้องให้ความร่วมมือ
“ที่นับได้จนถึงตอนนี้มีทั้งหมดหกคนครับ และที่แจ้งมาเพิ่มที่ซีแอตเติ้ลก็เป็น สิบ......สิบห้ารายพอดี”ฝ่ายนายตำรวจฉะงักไปเล็กน้อยเมื่อมีถุงดำใบใหม่มาวางเพิ่มความยาวของแถว แคลร์นำแว่นตาเสียบไว้ที่คอเสื้อพร้อมกับเปิดดูศพล่าสุด ใบหน้าครึ่งแถบของศพสุดท้ายนี้ถูกฉีกกระฉากออกจนเห็นกล้ามเนื้อภายใน และยังมีร้อยช้ำที่คอเหมือนกับถูกบิดอย่างรุนแรง
“เฮ้อ นี่ไม่ไช่แผนวันหยุดท้ายปีที่ฉันวางไว้เลยนะให้ตายสิ”แคลร์นำแว่นตากลับมาสวมอีกรอบจนนายตำรวจเริ่มขัดหูขัดตา แต่สำหรับผู้ช่วยของเธอแล้วมันเป็นสิ่งที่ได้เห็นจนชินไปแล้ว โจนาธานเดินไปหยิบคลิบบอร์ดจากฝากระโปรงรถตำรวจมาอ่านอย่างคร่าวๆก่อนจะเดินกลับมาหาแคลร์
“ตามรายงาน รู้สึกว่ารถไฟขบวนนี้มีคนเดินทางแค่สองคนเท่านั้นครับคือโครเวอร์ ซี ครูว์ กับ วินเดีย แวลนซ์ แต่จากที่ตรวจสอบทุกศพแล้ว ไม่พบบุคคลทั้งสองเลยครับ”โจนาธานใช้ปากกาวงชื่อและรูปภาพของบุคคลทั้งสองพร้อมกับยื่นให้แคลร์
“ที่เหลือเป็นพนักงาน กับรปภ.แล้วก็ภารโรงสินะ?”เธอเปิดดูรายละเอียดอื่นๆอย่างลวกๆ นายตำรวจค่อยๆเดินกลับไปที่รถของตัวเอง ดูท่าเขาคงไม่มีประโยชน์ในที่นี้เท่าไหร่
ปล.ที่เหลือกรุณารอไปก่อน...ผมยังไม่มีไฟ...

Posted:
Tue Nov 18, 2008 5:23 pm
by -[F]reeStyleLes[S]-
ในที่สุดมันก็มา แพนด้ามี่ *0*

Posted:
Wed Mar 04, 2009 10:47 pm
by crover
ตอนที่ 23 – เกรเทล กับ แฮนเซล
เบื้องหน้าคือเศษซากกองมหึมาของสิ่งที่เคยเป็นรถไฟที่นอนตะแคงเต็มเต็มรางพร้อมกับส่งควันขโมง ร่างของผู้เสียชีวิตถูกนำใส่ถุงดำถูกทยอยนำออกมาวางเรียงกันบนพื้นหิมะทีละคนเจ้าหญิงสาวผู้หนึ่งในเสื้อสเว็ตเตอร์สีดำค่อยๆเปิดดูถุงดำทีละใบ ทุกครั้งที่เธอเปิดออกเธอจะถอดแว่นเลนส์สีเหลืองออกเพื่อมองดูสภาพศพให้ชัด ในขณะที่ชายผิวดำอีกผู้หนึ่งจะคอยทำหน้าที่จดรายละเอียดต่างๆจะคอยเดินตามเธอเสมือนเป็นผู้ช่วย รถไฟขบวนนี้เคยเป็นรถไฟที่มีอายุการใช้งานอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50 ปีเป็นอย่างต่ำ ซึ่งถูกนำกลับมาเดินเครื่องใหม่อีกครั้งในช่วงสงบศึกกันระหว่างอเมริกาและรัสเซียเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าเนื่องจากงบประมาณในการนำรถไฟรุ่นใหม่มาใช้งานนั้นไม่คุ้มค่าต่องบประมาณจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกนักที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นได้ แต่การที่เจ้าหน้าที่สองคนนี้มาสำรวจงานด้วยตัวเอง ต้องไม่ใช่แค่อุบัติเหตุธรรมดาอย่างแน่นอน
“เราจะบอกข่าวนี้กับสื่อมวนชลกันยังไงดี?”ชายที่คอยจดบันทึกเก็บเอาสมุดโน้ตเข้ากระเป๋าสะพาย ก่อนจะนำปากกาขึ้นมากัดเล่น
เจ้าหน้าที่หญิงเลื่อนแว่นให้พอดีกับสายตาพร้อมกับปิดศพที่มีสภาพไหม้เกรียมให้พ้นสายตา“อากาศแปรปรวนที่แคดเคสฟอลส์ทำให้การควบคุมรถไฟผิดพลาด...สื่อก็เหมือนหมานั่นแหละ ถ้าข่าวชิ้นใหญ่ ต่อให้จะเป็นรสชาติแบบไหนก็แทะได้หมดนั่นแหละ”
“เธอเนี่ยเข้าใจพูดหาจุดเจ็บของชาวบ้านดีนะ...”ฝ่ายชายพูดเบาๆพร้อมกับดึงกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับเล็งไปที่ซากรถไฟ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถ่ายภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งรีบวิ่งมาห้ามเขา
“ขอโทษครับ! แต่นี่เป็นเขตหวงห้ามคนนอกเราไม่อนุญาตครับ”สายตาของตำรวจหนุ่มค่อยๆกวาดมองบุคคลภายนอกทั้งสองคนอย่างละเอียด เขาคิดว่าทั้งคู่คงจะเป็นนักข่าวที่ต้องการหัวข้อข่าวสำหรับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแถวนี้ แต่ฝ่ายหญิงกลับถอดแว่นออกและหยิบเอาป้ายห้อยคอในเสื้อสเว็ตเตอร์ออกมาให้นายตำรวจดู
“เจ้าหน้าที่ แคลร์ ออสวอร์ด CIA”เจ้าหน้าที่หญิงโชว์ให้นายตำรวจดูแค่แว่บเดียวก่อนจะยัดกลับเข้าเสื้อของตนเอง พร้อมกันนั้นฝ่ายชายจึงได้ส่งป้ายของตัวเองให้นายตำรวจ
“และเจ้าหน้าที่ โจนาธาน อีเทอร์...ตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้วกี่ราย?”ฝ่ายชายถามพร้อมกับหันกลับไปถ่ายรูปต่อ นายตำรวจหยิบป้ายของฝ่ายชายมาดูอย่างไม่มั่นใจ แต่เมื่อเห็นว่ารายละเอียดถูกต้องเขาก็จำเป็นที่จะต้องให้ความร่วมมือ
“ที่นับได้จนถึงตอนนี้มีทั้งหมดหกคนครับ และที่แจ้งมาเพิ่มที่ซีแอตเติ้ลก็เป็น สิบ......สิบห้ารายพอดี”ฝ่ายนายตำรวจฉะงักไปเล็กน้อยเมื่อมีถุงดำใบใหม่มาวางเพิ่มความยาวของแถว แคลร์นำแว่นตาเสียบไว้ที่คอเสื้อพร้อมกับเปิดดูศพล่าสุด ใบหน้าครึ่งแถบของศพสุดท้ายนี้ถูกฉีกกระฉากออกจนเห็นกล้ามเนื้อภายใน และยังมีร้อยช้ำที่คอเหมือนกับถูกบิดอย่างรุนแรง
“เฮ้อ นี่ไม่ไช่แผนวันหยุดท้ายปีที่ฉันวางไว้เลยนะให้ตายสิ”แคลร์นำแว่นตากลับมาสวมอีกรอบจนนายตำรวจเริ่มขัดหูขัดตา แต่สำหรับผู้ช่วยของเธอแล้วมันเป็นสิ่งที่ได้เห็นจนชินไปแล้ว โจนาธานเดินไปหยิบคลิบบอร์ดจากฝากระโปรงรถตำรวจมาอ่านอย่างคร่าวๆก่อนจะเดินกลับมาหาแคลร์
“ตามรายงาน รู้สึกว่ารถไฟขบวนนี้มีคนเดินทางแค่สองคนเท่านั้นครับคือโครเวอร์ ซี ครูว์ กับ วินเดีย แวลนซ์ แต่จากที่ตรวจสอบทุกศพแล้ว ไม่พบบุคคลทั้งสองเลยครับ”โจนาธานใช้ปากกาวงชื่อและรูปภาพของบุคคลทั้งสองพร้อมกับยื่นให้แคลร์
“ที่เหลือเป็นพนักงาน กับรปภ.แล้วก็ภารโรงสินะ?”เธอเปิดดูรายละเอียดอื่นๆอย่างลวกๆ นายตำรวจค่อยๆเดินกลับไปที่รถของตัวเอง ดูท่าเขาคงไม่มีประโยชน์ในที่นี้เท่าไหร่
“แล้วสาเหตุที่รถไฟตกรางล่ะ?”เธอเอ่ยถามอีกครั้งทำให้เขาต้องเดินกลับที่อีกครั้ง
“เรา....ไม่พบสาเหตุครับ”
“.......พูดอีกทีซิ?”
“จาก...คำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ควบคุม...เขาบอกว่ารถไฟต้องหยุดวิ่งเพราะเสาไฟฟ้าล้มขวางทางครับ แต่หลังจากนั้นเราก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น”โจนาธานดึงปากกาออกจากปากพร้อมกับรีบจดตามทุกคำ แคลร์พยักหน้า
“....ตามเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมา สำหรับพวกคุณเราต้องขอยึดเอาหลักฐานทุกอย่างที่ค้นพบทั้งศพและ...”
“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของพวกคุณ...”เสียงพูดแทรกเข้ามา โจนาธานหยุดจดบันทึกพร้อมกับเดินเข้าไปหาคนที่เพิ่มเข้ามาในวงสนทนา เขาเป็นชายร่างผอมในชุดสูทสีดำตามแบบฉบับเจ้าหน้าที่พิเศษ หน้าตาหล่อเหลาคมคายแต่ก็ดูซีดเซียวแก้มตอด ผมสีทองของเขาดูยุ่งเหยิงเหมือนกับยุ่งจนไม่เคยได้หวี
“ซามัวเอล แม็คไกวร์....นี่เป็นงานของ FBI นี่เป็นงานภายในของพวกเรา”ซามัวเอลกวักมือเรียกเจ้าหน้าที่สามคนที่เดินตามมาพร้อมกับตรงเข้าไปแย่งคลิปบอร์ดออกจากมือของโจนาธาน
“งานเหรอ?....นอกจากใส่สูทดำทำท่ห์กินเงินภาษีพวกนายได้ทำอะไรบ้าง? ไล่จับผู้ก่อการร้ายรึไง?”แคลร์เดินเข้าไปแย่งคลิปบอร์ดออกจากมือเจ้าหน้าที่ก่อนจะยัดคืนใส่มือของโจนาธานซามัวเอลปัดเสื้อนอกของเขาเผยให้เห็นซองเก็บปืนของเขาแทนคำขู่
“นี่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ เราไม่ต้องการหน่วยงานกิ๊กก๋อกอย่างคุณ”
โจนาธานไม่อยากทนฟังอีกต่อไป เขาชักปืนชี้ไปที่ซามัลเอล“นี่ ผมไม่สนต่อให้คุณเป็นชัค นอริส แต่นี่มันงานของผม และผมมั่นใจว่าในรายงานไม่มีชื่อพวกคุณเข้ามาสอดแน่!”แคลร์ยกมือขึ้นกดปืนของโจนาธานลงช้าๆ เพราะเจ้าหน้าที่สองคนด้านหลังก็ชักปืนเล็งมาที่พวกเขาสองคนเช่นกัน ซามัลเอลได้แต่ยิ้มเยาะ
“มาดคลินต์ อีสต์วู๊ดของแกก็ใช้ไม่ได้ผลหรอก คดีนี้เกี่ยวพันกับความมั่นคงระหว่างประเทศและเรา....”
“ขอโทษครับ!”
“อะไร!!!”ทั้งสามคนตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับสะดุ้ง เขาขยับคอเสื้อออกให้พอมีอากาศหายใจและลดอุณหภูมิที่เกิดจากความตื่นเต้นลง แต่ละคนต่างเก็บปืนลงแต่สายตายังคงแสดงความไม่พอใจ
“พวกเราเจอรอยเท้าครับ.......คาดว่าเป็นของผู้ที่หลบหนทั้งสามคนครับ”
“โอเค รีบจัดตั้งทีมค้นหาส่งออกไปและ.....”ซามัลเอลเริ่มสั่งการ แต่ไม่สนใจซามัวเอลพล่ามแล้ว เธอเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ในขณะที่ซามัลเอลมัวแต่สั่งการ...ดูท่าเขาต้องการฮุบเอาคดีนี้เพื่อเป็นการเพิ่มเงินเดือนของเขามากกว่าจะสนใจเรื่องของคดีซะอีก
“เดียวก่อนนะเมื่อครู่นายบอกว่าสามงั้นเหรอ?”เจ้าหน้าที่พยักหน้าพร้อมกับส่งกล้องดิจิตอลที่เขาถ่ายภาพไว้ให้
“แต่ตามข้อมูล......เรามีแค่สอง.....แล้วอีกคนเป็นใคร?”โจนาธานหันไปมองแคลร์ เธอได้แต่ส่งสายตาที่ครุ่นคิดเป้นคำตอบ
หนทางรอบตัวพวกเขามืดสนิท มีเพียงแต่แสงดาวน้อยนิดที่ยังพอเผยให้เห็นถนนเส้นเล็กๆ ถนนดินร่วนสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนปกคลุมจนดูเหมือนกำแพงสีดำที่ตั้งตระหง่าน วินเดียกอดแขนเขาแน่น ตลอดทางที่พวกเขาเดินมาเธอยังคงหลับตา ร่างกายสั่นเทาไปด้วยความกลัว
“ไม่มีอะไรต้องกลัวน่าวินเดีย ลืมตาได้แล้ว”เธอส่ายหน้าอยู่ในความมืด แรงกอดรัดแน่นขึ้นอีก วินเดียไม่พูดกับเขาเลยตั้งแต่ที่เดินเข้าป่ามา เสียงสายลมหวีดหวิวผ่านกิ่งไม้แห้งๆ หิมะไม่มีวี่แววท่าจะตกและท้องฟ้าเปิด โครเวอร์ยังไม่เห็นแสงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าตอนนี้คงประมาณ ตีสองหรือสามได้
“คะ...คุณโครฯจะไปไหน?....”เธอถามเบาๆมือของเธอขยำแขนเสื้อแน่น เธอสะดุ้งเล็กน้อยที่มีเสียงแมลงร้อง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องมาเดินบนถนนที่มืดสนิทขนาดนี้ ปรกติเธอไม่ใช่คนที่กลัวความมืด แต่เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาบวกเข้ากับความเหนื่อยล้าและสับสน มันทำให้จิตใจของเธอสั่นคลอน ก็เหมือนกับเวลาที่เราเจออุบัติเหตุรถชนและทหให้เรากลัวการขับรถนั่นแหละ บางครั้งเวลาก็จะทำให้ความกลัวค่อยๆหายไปแต่สำหรับบางคนมันจะกลายเป็นความกลัวทางจิตใจ
“ผมยังไม่รู้....ถ้าเราโชคดีอาจมีรถผ่านมา อย่างน้อยๆแถวนี้ก็ต้องมีปั้มน้ำมันหรือบ้านคนบ้างล่ะน่า” โครเวอร์แกะแขนของเธอออกและโอบไหล่ของเธอไว้ วินเดียสวมกอดเขาอย่างรวดเร็วพลางค่อยๆก้าวเดินพร้อมกับเขา เสียงก้อนกรวดดังเป็นจังหวะในความมืด เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน ดวงดาวต่างส่องประกายอยู่บนผืนฟ้าเหมือนกับตอนที่เขาอยู่ในแคดเคสฟอล์สไม่มีผิด เขาถอนหายใจก่อนจะก้มลงมองถนนข้างหน้าเขา มันมืดมิด ทุกอย่างเป็นสีดำเหมือนกับอุโมงค์มืดๆ เขาเฝ้าคิดให้ถึงตอนเช้าเร็วๆหรือไม่งั้นก็ขอให้มีรถผ่านมาซักคันก็ยังดี
ตัวของเขาถูกกระชากเข่ากระแทกพื้น ในตอนแรกเขานึกว่ามีรถขับเฉี่ยวเขาไป แต่เมื่อเขาตั้งสติมองดูในความมืดดีๆก็พบว่าวินเดียเกิดสะดุดหินล้มเข้าพร้อมกับลากเขาลงไปด้วย เขาได้ยินเสียงเธอโอดคราญดังมาในความมืด
“เป็นอะไรมากหรือเปล่า?”
“ค...แค่ ขาถลอกนิดเดียวเองค่ะ”เธอพูดน้ำเสียงตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่เท่าที่ฟังดูเธอคงได้แผลมาบ้าง
เขาคลำที่ข้อเท้าของเธอ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังออกมา ข้อเท้าเธอคงผลิกด้วย แต่ดูท่าจะยังไม่ถึงหัก
“ดูท่าคงต้องหาที่นั่งพักริดทางไปก่อน” โครเวอร์ค่อยๆอุ้มร่างวินเดียขึ้นจากพื้น เธอไม่ขัดขืนแต่อย่างใดเพราะความกลัว เขาเดินออกจากถนนมองหาพื้นที่ที่พอจะให้วินเดียได้นั่งพัก แล้วเขาก็เหลือไปเห็นท่อนซุงที่ถูกตัดวางนอนไว้ไม่ไกลจากถนนมากนัก เขาตัดสินใจอุ้มเธอไปไว้ที่นั่นก่อนที่เขาจะควานหาของที่อยู่ในเสื้อโค้ตของเขา หวังให้พอมีไฟแช็ก หรือไม้ขีดไฟบ้าง แต่เนื่องด้วยเขาไม่สูบบุหรี่เขาก็เลยไม่คาดหวังว่าจะมีของพรรนั้นอยู่ด้วย แต่โชคยังดีที่เขาพก PDA ไว้ตลอดเวลา เขาหยิบมันขึ้นมาพลางคลำหาปุ่มเปิดเครื่องหวังจะให้แสงไฟจากหน้าจอช่วยส่องให้มองอะไรเห็นบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าเครื่องเปิดไม่ติด...นั่นสินะ มันคงพังไปตอนโดนไอ้หมอนั่นช็อตไฟฟ้าใส่
“ช่างมันเถอะ.......วินเดียโอเคไหม?”เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกัยเก็บเครื่อง PDA พังๆเข้ากระเป๋าเสื้อ
“ค่ะ.....”เธอตอบกลับเสียงอ่อนๆ เธอคงทั้งเหนื่อยทั้งเสียขวัญ เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเธอในความมืดพร้อมกับลดตัวลงนั่งบนพื้นเอนหลังพิงท่อนซุง ขาที่เริ่มปวดเมื่อเริ่มบรรเทาลงบ้าง
กร็อบ!
โครเวอร์หันไปมองตามเสียงนั้น พร้อมกับยกมือปิดปากวินเดียที่ทำท่าจะร้อง เขาค่อยๆลุกขึ้นพร้อมกับพยามยามมองหาต้นเสียง แต่รอบข้างนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากเงาลางๆของต้นไม้ เขาอาจจะหูแว่วไปเองก็ได้ หรือไม่งั้นอาจเป็นเสียงสัตว์เล็กๆ
เสียงซ่อกแซ่งเหมือนกับมีบางอย่างกำลังย่ำเดินบนใบไม้แห้งทำให้เขาหูพึ่ง เขาเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้วินเดียพร้อมกับเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากเบาๆเป็นเชิงบอกให้เงียบ เธอพยักหน้าช้าๆก่อนจะหลับตาแน่น เขาใช้มือคลำไปตามพื้นเบาๆก่อนจะฉวยหยิบเอาก้อนหินเล็กๆก้อนหยึ่งไว้ในมือ
“นั่นใคร!”เขาตะโกนเบาๆ เสียงของเขาสะท้อนไปทั่วบริเวณ เสียงซ่อกแซ่กที่เขาได้ยินเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆและเขามั่นใจว่ามันกำลังตรงมาทางพวกเขา โครเวอร์ตั้งสมาธิฟังเสียงก่อนจะสุ่มข้าวก้อนหินไปในความมืด
เสียงก้อนหินกระทบกับต้นไม้เบาๆ พร้อมกับเสียงซ่อกแซ่กอีกครั้งใกล้ๆกับต้นไม้ที่เขาขว้างหินไป คราวนี้เขากำเศษดินบนพื้นพร้อมกับขว้างสุดแรงไปทางนั้นอีกครั้ง
“ว้าย!! หยุดนะ! นั่นใคร!? ต้องการอะไรจากชั้น!?”เสียงผู้หญิง? โครเวอร์ชะงักชั่วครู่เมื่อแสงไฟสีส้มฉายมาทางเขา โครเวอร์ยกมือขึ้นบังแสง”เราแค่ผ่านมา...ภรรยาผมบาดเจ็บ เราเลยต้องนั่งพักอยู่ที่นี่!”
“บาดเจ็บ?! ตอนกลางดึกแบบนี้นะเหรอ?”เสียงของผู้หญิงมีท่าทางแข็งกร้าวน้อยลงบ้าง แต่ก็ยังมีความสงสัยอยู่
“ลดไฟฉายลงหน่อยได้มั้ย!”
“เราแค่ต้องการที่พักน่ะค่ะ!!”วินเดียพูดแทรกเข้ามา แสงไฟหันไปทางวินเดียทำให้โครเวอร์พอเห็นร่างของผู้หญิงที่ฉายไฟมาทางพวกเขาได้ลางๆ เป็นผู้หญิงผมทองมัดเปีย สูงประมาณ 180 ซม. ในชุดขนสัตว์หนาๆเมื่อสังเกตดีๆเขาพบว่าเธอใส่รองเท้าผ้าใบ และชุดนอน ในมือถือปืนลูกซองแฝดหนึ่งกระบอกซึ่งเขานึกดีใจที่เธอไม่ยิงใส่เขาตอนที่ขว้างหินไปที่เธอ
“......หลงทางเหรอ?”
“รถไฟเกิดอุบัติเหตุกำลังจะระเบิด...พวกรีบหนีมาแล้วก็มาหลงอยู่ในถนนสายนี้”โครเวอร์อธิบายคร่าวๆให้เธอฟัง ไฟฉายสาดแสงมาที่เขาอีกครั้งจนต้องยกมือบังไว้....“อย่างน้อยๆขอแค่อย่ายิงเราก็พอ”
“บ้านฉันอยู่ไม่ไกล.....พวกคุณรอยู่ได้จนถึงสว่าง...”แสงไฟหันไปทางอื่นพร้อมกับเสียงเดินของผู้หญิงคนนั้น โครเวอร์ถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะรีบตรงไปอุ้มวินเดียและเดินตามเธอไปเงียบๆ

Posted:
Tue Mar 31, 2009 10:33 am
by Requin_Jinx
รอตอนใหม่อยู่นะโคร

Posted:
Sun May 03, 2009 5:32 pm
by crover
ตอนที่ 24 – V.I.P.
“นายคิดว่าไงกับงานวันนี้...”เทอรรี่เอ่ยปากออกมาเป็นคนแรก หลังต้องทนเมาอยู่ในรถตู้พิเศษของหน่วยสวาทซึ่งนอกจากจะคับแคบแล้วก็ยังอึดอัดเหลือทน เพราะหน่วยพิเศษในชุดเต็มยศต้องมานั่งเบียดกันเป็นปลากระป๋องหกคน
“ไร้สาระเหมือนทุกๆวัน...นั่งรถกระป๋อง สองมือถือปืน แล้วก็ไอ้ชุดกันกระสุนสุดคันนี่...ลงท้ายเราก็แค่ยกปืนขึ้นขู่คนร้าย แล้วก็หมดไปอีกวัน...”แคร็กสเตอร์ หรือแครงค์ เขาเป็นคนที่อาวุโสรองลงมาจากหัวหน้าทำหน้าที่เป็นหน่วยบุกคนแรก ถึงอายุเขาจะมากแต่ผมก็ได้เห็นเขายกขาถีบประตูพังมาแล้วนับไม่ถ้วน ชายที่นั่งข้างๆเขาถอดหมวกเหล็กออกพร้อมกับเปิดปากบ่นบ้าง
“แล้วงานคราวนี้มันอะไรกันล่ะเนี่ย ต้องใช้รถตั้ง 4 คัน ยิ่งกว่างานคุ้มปันนายกเมื่อปีกลายแน่ะ”
“ถ้าเป็นตอนกลางวันฉันจะไม่บ่นหรอกนะซิกซ์ แต่นี่มันตีสามแล้วนะโว้ย แล้วไอ้งานคราวนี้เสือกเป็นการคุ้มกันพวก V.I.P.”แคร็กบ่นกับชายที่อยู่ข้างๆซึ่งมีชื่อเล่นว่าซิกซ์ ผมยาวหางม้าสีดำ ผมไม่รู้หรอกว่าทำไมแต่ที่ต้นคอของเขาก็มีรอบสักเป็นเลขหกอยู่ด้วย ในหมู่พวกเราซิกซ์เป็นคนสุดท้ายที่เข้ากลุ่ม นั่นอาจเป็นที่มาของชื่อก็ได้
“Very Idiot Person....ถ้าไม่ติดที่ว่าได้ถือปืนกับชุดเท่ห์ๆแบบนี้ ฉันไปโบกรถอยู่สี่แยกดีกว่าว่ะ..”อีกคนที่นั่งข้างผมเริ่มพูดบ้าง ลัมเบอร์ หรือชื่อจริง แจ็ค แม็คอลิสเตอร์ เขามีเชื้อสายเคเนเดี้ยนเลยมักจะถูกล้อบวกเข้ากับร่างกายใหญ่โต เขาเลยได้ชื่อเล่นแดกดันอย่างที่เห็นนั่นแหละ แต่แจ็คไม่เคยถือสา
“แล้วไอ้รถบรรทุกที่อยู่ข้างหน้าเรานี่มันอะไร”เทอรรี่ถามขึ้นมาอีกครั้ง เขามักจะเป็นคนแรกที่ถามถึงเรื่องต่างๆ กีฬา งาน ผู้หญิง ข่าวหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรคำพูดของเขาก็มักจะมีคำว่าง’อะไร’แถมมาด้วยทุกครั้ง เลยได้ฉายาที่ไม่ค่อยมีคนใช้กันอย่างริดเลอร์ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นเด็กดีที่ขีเสงสัยเท่านั้นแหละ
“ระเบิดนิวเคลียร์มั้ง? ไม่งั้นเราคงไม่ต้องตามมาแบบนี้หรอก”แคร็กเสนอโดยมีแจ็คแดกดันตามมาติดๆ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า.....ตลกตายล่ะ....อยากกลับบ้านแล้วว่ะ นี่นั่งมาตั้งนานแล้วแถมไอ้ถนนสายนี้แม่งก็ชวนเมารถฉิปหายเลย”หลายคนเริ่มหัวเราะตามนั่นก็รวมถึงผมที่หัวเราะใบๆอยู่บ้าง แต่ยังไม่ทันที่จะพูดต่อหัวหน้าของเราก็ลุกขึ้นแล้วเริ่มเตือนแบบทุกครั้งที่เราเล่นมุขใต้สะดือมากจนเกินไปจนเขาต้องออกปากห้าม เขาเป็นคนผิวดำคนเดียวในกลุ่ม แต่ก็เป็นคนที่พึ่งพาได้มากที่สุดด้วย ตำแหน่งหัวหน้าที่เขาได้นั้นไม่ได้จากแค่ใบประกาศเกีรติคุณคุณหรือการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลมาหลายครั้ง แต่ทั้งอำนาจในการตัดสินใจและความเฉียบขาดในการออกคำสั่งทำให้พวกเราทั้งห้าคนเชื่อใจเขาอย่างเต็มที่
“หุบปากแล้วเตรียมตัวให้พร้อมเถอะน่า แล้วจะได้กลับไปนอนกันต่อ....หรือไม่งั้น...”
“หรือไม่งั้นก็นอนในโลง...”แคร็กพูดเสริมโดยมีผมพูดปิดท้ายประโยคอย่างเช่นทุกที
“เอเมนบอส...”
เรานั่งรถกันต่ออยู่อีกพักใหญ่ก่อนที่แจ็คจะกลิ้งลงไปนอนที่พื้นรถ พวกเราต้องเริ่มหาที่จับกันเพราะทุกๆเมตรที่รถเคลื่อนตัวไปก็ต้องกระดกหัวทิ่มกันทั้งคัน เราคงต้องมาไกลเอามากๆแน่เพราะถนนแบบนี้หาได้ยากอยู่ในซีแอตเติ้ล เราไปมาแล้วทั่วทุกหัวมุมของเมือง บุกจับพวกค้ายามาก็มาก ช่วยตัวประกันมาก็ไม่น้อย แต่งานคราวนี้กลับเป็นการคุ้มกันใครก็ไม่รู้ที่ไม่เคยลงข่าวหนังสือพิมพ์และไม่ได้มีประวัติอาชยากร ผมได้เห็นหน้าเขาเพียงแค่แว่บเดียวตอนไปรับตัว ซึ่งบอกได้เลยว่าถ้าเขาไม่เสียคนสำคัญในอุบัติเหตุหรือเรื่องร้ายๆอะไรมาเขาคงทำสีหน้าแบบนั้นไม่ได้แน่ ผมเห็นมานักต่อนักแล้ว ผมไม่โทษเขาหรอกที่มองหน้าพวกเราด้วยสีหน้าเหมือนคนใกล้ตายแบบนั้น
แต่ความรู้สึกที่เหมือนกับเขามองทะลุเข้าไปในหัวผมเนี่ยเป็นเพราะผมคิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรอยู่นั้นเอง ซิกซ์ก็เริ่มเอ่ยปากบ่น
“ขืนเรายังไม่ถึงที่หมายอีกฉันจะ......”ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค เสียงของคนขับก็ดังมาจากลำโพง
“ลงจากรถ เราเจออุบัติเหตุ พวกนายลงไปช่วยหน่อยก็ดี”
“แม่งเอ๊ย....เสร็จงานนี้ไปดื่มกันต่อไหม? คืนนี้เราคงไม่ได้นอนกันแล้วล่ะ”แจ็คออกความเห็นแต่ก็ได้รับคำตอบจากหัวหน้าทันที
“หุบปากแล้วรีบลงไปเลย”ความเฉียบขาดกับความห้าวหาญแบบดุดันของหัวหน้าฟังกี่ทีก็ขัดไป่ได้เลยแฮะ...
“มีอะไรหรือ?”หัวหน้าเอ่ยปากถามกับคนขับซึ่งพยายามบิดกุญแจรถอย่างเอาเป็นเอาตาย
“อยู่ดีๆเครื่องยนต์ก็ดับ ขอผมเช็คดูก่อน”คนขับพูดเสียงอ่อยพร้อมกับเปิดประตูลงจากรถ
ผมมองดูความมืดที่อยู่รอบตัว ดูท่าพวกเราจะมาเครื่องเสียเอากลางป่า สองข้างทางที่แต่เงาของต้นไม้สูงทะมึนจนเกือบมิดหัวมีแต่แสงไฟหน้ารถเท่านั้นที่พอให้เราเห็นถนนดินร่วนสีน้ำตาลแดงและรถคันข้างหน้าจากทั้งหมดสามคัน แต่จู่ๆคนขับรถคันข้างหน้าก็เดินลงมาหาพวกเรา
“เฮ้ย! นำไปก่อนก็ได้รถฉันดับว่ะ! สงสัยหม้อน้ำรั่ว!”พวกเรามองหน้ากันแบบงงงัน
“รถเราก็ดับเหมือนกัน!”เทอรรี่พูดขึ้น พร้อมกับนั้นเองที่ชายใส่ชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเหมือนนายหน้าธนาคารเดินเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดอีกสองคน แต่นี่ไม่ใช่คนที่เราต้องคุ้มกัน ชายคนนี้ชื่อวอลเตอร์ กรีนน์ เจ้าหน้าที่จากกระทรวงความมั่นคงที่มาติดตามและความความช่วยเหลือกับบุคคล V.I.P. ที่เราต้องคุ้มกันในคราวนี้
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมอยู่ดีๆจอดก่อนล่ะ?”วอลเตอร์เดินเข้าไปถามกับหัวหน้าของพวกเราโดยตรง แต่ในแง่ของสายบังคับบัญชาแล้ววอลเตอร์เหนือกว่าหัวหน้าของพวกเรา แต่เขาก็พอใจที่จะให้หัวหน้าของพวกเราดูแลและวางแผนการทั้งหมดในคราวนี้โดยวอลเตอร์จะเป็นแค่คนชี้แจงคำสั่งการเบื้องบนเท่านั้น ส่วนวิธีปฏิบัติจะขึ้นอยู่กับหัวหน้าของเรา“เครื่องดับครับ คันกลางก็ด้วย”
“ขอโทษครับม่านอยู่ดีๆรถก็หยุดไปซะงั้นพวกคุณรีบไปก่อนก็ได้”คราวนี้วอลเตอร์เป็นฝ่ายที่ทำหน้าสงสัยบ้างเมื่อคนคับรถของเขาเดินมาบอกกับปากตัวเอง
“รถดับพร้อมกันทั้งขบวนเนี่ยนะ? ผีเข้ารถหรือไงวะเนี่ย? ”ซิกซ์พูดพร้อมกับเก้าหัว พวกเราหลายคนเริ่มมองหน้ากันอย่างสับสนและวิตกกังวล นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญอย่างแน่นอน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะหาสาเหตุไหนมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ และในขณะนั้นเองที่ชายคนนั้นปรากฏตัวขึ้น
“ไม่ใช่หรอก....ข้างทางนั้นมีรถชนต้นไม้อยู่ พวกคุณลองไปเช็คดูดีกว่า”ชายที่ชื่อว่าจิงซ์ปรากฏตัวขึ้น ตาทั้งสองข้างบวมช้ำและยังดูชื้นแฉะ สีหน้าอันเหนื่อยอ่อนระกับความวิตกกังวลนั้นทำให้ผมคิดถึงสีหน้าของคนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน...ต่างกันแค่ว่าเขาดูไม่มีความหวาดกลัวแค่นั้นเอง
“แล้วไอ้หมอนี่ใครครับ?”เทอรรี่เอ่ยปากถาม
“ไม่ใช่เรื่องที่พวกคุณต้องรู้...แต่ผมว่าเราควรไปดูตามที่เขาบอกนะ”วอลเตอร์เสนอ และแน่นอน...หัวหน้าของเราพยักหน้าพร้อมกับชี้นิ้วแล้วหมุนเป็นวง พวกเราทั้งหมดถือปืนขึ้นกระชับอก
“.....ครับผม....ไปกันเถอะ....”ผมตอบรับพร้อมกับพยักหน้าให้พวกพ้องที่เตรียมพร้อมอยู่ข้างหลังผม แต่ละคนเริ่มเปิดไฟฉายติดปืนพร้อมกับก้าวเท้าลงไปที่ผืนหญ้าแห้งๆริมทาง ที่พื้นมีรอยล้อรถอย่างชัดเจน จากขนาดแล้วน่าจะเป็นรถกระบะหรือไม่ก็รถบรรทุกขนาดเล็ก ผมเดินนำหัวหน้าไปพร้อมกับชูสัญญาณมือให้กระจายกำลัง ความจริงแล้วหน้าที่นี้ต้องเป็นของหัวหน้าแต่เนื่องจากความไว้วางใจและการที่ผมไม่เคยตั้งคำถามต่อคำสั่งและหน้าที่ ผมจึงเป็นคนประสานงานหลักทั้งหมดชี้แจงและแนะนำรายละเอียดทุกอย่าง และนำทีมในบางครั้งโดยที่ทุกคนต่างไม่ขัดข้อง เสียงเครื่องยนต์ดังแทรกผ่านความมืดเข้ามา ผมชูมือส่งสัญญาณให้ทุกคนอยู่กับที่ก่อนที่ผมจะสาวเท้าไปข้างหน้า
รถบรรทุกขนาดเล็กชนอยู่กับต้นไม้ เครื่องยนต์ยังติดอยู่คาดว่ารถคันนี้คงไม่ได้ขับเร็วมากเท่าไหร่ ผมกวักมือ เทอรรี่และซิกซ์เดินเข้าไปหารถพร้อมกับกระชับปืนเล็งไปข้างหน้า ซิกซ์ตบบ่าของเทอรรี่ให้เข้าไปดูคนขับก่อนที่จะคอยสอดส่องรอบๆตัว เทอรรี่ปีนขึ้นรถก่อนที่จะเปิดประตู เทอรรี่เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะกระโดดลงมาพร้อมกับสำรอกน้ำย่อยออกมาจนหมด
“เคลียร์......ให้ตายสิ....”เทอรรี่พูด พวกเราลดปืนลงส่วนซิกซ์ก็ต้องช่วยตบหลังให้เขา “โอเคไหมพวก?”
“ฉิปเอ๊ย.....นี่แม่งยิ่งกว่าตอนที่เราบุกจับไอ้โคตรโหดดอน โบโลนี่ที่โรงฆ่าสัตว์อีก!”แครงค์พูดพร้อมกับพยายามจะดึงร่างลงมา
“ดอน โบโลนี่?”เทอรรี่ถามอีกครั้ง
“ดอน โบรอนโต้ คาโรนี่...มาเฟียโหดแห่งซีแอตเติ้ล ไอ้หมอนั่นค้ามนุษย์กับแรงงานต่างด้านที่เข้ามาทางท่าเรือ แล้วมันชอบใช้ที่แขวนเนื้อเสียเข้ากับหลังหัว เหล็กทิ่มออกปากแล้วแขวนประจานขยายอิทธิพล...มันฆ่าคนแล้วแขวนแบบนั้นประจานที่ท่าเรือตอนที่เราบุกเข้าไปจับมัน แต่กลายเป็นคว้านน้ำเหลว...ส่วนมันก็คงหนีออกทะเลไปแล้วล่ะมั้ง”แจ็คพูดพร้อมกับเข้าไปช่วยดึงร่างที่อยู่ในรถออกมาให้ หัวหน้าส่องไฟไปที่ร่างนั้น เป็นชายแก่อายุน่าจะ 50-60 ปี มีแผลขนาดใหญ่ที่ลำคอเลือดไหลออกจากหู จมูก ปาก ตา แจ็ตคลำที่ประเป๋ากางเกงของศพก่อนจะดึงเอากระเป๋าสตางค์ออกมา ข้างในยังคงมีเงินและบัตรประจำตัวประชาชนอยู่
“ไม่รู้สิ แต่ลุงคนนี้ยิ่งกว่าคราวนั้นเยอะ....เห็นแก่พระเจ้า...”แครงค์วาดมือเป็นรูปกางเขน
“เราจะเรียกรถพยาบาลที่ช่วยเหลือทางด้านอุบัติเหตุรถไฟตกรางมา กลับไปขึ้นรถ เราจะไปกันต่อ...”
“คิดว่าไง?”ซิกซ์ถามผม
“หมีไม่ก็หมาป่าแต่เหยื่อยังขับรถอยู่ก็ตัดไป ..รอยกระสุนก็ไม่มี มีดมันก็ไม่น่าจะเล่นเอาเนื้อหายไปเกือบหมด...ไม่ใช่ฆ่าชิงทรัพย์ แค้นส่วนตัวก็ไม่พบเหตุจูงใจ...เดายากเหมือนกัน”ผมลองเดาเรื่องจากหลักฐานทั้งหมดที่เจอแบบมั่วๆซั่วๆ เพราะยังไงมันก็ไม่ใช่งานของผมอยู่แล้ว ผมหันกลับไปมองที่รถคันนั้นอีกครั้ง และพบว่าชายคนนั้น....จิงซ์กำลังยืนคร่อมศพชายแก่อยู่
“เฮ้ๆๆ คุณนะกลับเข้ารถไปดีกว่า เราจะไปกันต่อแล้ว!”ผมตะโกนพร้อมกับวิ่งเข้าไปหาจิงซ์ คนอื่นๆหันกลับไปดู
“เขามตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”เทอรรี่ถามอีก...
“เฮ้ย! อย่าคิดว่าที่เราต้องมาเป็นพี่เลี้ยงให้นะโว้ย กลับขึ้นรถไปซะ!”แครงค์ตะโกนเสียงดังพร้อมกับเดินไปหาจิงซ์ แต่เขาไม่ขยับ เขาค่อยๆก้มลงชันเข่าข้างๆศพนั้นพร้อมกับใช้มือแตะลงไปที่ลำคอเหวอะหวะท่วมเลือด
“ทำบ้าอะไรของมันวะ....?”
“คุณครับรีบกลับไปก่อนที่เราต้องลากคุณขึ้นรถเถอะครับ”หัวหน้าเดินสาวเท้าเข้าไปหาจิงซ์ แต่ด้วยเหตุใดไม่รู้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
“จิงซ์! ทำอะไรอยู่เราต้องรีบนะไม่งั้น...”ผมลองเรียกเขาด้วยชื่อดู เพื่อจะดึงความสนใจจากเขาได้ เขายังคงนั่งชันเข่าอยู่ข้างศพของชายแก่อยู่พักใหญ่ก่อนที่อยู่ดีๆเขาจะลุกพรวดพร้อมกับเดินกลับไปทางเดิมด้วยท่าทีที่รีบร้อน
“เราต้องรีบแล้ว....”เขาพูดเบาๆกับหัวหน้าเมื่อเดินสวนไป ผมกับแครงค์หลีกทางพร้อมกับจับจ้องไปที่มือเปื้อนเลือดของเขา
“ห่าอะไรน่ะ?”แครงค์ถามจิงซ์ซึ่งเดินนำหน้า เขาไม่หันมาแต่พวกเราก็ได้ยินเขาพูดว่า
“เราไม่มีเวลามาเสียเวลาแล้ว”
“กวนประสาทว่ะ ก็เป็นคนไปดูศพเองแท้ๆยังมีหน้าบอกว่าเราทำเสียเวลา”แครงค์พูดพร้อมกับหัวเราะในลำคอแบบประชดประชัน
แต่ผมไม่ได้สนใจคำพูดของแครงค์นักหรอก....เพราะมือที่เปื้อนเลือดของจิงซ์และแววตาเหมือนกับพร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อมันกลับทำให้ผมเสียวสันหลังวูบเลย....

Posted:
Fri May 22, 2009 1:13 pm
by crover
ตอนที่ 25 Red Letter Day
“คุณอยู่คนเดียวเหรอคะ?”วินเดียได้เอ่ยปากถามเป็นคนแรกหลังจากที่ก้าวเท้าเข้ามาในกระท่อมไม้หลังเล็กๆ โครเวอร์รู้สึกอึดอัดเล็กๆแบบขายหน้า เพราะกระท่อมนี้อยู่ห่างจากจุดที่พวกเขาถูกเจอแค่ไม่กี่เมตร ถ้าหากวินเดียไม่ขาแผลงเขาคงได้เดินเลยไปนานแล้ว กระท่อมไม้หลังนี้มีขนาดกว้างไปไม่มากกว่า ห้องนอนราคาประหยัดตามโรงแรมจิ้งหรีดเลย มีแค่โต๊ะอาหารเก้าอี้เพียงแค่สองตัว และเตียงคู่อีกเตียงหนึ่ง
“ฉันอยู่กับพ่อฉัน....ห้องน้ำอยู่ด้านนอก”เจ้าของบ้านบอกในสิ่งที่โครฯกำลังคิด ซึ่งทีแรกก็คิดว่าเป็นสามี เธอเขย่งขาพร้อมกับเอาปืนลูกซองแฝดวางไว้บนชั้นเหนือหิ้ง เธอไว้ผมเปียสีน้ำตาลอ่อน ร่างกายผอมบางแต่ก็ดูมีกล้ามเนื้อตามแบบฉบับสาวบ้านนา แต่สีหน้าที่ดูเคร่งขรึมและเอาจริงเอาจังก็ทำให้เขารู้สึกเกร็งๆอยู่บ้าง เธอหันกลับมาพร้อมกับจ้องหน้าพวกเขาที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว“จะว่าไปฉันยังไม่แนะนำตัวเลยนี่นะ....พวกเธอก็ด้วย...”
“อ้ะ ขอโทษค่ะฉันชื่อวินเดีย แวลนซ์ ส่วนนี่ก็......สามีฉันโครเวอร์ค่ะ..”โครฯรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูกทุกทีเวลาวินเดียเรียกเขาว่าสามี ฝ่ายเจ้าของบ้านมองดูพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง”เชลยสงครามสิท่าถึงได้ใช้ชื่อแปลกๆแบบนั้น?”
“แล้วคุณชื่ออะไรล่ะครับ?”โครเวอร์หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม เจ้าของบ้านมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ เธอเดินไปที่ตู้ข้างหลังวินเดียพร้อมกับหยิบเอากาน้ำชาออกมา โครเวอร์ทำท่าจะห้าม แต่มาเรียก็ยังชักสีหน้ายืนยันก่อนจะวางถ้วยน้ำชาลงตรงหน้าวินเดีย
“มาเรีย....เรียกฉันแค่นั้นก็พอ”เธอพูดเสียงห้วนๆก่อนจะส่งถ้วยอีกใบให้เขา”พ่อฉันคงจะกลับมาไม่ช้านี่แหละ หลังจากนั้นพวกเธอก็ขอติดรถเข้าไปที่ตัวเมืองก็แล้วกัน”
“คุณพ่อขอคุณมีอาชีพอะไรเหรอคะ?”วินเดียเอ่ยปากถามทันที แต่มาเรียก็ไม่มีท่าทีรำคาญที่จะตอบคำถาม”ช่างไม้ กับช่างตัดไม้”
“แล้ว...แล้วทำไมถึงได้มาอยู่กับกลางป่าเหรอคะ?”มาเรียวางกาน้ำชาลงพร้อมกับมองหน้าวินเดียอย่างประหลาดใจบางทีโครเวอร์ก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงชอบตั้งคำถามกับทุกเรื่องทั้งๆที่บางเรื่องเธอก็คิดเองได้อยู่แล้ว “.....ก็ฉันกับพ่อเป็นช่างไม้ แล้จะให้พวกฉันไปอยู่ที่ริมชายหาดรึไงล่ะ?”
วินเดียหัวเราะคิกคักนิดๆส่วนมาเรียก็ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม โครเวอร์มองดูสองสาวสนทนากันไป ส่วนตัวเขานั้นก็ได้แต่คอยชำเลืองมองดูที่นาฬิกาข้อมือ ตอนนี้ก็ใกล้จะตีสี่เข้าไปทุกที ความเหนื่อยล้ากับความง่วงนั้นยังไม่มากนักเพราะพวกเขาก็นอนกันบนรถไฟมานานแล้วเหมือนกัน...พูดถึงรถไฟ มันก็คำให้สมองของโครเวอร์ได้ทำงานอีกครั้ง....
เขาไม่รู้จะหาคำบรรยายใดมาเรียกสิ่งที่โจมตีรถไฟดี สิ่งนั้นไล่ฆ่าคนทั้งขบวน แต่สิ่งที่เขามั่นใจได้ก็คือ สิ่งนั้นต้องการชีวิตของพวกเขา...และความสามารถที่ผิดมนุษย์แบบนั้นต้องไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากความสามารถที่ได้รับเฉกเช่นเดียวกับเขาและวินเดีย แต่ที่ยังคาใจของเขาอยู่ก็คือ สิ่งนั้นเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นในวันนั้นเหมือนกับวินเดียหรือเป็นมนุษย์ธรรมดาแบบเขากันแน่...แขนจักรกลแบบนั้นก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน อีกทั้งคำอำมหิตและความดุร้ายก็ยิ่งกว่าสัตว์ที่กำลังคลุ้มคลั่งเสียอีก
ฉับพลันนั้นเองเขาก็คิดว่าทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเพราะงานที่แวนแดนเบริกมอบให้เพื่อที่จะได้ตามล่าสิ่งนั้น งานอันตรายที่ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนที่จะทำสำเร็จแต่ด้วยพลังของเขาและวินเดีย เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จก็ยิ่งเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องส่งทหารหรือสร้างความตื่นตระหนกแก่คนในประเทศ แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้มันหนักหนาเกินกว่าที่เขาจะรับได้แล้ว หลังจากพรุ่งนี้เป็นต้นไปเขาจะเผ่นกลับนิวยอร์ก และสะสางเรื่องบ้าๆนี้กับแวนแดนเบริกให้จบๆไปซะแล้วเขาจะได้กลับไปอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์ของเขา พิมพ์งานส่งสำนักพิมพ์และกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาๆเหมือนเดิม
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังค้างคาใจเขาอยู่ก็คือ.....ถ้าสิ่งนั้นถูกส่งมาโดยพวกรัสเซียเพื่อที่จะปิดปากทุกคนที่รอดชีวิตออกมาจากโดมแห่งนั้นล่ะ?
“เอาล่ะพอได้แล้วล่ะ ฉันว่าพวกเธอนอนเตียงไปก่อนจนกว่าพ่อของฉันจะ...”ในขณะที่โครเวอร์กับลังจะหันไปบอกว่า’ไม่เป็นไร’แววตาและฟันสีขาวที่เขาเห็นอยู่นอกหน้าต่างก็กระโจนเข้ามาในห้องพร้อมกับใช้มือจักรกลฉีกลำคอของมาเรียออกในทันที เลือดสีแดงฉานสาดกระจายไปทั่วพื้นห้อง ชั่ววินาทีก่อนที่วินเดียจะกรีดร้อง โครเวอร์รีบวิ่งกระโจนไปที่หิ้งเหนือหัวเตียงพร้อมกับคว้าเอาลูกซองแฝด แต่เม่อเขาหันกลับไปเพื่อที่จะยิ่งสัตว์ร้ายนั้น มันก็กระโจนคร่อมร่างของเขาพร้อมกับง้างมือที่โชกเลือดนั้นขึ้น
เสียงกรัดร้องดังลั่น วินาทีนั้นเองบ้านทั้งหลังก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง บานประตูรวมทั้งบ้านด้านหน้าทั้งส่วนถูกฉีกกระฉาก เศษไม้และข้าวของเครื่องใช้ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บ้านครึ่งหลังกลายเป็นเศษไม้ที่ลอยกระจายไปรอบด้านและในตำแหน่งที่ควรจะเป็นประตูนั้น จิงซ์ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาที่โครเวอร์ไม่เคยเห็นมาก่อนร่างของมาเรียนอนอยู่บนพื้นเบื้องหน้าของจิงซ์ เลือดไหลเจิ่งนองไปทั่วดวงตายังเบิกกว้าง แต่แววตาไร้ซึ่งแววของชีวิต แต่จิงซืไม่ได้มองที่เธอ สัตว์ร้ายซึ่งถูกแรงมหาศาลซัดกระเด็นกระแทกกับพนังบ้านส่วนที่เหลือนอนดิ้นคราญครางอย่างเจ็บปวด
“หลบไปโครเวอร์.....”โครเวอร์ลุยขึ้นจากพื้น มือทั้งสองยังคงกำปืนลูกซองไว้แน่น ส่วนวินเดียก็ได้แต่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างๆเขา โครเวอร์จับมือเธอพร้อมกับเดินข้ามกองเศษไม้ออกไปให้พ้นรัศมีของจิงซ์ “มันเป็นของฉัน...”
โปรดติดตามต่อเพราะยังพิมพ์ไม่เสร็จ....